วันเวลาช่างผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วซังซังในวันนี้ชวนให้ผู้คนที่เคยพบเห็นนางเมื่อหลายปีก่อนต้องตกตะลึงจนยากจะเชื่อสายตากาลเวลาได้ขัดเกลาให้เธอเติบโตได้สง่างามตามแบบฉบับคุณหนูผู้ดีอย่างสมบูรณ์แบบ
ผมยาวสลวยสีดำขลับประดุจหมึกจีนถูกรวบเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะอย่างพิถีพิถันประดับด้วยปิ่นหยกสลักและพู่เงินผิวพรรณเนียนละเอียดผุดผ่องแก้มอิ่มมีเลือดฝาดธรรมชาติ
ดวงตากลมโตแฝงความเฉลียวฉลาดรอยยิ้มละมุนที่แต้มอยู่บนริมฝีปากบางของสาวน้อยขับให้สาวน้อยดูน่ารักน่าเอ็นดู
สี่ปีในสำนักศึกษาไม่ใช่เพียงแค่การท่องตำราหรือการฝึกคัดลายมือแต่คือช่วงเวลาแห่งความสุข
ทว่า...ในบางครั้งที่ความเหนื่อยล้ากัดกินหัวใจนางยังมีพี่ชายสุดหล่อที่คอยยื่นมือช่วยเหลือ
หนิงเชวียที่ใครต่างก็หวาดกลัวชายหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัยแต่กลับทนุถนอมและอ่อนโยนกับซังซังเสมอมา...
“นายน้อย...”
“ซังซังคัดอักษรไม่ได้เรื่องเลยเจ้าค่ะ”
แม้ซังซังจะฝึกคัดอักษรอย่างหนักแต่ลายมือของเธอก็ยังไม่เอาไหน
“ไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไปมา!พี่หนิงจะสอนเจ้าเอง”หนิงเชวียเอ่ยให้กำลังใจอย่างอ่อนโยน
มือหนากุมมือเล็กออกแรงลากพู่กันลงบนกระดาษอย่างมั่นคงแรงส่งจากมือของเขาทำให้ซังซังรู้สึกถึงความร้อนจากฝ่ามือของเขา
สาวน้อยจิตใจล่องลอยเธอไม่คิดว่าหนิงเชวียจะสอนเธออย่างใกล้ชิดเช่นนี้...
เขินชะมัด!
ดวงตาสีรัตติกาลวูบไหวปลายจมูกโด่งที่เกลี่ยข้างแก้มใสได้กลิ่นกายหอมหวานของสาวน้อยที่กำลังคัดอักษรอย่างตั้งใจเขาลืมตัวสูดกลิ่นหอมหวานอย่างไม่อาจห้ามใจ…
“เช่นนี้หรือเจ้าคะนายน้อย…”
ซังซังช้อนสายตาขึ้นถามพี่ชายที่กำลังหน้าแดงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
หนิงเชวียหลบสายตาของสาวน้อยหัวใจของเขาวูบโหวงแปลกๆเขาไม่ชอบให้ซังซังเรียกเขาว่านายน้อย
มันดูห่างเหินเกินไป...
“ซังซังพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน”
“เลิกเรียกนายน้อยได้แล้ว”
“เรียกข้าว่าพี่หนิง...พี่หนิงของเจ้า”
ซังซังเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมเข้มรอยยิ้มน่ารักปรากฏขึ้นบนใบหน้าน้อย
“เจ้าค่ะ...พี่หนิง...”
หนิงเชวียเผยรอยยิ้มกว้างเขามักจะมองนางด้วยสายตาเอ็นดูเช่นนี้เสมอซังซังเผลอคิดไปเองว่ามันเป็นสายตาของพี่ชายที่ห่วงใยน้องสาว
คำว่า‘ครอบครัวเดียวกัน’ทำให้สาวน้อยใจหายวูบความรู้สึกผิดบาปกำลังกัดกินในหัวใจแววตารักใคร่ของหนิงเชวียที่ส่งมาให้น้องสาวอย่างเธอ
ซังซังไม่อยากได้...
เธอไม่อยากเป็นแค่น้องสาวของหนิงเชวียสายตาที่เธอใช้มองเขามันเต็มไปด้วยความรักและความปราถนามันถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียนในส่วนลึกของหัวใจ
หนิงเชวียที่ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แสนอันตรายโดยเฉพาะใบหน้าคมเข้มมักจะแสดงความหยิ่งยโสและนิสัยเจ้าเล่ห์ร้ายกาจทุกอย่างของเขามีผลต่อใจเธออย่างมาก!
เธอคือหัวหน้าสมาคมนิยมแบดกาย!
กึก!
เสียงขยับตัวของหนิงเชวียทำให้ซังซังสะดุ้งด้วยความตกใจความรู้สึกเพ้อฝันเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
“ซังซัง...”
“เจ้าคะพี่หนิง?”
“พี่เมื่อยยิ่งนักขอข้านั่งหน่อยนะ”
โดยไม่ต้องกล่าวเชิญหนิงเชวียขยับกายลงนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกันกับเธอด้วยท่วงท่าลื่นไหล
“อ้ะ!พี่หนิงมันแคบไปหรือไม่”
ชายหนุ่มเบียดสะโพกเล็กให้กระเถิบออกก่อนจะแทรกตัวลงมานั่งเก้าอี้ตัวเดียวกันร่างกายของเราเบียดชิดกันจนรู้สึกถึงอุณหภูมิร่างกายของคนตัวสูง
“พี่ถนัดสอนแบบนี้”
หนิงเชวียตอบซังซังพลางส่งรอยยิ้มกระชากวิญญานมาให้สาวน้อยมือแกร่งเลื่อนขึ้นมาโอบไหล่ของร่างบางก่อนจะวางลงบนฝ่ามือน้อย
“เส้นอักษรตรงนี้ยังมีปัญหา”
“ยังคุมแรงกดพู่กันได้ไม่ดีพอ...”
หนิงเชวียเลื่อนฝามือมาสอดประสานกับเธออย่างแนบแน่นปลายนิ้วทั้งห้าของเราสัมผัสกันซังซังรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนใกล้จะเป็นลม
“พี่หนิง...ใกล้เกินไปแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของเธอขาดห้วงสองแก้มเนียนร้อนผ่าวขึ้นสีแดงระเรื่อซังซังก้มหน้างุดเพื่อหลบซ่อนความประหม่าไม่ให้พี่ชายสังเกตุเห็น
“จงตั้งสมาธิ...”
“ผูกลมหายใจไว้กับปลายพู่กัน”
“แล้วเคลื่อนไหวตามพี่...”
ราวกับเขาจงใจกลั่นแกล้งยิ่งใบหน้างดงามร้อนผ่าวเท่าไหร่หนิงเชวียก็ยิ่งกระซิบใกล้ชิดเธอมากเท่านั้นปลายจมูกคมสันคลอเคลียข้างแก้มกลิ่นกายหอมสะอาดของเขากำลังล่อลวงสาวน้อยจนแทบคลั่ง
ซังซังสูดหายใจเข้าปอดไม่ให้สติแตกกระเจิงไปมากกว่านี้รวบรวมสมาธิไปที่การคัดอักษรอีกครั้ง
“เช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
มือเล็กเริ่มจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษลากเส้นตวัดขึ้นลงอย่างอย่างที่เขาสอน
“เส้นนี้ถูกต้องแต่เส้นนี้ยังขาดความอ่อนช้อยอีกหน่อย”
หนิงเชวียเอ่ยคำแนะนำอย่างตั้งใจแต่สายตาของเขาไม่ได้จ้องมองที่กระดาษด้วยซ้ำความสนใจของเขาหยุดอยู่ที่สาวน้อยที่นั่งตัวเกร็งทื่อซี่ฟันขาวสะอาดกำลังขบกัดริมฝีปากของตนจนห้อเลือด
นัยน์ตาสีรัตติกาลจ้องมองการกระทำนั้นด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเด็กสาวถึงทำร้ายริมฝีปากตนเช่นนี้...
“ซังซังเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงหวานทำให้เขาหันกลับมาสนใจบทเรียนอีกครั้งหนิงเชวียอมยิ้มอย่างพึงพอใจกับผลงานที่เขาจับมือเขียนเองกับมือ
“เก่งมาก!”คำกล่าวชมของหนิงเชวียทำให้หัวใจดวงน้อยพองโตสาวน้อยเผยรอยยิ้มสดใสออกมาด้วยความดีใจ
“อาจารย์เก่งเช่นนี้ลูกศิษย์ไม่กล้ารับคำชม”
หนิงเชวียมองเด็กน้อยที่ก้มหน้างุดอย่างเขินอายแต่ก็ก็ไม่หยุดเอ่ยคำหวานเอาใจเขา
“เช่นนั้นอาจารย์จะสอนซังซังอีกดีหรือไม่”
“เอ่อ...”
ซังซังกรอกตาขึ้นลงอย่างจนปัญญากว่าจะเขียนจนจบเธอกลั้นหายใจเอาไว้จนนึกว่าจะขาดอากาศตายไปเสียแล้ว…
หนิงเชวียไม่สนใจคำตอบเขาสอดประสานมือของตัวเองลงไปกอบกุมมือน้อยอีกครั้งเสแสร้งสอนนางเขียนอักษรต่ออย่างแนบเนียน...