LOGIN“ดีนะครับที่มาถึงเร็ว คนไข้มีความดันสูง แต่ว่าอาการยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เดี๋ยวหมอจะให้ยาปรับความดัน แล้วนั่งรอดูอาการสักสองชั่วโมง ถ้าความดันค่อย ๆ ลดลง และไม่มีอาการแทรกซ้อน หมอจะให้กลับไปกินยาต่อที่บ้าน แล้วนัดมาติดตามอาการอีกทีครับ”เสียงแพทย์ประจำตัวของผู้เป็นพ่อเอ่ยกับมาเฟียหนุ่ม ทว่าเขาก็ยังไม่วางใจ จึงบอกความต้องการออกไป“ผมอยากให้พ่อนอนดูอาการที่โรงพยาบาล เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะได้รักษาทัน”“อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หมอก็บอกแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แล้วฉันก็ต้องกลับไปทำงาน”ฉัตรพลหันมองลูกชายด้วยสีหน้าเรียบ ทว่าแววตายังแฝงไปด้วยความไม่พอใจกับเรื่องที่ทิศเหนือกระทำลงไป แต่กลับถูกแพทย์ประจำตัวเอ็ดกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คนไข้ต้องหยุดทำงานสักสองสามวันนะครับ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่”“ได้ยินที่หมอบอกแล้วใช่ไหมครับ”ทิศเหนือเอ่ยกับผู้เป็นพ่อ ก่อนหันมองแพทย์วัยกลางคน“ช่วยจัดการเรื่องนอนโรงพยาบาลให้ด้วยนะครับ ถ้าประกันไม่รับเคลม เดี๋ยวผมจ่ายให้เอง”“ครับ”หลังจากทำเรื่องเข้าพักเป็นผู้ป่วยในเรียบร้อยแล้ว พ่อของมาเฟียหนุ่มที่ได้เปลี่ยนไปใส่ชุดของโรงพยาบาล และนอนอยู่บ
หนูนาเอนแผ่นหลังพิงหัวเตียงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ดูซีรีส์เกาหลีในโทรศัพท์แก้เบื่อในช่วงที่ไม่มีอะไรทำ เพราะต้องรอเข้างานสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีตามเวลาของประเทศอังกฤษ จู่ ๆ ก็มีเสียงข้อความไลน์ดังขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อผู้ส่งดวงตาของเธอก็วูบไหว พลันเกิดเป็นความวิตกกังวลจนหน้าถอดสีมือเล็กสั่นเล็กน้อยถือโทรศัพท์ค้างไว้อย่างนั้น ทว่าภาพบนหน้าจอกลับเลือนลางและหูก็ไม่ได้ยินบทสนทนาของนักแสดงในเรื่องที่กำลังดูอยู่ จนกระทั่งรู้สึกแสบตา เปลือกตาที่เปิดค้างไว้หลายวินาทีถึงได้เริ่มกระพริบ แม้จะไม่ได้เปิดอ่าน ทว่าหญิงสาวก็เห็นข้อความที่ผู้เป็นพ่อส่งมาผ่านการแจ้งเตือนบนหน้าจอหญิงสาวใช้เวลาจมอยู่กับความคิดหลายนาที ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของท่านอย่างไรดี และเธอก็ยังไม่พร้อมที่จะคุยกับบิดาบุญธรรมในเวลานี้ จึงตัดสินใจปัดข้อความนั้นทิ้งเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบข้อความ.ในขณะที่ทิศเหนือรอมาทั้งคืน จนได้เจอหน้าผู้เป็นพ่อตอนลงมากินมื้อเช้า เขาก็เอ่ยถาม“หนูนายังไม่ตอบกลับมาเหรอครับ”“อืม เช้านี้พ่อลองโทรไลน์ไปก็ไม่รับสาย”สองพ่อลูกต่างก็พากันเขี่ยข้าวในจานและตักกินไปได้แค่ไม่กี่คำ ในใจนึกเป็นห่วงไม่รู้ว่าหนูนาไปอยู
ทิศเหนือสั่งให้ลูกน้องคนสนิทขับรถไปจอดที่หน้าตึกคณะบัญชีเพื่อรอรับน้องสาวหลังเลิกเรียน จะได้คุยกันให้ชัดว่าทำตัวแบบนี้มันเหลวไหลสิ้นดีห้องชุดนั้นเขาอุตส่าห์ซื้อให้เธอด้วยความเต็มใจ ถือเป็นของขวัญที่พี่ชายมอบให้กับน้องสาว และเป็นค่าตอบแทนที่เธอยอมเป็นคู่นอนให้เขามาเกือบหนึ่งปี ทว่าพอถึงเวลากลับมีแค่เพื่อนของหนูนาสี่คนเดินออกมามาเฟียหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ ก้าวเข้าไปหาครีมกับมาเบล แล้วเอ่ยถาม“หนูนาล่ะ วันนี้ไม่มาเรียนเหรอ”สองสาวชะงักฝีเท้า พลางหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง ก็ไหนก่อนหน้านี้หนูนาคืนห้องให้พี่ชายเพื่อไปเรียนต่อเมืองนอก ทำไมอีกฝ่ายถึงยังมาถามหาเพื่อนของพวกเธออีก ส่วนเพื่อนชายทั้งสองคนได้เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว“พี่ทิศเหนือไม่รู้เหรอคะว่ายัยนาไม่ได้เรียนที่นี่แล้ว”ทิศเหนือจ้องหน้าครีม “หมายความว่ายังไงที่บอกว่าไม่ได้เรียนที่นี่”“ยัยนาบอกแค่จะไปเรียนต่อเมืองนอก แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปที่ไหนค่ะ ถ้าพี่ทิศเหนืออยากรู้อะไรลองถามยัยนาดูเองนะคะ เพราะพวกเราก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน”มาเบลรีบรั้งแขนของเพื่อนสนิทเดินหนีพี่ชายของหนูนา ครีมก็เอ่ยถามระหว่างเดินไปยังลานจอดรถ“ทำไมแกไม่พูดความจริง
4 วันต่อมาหนูนาเดินออกจากหอพักนักศึกษาไปยังร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างกันหกร้อยเมตร ใช้เวลาเดินไม่นานก็มาถึงก่อนเวลานัดหมาย มือเล็กผลักประตูก้าวเข้าไปในร้านด้วยความประหม่าเล็กน้อย แล้วแจ้งกับพนักงานตรงเคาน์เตอร์ว่ามีนัดสัมภาษณ์งานหญิงสาวยืนรอครู่หนึ่ง เจ้าของร้านที่ยังสาวและหน้าตาดีก็เดินออกมาจากหลังร้าน และบอกให้เธอไปนั่งที่โต๊ะมุมด้านในซึ่งมีขนาดสำหรับสองคน แล้วเอ่ยถามเธอเป็นภาษาอังกฤษ“ชอบดื่มอะไร”หนูนาทำหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจเลือกเป็นเครื่องดื่มที่เข้ากับอากาศแปดองศาเซลเซียส“ช็อกโกแลตร้อนค่ะ”แล้วเจ้าของร้านก็เดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ก้มหน้าทำอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับมา วางแก้วช็อกโกแลตร้อนลงบนโต๊ะตรงหน้าหญิงสาว แล้วหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกัน“ลองชิมดูสิ หวังว่าจะถูกปากนะ”ท่าทีเป็นกันเองของอีกฝ่าย ช่วยลดความประหม่าที่หนูนามีอยู่ก่อนหน้าให้ค่อย ๆ ลดลง เธอเลื่อนมือจับแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเพื่อรักษามารยาท ก่อนเผยรอยยิ้มบางเบา“อร่อยมากเลยค่ะ”จากนั้นเจ้าของร้านก็เริ่มพูดคุยถึงประวัติส่วนตัว การเรียน และประสบการณ์ทำงานของหญิงสาวอย่างไม่เร่งรีบ ก่อ
หนูนาใช้เวลาเดินทางข้ามทวีปยาวนานถึงสิบสี่ชั่วโมง พอลงจากเครื่องและรอรับกระเป๋าเรียบร้อย เธอก็ขึ้นรถแท็กซีมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอนหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบก้าวเข้าไปหยุดที่เคาน์เตอร์ของหอพักนักศึกษาที่มีความสูงแปดชั้น โดยแต่ละชั้นจะแบ่งออกเป็นสี่แฟลต แต่ละแฟลตจะมีห้าห้อง หลังจากแสดงเอกสารยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ และได้รับคีย์การ์ดมาแล้ว เธอก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นห้าหนูนาเปิดประตูเข้าไปยังแฟลต 501 สิ่งแรกที่เห็นก็คือทางเดินทอดยาว ผนังทั้งสองด้านทาสีขาวตัดกับพื้นไม้ลามิเนตสีโอ๊กอ่อน ตลอดทางเดินจะมีห้องพักส่วนตัวทั้งหมดห้าห้อง ประตูของแต่ละห้องมีตัวอักษรกำกับไว้อย่างชัดเจนมือเล็กนำคีย์การ์ดแตะที่ประตูห้อง B แล้วก้าวเข้าไปด้านใน ภายในห้องพักมีเตียงนอนขนาดสี่ฟุตวางชิดผนังทางด้านซ้ายมือ ผนังฝั่งขวามือเป็นพื้นที่ของโต๊ะอ่านหนังสือ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้าแบบบิวต์อิน ด้านในสุดเป็นห้องน้ำส่วนตัว และยังมีกระจกบานใสเพื่อเปิดรับแสงสว่างจากภายนอกแม้พื้นที่จะไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับเป็นที่หลับนอนของหญิงสาวตัวคนเดียว ส่วนห้องครัวต้องออกไปใช้พื้นที่ตรงส่วนก
2 วันต่อมาสิงห์ได้รับแจ้งจากพนักงานประจำเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของตึก P.M. BODYGUARD VIP ว่ามีพัสดุส่งถึงผู้เป็นนายในช่วงบ่ายของวัน เขาจึงลงไปรับ แล้วนำขึ้นมาให้ทิศเหนือในห้องทำงาน “มีพัสดุชื่อคุณทิศเหนือครับ”มาเฟียหนุ่มละสายตาจากแฟ้มเอกสาร เงยหน้ามองลูกน้องคนสนิท“ใครส่งมา”“คุณหนูนา” สิงห์วางพัสดุกล่องเล็กลงบนโต๊ะทำงานของผู้นาย ก่อนเอ่ยถาม “ไม่แกะดูเหรอครับ”“มึงไม่มีอะไรทำเหรอ”“เอ่อ มีครับ”สิงห์ถูกสายตาคมของผู้เป็นนายจับจ้อง เขายกยิ้มเจื่อน พลันรีบออกไปจากห้องทำงานก่อนจะถูกอีกฝ่ายตำหนิคิ้วเข้มของมาเฟียหนุ่มย่นเข้าหากันเป็นปมขณะหลุบตามองกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว ก่อนจะหยิบมันโยนไว้ในช่องเก็บของชั้นล่างสุดของโต๊ะทำงาน เพราะมันไม่มีค่าพอจะให้เขาเสียเวลางานมาเปิดดูเดี๋ยวนี้หนูนาคงรู้ตัวว่าที่ผ่านมาได้ทำตัวเอาแต่ใจมากแค่ไหน เลยคิดจะซื้อของมาง้อ ทว่าตอนนี้สถานะคู่นอนของเขาและเธอมันจบลงไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจเธอเหมือนเมื่อก่อน เพื่อไม่ให้ความหวังที่เป็นไปไม่ได้กับเธออีก**เวลาผ่านไปจนครบสองสัปดาห์ที่หนูนาเดินทางไปรักษาแผลใจไกลถึงฝรั่งเศส พอเพื่อนทั้งสี่คนทราบว่าเธอเดินทางกลับมาถึ







