Mag-log in“ก็บ้านนายไง”
“ฮะ! บ้านผม! ไปทำไมครับ” ผมถามออกไปด้วยความตื่นเต้น อย่าบอกนะว่าบอสจะไปส่งผมที่บ้านน่ะ
“ก็บอกแล้วไงว่าจะไปด้วย” บอสตอบกลับมาได้หน้าตายมากครับ บอกกูตอนไหนวะ?
“ไปทำไมครับ?” ผมอยากรู้ว่าบอสจะไปทำไม แต่ผมก็ไม่ได้คำตอบครับ เพราะเรากำลังจะลงจากสะพาน
“ไปทางไหนต่อ?”
“ตรงไปครับ” ผมรีบบอกเส้นทางกลับบ้านให้บอส ผมไม่เคยใช้เส้นทางนี้หรอกครับ แต่เดา ๆ เอาจากป้ายบอกทาง
บอสขับรถอย่างตั้งใจมากครับ สักพักผมก็เริ่มชวนคุย
“บอสไม่ต้องไปส่งผมก็ได้ครับ บ้านผมอยู่ไกลนะครับ”
“ฝั่งธน จะไกลแค่ไหนเชียว ใกล้ถึงแล้วบอกนะ จะให้เลี้ยวตรงไหนก็บอกแล้วกัน”
“ครับ ว่าแต่ วันนี้วันศุกร์ บอสไม่ต้องกลับไปที่บ้านใหญ่เหรอครับ” เท่าที่ผมทราบจากป้าปราณี ทุกเย็นวันศุกร์ บอสจะกลับไปบ้านใหญ่ ไปกินข้าวกับคุณธนัต กับ คุณสกุลศรี พ่อแม่ของบอส และจะค้างที่นั่นสองคืน คือ คืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์ เพราะถือเป็นวันครอบครัว ส่วนวันอาทิตย์ ก็จะเป็นวันส่วนตัวของบอส
“วันนี้ไม่กลับ อยากไปบ้านคินมากกว่า” ไอ้อาการเปลี่ยนสรรพนามนี่อีกอย่างครับ บอสจะเรียกผมว่า ‘คิน’ อย่างเอ็นดู เวลาที่อารมณ์ดี ๆ แต่เวลาปกติก็มักจะใช้คำว่า ‘นาย’ หรือไม่ก็เรียกชื่อเต็ม ‘อคิน’
แสดงว่าตอนนี้บอสกำลังอารมณ์ดีครับ ผมค่อยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นหน่อย
“นึกยังไงครับเนี่ย?” ว่างมากมั้งครับ บอสผม
“ก็ อยากรู้จักเอาไว้” ผมแอบสงสัยเหมือนกันนะครับ ว่าบอสทำอย่างนี้กับเลขาทุกคนหรือเปล่า แอบไลน์ไปถามพี่วีวี่ดีไหมนะ?
มือผมก็ไวเท่าความคิดแหละครับ ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พิมพ์รัว ๆ หาพี่วีวี่ทันที
พี่วีวี่ครับ ผมรบกวนถามอะไรหน่อย Akinn
Vevee^^ว่าจร้า
บอสเคยไปส่งพี่วีวี่ที่บ้านมั้ยอะครับ Akinn
Vevee^^[Sticker]
Vevee^^ก็เคยนะ ทำไมเหรอ
อ๋อ ไม่มีไรครับ ถามเฉย ๆ Akinn
Vevee^^มีไรปะเนี่ย บอสทำไรคินป่าว?
ป่าวววววพี่ Akinn
Vevee^^อะ ๆ แล้วถึงบ้านยัง
ยังคร้าบบบ Akinn
Vevee^^บอสไปส่งเหรอ????
[Sticker] Akinn
พี่วีวี่ฉลาดหรือผมโป๊ะวะ แม่งง! รู้ได้ไง
“คุยกับใคร?” ไม่ใช่แค่น้ำเสียงกดต่ำ แต่ยังมีสายตาดุ ๆ ด้วยครับ ที่บอสส่งมาให้ผม
“พี่วีวี่ครับ พอดีผมสงสัยเรื่องงานนิดหน่อย เพิ่งนึกขึ้นได้ ก็เลยไลน์ถาม” ผมแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ เพราะบอสคงไม่เห็นสิ่งที่ผมพิมพ์ไปหรอกครับ
“ยังคิดเรื่องงานอยู่อีกเหรอ”
“ก็นิดหน่อยครับ” ดูดีเชี่ย ๆ เลยครับ บอสเข้าใจว่าผมคิดเรื่องงานนอกเวลางาน รับสมอ้างสิครับ รอไร
“แล้วไหนอะบ้านน่ะ นี่จะถึงนครชัยศรีแล้วนะ” ออกจากกรุงเทพมาได้ยังไม่ถึงครึ่งทาง ยังไม่ทันจะผ่านเซ็นทรัลศาลายาเลยครับ บอสก็เริ่มถามทางอีกแล้ว
“ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยครับบอส” ผมตอบบอสด้วยน้ำเสียงปกติ แต่บอสนี่สิ อุทานด้วยความตกใจ
“อ้าว ไหนบอกว่าอยู่ฝั่งธน”
“ก็ฝั่งธนไงครับ นี่เราข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาแล้วนะครับ บอสจำไม่ได้เหรอ” แล้วบอสก็ทำหน้างง คิ้วชนกันจนมันจะพันเป็นปมอยู่แล้ว
“ฝั่งธน?”
“ครับ ก็เนี่ย เราอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เราเรียกว่าฝั่งธนครับ” ผมรีบอธิบาย เผื่อบอสจะไม่เข้าใจ
“แล้วฝั่งพระนครล่ะ?”
“ก็อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาไงครับ”
“อืม ชลบุรี ถือเป็นฝั่งพระนครไหม?” ทำไมบอสถามคำถามโง่ ๆ แบบนั้นล่ะครับ
“ก็ใช่น่ะสิครับ ชลบุรีอยู่ฝั่งโน้น” ผมชี้ไปทางด้านหลัง “ก็คือฝั่งพระนครครับ” พอผมพูดจบ บอสก็ถอนหายใจ ผมพูดอะไรผิดเหรอครับ แต่ผมรู้ว่าบอสไม่ได้โกรธอะไรผมหรอกครับ เพราะประโยคถัดไปของบอสมีชื่อผมอยู่ในนั้นด้วย
“คิน!!!!” แต่มันแค่ฟังดูแปลก ๆ หูแค่นั้นเอง
[อินทัช Part]
สมองหมาปัญญาควายอย่างที่ผมว่าไว้ไหมล่ะครับ นิยามฝั่งธนของน้องอคินของผม ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เอาเป็นว่า ผมก็เลยต้องขับรถไปเรื่อย ๆ อะครับ เข้าเขตนครชัยศรีก็แล้ว
“ยังไม่ถึงครับ” แล้วก็ได้คำตอบจากน้องอคินแบบนั้นละครับ
ผมตีโค้งเข้าสู่ถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เอ้า! เอาให้สุด ก็ตั้งใจจะไปไหว้แม่ยายนี่ ถ้าต้องขับไปถึงพม่าก็คงต้องไปละมั้ง ฝั่งธนพ่องงงมึงดิ
แต่ดีหน่อยครับ ที่บ้านน้องอคินไม่ได้ไกลอย่างที่กลัว พอถึงแยกบ้านแพ้ว น้องก็บอกให้เลี้ยวซ้าย ขับไปเรื่อย ๆ ครับ จนถึงจุดหมาย “บ้านสวนคลองจินดา”
[จบ Part อินทัช]
หลังจากเคลียร์ใจกับพี่ลิลลี่ ผมก็ปล่อยให้สองเพื่อนซี้เขาคุยกันตามลำพังครับ ส่วนผมแยกตัวออกมาหาซื้อช็อกโกแลตไปฝากปลายฝัน รายนั้นไลน์มาสั่งยิก ๆ ตั้งแต่เช้า จนผมรำคาญต้องฝากโทรศัพท์มือถือไว้กับบอสแต่ผมไม่ได้ออกมาคนเดียวนะครับ จาคอบอาสาพามาครับ คงกลัวผมหลงมั้งครับออกมาได้ไม่ถึงสิบนาที ก็เห็นบอสวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้าน“อ้าว! บอส” ผมยังไม่ทันพูดต่อ บอสก็โผเข้ามากอดผมแน่น“ฟังกันก่อนนะ มันไม่มีอะไรเลย” บอสละล่ำละลักอธิบายจนลิ้นพันกันไปหมด ผมขมวดคิ้วมุ่นส่งสายตางุนงง แต่ยังไม่ทันถามอะไร บอสก็รีบพูดออกมาอีก “คบกันตอนที่เรียนอยู่บอสตัน แต่ก็เลิกกันไปนานแล้ว ลิลลี่เรียนจบก็แต่งงานกับคริส ตอนนี้มีลูกสาวน่ารักมากชื่อคาเรน” ผมยังขมวดคิ้วมุ่น บอสจะมาบอกผมอีกทำไมครับ เมื่อกี้นี้พี่ลิลลี่เล่าให้ผมฟังหมดแล้วครับ “อย่างอนเลยนะ ที่ไม่เคยเล่าให้ฟังเพราะเห็นว่าไม่สำคัญ แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้เจอลิลลี่อีกด้วยเพราะเธอมาตั้งหลักปักฐานอยู่นิวยอร์ก ไม่คิดจะกลับเมืองไทยอีก”ผมส่ายหน้า พยายามจะบอกว่า ผมก็ไม่ได้ว่าและไม่ได้คิดอะไรเลยครับ พี่ลิลลี่น่ารักออก คุยสนุกด้วยนะ เห็นบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับบอสต่อ ผมก็เล
“อ้อ ลิลลี่ นี่อคิน คนที่…”“อ้อ!” เหมือนกับว่าบอสจะพูดอะไรต่อ แต่ผู้หญิงที่ชื่อลิลลี่กลับตัดบทด้วยการครางเสียงดังลั่นพร้อมมองหน้าผมเหมือน… เหมือนอะไรไม่รู้ครับ ผมอ่านไม่ออก แต่บอกเลยว่าผมไม่ชอบ!!!เพราะผมไม่ชอบผู้หญิงที่ สวย มั่นใจ ดูดี มีเสน่ห์ แถมยังตัวหอมอีกต่างหาก เหมือนคุณลิลลี่อะไรนี่ ถ้าเดินสวย ๆ อยู่ตามถนนก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอกนะครับ แต่ถ้าเข้าใกล้บอสแล้วละก็… เออ สรุปว่าผมไม่ชอบให้มีผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้บอสก็แล้วกัน จะสวยหรือไม่สวย มั่นใจหรือขี้อาย ดูดีมีเสน่ห์ตัวเหม็นตัวหอมแค่ไหนก็ช่างแม่งเหอะ! คือไม่ชอบ! จบนะ!แต่ดูเหมือนเธอจะไม่จบครับ เธอส่งสายตาบางอย่างให้ผมตลอดเวลา ซึ่งมันต่างจากสายตาหวาน ๆ ที่ส่งให้บอส คินรู้ คินเห็น คินรู้สึกได้บอสเชิญชวนให้คุณลิลลี่นั่งด้วยกันเพราะเธอมาคนเดียว เธอก็นั่งลงอย่างไม่เกรงใจแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของผมกับบอสเลยสักนิดเอาซี่! อยากจะวัดเหรอ?แล้วสถานการณ์ก็เป็นใจเป็นบ้าเลยครับ อยู่ ๆ บอสก็ขอตัวเดินออกไปรับโทรศัพท์ น่าจะเป็นสายจากพี่วีวี่ เพราะในร้านค่อนข้างเสียงดัง บอสก็เลยเดินออกไปไกล พี่วีวี่คงจะมีเรื่องด่วนเพราะเวลานี้ที่เมืองไทยน่าจะดึกมาก
“ซี้ด อ่าส์ อื้ม ตรงนั้น” บอสรู้จุดกระสันทุกมุมของผม และผมก็รู้ครับว่าบอสชอบแบบไหนผมหยัดกายจากนอนคว่ำหน้าเป็นคุกเข่า มือข้างหนึ่งยกขึ้นโอบต้นคอของคนด้านหลัง“ซี้ด คิน อื้อ ชอบท่านี้” บอสครางอย่างพอใจ เพราะองศาที่คับแน่น ก่อนจะขบกัดใบหูของผมอย่างกระสันเบื้องล่างก็กระแทกกระทั้นมาไม่ยั้ง ผมหุบขาทั้งสองข้างเข้ามาชิดกัน บีบรัดท่อนเอ็นแกร่งด้านหลังจนเจ้าของมันร้องคราง“อ๊ะ นะ แน่นไป แต่ดี อื้ม ซี้ด”ความคับแน่นและการเต้นตุบตับของท่อนเอ็นที่อยู่ในร่าง ทำให้ผมคิดว่าบอสเข้าใกล้จุดหมาย แต่มันไม่ใช่ครับคนตัวใหญ่คงยังไม่พอใจ อยากยืดเวลาออกไปอีกสักพักอึดเหลือเกินพ่อคู้ณ พ่อทูนหัวผมเอนกายลงไปนั่งบนตักอย่างว่าง่าย เมื่อคนตัวใหญ่ทิ้งก้นลงบนเตียง ก่อนจะรั้งเอวของผมตามลงไป“หายปวดเอวหรือยังครับ? ใช้การได้หรือยัง?”ต่อให้ยังปวดผมก็ไม่หวั่นหรอกครับ ผมโชว์สปิริตด้วยการโยกแรง“ซี้ด เอวดี อื้ม!” ผมชอบเวลาที่บอสชมด้วยน้ำเสียงกระเส่าอยู่ข้างหูแบบนี้จังครับ มีแรงเท่าไหร่ผมก็เลยใส่ไม่ยั้ง “อย่างนั้น อ่าส์ ซี้ดส์”ผมกดฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนเข่าของคนใต้ร่าง โยกตัวขึ้นลงแรงเป็นจังหวะบอสก็ช่วยอีกแรงด้วยการเท้า
“โอย พรุ่งนี้ต้องปวดขาแน่ ๆ เลยครับ” รู้เลยครับว่าพรุ่งนี้เช้าจะเป็นยังไง จะเดินไหวมั้ยล่ะอคิน“ปวดตรงไหน” บอสวางไอแพดไว้บนโต๊ะเล็ก ๆ หัวเตียง ก่อนจะจับผมนอนพลิกคว่ำ“ทำอะไรครับบอส?” แหม ผมไม่น่ารีบใส่เสื้อผ้าเลย เสียเวลาถอด“ก็จะนวดให้ไง ไหนปวดเมื่อยตรงไหน?” อ้าว… นึกว่าบอสจะ… ซะอีก ผมซ่อนยิ้มเก้อ ก่อนจะอ้อน“ปวดขา ไหล่ แล้วก็ตรงเอวครับ”“ขากับไหล่นี่พอเข้าใจนะ แต่เอวนี่ไปทำอะไรมา ทำไมถึงปวดได้”แหม… กล้าถาม!!! ก็เมื่อคืนใครกันครับที่ขอให้ผมควบ!ผมค้อนขวับบอสคงเพิ่งนึกได้จึงส่งเสียง อ้อ ในลำคอ ก่อนจะกดฝ่ามือและก้านนิ้วนวดคลึงตรงเอว“รู้แล้วว่าไปทำอะไรมา ต้องรีบคลายเส้นให้ เดี๋ยวจะใช้การไม่ได้”“บอสอ่า…” ผมซุกหน้าลงบนหมอนนุ่ม ไม่ได้เขินนะครับ แต่นึกถึงเมื่อคืนแล้วมันฟิน งื้อ อยากได้อีก…ฝ่ามืออุ่นนวดคลึงไล่ขึ้นมาเหนือสะบัก ก่อนจะงัดเส้นที่จมจนผมต้องร้อง“โอ๊ย!!! บอส”“เส้นมันจมต้องงัด”“นอกจากเป็นนักธุรกิจด้านการเงิน เป็นเชฟ แล้วบอสยังเป็นหมอนวดด้วยเหรอครับ ผมจะเดี้ยงมั้ยครับเนี่ย”“เดี๋ยวจะทำให้ตัวโล่งรู้สึกเบาสบาย”“ให้มันจริงเถอะครับ ผมกลัวจะเดี้ยงจนเดินไม่ได้มากกว่า”ก้านนิ้วแข็ง
นั่งรถรางชมเมืองเป็นทริปที่สองที่จาคอบนำเสนอในวันนี้ บอสนั่งกุมมือผมตลอดเวลาที่นั่งชมเมืองอยู่ในกล่องที่มีลักษณะคล้ายตู้รถไฟสั้น ๆ แต่ฝ่ามืออุ่นและร่องนิ้วที่ถูไถอยู่ตลอดเวลาเล่นเอาผม…“บอส…” ต้องส่งเสียงครางและส่งสายตาห้ามปราม “อย่าบิลด์สิครับ”คนตัวใหญ่หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ผมยิ่งจุดติดง่าย ๆ อยู่อย่ามาป้ายยาเหอะ ขอร้องแค่ฝ่ามือร้อนถูไปมาก็ปลุกอารมณ์ผมได้แล้วครับ ยิ่งสายตาฉ่ำเยิ้มที่มองมานั่นอีกยิ่งทำให้ผม…“ถามจาคอบให้หน่อยได้มั้ยครับว่าแถวนี้มีโรงแรมมั้ย” คนข้าง ๆ กลั้นขำจนตัวโยน ก่อนจะคลายฝ่ามือร้อนที่เฝ้าลูบไล้นั้นออกเปลี่ยนมาเป็นโอบไหล่ของผมไว้หลวม ๆ“ไม่อยากเที่ยวแล้วหรือไง ยังไปไม่ถึงครึ่งที่ลิสต์ไว้เลยนะ” กระเซ้าเสียงกระเส่า“ก็ใครล่ะครับ มาปลุกผมทำไม?” ผมเอียงหน้าซบไหล่กว้าง สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ต แล้วไขว้กันไว้เพื่อปกปิดสิ่งที่กำลังบวมปูด“ไม่ได้ตั้งใจ บรรยากาศมันพาไปน่ะ”อย่ามาแก้ตัว รู้หรอกน่าว่าแกล้งผม สาเหตุคงมาจากเมื่อเช้าสินะผมตื่นตั้งแต่ตี่สี่ครึ่ง เพราะนัดจาคอบไว้ตอนตีห้า แต่ตอนที่งัวเงียขึ้นมา คนข้าง ๆ กำลังคลอเคลียอยู่แถวหัวไหล่เปลือยของผม“ขออีกรอบนะ”
เพราะเจ้าสัวธานิน คุณลุงของบอสต้องไปผ่าตัดหัวใจและพักฟื้นอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเป็นเวลากว่า 3 เดือน ผมกับบอสมีโอกาสไปเยี่ยมท่านอยู่ 2 ครั้งครั้งแรกก็ตอนที่ท่านผ่าตัดครั้งแรก อาการยังไม่ค่อยดีเท่าไรครับ เราอยู่ให้กำลังใจหลายวัน ให้ทั้งคนป่วยและคนเฝ้าไข้ด้วย คนเฝ้าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็บรรดาสามเทพและคุณศินั่นแหละครับ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป พออาการเจ้าสัวดีขึ้น ลูก ๆ ยิ้มกันได้ บอสกับผมก็ขอตัวกลับเพราะบอสมีงานสำคัญต้องรีบกลับมาจัดการ แผนการท่องเที่ยวในซานฟรานของผมก็เลยต้องถูกยกเลิกแต่การไปเยี่ยมเจ้าสัวในครั้งที่ 2 ก็ตอนที่ผลการผ่าตัดครั้งสุดท้ายของท่านให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดูท่านหน้าตาสดใส ยิ้มได้พูดคล่องพวกเราก็สบายใจครับ และครั้งนี้แผนเที่ยวของผมก็ได้รับการอนุมัติ“มีเวลา 3 วันนะ” บอสวางฝ่ามืออุ่นไว้บนศีรษะของผม ขยี้เบา ๆ ก่อนจะบอกระยะเวลาที่เรามีก่อนที่จะต้องเดินทางกลับผมรีบวงปากกาบนรายชื่อสถานที่และแลนด์มาร์กที่ลิสต์เอาไว้ตั้งแต่ที่เมืองไทย“ได้ครับ” ผมพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้น เรื่องหาที่เที่ยวขอให้ไว้ใจอคินครับเขียนยุก ๆ ยิก ๆ อยู่ไม่กี่ทีผมก็ได้ที่ที่เราจะไปใน 3 วันนี้แล้ว







