เข้าสู่ระบบพริ้มเพราพยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง แสงจากหน้าจอมือถือที่วางอยู่ส่องขึ้นมาถึงใต้คาง มีคนโทรเข้าสินะ
“นังพริ้ม รับสายสิ” กุ้งนางบอกเพื่อนพลางกระดกแก้วเหล้าสีอำพัน
คนถูกท้วงก้มมอง เบอร์ไม่คุ้นเลยต้องรับสายด้วยอยากรู้ว่าใครโทรมา “ฮัลโหล”
พริ้มเพรารับสาย แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ อันที่จริงปลายสายอาจพูดอะไรบางอย่างแต่เธอไม่ได้ยิน ที่นี่เสียงดังมากๆ
ขณะเดียวกัน คนที่โทรเข้ามา จากที่กำลังจะอาบน้ำก็คว้าเอากุญแจรถแล้ววิ่งลงมาข้างล่าง ไม่ได้อยากเดือดเนื้อร้อนใจหรอกนะ แต่อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าหล่อนอยู่ที่ไหนกันแน่
“พริ้มเพรา! อยู่ไหน!”
“ฮะ!? อะไรนะ นั่นใคร ได้ยินไม่ชัดเลยค่า พรุ่งนี้ค่อยโทรมาใหม่น้า พริ้มไม่ว่าง เหล่ผู้ชายอยู่ค่า!”
ตู๊ด...
พริ้มเพรากดตัดสายอย่างนึกสนุก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรบ้าง แต่น้ำเสียงอย่างนั้นมันก็คุ้นๆ อยู่ คงไม่ใช่มาร์คินหรอกนะ เขาจะโทรหาเธอทำไมตอนใกล้สี่ทุ่มของวันเสาร์อย่างนี้
กำลังนึกถึงบอสเพลินๆ เหล้าผสมแก้วหนึ่งก็ถูกวางลงตรงหน้า พริ้มเพราตาเบิกโต บริกรร่างสูงจึงกระซิบบางอย่าง
“มาการิต้าแก้วนี้ จากคุณผู้ชายตรงโน้นครับ”
บริกรหนุ่มชี้แจง หญิงสาวหันไปมองตามที่อีกฝ่ายบอก บุรุษที่นั่งอยู่ ณ มุมหนึ่งของร้าน ยกแก้วของเขาเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย เขาดูดีเชียวล่ะ จากการมองผ่านๆ ไม่ถึงสิบวินาที เพื่อนสาวของเธอกระดี๊กระด๊ากันใหญ่
เธอยกมาการิต้าขึ้นจิบเล็กน้อย รสชาติของมันสู้เหล้าเข้มๆ ที่กมลศักดิ์ผสมให้เธอไม่ได้เลย
“โอ๊ย...ของดีเชียวแก หน้าตาดีแลดูมีชาติตระกูล” กมลศักดิ์สาธยายตามที่ตาแลเห็น ผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ที่บาร์เครื่องดื่ม แจ็กเกตหนังของเขาสะท้อนแสงไฟเงาวับ แสงสลัวๆ นั่นยิ่งทำให้เขาดูหล่อเหลามากขึ้นไปอีก
“เทพบุตรชัดๆ ทำไมฉันมองไม่เห็นวะ ไม่งั้นเสร็จอีกุ้งแน่ๆ”
พริ้มเพราหรี่ตามอง หน้าขาวๆ นั่นตัดกับสีดำของแจ็กเกตลอยเด่นมาแต่ไกล เธอมองเขาสลับกับแก้วเหล้าที่อยู่บนโต๊ะ
“สนไหมแก” กมลศักดิ์ถาม ถ้าเพื่อนไม่เอากะเทยจะบุกแล้วนะ
“เออ...ท่าจะหล่อว่ะ” เธอว่า ยังจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา
“หล่อสิวะแก มองไกลๆ ยังหล่อเลย” กุ้งนางเสริม ไฟดิสโก้ฉวัดเฉวียนกับเสียงเพลงอึกทึกไม่เป็นอุปสรรคต่อการเหล่ผู้ชายของสามสาวเลย
“โอเค แจ่ม! พวกแกกลับไปก่อน ฉันจะไปนั่งกับเขา”
“เอ้า! อีนี่! เห็นผู้ชายแล้วทิ้งเพื่อน”
กมลศักดิ์กลับลำแทบไม่ทัน ไม่นึกว่าพริ้มเพราจะเอ่ยเช่นนี้
“เฮ้ย! แกเอาจริงหรือวะพริ้ม ใครก็ไม่รู้”
กุ้งนางเตือนเพื่อน ถึงจะหล่อแค่ไหน แต่ก็อันตรายนะ
“ตกลงจะเชียร์หรือจะห้ามวะ เร็วๆ ผู้ชายรออยู่”
กมลศักดิ์กับกุ้งนางมองหน้ากัน ชะตากรรมของพริ้มเพราช่างน่าสงสารนัก โดนผู้ชายบอกเลิกไม่พอ แถมยังเสียซิงให้เจ้านายอีก
“แล้วแต่แกแล้วกัน เกิดมาชาติเดียวต้องเสียวให้คุ้ม!” กุ้งนางสนับสนุน
กมลศักดิ์เอาด้วย ผสมเหล้าเข้มๆ ให้เพื่อนแล้ววางลงตรงหน้าเจ้าหล่อน
“เมาหรือยังนังพริ้ม”
“เมากะผีน่ะสิ เหล้าหมดไปแค่ครึ่งขวดเอง”
“เออ งั้นชน!
แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!
แก้วเหล้าถูกชนอีกครั้งราวกับฉลองให้กับอะไรสักอย่าง
พริ้มเพราปาดเช็ดริมฝีปากก่อนจะลุกจากเก้าอี้ตัวสูง “ไปแล้วนะ”
“เฮ้ยเดี๋ยว ไปแบบนี้เหรอ”
“เออ! อะไรอีกวะนังกิ๊บ”
“แกจะไปอย่างสติครบถ้วนไม่ได้ ไม่เคยได้ยินหรือยะ เจอหมีให้แกล้งตาย!”
“เจอผู้ชายให้แกล้งเมา!” กุ้งนางเสริม
“ฮ่าๆๆ เข้าใจแล้ว พวกแกกลับได้แล้วไป” พริ้มเพราหัวเราะร่า ก่อนจะเดินไปหาพ่อหนุ่มนักท่องราตรีที่อยากสานสัมพันธไมตรีด้วยการเลี้ยงเหล้า
พอเพื่อนจากไปกุ้งนางก็เริ่มกุมขมับ ห่วงก็ห่วงละนะ แต่ความสุขของเพื่อนเธอหรือจะกล้าขัด “ไหวไหมนังกิ๊บ ฉันกลัวมันอันตราย”
“ฮื่อ...ไม่หรอก ปล่อยมันไป ประสบการณ์ชีวิต ให้มันทำอะไรสุดๆ ไปเลย กินอิ่มกินเบื่อเมื่อไหร่มันก็หยุดเองนั่นแหละ แล้วอีกอย่างน่ะ เก็บไว้เยี่ยวอย่างเดียวมันจะตันเอานะแก”
“อีกิ๊บซี่!! อีเลว!”
“ฮ่าๆๆ เช็คบิลเถอะว่ะ เผื่อสองคนนั้นออกไปเราจะตามไม่ทัน”
กุ้งนางชักงง ตาม? ตามใคร “หมายความว่าไง”
“เอ้าอีนี่ แกจะปล่อยเพื่อนไปกับผู้ชายที่ไหนได้ยังไง ตามไปสิแก ต้องเปิดม่านรูดห้องข้างกัน ฉันก็จะทำล่ะ เร็วๆ”
“เออๆๆ น้องๆ เช็คบิล!”
กุ้งนางโบกไม้โบกมือเรียกบริกร ในขณะที่พริ้มเพรานั่งลงยังเก้าอี้ตัวสูงข้างๆ หนุ่มนิรนาม เขาจ้องเธอไม่วางตา แน่ล่ะ กระโปรงเธอสั้นจนแทบจะเห็นแก้มก้น เสื้อตัวบนก็เว้าหน้าเว้าหลัง หน้าอกหน้าใจแทบจะออกมากองข้างนอก ใครไม่มองก็บ้าแล้ว
“คุณเลี้ยงเหล้าฉัน?” ถามแล้วหันไปมองทางโต๊ะที่จากมา เพื่อนรักทั้งสองกำลังเตรียมตัวกลับ
“ใช่ ผมเลี้ยง”
“ทำไมคะ”
“เลี้ยงเหล้าผู้หญิงสวยๆ ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ”
เขาว่าแล้วยิ้มหวาน ยิ้มทรงเสน่ห์ที่ทำให้พริ้มเพราแทบเป็นลมทั้งที่นั่งอยู่ เขาหล่อจริงๆ วงหน้าขาวผ่องเล็กเรียวราวกับไอดอลเกาหลี จมูกเขาโด่งมาก ริมฝีปากก็น่าจูบเสียนี่กระไร
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
“พริ้ม...เป็นอะไรหรือเปล่า”“อ่า...ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่...เหม็นกลิ่นไหม้น่ะ อุ้บ!” ตอบแล้วพะอืดพะอม แลหาที่ทางสำรอง กะว่าจะอดทนให้ถึงที่สุด แต่ก็อดไม่ไหว“ไปห้องน้ำก่อนเถอะ มาทางนี้มา”แล้วมาร์คินก็พาพริ้มเพราไปอาเจียนในห้องน้ำ หล่อนโก่งคออยู่หลายนาที เสียงอาเจียนที่มาเป็นระลอกๆ ทำเอาเขาตื่นตระหนกไม
“หึๆๆ นี่ฉัน...มาทำอะไรตรงนี้นะ” ถามเองก็เจ็บเอง หัวเราะสมเพชในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ มองดูของกินในมือแล้วยิ่งเจ็บ ดูพวกเขาสิ พวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ดูมีความสุข ในขณะที่เธอเป็นห่วงเขาจนไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าร้านอาหารแล้วสั่งข้าวมากินสักจาน เธอกลัวว่าเขาจะรอ แล้วพอมาเจออย่างนี้จะให้ยิ้มหน้าบานได้
มาร์คินพร่ำบอกคนที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ ในอกยังเจ็บปวดรุนแรงแต่ข่มจิตข่มใจ ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย ความรู้สึกแสนทรมานตีวนในอกนี้ มันเสียใจ น้อยใจ แค้นใจ เสียใจที่ไม่อาจปกป้องชีวิตของมารดาและปาลิดา น้อยใจที่ศศิทำอย่างนี้กับคนที่เขารัก และแค้นใจนักที่หล่อนไม่ได้มีชีวิตเพื่อรอรับโทษทัณฑ์ แต่หากจะมีคนผิดก็คงเ
......[21]รู้ว่ารักเมื่อสายไป......ภายในห้องบ่าบางของเฌอริณถูกมาร์คินตบลงเบาๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า หล่อนเอาแต่ร้องไห้ เจ็บปวดตรงไหนก็ไม่ยอมบอก “ริณ พอเถอะนะ แล้วบอกมาดีๆ ว่าเป็นอะไรกันแน่”เฌอริณส่ายหน้า ป้ายปาดน้ำตาแล้วก้มมองแต่ฝ่ามือของตัวเอง“งั้นเธออยากพูด อยากถามอะไรฉันไหม”ครั้งแรกหญิงสาว







