Masukการเดินทางผ่านถนนคดเคี้ยวข้างทาง เป็นทะเลทรายมีต้นไม้ประปราย ตลอดเส้นทางมีรถวิ่งสวนเลนมาทำให้รู้ว่าเมืองไฮดริกไม่ได้เงียบเหงา เกือบห้าชั่วโมงคนตัวเล็กต้องทนเมื่อยแต่ทัศนียภาพรอบๆ ช่วยผ่อนคลายได้ดี ทันทีที่รถเคลื่อนผ่านถนนลาดยางท่ามกลางตึกขนาดใหญ่และรถมากมาย สาธารณูปโภคทันสมัยไม่แพ้ประเทศเจริญแล้ว
รถจอดเทียบหน้าโรงแรมไฮดริก นิลลนาก้าวลงแล้วกวาดตามองรอบๆ มันสวยงามราวกับเทพนิยายจริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นเมืองร้อนมีทะเลทรายล้อมรอบแต่ที่นี่กลับมีความเย็นแผ่ทั่วทุกอณู กระเป๋าสัมภาระถูกวางลงมีพนักงานของโรงแรมยืนรอต้อนรับด้านหน้า
“ผมขอตัวก่อนนะครับ คงต้องกลับโรงแรมเลย”คนขับรถบอก
“กลับเลยเหรอคะ ไม่เหนื่อยเหรอ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้ว แขกที่โรงแรมผมก็มาส่งแบบนี้บ่อยๆ”เขายิ้ม
“ขอบคุณมากนะคะ”
“ครับ”
คนขับรถเปิดประตูแล้วเคลื่อนเจ้ารถจิ๊บออกจากด้านหน้าโรงแรม
“จะเข้าพักที่นี่ใช่ไหมครับ”พนักงานเอ่ยถาม
“ใช่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะยกกระป๋าไปให้นะครับ”
ร่างบางสาวเท้ามายังล็อบบี้หินแกรนิตสีดำ มีพนักงานสาวสองคนยืนทำหน้าที่ประจำ เป็นสาวผิวน้ำผิ้ว รูปร่างสูงโปร่งในสูทสีน้ำเงิน ใบหน้าคมสวย ดูโฉบเฉี่ยว
“จองห้องพักเหรอคะ”พนักงานถามน้ำเสียงหวาน
“ใช่ค่ะ ขอเป็นห้องเดี่ยวนะคะ”
“รอสักครู่นะคะ”
พนักงานกดคอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลครู่หนึ่ง แล้วช้อนสายตามองแขก
“ได้แล้วค่ะ ห้องเดี่ยวนะคะ ชั้นสิบห้าห้องหนึ่งห้าศูนย์สามค่ะ”
พนักงานสาวหยิบกุญแจให้พร้อมคีย์การ์ด เธอรับมาแล้วจัดการรูดบัตรเครดิต ก่อนสาวเท้าไปยังตัวลิฟต์ นิลลนากวาดสายตามองความโอ่อ่าราวกับราชวัง พื้นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ โถงทางเดินสีทอง ด้านบนเป็นโคมไฟระย้างดงามจับตา ภาพวาดปฏิมากรรมเกี่ยวกับเทพกรีก คนตัวเล็กหยุดเท้าตรงลิฟต์โดยมีพนักงานตามมาติดๆ เมื่อมันเปิดออกเธอก้าวยืนแล้วกดชั้นที่ต้องการ เพียงครู่หนึ่งลิฟต์จอดชั้นสิบห้า ร่างบางสาวเท้าไปยังห้องพักแล้วเปิดประตูออก พนักงานนำกระเป๋าเข้าวางแล้วก้มศีรษะทำความเคารพ นิลลนาเลยให้ทิปเพื่อเป็นการขอบคุณ แล้วปิดประตูลงตามเดิม
ทันทีที่อยู่คนเดียวความอยากรู้เริ่มกระตุ้น นิลลนาสำรวจห้องพักตนเองมองดูเตียงสีเสามีม่านมีขาว พื้นเป็นกำมะหยี่สีแดง ใกล้หัวเตียงมีโต๊ะไม้สักวางโคมไฟรูปดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว หน้าต่างกระจกปิดด้วยม่านสีขาวถูกเปิดออก เผยทัศนียภาพของเมืองไฮดริกอย่างเต็มตา ดวงตาเรียวสวยเบิกกว้างระบายยิ้มด้วยความสุขใจ ที่นี่ให้ความรู้สึกดีกับเธอจริงๆ คนตัวเล็กหันกลับมาค้นข้าวของตนเองวางเรียงราย กล้องถ่ายรูปอุปกรณ์จำเป็นสำหรับทิปนี้ และชุดต้องทะมัดทะแมงพอในการเดินทางไปไหนมาไหน เมื่อจัดเตรียมเรียบร้อยหญิงสาวรีบหยิบผ้าคลุมอาบน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว เพราะเดินทางมาทั้งวันแถมอากาศค่อนข้างร้อนเหนียวตัวหมดแล้ว หยาดน้ำกำลังพร่างพรมทำให้เธอรู้สึกสดชื่น ออกจากห้องน้ำหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงยีนส์รัดรูปมาสวม ส่องความเรียบร้อยกับกระจกอีกครั้งแล้วหยิบกล้องถ่ายรูป เธอไม่มีทางพลาดบรรยากาศยามค่ำคืนของที่นี่แน่ แต่ที่สำคัญต้องหาอะไรรองท้องเสียก่อน
นิลลนาเดินผ่านห้องอาหารโรงแรมอย่างไม่สนใจแม้มีเงินเท่าไหร่ก็ตาม เรื่องน่าสนใจมันคืออาหารพื้นเมืองตามถนนคนเดินในตลาดถัดไปอีกมุมถนน สองเท้าย้ำลงบันไดอย่างเร่งรีบสาวเท้ายังจุดหมาย เห็นแสงไฟดวงเล็กๆ ตามร้านแผงลอยระยิบระยับ กล้องถูกยกขึ้นมาถ่ายภาพอันงดงามแล้วเจ้าของมันจึงดื่มด่ำกับบรรยากาศ ถนนคนเดิมมีสินค้าจำพวกเครื่องประดับพื้นเมือง ผ้าคลุมหน้า กำไลข้อมือ สร้อยคอ และเสื้อผ้าของชนพื้นเมือง แต่ตอนนี้ท้องของเธอร้องเลยเร่งฝีเท้าไปยังกลิ่นหอมกรุ่น เห็นไส้กรอกเนื้อถูกย่างอยู่บนเตาเลยซื้อเสียหนึ่งไม้รองท้องเสียก่อน มองอีกทางเห็นอิทผาลัมสดน่าทาน แต่ตัดสินใจซื้อน้ำทับทิมชิมสักแก้วแก้กระหายมันอร่อยมากทีเดียว
อาหารที่นี่ส่วนมากเป็นนมแพะแม้แต่นมอูฐก็มี พวกผักและผลไม้ค่อนข้างเยอะ น่าแปลกอากาศร้อนขนาดนี้แต่พวกเขาสามารถผลิตพืชผลทางการเกษตรได้อย่างไร ยิ่งทำให้ชวนสงสัย เมื่ออิ่มท้องคนตัวเล็กยกเรียวแขนดูเวลาใกล้ห้าทุ่มแล้วแต่ยังไม่ง่วงเลย อาจเพราะมันต่างจากไทย คงต้องกลับเพราะตลาดกำลังวายแล้ว ร่างบางเดินทางกลับโรงแรมด้วยความอิ่มเอม เธอเดินมาถึงลิฟต์จังหวะนั้นไม่ได้ให้ความสนใจรอบข้างเพราะมัวแต่ดูภาพในกล้อง
“อุ้ย!”เธอชะงักช้อนสายตามองคนที่ตนเองชนด้วยความตกใจ “ขอโทษนะคะ”
หญิงสาวนิ่งงันดวงตาคมกริบนัยน์ตาสีอำพันนั้นราวกับมีมนต์ให้หยุดนิ่ง มือบางสั่นเทาขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และร่างกายกำลังถูกโอบประคองไม่ให้ล้มลง เธอจึงรู้ตัวว่าตนเองกำลังถูกคนอื่นทำรุ่มร่ามอยู่ ร่างบางเบี่ยงหนีให้พ้นอ้อมแขนของชายแปลกหน้า อันมีหน้าตาหล่อเหลาและผิวพรรณผิดกว่าคนปกติโดยทั่วไป แต่ทว่าเธอไม่จำเป็นต้องสนใจแม้ตื่นตาตื่นใจในแรกเห็นก็ตาม
“ฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”นิลลนาบอกพร้อมก้มหน้ารับผิด
“ไม่ครับ” น้ำเสียงทุ้มเยือกเย็นตอบกลับ “แล้วคุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
คนตัวเล็กส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามไม่สบตาคู่สนทนาเพราะคิดว่าตนคงเสียเปรียบ ดวงตาคมกริบเหมือนมีแรงดึงดูดใจเลยสั่นสะท้าน
“ไปกันเถอะดีล คุณมีประชุมพรุ่งนี้นะ”
นิลลนาหันมองชายหนุ่มอีกคน หน้าตาคมเข้มไม่แพ้กัน ดวงตาสีดำสนิท มีหนาวเคราเขียวขรึมเหมือนเพิ่งโกนใหม่ ท่าทางดูเหมือนบอดี้การ์ดประจำตัวชายที่ชื่อดีล
“รู้แล้วอัสลัน” เธอเห็นเขาตอบเพื่อน แล้วหันมาสบตาต่อ “คุณเป็นนักท่องเที่ยวใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”นิลลนาตอบเสียงแผ่ว รู้สึกเกร็งความจริงเขาควรไปเสียทีตามความต้องการของเพื่อน
“เป็นคนเอเชียเหรอ มาจากประเทศอะไรล่ะ”
“ประเทศไทย”
มือบางอันสั่นเทาถูกกุมแล้วดึงขึ้นมาจุมพิตอย่างกะทันหัน นิลลนาตาโตด้วยความตกใจรีบชักมือกลับหน้าตาตื่น
“คุณทำอะไร!”เธอร้องถาม
“จูบมือคุณไง ผมพอใจคุณไม่รู้เหรอ”
นิลลนาหน้าแดง ทำไมเขาถึงทำอะไรรวดเร็วราวกับผู้หญิงเป็นเหมือนตุ๊กตาไปได้ เพิ่งรู้จักมาทำสนิทสนมขนาดนี้มากเกินไป
“แต่ฉันไม่ชอบค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”หญิงสาวตัดบทแล้วเดินหนีไปทันที
ข้อมือบางถูกรั้งไว้ทันที แล้วตวัดให้หันกลับมา โน้มใบหน้าเข้าใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นรดใบหน้า นิลลนาตระหนกยกมือดันออกห่างแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจับไว้แน่นไม่ยอมให้ทำตามใจ
“ปล่อยฉันนะคะ!” เธอส่งเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“ผมมีอะไรไม่ดีงั้นเหรอ คุณถึงไม่อยากคุยด้วย”
นิลลนากัดฟันแน่น ต่อให้หน้าดีหล่อเหลาแค่ไหน หากมารยาททรามเธอก็ไม่มีวันญาติดีด้วยหรอก
“ไม่ดีทั้งหมดนั่นแหละค่ะ ปล่อยฉันได้แล้ว ฉันไม่ชอบ คุณเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้!” คนตัวเล็กพยายามบิดแขนตนเองให้พ้นจากการฉุดรั้งของอีกฝ่าย แล้วหันหน้าหนีตลอดเวลา
“คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณกำลังพูดอยู่กับใคร ผู้หญิงคนไหนเห็นหน้าผมก็ต้องการผมกันทั้งนั้น”
“แต่ไม่ใช่ฉัน!” หญิงสาวเถียงกลับตวัดสายตามอง จังหวะนั้นใบหน้าเขาเคลื่อนใกล้จนริมฝีปากแทบชิดกัน
ร่างบางชะงักดวงตาเรียวสวยเบิกกว้าง สะบัดข้อมือสุดแรงกระชากออกจากเขา
เพียะ!
ฝ่ามือเธอตวัดลงบนใบหน้าหล่อเหลา เห็นแววตาเขาวาวโรจน์ กัดฟันแน่นจ้องมองมา นิลลนารู้สึกตัว เธอไม่ได้ตั้งใจ เขาผิดที่ทำราวกับเธอเป็นผู้หญิงหากิน
“นี่เจ้า กล้าดียังไงมาตบข้า รู้หรือเปล่าว่าข้าเป็นใคร!”
เขาตวาดจนเธอสะดุ้ง ไม่คิดว่าน้ำเสียงจะทรงพลังขนาดนี้ ปกติเธอไม่เคยกลัวใครเลย แต่ชายแปลกหน้าคนนี้กลับทำให้เธอรู้สึกถึงอำนาจที่ไม่มีทางต่อกร
“ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณเป็นใคร แล้วฉันก็ไม่สนด้วย โดนแค่นี้ยังน้อยไป ฉันไม่ใช่ผู้หญิงหากิน คุณไม่มีสิทธิ์มาทำรุ่มร่าม!” หญิงสาวต่อว่าน้ำเสียงสั่น แม้กายจะสะท้านแต่จำต้องหาทางปกป้องศักดิ์ศรีตนเอง
อัสลันรีบเข้าห้าม พร้อมส่งสายตาไปถึงหญิงเอเชียเพื่อส่งสัญญาณให้หนีไป เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่ ลิลลนารีบหนีออกมาจากตรงนั้นทันที สายตาของเขาน่ากลัวมากเหลือเกิน ที่ต่อปากต่อคำก็เล่นเอาแทบยืนไม่อยู่
“เจ้าจะหนีไปไหน ข้าไม่มีวันให้อภัยเจ้า ไม่เคยมีใครกล้าตบหน้าข้า!”
นิลลนาได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเธอเข้าใจมันดี แต่คำพูดแบบนี้ราวกับผู้รากมากดีเก่า แต่ตอนนี้เธอไม่อยากมัววิเคราะห์เรื่องไร้สาระ หาทางหนีจากชายแปลกหน้าคนนั้นดีกว่า
“ดีลใจเย็นก่อน ที่นี่ท่านไม่ควรเปิดเผยตัว” อัสลันเตือน กางมือกั้นไม่ให้ดีลไล่ตามหญิงไทย
“อัสลันฉันต้องการผู้หญิงคนนั้น!” ดีลเข่นเขี้ยวกำมือแน่น
คนถูกสั่งชะงัก เขาไม่อยากทำร้ายเธอ ผู้หญิงคนนั้นแค่ไม่รู้ว่าชายที่ยืนต่อหน้าเขาคือใคร เธอเลยเผลอทำสิ่งผิดพลาดครั้งใหญ่
“จะดีเหรอดีล ผมว่าอย่าทำอะไรเธอเลย”
“ฉันต้องการผู้หญิงคนนี้!” ดีลไม่ยอมลดละ
“หาเอาใหม่ดีกว่าดีล คุณแค่ปรายตามองสาวๆ ก็ตามเป็นทิวแถวแล้ว แค่ผู้หญิงไทยคนเดียวอย่าไปยุ่งเลย ปล่อยให้เธอท่องเที่ยวที่นี่ดีกว่า เผื่อคนเอเชียจะมาอีก”
ดีลหันมองอัสลัน สีหน้าฉายฉัดว่าไม่รับฟังความคิดเห็นใดๆ
“ข้าต้องการผู้หญิงคนนั้นหาทางเอาตัวนางมาให้ได้อัสลัน กล้าหยามกันขนาดนี้ สตรีนางนั้นต้องได้รับโทษ!”
“แต่...” อัสลันอ้าปากจะค้าน
“ทำตามคำสั่งแค่นั้น” ดีลตัดบท
“ครับ”
เสียงประตูห้องเปิดออก พระสนมผู้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา พยุงกายลุกนั่ง เห็นชายร่างท้วมก้าวเข้าใกล้น้ำตาเธอไหลรินอาบแก้ม อารีมารีบโผเข้าอ้อมกอดบิดาด้วยความเจ็บปวด หลายวันผ่านมา ได้ทราบข่าวว่านิลลนากลับมายังวังหลวงแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการช่วยเหลือของอัสลัน องครักษ์คนสนิทของฝ่าบาทเพียงเท่านี้มันทำให้ได้รู้แล้วว่า ฝ่าบาททรงคิดเช่นไรกับนิลลนากันแน่ ทั้ง ๆ ที่เธออยากให้นังผู้หญิงคนนั้นห่างหายจากสายตา ตายไปเสียได้ยิ่งดี แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างหวัง“ท่านพ่อ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ลูกปวดใจเหลือเกิน ลูกทนไม่ไหวที่ต้องได้ยินข่าวว่า นังนิลลนามันมีความสุขกับฝ่าบาท ลูกเกลียดมัน เกลียด! เกลียด! ได้ยินไหมท่านพ่อ!”“ใจเย็นเก่อนอารีมาเจ้าอย่าเป็นแบบนี้ พ่อของเจ้าเจ็บเสียยิ่งกว่าที่เห็นเจ้าต้องทรมาน พ่อไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ พ่อพลาดเอง แต่พ่อยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจหรอกนะ พ่อจะทำให้พระสนมนิลลนาต้องระเห็จออกจากประเทศนี้ให้ได้ หรือไม่ก็ถูกแผ่นดินกลบหน้าเสียเพื่อไม่ให้รกหูรกตาลูก”อารีมาสะอื้นสบหน้ากับแผงอกบิดา เธอไม่เหลือผู้ใดแล้วนอกจากพ่อ“ท่านพ่อ ข้าอยากออกไปจากตำหนัก อยากเป็นอิสระดั
“ข้าไม่ไปเอาเรื่องท่านพี่ก็ได้ แต่เจ้าตอบข้ามาตามตรงได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”“หม่อมฉันตอบฝ่าบาทได้เพคะ แต่...” เธอกำลังจะทูลแต่ร่างกายกลับไม่อาจยืนหยัดได้อีก มันทรุดฮวบลงในทันใด“นิลลนา!” ทรงร้องเรียกชื่อ แล้วรับร่างบางไว้ในอ้อมพระกร “มาช่วยพระสนมหน่อยเร็วเข้า!”เจ้าหน้าที่แพทย์รีบรุดเข้ามาช่วยเหลือ นำร่างคนไม่ได้สติวางบนเตียง พยาบาลเข็นเข้าสู่ห้องตรวจทันที กษัตริย์ทรงร้อนพระทัยยิ่งนัก เหตุใดเรื่องร้ายๆ ถึงเกิดในคราวเดียวกัน ร่องรอยรอบคอนิลลนา หากเดาไม่ผิด คงเกิดจากน้ำมือนางเองซึ่งต้องการปลิดชีวิตให้พ้นจากเชษฐาพระองค์ แม้ในพระทัยชุ่นเคืองเพียงใด แต่พระองค์จำต้องเก็บงำไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชน และทหารต้องล้มตายทรงประทับบนเก้าอี้ ซึ่งทางหน่วยแพทย์จัดเตรียมให้ เพราะพระองค์เสด็จมาที่นี่ หลังจากทราบข่าวเกี่ยวกับอัสลัน ไม่นานเท่าใด นางกำนัลนาเดียปรากฏ เธอเร่งรีบก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นพระองค์ เลยตรงมาคุกเข่าเบื้องหน้าแล้วหมอบกราบ“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”“ลุกขึ้นเถอะนาเดีย”เธอลุกตามรับสั่ง ขอบตาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้ สายตากวาดมองรอบๆ หัวใจยังคงเต้นกระหน่ำ หวาดกลัวกับเรื่องราวที่ไ
ระหว่างเส้นทางทหารพาเธอหลบหลีกมีการปะทะเล็กน้อย แต่ทหารส่วนมากกลับหายไปไม่ได้เฝ้าเส้นทางเหมือนเช่นทุกวัน ยี่สิบนาทีต่อมาจึงพบว่าตนเองอยู่บริเวณประตูด้านหลังวังเรียบร้อยแล้ว สายตาเธอจดจ้องไปยังราชองครักษ์คนสนิทของฝ่าบาทซึ่งยืนมองเธอไม่วางตา เธออยากพูดอะไรบางอยางกับเขาแต่ดูเหมือนอัสลันไม่ต้องการ ท่าทางเขาเร่งรีบเหงื่อกาฬแตกตามหน้าผาก สีหน้าซีดเผือดราวกับคนจับไข้ก็ไม่ปาน วันนี้อัสลันแปลกกว่าทุกที“รีบออกไปก่อน พวกมันคงแห่กันมาแล้ว” อัสลันเตือนลูกน้องทหารยามหน้าประตูนับสิบถูกจัดการเรียบร้อย อัสลันรู้ดีจะให้พระสนมปืนกำแพงก็ใช่ที่นางเป็นแค่สตรี เขาจำต้องจัดการทหารยามทั้งหมดเพื่อเปิดประตูเล็ก ทั้งหมดจึงออกสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ ทีมอัสลันพากันเดินเท้าเพื่อไปยังยานพาหนะต่อตุบ!เสียงล้มลงทำให้ทุกคนตระหนก แต่ไม่เท่ากับหัวหน้าทีมนอนนิ่งไม่ไหวติ่งบนผืนทราย ซันส์รีบปรี่เข้าไปเช็คตามร่างกาย แผ่นหลังมีรอยเลือดซึมออกมา“ท่านอัสลันถูกยิง!” ซันส์ตะโกนนิลลนาหน้าซีดปากสั่น มันเกิดขึ้นได้ยังไงตอนเดินมาเขายังปกติดีอยู่“ไคล์นาสเจ้าไม่รู้เลยหรือไง!” คนในทีมถามเสียงแข็ง“ข้าไม่รู้เลยท่านอัสลันไม่แสดงอาการอ
ยามราตรีกาลมาเยือน อากาศเริ่มหนาวความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ อัสลันพาลูกน้องแฝงตัวผ่านความมืด ทั้งหกหยุดยืนอยู่ด้านนอกวัง ทรายถูกโปรยเพื่อดูทิศทางลม กำแพงสูงใหญ่ตระหง่านไม่ได้ทำให้พรั่นพรึงแม้แต่น้อย“ข้ามกำแพงไปเป็นตำหนักมเหสีรีจายาใช่ไหมซันส์” อัสลันถามเพื่อให้ลูกน้องตรวจสอบตำแหน่ง“ใช่ครับ”ตะขอผูกเชือกถูกเหวี่ยงด้วยความชำนาญ ทุกคนไต่ขึ้นไปบนกำแพง อัสลันถึงก่อนแต่กลับพบทหารเฝ้า เขารีบคว้าขอแล้วใช้สั่นมือทุบลงบนต้นคอจนทหารยามสลบกองกับพื้น ส่วนทหารยามคนอื่นก็ถูกกระทำเช่นเดียวกัน“ทางนี้ครับ” ซันส์นำทางเส้นทางในวังไม่ได้ซับซ้อนมากนักแต่ค่อนข้างต้องหลับเลี่ยงพวกทหารยาม อัสลันแน่ใจว่าพระสนมนิลลนาต้องอยู่ตำหนักส่วนพระองค์ของเจ้าชายแน่นอน สายข่าวรายงานเขามาเรียบร้อยเพียงแต่จะหาทางเข้าได้หรือเปล่า แว่วว่าทหารคุ้นกันแน่นหนา ยิ่งตอนนี้มีพระสนมอยู่ด้วยแล้วยิ่งลำบากหกนายยืนมองทหารยามเดินสวนกันไปมา หากเขาบุกคงจัดการได้ไม่ยาก แต่เกรงจะเสี่ยงหากทหารส่งสัญญาณมีผู้บุรุกเมื่อไหร่คงกลายเป็นเรื่องใหญ่“ทำยังไงต่อดีครับ” ไคล์นาสเอ่ยถาม“ใช้โดรน” อัสลันตอบสั้นๆเครื่องบินสอดแนมขนาดเล็กเคลื่อนจากรถจิ๊บบินเ
เจ้าชายทรงยืนผสานพระเนตร กับอนุชาต่างมารดา ในพระทัยร้อนระอุ ราวกับมีไฟเผา เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ต้องการ“เจ้ารู้ใช่ไหมมาซาฮาฟ ว่านิลลนาจะเป็นเช่นไร หากเจ้าปฏิเสธข้า”“ข้ารู้” ทรงตอบแล้วช้อนพระเนตรมองหญิงสาว นิลลนากัดริมฝีปากพยักหน้า เพื่อบอกว่าตนนั้นเข้าใจ สิ่งที่ทรงเลือก “และข้าแน่ใจว่านิลลนาเข้าใจสิ่งที่ข้าเลือก”“ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งนางกลับไปให้เจ้า แต่... เป็นร่างที่ไร้วิญญาณ!”ทรงหันพระวรกาย เพื่อก้าวออกนอกห้องรับรอง ในพระทัยปวดร้าว พระองค์แลกบัลลังก์เพื่อความสุขของตนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องหวังพึ่งอัสลัน ขอให้ราชองครักษ์ทำสำเร็จทันเวลาด้วยเถิดรถพระที่นั่งเคลื่อนออกจากพระราชวังซาเก็นเดีย อัสลันอยู่เบาะด้านหลัง เคียงข้างพระองค์ไม่ห่าง จนกระทั่งผ่านมาเกือบสิบกิโลรถจึงหยุดลง ราชองครักษ์ก้าวลง พร้อมลูกน้องอีกห้าคน ทรงลงจากรถยนต์พระที่นั่ง แล้วยืนต่อหน้าองครักษ์คนสนิท“ข้าขอฝากเจ้าด้วยอัสลัน” ทรงตรัสแววพระเนตรปวดร้าว“ไม่ต้องห่วงพะยะค่ะ กระหม่อมจะทำให้สำเร็จ ขอฝ่าบาทอย่าได้ทรงกังวล”ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ แล้วกลับขึ้นรถยนต์พระที่นั่งตามเดิม รถเคลื่อนผ่านอัสลันและพรรคพวก เขามอง
“มาซาฮาฟ ข้าไม่เคยคลางแคลงใจในตัวเจ้ามาก่อนเลย ทั้งที่ข้าเป็นพี่ชายเจ้า มีความทัดเทียมกับเจ้าทุกอย่าง แต่เสด็จพ่อยังให้เจ้าครองบัลลังก์ ข้ายินยอมยกบัลลังก์ให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นคนมีความสามารถ แต่เจ้ากลับหลงผู้หญิงจนมองไม่เห็นหัวข้า มาซาฮาฟ อารีมาทำเรื่องหยามเกียรติข้า แต่เจ้ากลับปล่อยเมียเจ้าไป แค่กักขังนางไว้ที่ตำหนักเท่านั้น เจ้าไร้ซึ่งความยุติธรรม ดังนั้นข้าจึงจับตัวนิลลนามา ข้ารู้ว่าเจ้ารักนาง ถึงยอมลงทุนสืบสวนเรื่องราว จนความจริงกระจ่าง มาซาฮาฟเจ้าไม่เห็นใจข้าซึ่งเป็นพี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จักไม่เห็นใจเจ้าเช่นกัน หากอยากได้ตัวสตรีที่เจ้ารักคืน จงแลกด้วยบัลลังก์ของข้าซึ่งเจ้าแย่งชิงไป”ทรงยื่นจดหมายให้อัสลัน ราชองครักษ์กวาดสายตาอ่านทุกตัวอักษรสีหน้าตระหนก เจ้าชายเซบาสทำเช่นนี้เท่ากับก่อการกบฏเลยทีเดียว“แล้วฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไร” เขาทูลถามแววตาห่วงใย“ข้าไม่อาจยกบัลลังก์ให้ใครได้ง่ายๆ”“ถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นพระสนมก็คง...” อัสลันเว้นคำพูดเพราะเกรงฝ่าบาทจะทรงคิดมากทรงกัดพระทนต์ขบคิดหนัก อารีมาทำให้ทรงตกที่นั่งลำบาก พระเชษฐาก็มาคิดแย่งชิงบัลลังก์เสียอีก ไม่อยากเชื่อทั้งที่การเดินทางขอ







