INICIAR SESIÓNขณะเดียวกันทางด้าน มู่เฉินเป่ยเหลียงอ๋อง
เขาก็กำลังมอง ‘บุรุษหนุ่ม’ ตรงหน้าเช่นกัน
เสื้อผ้าสีขาวแปลกตา ไม่ใช่ชุดของแคว้นใดที่เขารู้จัก ไม่เหมือนทหาร ไม่เหมือนชาวบ้าน
ใบหน้าขาวสะอาดราวหยกสลัก แม้จะเปียกฝนและดูอ่อนแอ แต่ดวงตากลับฉายแววเฉลียวฉลาด
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘หน้าตาดี… แต่สวมเสื้อผ้าประหลาดยิ่งนัก’
วันนี้ เขากำลังออกลาดตระเวนชายแดน
หลังได้รับรายงานว่ามีสายลับแอบแฝงอยู่ใกล้ค่ายทหารในปกครอง และในโลกของเขาความเมตตาคือสิ่งฟุ่มเฟือย ความระแวดระวังคือสิ่งจำเป็นเด็กหนุ่มตรงหน้า… อาจเป็นเหยื่อล่อ... อาจเป็นหน่วยสอดแนม หรืออาจเป็นศัตรูที่ซ่อนคมมีดไว้ใต้ท่าทีอ่อนแอ เขาไม่คิดจะเสี่ยง หากพลาด.. นั้นหมายถึงชีวิตคนทั้งแคว้นต้องเจออันตราย
“เอาตัวไปขัง” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น เด็ดขาด ไร้ความลังเล
“รอการไต่สวน”
คำสั่งจากหนุ่มหล่อมันไร้เหตุผลสิ้นดี
‘เอาค้อนมาทุบหัวฉันเลยเถอะ’ ฉันดีใจนะที่รู้ว่ายังไม่ตุยแต่เจออะไรแบบนี้ฉันรับไม่ด้ายยยย!
“อะ…อะไรวะเนี่ย!! เดี๋ยวก่อน!”
“จับคนผิดหรือเปล่า!”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะ!”
“ฉันเป็นแค่… แค่วิศวกรนะ!”
เสียงของฉันสั่น แหบ มันคงเบามากเกินไปจนไม่มีใครสนใจ หรือตั้งใจไม่สนกันแน่...
ชายร่างใหญ่สองคนที่อยู่เยื้อไปด้านหลังลงจากม้า เดินตรงมากระชากฉันจนปลิ่วติดมือพวกเขา ก่อนที่จะ...
พลั่ก!!
สันมือหนักราวไม้กระบองฟาดลงที่ต้นคอ โลกทั้งใบของฉันมืดดับในพริบตาเหมือนม่านสีดำถูกลากปิดลงอย่างไร้ความปรานี
สิ่งสุดท้ายที่รับรู้คือความชาแล่นทั่วร่าง
ณ ห้องทรมานในคุกใต้ดิน
ซ่าา!!
ฉันรู้สึกถึงน้ำเย็นเฉียบราวน้ำแข็งถูกสาดมากระทบผิวอย่างแรง เสื้อผ้าที่เพิ่งเริ่มแห้งเปียกชุ่มในพริบตา มันหนาวเข้าถึงกระดูกดำ ฉันกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ หอบหายใจแรงสะกดกลั้นน้ำตาไว้
‘ไอ้พวกป่าเถื่อน รุมทำร้ายผู้หญิงขอให้ไม่ตุยดีเถอะพวกมึง’ ฉันสาบส่งในใจ ใครจะกล้าละ
เมื่อตั้งสติได้ฉันกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างหวาดกลัว
ห้องผนังหินแคบ มืด ชื้นแฉะ กลิ่นอับผสมกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งจนแสบจมูก
แสงสลั่วจากคบเพลิงริมกำแพงทำให้เห็นวัตถุเป็นเงาไหววูบไปมาตามแรงลม ฉันถูกขังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่
ไม่ต้องคิดมาก... นี่มัน… กรงขังสัตว์ในสวนสัตว์บ้านฉันชัดๆ
ฉันถูกมัดติดกับเสาไม้ต้นใหญ่กลางกรงขัง ไม้เย็นยะเยือกราวกับดูดเอาความร้อนจากร่างกายไปจนหมด
ทุกอนูของฉันเกร็งด้วยความหนาว เสียงฟันกระทบกันดังกึก ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ริมฝีปากสั่นระริก หน้าซีดขาวไร้สีเลือด
‘ต้องไม่อ่อนแอ’
ฉันพยายามฮึดเพื่อกลบความเป็นหญิงไว้อย่างไว กระเป๋าเป้คู่ใจที่คาดแนบอกไว้ตั้งแต่แรกยังอยู่ มันบังรูปร่างของฉันไว้ได้พอสมควร คนพวกนี้คงคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้า หรือไม่ก็… ไม่ได้สังเกตให้ดีนัก
‘เฮอะ…’
‘โง่ชะมัด แยกชายหญิงไม่ออกเลยหรือไง’
ฉันคิดอย่างหงุดหงิดปนเย้ยหยัน แต่ลึก ๆ ก็โล่งอก อย่างน้อยมันก็ช่วยปกปิดความจริงที่อันตรายยิ่งกว่าไว้ได้
“ใครส่งเจ้ามา”
เสียงหนึ่งดังขึ้น แหบห้าว กังวาน
“สารภาพมาซะดี ๆ!”
ฉันเงยหน้ามองคนพูด เขาเป็นชายร่างใหญ่ผิวคล้ำยืนอยู่ตรงหน้า
ใบหน้าจัดว่าดูดีใช้ได้ แต่ดวงตาและน้ำเสียงแข็งกระด้างไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ในมือเขากำแส้หางม้าที่พร้อมจะฟาดลงมาได้ทุกเมื่อ
ฉันตัวแข็ง กลัวนะบอกตรง ฉันพยายามหายใจช้า ๆ ควบคุมหัวใจที่เต้นระรัวราวกลองศึก เหลือบมองไปอีกด้านของห้องตรงมุมกำแพง หนุ่มรูปงามที่พบในป่าไผ่นั่งอยู่
เขานั่งแบบสบายๆ ดูก็รู้แหละว่าเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้ สีหน้าเขานิ่งมากสายตาเย็นชาไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
เหมือนเขากำลังดูละครใบ้บนเวทีไม่รู้สึกรู้สา ไม่สะทกสะท้าน ไม่แม้แต่สงสารผู้หญิงตัวเล็กบอบบางอย่างฉันเลย
เยื้อไปด้านหลังของเขา สตรีหน้าหวานในชุดดำยืนอยู่นิ่ง ๆ สายตาที่มองมาทางเธอ… เย็นไม่ต่างจากผู้เป็นนาย
ไม่ใช่ละคร ไม่ใช่ตัวแสดง นี่คือคนจริง โลกจริง และความเจ็บปวด… ของจริง
‘โกรธอะไร เป็นฉันมั้ยที่ถูกทิ้ง ลืมแล้ว?.. หรืออ๋องบ้าคนนี้กำลังหึงอยู่’“ข้าเห็นเจ้ามองนายทหารเหล่านั้นตาเป็นประกาย เช็ดน้ำลายอีกด้วย เจ้าเป็นสตรีเช่นไรกัน” คำถามเชิงตำหนิของเขาทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้‘เขาเห็น? สายตาดีเกินไปแล้ว ตายิ่งกว่าเหยี่ยวอีกนะนั้น’“ขะ ข้าเปล่านะขอรับ” ฉันปฏิเสธเสียงสูง รู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่ามีชู้‘ไม่ได้ตั้งใจดูสักหน่อย แค่ยืนเช็ดน้ำลายที่รู้สึกว่ามีก็เท่านั้น’“เฮอะ!” เขาพ่นเสียงขัดใจขึ้นก่อนเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว‘อาไรว้า’“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม รุ่งขึ้นเราจะกลับเป่ยเหลียงกัน” เสียงสั่งทรงอำนาจระคนน้อยใจดังออกมาจากห้องอาบน้ำ‘เมืองเป่ยเหลียง เมืองที่ฉันวาบมาสู่โลกนี้ครั้งแรก ถูกหาว่าเป็นสายลับแล้วถูกทรมานเกือบตายอ่ะนะ ต้องกลับไปเป็นเชลยอีกรึเปล่า คราวนี้จะรอดไหม’“เมืองเป่ยเหลียง?… เหตุใดจึงกะทันหันเช่นนี้”
“มาเถิด… ให้ข้าช่วยนวดให้เจ้าสบายตัว”อ้ายยย เขาลงมาในอ่างน้ำตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้สึกตัวไม่นะ! คุกคามทางเพศชัดๆ ฉันเป็นผู้หญิงนะ ถึงแม้เราจะเคย… กันแล้วก็เถอะ“ทะ ท่านอ๋อง ไม่ต้องลำบากขอรับ ข้าน้อยไม่เมื่อย”บ้าเอ้ย หากลุกออกไปตอนนี้ ฉันก็เปลือยต่อหน้าเขานะสิ เดี๋ยวแม่ก็ปล้ำซะให้รู้แล้วรู้รอดไปหรอกมู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดูขบขันมากกว่าหื่นกามขณะที่ฉันกำลังจะเสียเปรียบคนตรงหน้า เสียงเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม“ท่านอ๋อง! มีเรื่องด่วนเพคะ” เสียงของไป่หลิงแฝงความร้อนรนเคร่งเครียดตาอ๋องชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าพลันหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหงุดหงิด เขามองฉันเล็กน้อย ราวกับเสียดายโอกาสที่กำลังถูกขัดจังหวะ“มีเรื่องอันใด!” เขาถามด้วยสีหน้าหงุดหงิดฉันก็รู้สึกค้างนิด ๆ เหมือนกัน เอ๊ะ! ค้างอะไร ไม่มี้“พบสายลับที่วางยาคุณชายเยว่แล้วเพคะ… มันฆ่าตัวตายหนีการจับกุม ทว่ามีเบาะแสบางอย่างที่อยากให้ท่านอ๋องทอดพระเน
มู่เฉินมองตามหลังร่างบางในอาภรณ์บุรุษ ลักษณะการเดินที่กระโดกกระเดกฝืนธรรมชาติ มองเยี่ยงไรก็มิคล้ายท่าทางของบุรุษ‘เจ้าหลอกข้าเสียสนิทเชียว’ เขาคิดในใจอย่างขบขัน‘ยามนี้… ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็คือคนของข้าแล้ว’ยิ่งใกล้ชิดนับวันนางยิ่งสร้างความฟุ้งซ่านให้เขามากขึ้น แม้เขาจะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม วันนี้ก็เช่นกันความพลุ่งพล่านปรารถนาไหล่เวียนไปทั่วร่าง ยิ่งได้มองยิ่งหวนคิดถึงค่ำคืนอันหอมหวานที่ผ่านมา จนเขาไม่อยากให้นางห่างกายไปไหนเสียงฮัมเพลงแปลกๆ ดังลอดออกมาจากห้องอาบน้ำ เสียงนั้นไพเราะและผ่อนคลาย จนเผลอหลับตาพริ้มไปชั่วครู่ เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับขาที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตัว ไม่รู้เป็นเพราะเสียงเพลงหรือความถวิลหาในใจ จึงพาร่างหนามายืนอยู่หลังม่านบังตา ก่อนที่เขาจะรู้ว่าตัวเองได้เสียมารยาท สายตากลับเห็นเงาร่างบางเคลื่อนไหวอยู่ในอ่างอาบน้ำอย่างไม่ระวังตัว สติที่เคยสงบกลับนึกถึงคำคืนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง‘ไม่เคยมีสตรีนางใด ทำให้ข้าหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้!’..........................................................................................
เมื่อความเคลื่อนไหวรอบข้างกลับมาปกติ“เจ้าเป็นอะไรไป? สมองเล็ก ๆ ของเจ้าคิดอะไรอยู่”ฉันสะดุ้ง เขาเข้ามาตอนไหนเนี่ย“ขะ ข้าน้อยเปล่า แค่… เอ่อ… คิดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ วันนี้ลมพัดแรงไปหน่อยนะขอรับ”แก้ตัวน้ำขุ่นๆ สาปแช่งมู๋มู่ในใจร้อยแปดภาษา ‘ยัยมู๋มู่! ถ้าท่านอ๋องรู้ว่าฉันคุยกับใคร คงโดนจับไปผ่าสมองแน่ ๆ’มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าต้องทำหน้าตาประหลาดถึงเพียงนี้?”“ข้าน้อยคิดว่า ในเมื่อพระองค์ไว้ชีวิตแล้ว ต่อไปนี้จะรับใช้พระองค์ให้ดี จะงัดความสามารถทั้งหมดที่มีมาแทนคุณ ขอเพียงพระองค์ทรงบัญชา ข้าน้อยพร้อมทำทุกอย่างขอรับ”ฉันรีบพูดรัวเร็วราวกับกำลังอ่านบทละครบทใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อครู่เขาจ้องฉันนิ่ง“เช่นนั้นหรือ…” เขาก้มมาหาจนปรายจมูกเฉียดแก้มฉันโอ้ย อีกแล้ว เดี๋ยวแม่งับปลายจมูกเล่นซะนี่เขาเลิกคิ้ว “เจ้ามีสิ่งใดรจะพูดกับข้าหรือ?”‘ให้ตายเถอะ สงสัยจะต้องพกยาดมเพิ่มแล้วมั้ง’“ข้า มีเรื่องต้องทำเพค่ะ เอ่อ ขอรับ”ฉันคำนับหนึ่งทีแล้วเผ่นแนบออกไปโดยไม่เหลียวหลังมองเ
ขณะที่ซินเยว่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง องครักษ์สองพี่น้องที่อยู่ไม่ไกล มองท่านอ๋องกับคุณชายซินเยว่พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด คล้ายคู่สามีภรรยาเข้าไปทุกทีไป่หลิงถอนหายใจยาว ส่ายหน้าอย่างปลง ๆ “ท่านอ๋องน่ะ… คงมีใจให้คุณชายซินเยว่แล้วกระมัง”เฉินเฟิงเบิกตากว้าง “อะไรนะ! ท่านอ๋องผู้เย็นชาเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้ ท่านอ๋องไม่เคยชายตาแลสตรีใดเลยมิใช่หรือ”“แล้วเหตุใด” เฉินเฟิงพึมพำ “คืนนั้น… ท่านอ๋องถอนพิษให้คุณชายเยว่ได้อย่างไร ท่านพี่?”“บางที… ความรักก็เลือกไม่ได้หรอกเฉินเฟิง ใต้ล่านี้... ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี หากหัวใจมันนำพา… ก็ยากจะต้านทานได้”เฉินเฟิงอ้าปากค้างอีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพี่สาวที่แสนจะเคร่งขรึมอย่างไป่หลิงจะรู้ลึกเรื่องเช่นนี้ได้สรุปแล้ว ท่านอ๋องกับคุณชายเยว่มีความสัมพันธ์แบบใดกันแน่...............................................................................................วันนี้ทั้งวันฉันไม่มีกะใจจะทำงาน หยิบจับอะไรก็ผิดพลาดไปหมด จนต้องแอบกลับมานั่งสงบจิตที่กระโจม‘เขาคงไม่ได้จะจับฉัน
‘อยากปิดบังข้านัก เช่นนั้นข้าจะแกล้งเจ้ากลับบ้าง’ แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่ซินเยว่ไม่อาจมองเห็นได้‘เมื่อคืน... ข้าเกือบจะรักษานางไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ’ยามที่นึกย้อนไปถึงวินาทีที่เห็นซินเยว่ทรมานจนแทบขาดใจ ลมหายใจร้อนรุ่ม ร่างที่บิดเร้าด้วยพิษ เขายอมรับเลยว่าในหัวมันขาวโพลนจนว่างเปล่า ความโกรธแค้นพวกที่บังอาจวางยา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความคิดเดียวในหัวตอนนั้นไม่ใช่การแก้แค้นใคร หรือการมานั่งจับผิดเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่คือ... ทำอย่างไรก็ได้ให้นางรอดชีวิต!‘โง่เง่าสิ้นดี... เหตุใดถึงมองไม่ออกว่านางเป็นสตรี...’มู่เฉินทอดถอนหายใจยาว สัมผัสอุ่นละมุนจากผิวเนื้อของนางยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายนิ้วยามที่รู้ความจริงว่าเจ้าเด็กกวนประสาทผู้นี้แท้จริงแล้วคือสตรี ที่เขาเผลอมีใจให้ตั้งแต่คราบคุณชายเยว่ก็มิได้ผิดแปลกอันใด ทั้งความโล่งใจที่ตนไม่ได้มีรสนิยมประหลาด ทั้งความรักใคร่เอ็นดูที่พรั่งพรูขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขา มันทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่วตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจช่วยนางแล้ว‘ต่อให้เจ้ามีความลับหรือไม่ ซินเยว่... ต่อให้เจ้าจะเป็นไส้ศึกข







