LOGIN..........
[2]
อยู่ในความสัมพันธ์ที่ยากจะอธิบาย
..........
เหมือนฝันที่เมื่อวานนี้ มาร์คินอยู่เฝ้าไข้พริ้มเพรา ทว่าฝันอย่างไรก็ต้องมีตอนตื่น และพอตื่นอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น มาร์คินก็ไม่อยู่แล้ว น่าดีใจไหมเล่าที่ค่ารักษาพยาบาลของเธอถูกจัดการจนเรียบร้อย เธอไม่ได้เห็นแม้แต่บิลใบเสร็จ เธอกลับบ้านในตอนสาย และกลับมาทำงานอีกครั้งในตอนเที่ยง ความจริงไม่อยากมา แต่ว่าเธอไม่ได้ลาใคร และคิดโง่ๆ ว่าควรมาบอกกล่าวมณีนุชสักนิดก็ยังดี
พริ้มเพราเดินขึ้นลิฟต์โดยสารเพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของบริษัท มีพนักงานหลายคนทยอยเข้ามาในลิฟต์เมื่อลิฟต์หยุดยังชั้นต่างๆ หญิงสาวจะไม่สนใจใครอื่น หากใครอื่นที่ว่าจะไม่หน้าตาเหมือนคนรักเก่าของตัวเอง
“พริ้ม?”
เสียงทุ้มอย่างบุรุษฉุดเอาเสียงของพริ้มเพราหายไปจากลำคอ วงหน้าซีดอยู่แต่เดิมซีดลงไปอีกเท่าตัว เธอถอยหลังจนร่างชิดกับผนังลิฟต์ ทว่า พัชญะ หรือ พอร์ช อดีตชายคนรักก็ยังแทรกกายฝ่าผู้โดยสารคนอื่นจนสามารถเข้ามายืนข้างกันได้สำเร็จ
“พริ้มจริงๆ ด้วย พอร์ชนึกว่าตาฝาด”
บุรุษหนุ่มตัวสูง หน้าตาหล่อเหลาแบบไทยแท้ ผิวขาวหน้าคม ทุกส่วนบนร่างนี้ถือว่าดูดีไร้ที่ติ ผิดก็แต่จิตใจเท่านั้นที่ดำสนิท พริ้มเพรารู้ซึ้งถึงก้นบึ้งเลยล่ะ
“อือ...แล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” เขาถามต่อ
“ทำงานน่ะ งานใหม่ เริ่มงานเมื่อวานนี้” เธอตอบ ไม่ได้อยากพูดดีหรอกนะ แต่เธอควรทำตัวให้เป็นปกติ หากยังโกรธเคืองให้เห็น พัชญะอาจได้ใจ และคิดว่าเธอยังมีเยื่อใยอยู่
“พอร์ชก็ทำงานที่นี่ ดีใจที่ได้เจอพริ้มนะ” เขาเอ่ยแล้วทำตาละห้อย ยอมรับว่าเสียดายที่พริ้มเพราหลุดมือไป อุตส่าห์หลบมาได้หลายครั้งหลายหน แอบคบซ้อนโดยที่พริ้มเพราไม่รู้ แต่สุดท้ายเจ้าหล่อนก็รู้จนได้
“ไม่เห็นจะดีใจเลย” หญิงสาวตอบความจริงแล้วยิ้มใส่หน้าทะเล้น เธอเจ็บเธอร้องไห้มามากพอแล้ว เธอถูกหน้าหล่อๆ นิสัยแสนดีที่ดีเพียงเปลือกนอกมาหลอกให้ตายใจ มามากพอแล้ว
“ขอโทษนะพริ้ม คือว่า...”
“ที่นี่คงไม่เหมาะที่คุยเรื่องส่วนตัวมั้งคะคุณพัชญะ”
พัชญะหน้าม้านเมื่อถูกขานชื่อจริง มันแสดงออกถึงความเหินห่างที่คู่สนทนามีต่อตน ผู้คนในลิฟต์มากกว่าห้าคนหันมามองพวกเขา และมันทำให้พัชญะต้องรูดซิปปากชั่วครู่ กระทั่งลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นมาถึงชั้นสูงสุดที่พัชญะไม่เคยขึ้นมา
พริ้มเพราเดินออกจากลิฟต์ มีพัชญะตามมาติดๆ
“พริ้มมาทำอะไรบนชั้นนี้”
“ทำงาน” เธอตอบห้วนๆ นึกรำคาญเสียงหวานๆ ทุ้มๆ ของเขา มันคงจะฟังหวานหู อาจฟังดูดี หากไม่มีภาพเขากับผู้หญิงคนอื่นนอนอยู่ด้วยกันบนเตียง โผล่ขึ้นมาแทรก เธอจับได้คาหนังคาเขาเมื่อวันก่อนนี่เอง
“งานอะไร นี่มันชั้นสูงสุดของผู้บริหารนะ”
“แล้วไงล่ะ ฉันได้ทำงานบนชั้นนี้มันแปลกประหลาดนักเหรอ ฉันมีความสามารถนะคุณพัชญะ!” พริ้มเพราหันไปประชด เรื่องอื่นพอจะทนได้ แต่เรื่องดูถูกกันนี่เธอรับไม่ได้จริงๆ ตลอดเวลาที่คบกันเป็นแฟน เธอรู้ตัวว่าโดนข่มจากพัชญะอยู่เนืองๆ แต่ทุกคราวก็ทนด้วยอยากให้เขารัก แต่คราวนี้เธอจะไม่ทน
พัชญะหน้าเจื่อน ขยับเข้าหาพริ้มเพรา หันซ้ายแลขวาไม่เห็นใครที่ช่องทางเดินก็เอื้อมมือไปดึงแขนอดีตสาวคนรัก ด้วยอยากงอนง้อให้พริ้มเพราหายเคืองใจ แม้รู้ว่าพริ้มเพราอาจจะโกรธ แต่เขาหน้าด้านได้มากพอ เขาจะทำทุกวิถีทาง เพื่อจะได้พาพริ้มเพราขึ้นเตียง แล้วหลังจากนั้นค่อยเขี่ยเจ้าหล่อนทิ้งอย่างที่เคยคิดมาตลอด
“ปล่อยนะ! เราไม่ใช่คนรักกันอีกแล้ว”
“โธ่พริ้ม...พอร์ชยังรักพริ้มนะ” บอกเสียงเล็กเสียงน้อย ด้วยอยากอ้อนสาวเจ้าเหมือนที่เคยทำมา
พริ้มเพราเบะปากมองบน สลัดแขนแรงๆ ออกจากการเกาะกุมแต่ไม่สำเร็จ
“แต่ฉันไม่ได้รัก ฉันเกลียด!” ตะคอกใส่หน้าแล้วน้ำตาพานจะไหล มันเจ็บในอกเหมือนใครเอามีดมาปักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมนะ ทำไมคนที่รักกันจะต้องทำร้ายกันแบบนี้ แล้วดูพัชญะสิ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเหมือนไม่เคยทำร้ายเธอ ทำเหมือนว่าความผิดที่เขาทำเล็กเท่าเมล็ดงา ทั้งๆ ที่มันหนักหนายิ่งกว่าฆ่ากันให้ตาย!
“พริ้ม...พอร์ชขอโทษ พอร์ชเป็นผู้ชายนะ พอร์ชแค่อยากหาความสุขในแบบของผู้ชาย ก็พริ้มให้พอร์ชไม่ได้ พอร์ชก็เลย...”
“อย่ามาแก้ตัวเลย มันฟังไม่ขึ้นหรอก เอาสิ อยากไปนอนกับใครก็เชิญ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉัน! ปล่อย!” ตะโกนใส่หน้าอย่างไม่เกรงกลัวว่าใครจะมาได้ยิน ทว่าพัชญะไม่ยอมปล่อย ทั้งยังดึงร่างเธอเข้าไปใกล้ หมายจะกอดรัดอย่างไม่อาย เธอดิ้นไม่หยุด กระทั่งประตูลิฟต์เปิดอ้าอีกครั้ง
ติ๊ง!
คนสองคนในนั้นก้าวออกมา และได้เจอเข้ากับภาพที่พัชญะกับพริ้มเพรากำลังยื้อยุดฉุดกระชาก
“อะแฮ่ม! นี่มันที่ทำงานนะคะ กรุณารักษามารยาทด้วยค่ะ” เสียงเรียบๆ แต่ดังกังวานของสตรีวัยเลยสาว เปล่งออกมาเพื่อยุติการกระทำของคนทั้งสอง มณีนุชเพิ่งออกจากลิฟต์โดยสารพร้อมๆ กับมาร์คิน แต่บอสใหญ่มิได้เอ่ยวาจาใดๆ นอกจากหายใจแรงๆ ราวกับกำลังระงับความโกรธ
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
พริ้มเพราพยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง แสงจากหน้าจอมือถือที่วางอยู่ส่องขึ้นมาถึงใต้คาง มีคนโทรเข้าสินะ“นังพริ้ม รับสายสิ” กุ้งนางบอกเพื่อนพลางกระดกแก้วเหล้าสีอำพันคนถูกท้วงก้มมอง เบอร์ไม่คุ้นเลยต้องรับสายด้วยอยากรู้ว่าใครโทรมา “ฮัลโหล”พริ้มเพรารับสาย แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ อันที่จริงปลายสายอาจพูดอะไรบา
..........บ้านมนวรรธน์ค่อนข้างเงียบในวันนี้ มณีนุชยังไม่กลับมาแม้ว่าล่วงเข้าบ่ายแก่ๆ แล้วก็ตาม มาร์คินเดินตามหาเจ้าหล่อน พบเพียงหลานชายกับสาวใช้นางหนึ่ง“นะโม แม่ไปไหน” ถามเอากับหลานชายคนเป็นหลานหน้ายุ่ง เงยหน้าจากกองหุ่นยนต์ที่ขนออกมาเล่นในวันหยุด “แม่หนีเที่ยว ไม่พานะโมไป” ว่าแล้วก้มหน้าลงเล่นต
พริ้มเพรายิ้มแหยๆ คำปลอบของเพื่อนไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลย มาร์คินไม่ได้แค่หน้าตาดี แต่เขาหล่อเหลาและรวยมาก ที่สำคัญก็คือ เขามีบางอย่างที่น่ากลัวจนเธอไม่อยากเข้าใกล้อีกแล้ว“เขาสมบูรณ์แบบแหละ แต่ฉันคบเขาไม่ได้”“ทำไมยะ” กมลศักดิ์ใคร่รู้พริ้มเพราเลือกคำตอบที่ปลอดภัยที่สุดมาตอบเพื่อน “เขา...เป็นบอสฉันเอง
..........[4]ผู้ชายของพริ้ม..........รถยนต์คันหรูเข้าจอดหน้าอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า มณีนุชดูจากสภาพแวดล้อมรอบข้างก็เห็นว่าไม่เลวนัก ราคาคงอยู่ในระดับกลางๆ พริ้มเพราคงเช่าที่นี่เพราะว่าสะดวกในการเดินทางกระมัง“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ สวัสดีค่ะ” พริ้มเพราขอบคุณแล้วร่ำลา ไม่ได







