LOGINจากเด็กสาวธรรมดาในชนบทสู่ “ครูฝึกเวิน” หญิงแกร่งผู้ทำให้นักโทษต้องผวา เวินจื่อหนิงเป็นเพียงเด็กในชนบทที่เข้ามาหาเงินในเมืองใหญ่ ไม่มีใครสังเกตเห็น กว่าจะมีความสามารถถีบตัวเองเข้าสถานีกักขังได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จากครูฝึกธรรมดา นักโทษดูถูก สู่ครูฝึกที่เหล่านักโทษต่างวิ่งหนี แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก… เพียงชั่วพริบตา เธอกลับทะลุมิติไปยังปี 1979 จากครูฝึกหญิงผู้เก่งกาจ กลายเป็นหญิงชาวบ้านที่เพิ่งแท้งลูกครั้งที่สาม แทนที่จะได้เป็นสะใภ้ธรรมดา วิญญาณครูฝึกนักโทษเข้าสิงร่าง จนถูกเรียกว่า “สะใภ้บรรลัย” ปี 1979 ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นใหม่ เธอต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวสามี และการพาน้องสาวกลับบ้าน ทำให้ทุกคนรู้ว่าลูกสาวบ้านเวินมีศักดิ์ศรี
View More‘สะใภ้ใหญ่!’
เสียงตวาดดังก้องทำให้ผู้หญิงในชุดทำงานหันไปมอง ใบหน้าของเธอดูงุนงงและไม่เข้าใจกับทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า หญิงสาวเดินตามเสียง เพียงก้าวข้ามประตูไปกลับพบเหตุการณ์ราวกับหนังเรื่องหนึ่ง ‘ฮึก’ ผู้หญิงในชุดซ่อมซอแต่ดูสะอาดกำลังนอนงอตัวบนพื้นดิน บริเวณกางเกงเปื้อนไปด้วยเลือด เจ้าตัวใช้มือกุมหน้าท้องของตัวเอง น้ำตาคลอบนใบหน้ากลับไม่ส่งเสียงร้อง ‘แท้ง แท้ง แต่งงานมา 3 ปี แท้ง 3 ครั้ง เป็นผู้หญิงแบบไหนกัน รักษาลูกตัวเองไม่ได้’ คนที่น่าจะเป็นแม่สามีก่นด่าลูกสะใภ้ทั้งยังชี้ที่พื้นอย่างไม่ไว้หน้า พอจะเดินเข้าไปใกล้เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปใหม่ ตอนแต่งงานเข้าบ้านสามี หลิวสวี่ซานสามีของหล่อนได้รับคัดเลือกเป็นทหาร ทำให้กลับบ้านมาปีละครั้ง เจ้าหล่อนจึงได้อยู่บ้านสามีกับครอบครัวของเขา หญิงสาวถูกบังคับให้ทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน แม้มีน้องสะใภ้กับน้องสาวสามีแต่พวกหล่อนก็ทำลวก ๆ รับผิดชอบคนเดียว แม้แต่การแท้งเพราะถูกบังคับให้ทำงานยังหาว่าเป็นความผิดของหล่อน เฮือก! “ฝันเหรอ?” เวินจื่อหนิงสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงนอน เสื้อผ้าด้านหลังของเธอเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ความฝันที่ได้เจอราวกับความจริงเพราะเธอถูกลากให้ไปดูชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่แต่งงานจนแท้งลูกครั้งที่สาม “คงเป็นแค่ความฝัน” เวินจื่อหนิงใช้หลังมือซับเหงื่อที่ผุดบนหน้าผากพลางมองนาฬิกาดิจิทัล ตอนนี้เป็นเวลาตีห้าต้องเตรียมตัวไปทำงานได้แล้ว คิดได้แบบนั้นเวินจื่อหนิงถึงได้ลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ ระหว่างทางเดินผ่านกระจกทำให้เห็นว่าเธอยังสวมเสื้อทำงานของเมื่อวาน เพราะกว่าจะกลับมาถึงห้องนอนก็เที่ยงคืนแล้ว “วันนี้เป็นอีกวันต้องทำงานหนัก ที่บ้านยังมีพ่อแม่ ค่าเทอมน้องชายน้องสาว สู้ ๆ นะ เสี่ยวจื่อหนิง” กล่าวจบเธอเดินหายเข้าไปในห้องน้ำและออกมาแต่งตัวเพื่อไปทำงานเหมือนกับในทุก ๆ วัน ด้วยอาชีพครูฝึกอบรมนักโทษในสถานีกักขังนักโทษ เวินจื่อหนิง หรือ ครูฝึกเวิน หญิงสาวในชนบทที่ปากกัดตีนถีบเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตัวคนเดียว เบื้องหลังของเธอยังมีครอบครัวอีกหลายชีวิตให้ดูแล เวินจื่อหนิงเคยเป็นเด็กสาวผู้ใสซื่อเข้าเมืองใหญ่มาตั้งแต่อายุ 15 ปัจจุบันอายุ 35 ปี นอกจากห้องขนาดกลางเธอก็ไม่มีอะไรเป็นตัวเองเลย เพราะเงินเดือนส่วนใหญ่ส่งกลับไปที่บ้านเพื่อให้น้อง ๆ ที่บ้านได้มีเงินเรียนหนังสือ โชคดีว่าพวกเขาเป็นเด็กดีถ้าไม่ใช่ว่าพ่อแม่หาเงินใช้จ่ายในแต่ละวันให้ไม่ได้ก็ไม่มาขอนอกรอบ เจ็ดโมงเช้าก่อนเริ่มงานสามสิบนาที เวินจื่อหนิงเดินทางมาถึงสถานที่ทำงาน ต้องตรวจสอบอาวุธก่อนเข้าไปด้วย เพราะต้องใช้อาวุธของทางสถานีกักขังนักโทษเท่านั้น ป้องกันญาติของนักโทษแฝงตัวเข้ามา เวินจื่อหนิงทักทายเพื่อนร่วมงานที่เดินผ่าน บางคนรู้จัก บางคนพอคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้าง เธอทำแบบนี้ตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ ๆ แม้ชื่อเสียงจะโหดร้ายแต่คนรอบกายพบว่าเธอเป็นคนใจดีคนหนึ่ง “อะไรนะ ครูเวินจื่อหนิงที่ลือกันว่าโหด ๆ น่ะเหรอ” แค่เดินมาถึงหน้าห้องที่มีนักโทษมานั่งรอระหว่างอบรม กลับถูกนักโทษในห้องนินทาซะงั้น เวินจื่อหนิงไม่ได้เปิดเข้าไปข้างใน เธอยืนข้างนอกเพื่อฟังว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน “เห็นว่าลงโทษจนนักโทษไม่กล้าเข้าไปยุ่ง เป็นแค่หญิงสาวแท้ ๆ พวกเราเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์มีอะไรต้องกลัวอีก” นักโทษเก่าที่ถูกลงโทษนับครั้งไม่ถ้วนและพยายามหนีไกลจากครูเวินที่สุดเอ่ยด้วยความเข็ดขยาด “ตอนแรกฉันก็คิดเหมือนนาย! จนกระทั่งเห็นว่าครูเวินจับนักโทษที่เป็นนักเลงหักแขนโดยที่เขาสู้ไม่ได้!” “ใช่ ฉันยังจำได้ตอนเข้ามาใหม่ ๆ ก็คิดเหมือนนาย ตอนนี้ไม่กล้าแล้ว” ตึง! “เสียงดังอะไรกัน” เพียงแค่ได้ยินครูฝึกเวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งนักโทษเก่าล้วนกรูไปยืนข้างหลัง ปล่อยให้นักโทษใหม่รับหน้าครูฝึกประจำห้องอบรม นักโทษใหม่ยังไม่รู้จักครูเวินจึงไม่มีความเกรงกลัวเหมือนคนข้างหลัง เขาเลียริมฝีปากเอ่ยด้วยความอวดดี “ครูฝึกตัวเล็ก ๆ นี่นะ จะมาฝึกอะไรได้” หากเป็นครูฝึกชายยังพอให้หวาดกลัว แต่ครูฝึกหญิงนอกจากในมือถือไม้เรียวก็ไม่มีอะไรให้น่ากลัวเลยสักนิด เขาคิดเช่นนั้น เวินจื่อหนิงหรี่ตาลงยังไม่ทันมีใครตั้งตัวชื่อนักโทษของเขาก็ถูกจดจำ “นักโทษหลี่ไม่เคารพครูฝึกงดข้าว 2 มื้อ ถ้ายังคิดไม่ได้อีกงดต่อ 2 มื้อ จนกว่าจะคิดได้” นั่นก็คือ หากเขายังคิดไม่ได้ก็ต้องงดอาหารไปเรื่อย ๆ ที่นี่มีข้าวให้นักโทษวันละสองมื้อ ต่อให้เขาคิดได้ข้าวมื้อแรกของวันก็ต้องได้กินข้าววันต่อไป “ฮะ?” เวินจื่อหนิงเดินไปที่กระดานใช้ไม้เรียวเคาะกระดานสองที มันมีหัวข้อให้อ่านว่าควรปฏิบัติตัวยังไง กลับโดนนักโทษที่ถูกส่งเข้าห้องขังใหม่ประชิดตัว หวังคุมคาม โอ้ย! หญิงสาวไม่ได้ตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก เวินจื่อหนิงจ้องนักโทษใหม่ก่อนตะโกนเรียกคน “พี่เฉียน!” ผู้ช่วยคนสนิทถูกทิ้งเอาไว้หน้าห้องเปิดประตูเข้ามา มองนักโทษใหม่กุมแขนที่บิดเบี้ยวของตัวเองก็เบิกตากว้าง “ครูฝึกเวินหักแขนคนอีกแล้ว!” ผู้ช่วยคนสนิทส่ายหน้าด้วยความเอือม เขาไม่ได้มีความตกใจเพราะเกิดเห็นการแบบนี้บ่อยครั้ง “พาเขาไปห้องแดง ทำให้เขารู้ว่าควรปฏิบัติตัวยังไง” นักโทษใหม่ถูกหิ้วปีกออกไปและไม่มีใครที่กล้าปริปากอีก พวกเขานั่งฟังเวินจื่อหนิงอบรมสามสิบนาทีก็ถูกพาออกมาข้างนอก “นักโทษจี้หลิน จับกางแขนขากลางแดดจนกว่าจะเย็น” เวินจื่อหนิงเปิดเอกสารในมืออีกสองแผ่นก่อนลงบันทึกว่าวันนี้ได้สั่งลงโทษแล้ว นักโทษจี้หลินโอดครวญ “โธ่ ลูกพี่ ผมถูกทารุณแบบนี้มาสามปีแล้ว ไม่มีการทารุณใหญ่บ้างเหรอ? หรือว่าโทษของผมหมดหรือยังนะ” “ยังไม่ถึงเวลา” “ลูกพี่ ๆ ให้ผมไปช่วยจัดการเขานะ” ชายหนุ่มอีกคนยิ้มกริ่ม “เมื่อคืนพี่จี้แกล้งผม ถ้าลูกพี่ให้ผมช่วยเดี๋ยวหลังจากนี้ผมจะทำตัวอยู่ในระเบียบ” เวินจื่อหนิงปรายตามองเขา พอเห็นว่าเป็นคนที่สนิทกันประมาณหนึ่งจึงยกยิ้มมุมปาก “อ้อ วันนี้นายไปอยู่กลางแดดเป็นเพื่อนเขาสิ” “ฮะ” สถานีกักขังที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น หรืออาจจะเหมือนกันทั่วไปแต่ต่างกันตรงที่ครูฝึกมีอำนาจที่นี่ หากใครไม่เคารพต่อให้ทุบตีจนตายก็ไม่อาจเอาความผิดได้ เวินจื่อหนิงทำโทษที่นี่มานาน ทำให้สนิทกับนักโทษ แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะช่วยเหลือพวกเขา ผิดตรงไหนก็จัดการตามความเหมาะสม “อึก!” สายตานับร้อยคู่หันมามองจุดที่เวินจื่อหนิงทรุดตัวนอนลง ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดโดยที่ไม่มีใครได้ตั้งตัว เพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งมาดู แม้แต่นักโทษที่อยู่ตั้งแต่เวินจื่อหนิงมาที่นี่ใหม่ ๆ ยังมาช่วย “ลูกพี่!” จี้หลินที่กำลังรอถูกมัดมือมัดเท้าเตรียมรับบทลงโทษวิ่งหน้าตั้งมาหาครูฝึก ที่ฝึกเขาตั้งแต่เข้ามาที่นี่จนสำนึกผิดด้วยความตระหนก “ครูฝึกเวิน” เวินจื่อหนิงนึกถึงใบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน ล่าสุดที่ได้เจอคือสามปีก่อน ตอนน้อง ๆ เข้าเรียนมหาวิทยาลัย สุดท้ายได้แต่หลับตาลงยอมรับชะตากรรมเพราะกู้ชีพไม่สำเร็จ“ตื่น!” เข้าสู่วันที่เจ็ดของการทะลุมิติมาอยู่ในร่างสะใภ้ใหญ่บ้านหลิว เวินจื่อหนิงยังคงเป็นเวินจื่อหนิง สิ่งที่เธอพูดว่าจะไม่ทำอาหารให้คนที่ไม่ช่วยกันก็คือไม่ทำจริง ๆ และตีสี่ยังเป็นเวลาที่ทุกคนในบ้านหลิวต้องตื่น ใครไม่ช่วยก็แค่ไม่ได้กินเท่านั้น หลิวซือเหยียนอ้าปากหาวก่อนเขี่ยถ่านในเตาด้วยความเกียจคร้าน “ทำไมแม่ต้องให้ฉันมาทำอาหารด้วย ปกติสาย ๆ ถึงได้ออกไปทำงาน เหนื่อยก็เหนื่อย ชีวิตไม่เคยได้รับความบัดซบขนาดนี้มาก่อน!” “บัดซบเหรอ? แค่ให้มาช่วยทำอาหารมื้อเช้าคิดว่าบัดซบ ถ้าหล่อนแต่งงานออกจากบ้านไป หลังแต่งงานสภาพคงหนักกว่านี้อีก ซือเหยา ซือเหยียน โต ๆ กันแล้ว” ซูหัวรีบพยักหน้าและหันไปบอกกับหลิวซือเหยียน “ใช่แล้วน้องสาวรอง” หลิวซือเหยาที่อยู่นอกห้องครัวกลอกตามองบน หล่อนกำลังหั่นผักปากเอ่ยบ่นไปด้วย “ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะบังคับพวกเราเลย ตั้งแต่พี่สะใภ้ใหญ่แท้งครั้งที่สามก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนคนก่อน” เฝิงหรานที่ล้างผักอยู่ข้างกับน้องสาวสามีข้างนอกห้องครัวรีบเอ่ย “น้องสาวใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่โมโหร้ายมาก ถ้าไม่รีบจัดการหล่อน
แม้ต้นปีที่ผ่านมาจะมีประกาศยกเลิกระบอบคอมมูน รัฐจัดสรรที่ดินให้กับประชากรของประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นหลาย ๆ พื้นที่ในชนบท ยังคงใช้ระบอบคอมมูนเหมือนเดิม ทุกคนยังไม่พร้อมเปลี่ยนแปลงและมันจะถูกพัฒนาต่อไป หลายคนในหมู่บ้านเริ่มตื่นตัวแต่ก็มีหลายคนที่ยังคงทำตัวขี้เกียจตั้งแต่เวินจื่อหนิงแต่งงานเข้าบ้านสามี หญิงสาวตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งเพื่อมาเตรียมทุกอย่าง และเริ่มลงมือทำกับข้าวมื้อเช้าให้ทุกคนในครอบครัวช่วงตีสี่ ผู้ชายในบ้านทำงานเก็บแต้มคะแนนเยอะกว่าจำเป็นต้องออกไปทำงานตั้งแต่ตีห้า ส่วนผู้หญิงจะทยอยไปทีหลังและข้าวต้องไปถึงที่นาประมาณหกโมงเช้า ปกติสะใภ้อีกสองคนต้องมาช่วย แต่ส่วนใหญ่พวกหล่อนจะแอบอู้มาช่วยก่อนพ่อแม่สามีตื่นเท่านั้น ปัง! “น้องรอง! สะใภ้รอง!”เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงตะโกนเรียกดังขึ้นที่หน้าห้องนอนของบ้านรอง ตามมาด้วยห้องนอนบ้านสาม ห้องนอนน้องสาวสามีทั้งสองคนและห้องนอนของพ่อแม่สามีไม่มีว่างเว้นสักห้อง ในเมื่อพวกเขาเอาเปรียบกันครูฝึกเวินคนนี้ไม่เกี่ยงที่จะสั่งสอนหลิวสวี่เซียวหรือน้องรอง น้องชายของสามีถูกพี่สะใภ้ปลุก เขางัวเงียเดินออกมาเปิดประตูด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ถึงอย
หมู่บ้านผิงหู ตำบลถาน อำเภอเล่อ เมืองหวงหนาน มณฑลชิงไห่ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูดังขึ้นหลายครั้งตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อด้วยความโมโหเพราะไม่เปิดประตูสักที “เวินจื่อหนิง! หล่อนมัวแต่นอน คิดจะให้แม่สามีทำกับข้าวให้กินหรือยังไง”เสียงเงียบลงก่อนจะทุบประตูอีกหลายครั้ง พอคนในห้องไม่ยอมเปิดออกไป เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคนที่นอนอยู่บนเตียงเตารู้สึกตัวเปลือกตาสีไข่ขยับก่อนนัยน์ตาสีดำจะเปิดให้เห็น คนที่นอนอยู่บนเตียงเตาค่อย ๆ ใช้มือพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แม้จะมืดแต่หญิงสาวรู้ตัวดีว่านี่ไม่ใช่ห้องนอนขนาดกลางที่เก็บเงินซื้อ และไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ ๆ อึก!มือเรียวที่มีรอยจากการทำงานหนักยกขึ้นกุมศีรษะ เวินจื่อหนิงหรี่ตาลงเพ่งมองชัด ๆ พบว่านี่เป็นห้องนอนขนาดเล็ก คิ้วของหญิงสาวเลิกขึ้นเมื่อคิดว่าตัวเองได้เสียชีวิตแล้ว และนี่คือร่างกายของหญิงสาวคนที่เธอเคยฝันถึงในคืนที่ผ่านมา ใครจะคิดว่ามันเป็นเหตุการณ์ล่วงหน้าปี 1979 เวินจื่อหนิง สะใภ้ใหญ่บ้านหลิวแท้งลูกท้องที่สามหลังจากแต่งงานเข้ามาเมื่อสามปีก่อน ต้นเดือนที่ผ่านมาหญิงสาวทำงานหนักจนแท้งลูกอีกครั้ง ร่างกายจึงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จน
‘สะใภ้ใหญ่!’เสียงตวาดดังก้องทำให้ผู้หญิงในชุดทำงานหันไปมอง ใบหน้าของเธอดูงุนงงและไม่เข้าใจกับทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า หญิงสาวเดินตามเสียง เพียงก้าวข้ามประตูไปกลับพบเหตุการณ์ราวกับหนังเรื่องหนึ่ง‘ฮึก’ผู้หญิงในชุดซ่อมซอแต่ดูสะอาดกำลังนอนงอตัวบนพื้นดิน บริเวณกางเกงเปื้อนไปด้วยเลือด เจ้าตัวใช้มือกุมหน้าท้องของตัวเอง น้ำตาคลอบนใบหน้ากลับไม่ส่งเสียงร้อง ‘แท้ง แท้ง แต่งงานมา 3 ปี แท้ง 3 ครั้ง เป็นผู้หญิงแบบไหนกัน รักษาลูกตัวเองไม่ได้’ คนที่น่าจะเป็นแม่สามีก่นด่าลูกสะใภ้ทั้งยังชี้ที่พื้นอย่างไม่ไว้หน้าพอจะเดินเข้าไปใกล้เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปใหม่ ตอนแต่งงานเข้าบ้านสามี หลิวสวี่ซานสามีของหล่อนได้รับคัดเลือกเป็นทหาร ทำให้กลับบ้านมาปีละครั้ง เจ้าหล่อนจึงได้อยู่บ้านสามีกับครอบครัวของเขาหญิงสาวถูกบังคับให้ทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน แม้มีน้องสะใภ้กับน้องสาวสามีแต่พวกหล่อนก็ทำลวก ๆ รับผิดชอบคนเดียว แม้แต่การแท้งเพราะถูกบังคับให้ทำงานยังหาว่าเป็นความผิดของหล่อนเฮือก!“ฝันเหรอ?”เวินจื่อหนิงสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงนอน เสื้อผ้าด้านหลังของเธอเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ความฝันที่





