ログインถูกตราหน้าว่าจงใจแท้งลูกทำลายชื่อเสียงเขา นางจึงยอมเป็น 'สตรีตัวร้าย' รับคำสั่งขังอดน้ำอดข้าวจนตัวเย็นเฉียบดั่งซากศพ พอแล้ว... ชาตินี้นางขอลาจาก ทว่าลี่อ๋องกลับแผดเสียงลั่น... ใครให้เจ้าตาย!
もっと見るในสายตาของชาวเมืองหลวงแคว้นหลง ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนาม ‘หลิวหยางอี้’
สตรีผู้นี้หากเอ่ยถึงนาง ย่อมไม่มีคำสรรเสริญเยินยอ ไม่มีบทกวีพรรณนาถึงความงดงามล่มเมือง มีเพียงเสียงถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ และคำสาปแช่งที่ลอยล่องอยู่ตามโรงน้ำชา
‘บุตรสาวอนุต่ำต้อยที่ปีนป่ายขึ้นเตียงสูง’
‘สตรีหน้าเนื้อใจเสือ เจ้าแผนการ ไร้ยางอาย’
‘นางมารร้ายที่แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองยังกล้าสังหารลงคอเพื่อเรียกร้องความสงสาร!’
ข่าวลือเล่าขานกันปากต่อปากว่า พระชายารองหลิวหยางอี้ใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำ วางยาปลุกกำหนัดลี่อ๋องที่เป็นโอรสคนสำคัญของฮ่องเต้แห่งแคว้นหลงที่มากความสามารถ จนได้แต่งเข้าตำหนักลี่อ๋องอย่างอัปยศ ทว่าความทะเยอทะยานของนางกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อลี่อ๋องเย็นชาไม่ไยดี นางเริ่มวางแผนให้ลี่อ๋องมอบบุตรให้ หลังจากนั้นก็จงใจกินยาขับเลือดเพื่อทำลายครรภ์ตนเอง แล้วป้ายสีว่าลี่อ๋องเป็นบิดาผู้เหี้ยมโหดสังหารบุตรในไส้ ทำลายสายเลือดราชวงศ์
หนึ่งครั้ง... สองครั้ง... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนชื่อเสียงอันขาวสะอาดของท่านอ๋องแปดเปื้อนไปด้วยคาวเลือด
ผู้คนต่างพากันกล่าวขานด้วยความชิงชังว่า ต่อให้ตกนรกขุมที่สิบแปด ถูกควักลูกตาหรือสับร่างเป็นหมื่นชิ้น ก็ยังชดใช้บาปกรรมที่นางก่อไว้ไม่หมด
สตรีชั่วช้าอำมหิตเยี่ยงนี้... ไม่สมควรตายดี!
ทว่า ภายในกำแพงสูงตระหง่านของตำหนักลี่อ๋อง ลึกเข้าไปจนถึงเรือนหลัง ความจริงกลับเงียบงันจนน่าใจหาย
สายลมหนาวปลายฤดูสารทพัดกรูผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ผุพัง หอบเอาเศษใบไม้แห้งและกลิ่นอับของฝุ่นเข้ามาตลบอบอวล ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ไร้ซึ่งเตาผิง มีเพียงร่างผ่ายผอมของสตรีนางหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ริมตั่งนอนเก่า
หลิวหยางอี้ในวัยเพียงสิบแปดปี สวมชุดผ้าป่านสีขาวหม่นเนื้อหยาบ ไร้รอยปัก ไร้ประกายเครื่องประดับทองหยก เส้นผมสีหมึกยาวสลวยไม่ได้ถูกเกล้าเป็นมวยวิจิตรเฉกเช่นพระชายาในราชวงศ์ ทว่าปล่อยสยายระแผ่นหลังบางที่ซูบผอมจนกระดูกโปน
ดวงหน้าของนางขาวซีดจนแทบโปร่งแสง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นรอยสะเก็ดเลือด รอยช้ำสีม่วงคล้ำใต้ตาบ่งบอกถึงค่ำคืนอันยาวนานที่ไม่อาจข่มตาหลับได้ลง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังแว่วมาจากนอกลานเรือน
รองเท้าหนังบุขนสัตว์สีดำเหยียบย่ำลงบนพื้น ดังก้องสะท้อนในความมืด บานประตูไม้เก่า ๆ ถูกผลักออกอย่างรุนแรงจนบานพับส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด
ร่างสูงตระหง่านในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักด้ายเงินลายพยัคฆ์ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
‘ลี่อ๋อง’ สวามีพระราชทาน บุรุษผู้เป็นเจ้าของตำหนักแห่งนี้
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาดุจรูปสลัก ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าเกล็ดน้ำแข็งพันปีบนยอดเขาหิมะ คิ้วกระบี่ขมวดแน่น แผ่รังสีอำมหิตจนอากาศรอบตัวพลอยหนาวเหน็บ
หลิวหยางอี้ไม่ขยับกาย นางเพียงค่อย ๆ ช้อนสายตาขึ้นสบมองเขาอย่างเชื่องช้า
ดวงตาคู่งามที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้แห้งผาก ว่างเปล่า และสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง
“ยังไม่ตายงั้นหรือ?”
น้ำเสียงของลี่อ๋องต่ำห้วน และเชือดเฉือนลึกถึงแก่นกระดูก
เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าตั่งนอน กวาดสายตามองชามดินเผาบนโต๊ะที่มีเพียงน้ำต้มข้าวเย็นชืด สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับว่าแม้แต่เศษฝุ่นในห้องนี้ก็ยังสะอาดกว่าจิตใจคนตรงหน้า
“ท่านอ๋องอุตส่าห์มาเหยียบเรือนหลัง... มีธุระอันใดกับหม่อมฉันหรือเพคะ”
เสียงของหยางอี้แหบพร่าเบาเสียจนแทบกลืนหายไปกับเสียงหวีดหวิวของลมหนาว
ลี่อ๋องแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มมุมปากบิดเบี้ยวด้วยความเหยียดหยัน เขาก้มลง สบประสานสายตากับนางในระยะกระชั้นชิด ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปบีบคางมนของนางไว้แน่น ออกแรงกดจนกระดูกกรามของนางส่งเสียงลั่น
หยางอี้ไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้อง นางไม่ดิ้นรน ไม่ปัดป้อง เพียงแค่มองเขาอยู่อย่างนั้น ยอมรับความเจ็บปวดที่คุ้นชิน
“ข้ามาเพื่อดูให้แน่ใจว่าเจ้ายังไม่ตาย แต่ดูเหมือนว่าเจ้ายังทุรนทุรายไม่พอ!” ลี่อ๋องเค้นเสียงลอดไรฟัน
“เจ้าทำลายลูกในท้อง ป้ายสีว่าข้าเป็นคนลงมือสังหาร คนทั้งเมืองหลวงชี้หน้าด่าข้าว่าเป็นปีศาจกระหายเลือด... เจ้าคงมีความสุขมากสินะ หลิวหยางอี้?”
หยางอี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นราวกับจะเผานางให้มอดไหม้
ในใจของนางพลันหัวเราะเยาะออกมาอย่างขมขื่น
‘มีความสุขงั้นหรือ?’
เขารู้หรือไม่ว่ายามที่ยาขับเลือดแผดเผาช่องท้อง เลือดเนื้อที่หลุดลอกออกมาเป็นก้อนนั้น เจ็บปวดยิ่งกว่าถูกมีดกรีดควักหัวใจเพียงใด เขารู้หรือไม่ว่ายามที่นางต้องเช็ดคราบเลือดและหลั่งน้ำตากอดเข่าอยู่ข้างเตียงเพียงลำพัง นางต้องกรีดร้องในอกกี่พันครั้งเพื่อไม่ให้คนภายนอกได้ยิน
แต่นางพูดไม่ได้
นางอธิบายไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำ...เพราะหากพูดไปแล้วนั้น จะมีอีกหลายชีวิตที่ค่อย ๆ ตายลงทีละคน
“ท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉันมีความสุข... ก็ให้เป็นไปตามที่ท่านคิดเถิดเพคะ” นางกระซิบตอบ แววตาไร้ประกายการอยากมีชีวิต
“หญิงแพศยาไร้ยางอาย! บาปกรรมที่เจ้าทำไว้จะสนองเจ้าอีกไม่ช้า”
“ท่านอ๋อง...”น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทว่ากลับเยือกเย็นจนบรรยากาศในศาลาลดฮวบลงทันตา“วาง... ไม้... ขน... ไก่... ลง... เดี๋ยว... นี้... เพคะ”คำสั่งห้วน ชัด ทุกพยางค์!เฉินอี้เทียนชะงักกึกประหนึ่งถูกฟ้าผ่ากลางกบาล!เท้าที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าแข็งค้าง สันกรามกระตุกกึก พญามัจจุราชแห่งแคว้นหลงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในสนามรบ บัดนี้กลับยืนกะพริบตาปริบ ๆ สบตากับภรรยาตัวน้อยที่แผ่รังสีข่มขวัญออกมาอย่างน่าครั่นคร้าม“อี้เอ๋อร์... เจ้าฟังข้าก่อน” ลี่อ๋องพยายามกดเสียงให้อ่อนลง ชี้ไม้ไปที่หลังคาไกล ๆ “หมิงเอ๋อร์แอบเอาค้อนไปทุบกระเบื้องหลังคาห้องหนังสือแตกไปครึ่งแถบ! หากปล่อยไว้ วันหน้าไม่วางเพลิงจวนเลยรึ!”“หมิงเอ๋อร์เพิ่งจะสามขวบ” หยางอี้เอ่ยเสียงนิ่ง สองมือยังคงลูบหัวลูกน้อย “หากหลังคาพัง ท่านก็สั่งช่างมาซ่อมสิเพคะ เหตุใดต้องถือไม้วิ่งไล่ตีลูกจนหกล้มหกลุกเช่นนี้ หากลูกตกใจจนเสียขวัญขึ้นมาจะทำอย่างไร”“ข้า...”เฉินอี้เทียนอ้าปากค้าง พลันเห็นประกายตาเด็ดขาดของภรรยา มือหนาที่เคยฟาดฟันศัตรูตายเป็นเบือ... ก็ ค่อย ๆ ลดไม้ขนไก่ลงแนบข้างลำตัว ก่อนจะแอบไพล่มือซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว!ลี่อ๋อง
เพล้ง!เสียงกระเบื้องหลังคาหนาหนักตกลงมากระแทกพื้นลานหินหน้าห้องหนังสือแตกกระจาย เศษกระเบื้องดินเผากระเด็นเฉียดปลายรองเท้าปักลายเมฆาของลี่อ๋องไปเพียงคืบเดียว!บรรดาองครักษ์และบ่าวไพร่ที่ยืนเฝ้าเวรยามต่างสะดุ้งตัวโยน ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแล้วถอยร่นไปชิดกำแพงอย่างพร้อมเพรียงบนหลังคาเรือนไม้แกะสลักสูงสองชั้น...เด็กชายวัยสามขวบเศษในชุดผ้าไหมสีครามตัวเล็ก ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่องทว่าแก้มและจมูกเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำ กำลังยืนเท้าสะเอว ยิ้มแฉ่งโชว์ฟันน้ำนมอย่างไม่สะทกสะท้าน ในมือน้อยข้างหนึ่งกำค้อนเหล็กด้ามสั้นที่แอบไปขโมยมาจากโรงช่างไม้ไว้แน่นข้างล่างตรงลานหิน...เฉินอี้เทียนยืนกางขา สันกรามคมสันบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเข้มจัดยามนี้ดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ควันแทบจะพวยพุ่งออกจากรูหูทั้งสองข้างในมือขวาของพญามัจจุราชผู้เคยถือทวนทะลวงทัพศัตรูนับแสน บัดนี้กลับถือไม้ขนไก่ด้ามยาวเอาไว้แน่น!ร่างสูงเงยหน้าขึ้น ชี้ปลายไม้ขนไก่ตรงไปยังเจ้าก้อนแป้งบนหลังคา แผดเสียงคำรามลั่นจนกิ่งไผ่สะเทือนไปทั้งจวน!“เฉินหยางหมิง! เจ้าลูกตัวแสบ! สามวั
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่น หนาวเหน็บจนบาดลึกถึงกระดูกม้าศึกสีดำควบตะบึงฝ่าลมหนาวนำหน้ากองทัพเกราะเหล็กที่เพิ่งกรำศึกชนะกลับมายังเมืองหลวง บนหลังม้าคือแม่ทัพใหญ่ผู้มีฉายาพญามัจจุราช ใบหน้าคมคายกร้านศึกเรียบเฉย นัยน์ตาสีรัตติกาลเย็นชา คาวเลือดศัตรูยังไม่ทันแห้งกรังบนคมทวนทว่าสายตาคมปลาบกลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งข้างกำแพงเด็กสาวในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบบางเฉียบ กำลังขดตัวสั่นเทาอยู่บนกองหิมะหนา ริมฝีปากแห้งแตกซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด แววตากลมโตที่จ้องมองมายังขบวนทัพเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง...นางถูกแม่เลี้ยงสารเลวทอดทิ้งไว้กลางพายุหิมะ หวังยืมความหนาวเหน็บพรากชีวิตน้อย ๆ นี้ไปให้พ้นทาง เพราะนางดันเกิดมาขวางความสุขของฮูหยินใหญ่หลิว!ในใจของเฉินอี้เทียนยามนั้นกระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านบีบหัวใจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนยามเมื่อมองไปยังร่างนั้นฟึ่บ!มือหนากระชากเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มของตนเองออก สะบัดโยนลงไปคลุมร่างบอบบางที่แทบจะแข็งตายนั้นไว้อย่างแม่นยำ“ใส่เสื้อตัวนี้ไว้...”สุรเสียงห้วนสั้นไร้ความอบอุ่นเอ่ยขึ้นก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าศึก
“ปัง!”เฉินอี้เทียนสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนกว้าง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังหนา ลมหายใจหอบกระชั้นถี่ สองตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องบรรทมด้วยความระแวง สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวเต็มที่ข้างกาย... หลิวหยางอี้ยังคงนอนหลับพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนจากศึกหนักเมื่อคืน โดยมีเจ้าแฝดชายหญิงวัยขวบเศษนอนกอดก่ายอยู่ซ้ายขวายามนี้สองแฝดเติบโตแล้วเขาสามารถอุ่นเตียงกับนางได้แต่ก็ต้องทำกันเบา ๆ ไม่ให้รบกวนการนอนของเจ้าสองแฝดในความฝันเมื่อครู่... ใบหน้าบึ้งตึงของเด็กชายตัวน้อยที่เอามือกอดอกจ้องเขม็งมาที่เขา พร้อมเสียงประกาศกร้าว“บิดาสารเลว... ท่านจะไม่ยอมให้ท่านแม่ตั้งครรภ์ข้าหรือ... คอยดูเถอะ ข้าจะเกิดมาเพื่อล้มท่าน!”ภาพนั้นทำเอาพญามัจจุราชผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดถึงกับขนลุกซู่!“ฝันบ้าอันใด...”เฉินอี้เทียนพึมพำเสียงแหบพร่า สันกรามขบเข้าหากันแน่นด้วยความเคืองแค้นลูกแฝดชายหญิงปัจจุบันนี้ก็ปั่นป่วนจวนอ๋องจนแทบพลิกคว่ำแล้ว หากมีเจ้าตัวแสบในฝันโผล่มาอีกคน มีหวังจวนลี่อ๋องคงได้ลุกเป็นไฟเป็นแน่!ทว่า... ด้วยความรักและห่วงใยที่มีต่อภรรยา เฉินอี้เทียนไม่มีวันยอมให้หยางอี้ต้องทนทุกข์ทรมานกับการตั้งครร