LOGIN“ขอบคุณมาก คุณไปพักเถอะ” เขาว่าโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงาน
“ฉันพักได้แล้วจริงๆ หรือคะ”
“อาฮะ” เขารับคำ
พริ้มเพราถอนหายใจเบาๆ แล้วก้าวออกจากห้อง แต่เธอไม่ได้ไปไหน กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง นั่งลงไปบนเก้าอี้แล้วฟุบหน้าลงไปกับแฟ้มงานที่กางค้างอยู่ ก่อนจะสลบเหมือด หมดแรง และไข้ขึ้น
มาร์คินผู้ไม่รู้เรื่องราว นั่งทำงานอยู่สักพักก็ลุกมาจัดการกับมื้อเที่ยงแสนอร่อย มันถูกส่งลงท้องผ่านริมฝีปากสีชาดระเรื่อ ทว่าเมื่อกินอิ่มแล้วกดอินเตอร์คอมเพื่อเรียกพริ้มเพราให้มาเก็บสำรับ กลับได้พบเพียงความเงียบงัน เขาออกมาดู และได้พบว่าพริ้มเพราหลับคาโต๊ะทำงานไปเสียแล้ว ลองแตะแขนให้หล่อนรู้ตัว ทว่าไอร้อนที่แผ่ออกมาทำเอาเขาตื่นตะลึง
“บ้าจริง พริ้มเพรา!”
----------
ณ โรงพยาบาล สองชั่วโมงให้หลัง
คนป่วยลืมตาขึ้นมาช้าๆ มึนงงไม่น้อยเมื่อพบว่าตัวเองมิได้อยู่ที่ที่ทำงาน เสียงฝีเท้าคนแว่วเข้าหู เธอหันไปตามเสียงนั้น แลเห็นร่างสูงของมาร์คินกำลังยืนคุยโทรศัพท์
“ครับอานุช ยกเลิกประชุมตลอดทั้งบ่ายนี้ครับ ผมคงไม่เข้าไปอีก ครับ...ธุระด่วนจริงๆ พริ้มเพราอยู่กับผม ยังไงอานุชช่วยเข้าไปเคลียร์เอกสารบนโต๊ะให้ผมด้วย ผมพิจารณาและเซ็นแล้ว แจกจ่ายให้กับหัวหน้าฝ่ายไปดำเนินการได้เลย ครับๆ สวัสดีครับ”
“ฉันคงไม่ใช่ธุระด่วนของคุณใช่ไหมคะ”
พริ้มเพราพยายามลุกขึ้นนั่ง มีสายน้ำเกลือห้อยร้อยหลังมือของเธออยู่
“บังเอิญใช่ล่ะที่รัก ไหนดูซิ ไข้ลดหรือยัง” ไม่ว่าเปล่าๆ แต่เดินมาหาแล้ววางมือบนหน้าผากคนป่วย พริ้มเพราหน้าแดงซ่าน ยอมรับว่าแพ้ความอ่อนโยนของพวกผู้ชาย
“ฉันไม่ได้ชื่อที่รัก ฉันชื่อพริ้ม” บอกเขาชัดๆ ยกมือข้างหนึ่งคลึงขมับเมื่อมันปวดตุบๆ
บอสมาร์ไม่ใส่ใจ ใครเคยอยู่บนเตียงเขา เขาก็เรียกที่รักหมดนั่นแหละ
“ขอโทษที่ทำให้คุณต้องเป็นไข้”
“ไม่ใช่เพราะคุณสักหน่อย ฉันก็เป็นไข้ไปเรื่อย เมื่อคืนดื่มหนักน่ะ เมาค้างด้วย”
เธอสารภาพ หันไปมองน้ำเกลือกระปุกน้อยก็เห็นว่าอีกนานกว่าจะหมด
“คุณเป็นผู้หญิงที่แปลกนะ คุณน่าจะเรียกร้องอะไรจากผมบ้าง เรื่องเมื่อคืน”
“โอ...ไม่ล่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ และเอ่อ...มันก็โอเค ฉันปลื้มคุณนะ แต่จะเลิกปลื้มก็ตรงที่คุณดันมาเป็นเจ้านายฉันนี่แหละ”
“ผมขอโทษอีกทีเรื่องเมื่อเช้า ที่ดูถูกคุณ”
“ช่างเถอะ ฉันง่ายเองนี่นา ไม่แปลกที่คุณจะอยากยื่นข้อเสนอ แต่ขอร้องว่าอย่าพูดแบบนั้นอีก ฉันอยากทำงานอย่างสงบ ฉันรักงานนี้นะ ถึงจะหัวหมุนไปบ้างก็เถอะ”
“งานผู้ช่วยอานุชหนักพอสมควร คุณอาจเป็นยิ่งกว่าทาส เพราะเรื่องบางเรื่องผมใช้อานุชไม่ได้ อานุชเป็นน้องสาวของพ่อผม คุณคงเข้าใจ”
“ค่ะ ฉันรู้ และรู้ด้วยว่าทำไมเงินเดือนฉันมันถึงเยอะจัง”
“ใช้งานหนักก็ต้องจ้างให้คุ้มไม่ใช่เหรอ ผมใช้ผู้ช่วยเลขาเปลืองมาก น่าจะสามเดือนต่อคน ไม่มีใครทนได้น่ะ หึๆๆ”
เขาว่าแล้วยิ้มเก๋ พริ้มเพรามองตาค้าง นึกอยากลุกจากเตียงไปกอดคอหอมแก้มสักฟอดสองฟอด ทว่าทำได้เพียงกวาดตามองรอบๆ ห้อง มันหรูหรายิ่งกว่าโรงแรมที่เธอเคยไปพักตอนเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เสียอีก
“ฉันไม่เคยมาที่นี่ มันหรูไป คุณน่าจะพาฉันไปโรงพยาบาลอื่น”
“ผมจ่ายเอง ไถ่โทษที่ทำให้คุณเป็นไข้”
“คุณไม่ได้ทำอะไร” เธอยังเถียง ไม่อยากให้เป็นบุญคุณกันมากนัก ยิ่งเขาเข้ามาใกล้ มาคอยวุ่นวายกับชีวิต เธอยิ่งรู้สึกเหมือนมีบ่วงคล้องคอ
“ผมทำสิ ทำหลายท่าด้วย หึๆ”
พริ้มเพราหน้าร้อนผ่าว จะพูดขึ้นมาอีกทำไม อุตส่าห์ทำเป็นลืมไปแล้วนะ
“มันจะไม่เกิดขึ้นอีก เราทำงานด้วยกัน ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนเกินกว่าจะสามารถแยกแยะการเป็นเจ้านายลูกน้องได้ เราควรหยุดมันไว้แค่เมื่อเช้า” เธอแจ้งสิ่งที่ต้องการ
“แต่ผมยังต้องการคุณ”
“ฉันเชื่อว่าคุณสามารถหาผู้หญิงมาควงได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยจีบด้วยซ้ำ เอาล่ะ ฉันคิดว่าฉันพูดมาก ฉันเหนื่อยจัง” ว่าแล้วเอนกายลงนอน มีมาร์คินคอยช่วยประคองจนสามารถนอนได้อย่างสบาย
“คุณมีคนรักไหม”
คำถามของมาร์คินทำเอาคนฟังน้ำตารื้น มีสิ มีจนถึงเมื่อคืนนี้ ตอนที่เธอรู้ว่าพัชญะนอกใจ
“เคยมี แต่เลิกกันแล้วเมื่อวาน ฉันไม่ยอมมีเซ็กซ์กับเขา เขาเลย...ไปมีกับคนอื่นน่ะ”
“โอ...มันเลวร้ายที่สุด”
“ไม่หรอก เพราะสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือฉันนอนกับคุณเมื่อคืน ทั้งที่ไม่รู้จักคุณเลย”
“แต่คุณมีความสุขใช่ไหม”
เขาถามแล้วอมยิ้ม พริ้มเพราอมยิ้มด้วย อยากปฏิเสธให้ดูดี แต่ใจมันละอาย
“ฉันอยากนอนแล้ว”
“ก็นอนสิ ผมจะนั่งเป็นเพื่อน”
“คุณไม่ต้องทำแบบนี้ มันจะดีเกินเจ้านายลูกน้องแล้วนะ” ประชดน้อยๆ แล้วยิ้มกลบเกลื่อน
มาร์คินนิ่วหน้า “ผมไม่ได้ทำเพราะคุณเป็นลูกน้อง แต่ทุกอย่างที่ทำอยู่ เพราะคุณคือคนที่ผมนอนด้วยเมื่อคืน” เขาว่า
พริ้มเพราเบะปาก “เหมือนจะดี แต่ไม่ดีเท่าไหร่”
เขายักไหล่ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนบนเตียง
“หายไวๆ นะ อย่าป่วยแบบนี้เลย ขอร้องล่ะ”
หัวใจของพริ้มเพราเต้นแรง นั่นคือความห่วงใช่ไหม ทำไมได้รับแล้วรู้สึกดีอย่างนี้นะ จะดีแค่ไหน หากดวงตาคู่นั้นมีไว้มองแค่เธอ หากริมฝีปากคู่นั้นมีไว้จุมพิตแค่เธอ แค่เธอเพียงผู้เดียว...
----------
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
“เชอะ!” ปากส่งเสียงเชอะ แต่ขยับไปหาเขาดีๆ วาดแขนโอบรอบคอเขา ในขณะที่มาร์คินกอดเธอแรงๆ“เฮ้อ...ใจหายหมดเลย นึกว่าจะโกรธกันจนไม่มองหน้าซะอีก”“ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือคะ เข้าใจผิดกันก็ต้องคุยกันสิ ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่เอาแต่ใช้อารมณ์ซะหน่อย” เธอบอกเขาอย่างนั้น ทั้งที่ตอนแรกอยากระบายอารมณ์ใส่ อยากด่าอยากว่
......ซ่า....ซ่า....พายุใหญ่ยังพาสายฝนพร่างพรมเหนือริมหน้าผา พริ้มเพราถูกลากออกมาจากอุโมงค์ห้องลับ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ไหน สองตาถูกปิดไว้ด้วยริ้วผ้าไหมของศศิ ได้ยินเสียงลมฝน ได้ยินเสียงคลื่น หยาดน้ำฝนเย็นชื้นและดินโคลนเปียกแฉะใต้ฝ่าเท้า คุณพระ! อย่าบอกนะว่าที่นี่...คือริมหน้าผา...ฟิ้ว..
...........[12]ใครคือฆาตกร..........จากที่อยากแกล้งคนดื้อให้หล่อนได้รู้สำนึก กลับเป็นว่าต้องมาช่วยพยาบาล เขาอุ้มพริ้มเพราออกมาข้างนอก วางหล่อนบนโซฟา หน้าหล่อนยังซีดเซียวนัก“คิ้วจะผูกโบแล้ว ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่พะอืดพะอมน่ะ เป็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ยังไม่หายเลย”มาร์คินนิ่งนึก “แล้วกินอะไรหรือ
“ให้ตายเถอะ! นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย!” ศรุตลุกจากโซฟาตัวนั้น เหงื่อเขาแตกพลั่กๆ มือข้างขวาสลัดยิกๆ หลังมือยังเป็นรอยแดงปื้นใหญ่ เขาไม่ใช่บุรุษที่นิยมการเตะต่อย แค่หมัดเดียวเลยทำเอาเจ็บร้าวไปทั่วหลังมือ“มาร์...มาร์ได้ยินอาไหม มาร์!?”มาร์คินพยักหน้าให้อาสาว กวาดตามองไปรอบๆ จึงเห็นว่าไม่ได้อยู่ลำพัง มณี







