LOGINบ่ายแก่ๆ ภายในห้องทำงานกว้างขวางของประธานหนุ่ม... เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ป้ายาจะเปิดประตูเดินถือถ้วยกระเบื้องใบเล็กและช้อนซิลิโคนสีหวานเข้ามา พร้อมกับถ้วยซุปอุ่นๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของฟักทองผสมข้าวกล้องบดละเอียด “ได้เวลาอาหารเสริมมื้อแรกของวันแล้วค่ะคุณต้น ยัยหนูพราวครบหกเดือนพอดี ต้องเริ่มหัดทานข้าวบดบ้างแล้ว” ภรภัทรเพิ่งจัดการกับผ้าอ้อมสำเร็จรูปเสร็จและกำลังนั่งพักหอบอยู่บนโซฟา ถึงกับตาโตมองถ้วยข้าวในมือแม่บ้าน “หกเดือนนี่กินข้าวได้แล้วเหรอครับป้ายา นึกว่ากินแต่นมอย่างเดียว” “ทานได้แล้วค่ะ ทานวันละมื้อ บดละเอียดๆ ผสมฟักทองกับตับไก่แบบนี้แหละค่ะ... ป้าฝากคุณต้นป้อนหน่อยนะคะ ป้าต้องรีบลงไปเตรียมมื้อเย็นให้คุณท่าน” ไม่ทันที่ภรภัทรจะอ้าปากท้วง ป้ายาก็วางถ้วยข้าวกับผ้ากันเปื้อนลายเป็ดน้อยลงบนโต๊ะกระจก แล้วรีบเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ต้องมานั่งสบตากลมแป๋วของเด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง น้องพราวที่นอนเล่นอยู่บนโซฟาเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ปากเล็กๆ ทำเสียง พรูด... พรูด... พ่นน้ำลายจนเป็นฟองฟู่เกาะเต็มริมฝีปากและคางจิ้มลิ้มอย่างอารมณ์ดี “เล่นน้ำลายเลอะเทอะหมดแล้วยัยหน
ณ เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา... แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน ภายในห้องพักเต็มไปด้วยตำราแพทย์ กองเอกสารงานวิจัย และหน้าจอแล็ปท็อปที่เปิดค้างไว้ด้วยข้อมูลอัดแน่น หมอน้ำฟ้าในชุดเสื้อไหมพรมตัวหลวมทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า ขอบตาคู่สวยคล้ำลงเล็กน้อยจากการโหมอ่านเคสคนไข้และทำงานวิจัยเฉพาะทางอย่างหนักหน่วงมาตลอดหลายเดือน มือเรียวยื่นไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกองเอกสาร นิ้วชี้แตะหน้าจอเปิดดูคลิปวิดีโอล่าสุดที่น้ำตาลเพิ่งส่งข้ามทวีปมาให้ เด็กหญิงตัวน้อยแก้มกลมชมพูระเรื่อกำลังนอนคว่ำ ชูคอส่งยิ้มหวานจนตาหยี สองขาป้อมตีที่นอนปุๆ ส่งเสียงอ้อแอ้เรียกรอยยิ้มอย่างน่าเอ็นดู “น้องพราวของแม่...” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ปลายนิ้วลูบไล้หน้าจอตรงแก้มนุ่มนิ่มของลูกสาวด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ หยาดน้ำตาอุ่นเอ่อรื้นขึ้นมาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ การต้องตัดใจทิ้งลูกสาววัยเพียงไม่กี่เดือนไว้ข้างหลังเพื่อมาคว้าใบวุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลับไป คือการตัดสินใจที่เจ็บปวดและบีบหัวใจที่สุดในชีวิต ทุกหยดน้ำนมที่ต้องคอยปั๊มเก็บและแช่แข็ง ทุกค่ำคืนที่สะดุ้งตื่นข
บ่ายวันเดียวกัน ณ ไร่พราวตะวัน... ทันทีที่รู้ข่าวว่าแก้วใจเดินทางกลับมาจากต่างประเทศและเข้าพักอยู่ที่เรือนของน้ำตาล พร้อมพัฒน์ก็แทบจะอยู่นิ่งไม่ติด ชายวัยกลางคนรีบจัดการอาบน้ำแต่งตัวอย่างประณีต เสื้อผ้าถูกรีดจนเรียบกริบ เส้นผมจัดทรงเนี้ยบไร้ที่ติ นึกขอบคุณตัวเองที่คอยดูแลสุขภาพ ทานอาหารเสริมบำรุงเส้นผม และดูแลรูปร่างหน้าตาให้ดูดีสมวัยอยู่เสมอ สองเท้าก้าวตรงไปยังเรือนพักรับรองด้านหลังอย่างกระตือรือร้น วินาทีแรกที่สายตาประสานเข้ากับใบหน้าหวานคุ้นตาที่แสนคิดถึง หัวใจของหนุ่มใหญ่กระตุกวาบ ความรู้สึกดีใจและตื้นตันใจแล่นพล่านจนแทบจะเก็บซ่อนอาการเอาไว้ไม่อยู่ “กลับมาแล้วทำไมไม่ยอมบอกพี่ แล้วแอบมาอยู่กับยัยน้ำตาลแบบนี้ ไม่เกรงใจคนบ้านนี้หรือไง” เสียงเข้มเอ่ยตัดพ้อเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นเต้นในอก “แล้วจะให้ฉันไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ ขืนไปอยู่บ้านพี่ ก็กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านให้เขาเอาไปนินทากันพอดี” แก้วใจหันมาตอบเรียบๆ พลางหลบสายตาคมกล้าที่จ้องมองมาอย่างมีความหมาย “ใครหน้าไหนจะกล้านินทา” พร้อมพัฒน์ขยับก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว แววตาคมอบอุ่นทอดมองหญิงตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกที่อัดแน่นมาเน
ร่างสูงใหญ่ยืนเก้ๆ กังๆ หัวหมุนไปหมด มือไม้ที่เคยจับปากกาเซ็นสัญญาระดับร้อยล้านสั่นเทา ชายหนุ่มรีบวิ่งไปคว้ากระเป๋าสัมภาระลายการ์ตูน เทของข้างในออกมา ทั้งทิชชู่เปียก แป้ง และผ้าอ้อมสำเร็จรูปชิ้นใหม่“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะลูก... เอ๊ย ไม่ร้องนะยัยหนู ลุงกำลังจะเปลี่ยนให้เดี๋ยวนี้แหละ”ภรภัทรกลั้นหายใจพลางค่อยๆ แกะแถบกาวผ้าอ้อมออกอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งต้องคอยจับขาน้อยๆ ที่ถีบไปมาไม่ยอมอยู่นิ่ง อีกมือก็พยายามดึงทิชชู่เปียกมาเช็ดทำความสะอาดอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะกลัวจะเผลอลงน้ำหนักมือแรงจนผิวบอบบางของเด็กน้อยเป็นรอยแดงจากประธานบริษัทผู้เนี้ยบกริบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า บัดนี้เนกไทถูกปลดออกลวกๆ แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นลอยชาย เหงื่อแตกพลั่กเต็มใบหน้าหล่อเหลา ท่ามกลางเสียงร้องไห้กระจองอแงของน้องพราวที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆพอจัดการห่อผ้าอ้อมชิ้นใหม่เข้าที่ น้องพราวก็เงียบเสียงร้องไปได้เพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะเริ่มอ้าปากส่งเสียงแอะๆ แบะปากทำท่าจะร้องจ้าขึ้นมาอีกระลอก“หิวนมอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย...”ภรภัทรเช็ดมืออย่างลนลาน รีบคว้าขวดนมมาตวงน้ำอุ่นและตักนมผงใส่อย่างชำนาญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย พอเ
ภรภัทรรีบลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว พอก้าวพ้นประตูห้องน้ำออกมา ชายหนุ่มก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นร่างป้อมในชุดนอนลายน่ารักกำลังนอนคว่ำ ชันแขนสองข้างยันตัวขึ้นมองตรงมาที่เขาตาแป๋ว ทันทีที่เห็นหน้าเขา เด็กหญิงตัวน้อยก็ส่งยิ้มหวานจนตาหยี สองขาป้อมตีที่นอนปุๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสรับแสงตะวันยามเช้า “ยัยหนูตื่นแล้ว... ทำไงต่อวะเนี่ย” ภรภัทรยืนเกาหัวแกรกๆ สภาพมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลหายวับไปกับตา เหลือเพียงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนเคว้ง ทำตัวไม่ถูกอยู่กลางห้องนอนตัวเอง ภรภัทรตัดสินใจอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยลงมาด้านล่างอย่างเก้ๆ กังๆ ทันทีที่เห็นหน้าผู้เป็นพ่อ เขาก็รีบโอดครวญขึ้นมาทันที “คุณพ่อครับ ผมต้องไปทำงานแล้ว เด็กนี่... เฮ้อ!” “แกก็เอาไปด้วยเลย หน้าที่แกทั้งนั้น ไม่มีใครว่างเลี้ยงให้แกหรอก ทุกคนมีงานต้องทำกันหมด... ว่าแต่อาบน้ำให้ยัยหนูหรือยัง” “อาบน้ำ! ผมต้องอาบให้ด้วยเหรอครับ” “อ้าว ถ้าแกไม่ทำแล้วใครจะทำ... ป้ายา พาคุณหนูไปอาบน้ำที ส่วนแกตามไปดูด้วย จะได้ทำเป็น แล้วตอนไปทำงานก็เตรียมผ้าอ้อมไปเปลี่ยนให้ยัยหนูด้วยล่ะ” ภรภัทรได้แต่อ้าปากค้าง มองแผ่นหลังของบิดาที่เดินหนีไปทางห้องอาหารหน้า
ภรภัทรรีบเดินขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอแต่งตัวเสร็จก็รีบสาวเท้ายาวๆ ก้าวลงมาดูเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ในรถเข็น ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ ยิ่งจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้ม แก้มกลมชมพูระเรื่อ และริมฝีปากเล็กจิ้มนั่น หัวใจดวงโตที่เคยเย็นชาราวกับน้ำแข็งกลับยิ่งสั่นสะท้านอย่างหาสาเหตุไม่ได้ “ทำอะไรอยู่น่ะตาต้น” พร้อมพัฒน์เดินเข้ามาในห้องโถงพอดี “คุณพ่อ... ให้ป้ายาช่วยหาแม่บ้านหรือพี่เลี้ยงเด็กให้ผมสักคนสิครับ” ภรภัทรรีบหันไปบอกผู้เป็นพ่อ “จะเอามาทำไม” “ก็เด็กคนนี้...” “แกก็เลี้ยงไปสิ... ดูสิ น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้” พร้อมพัฒน์ก้มลงมองทารกน้อยด้วยสายตาเอ็นดูและรักใคร่อย่างปิดไม่มิด “ลูกผมก็ไม่ใช่ ลูกใครก็ไม่รู้ ไอ้เพลิงมันเอามาให้เลี้ยง” ภรภัทรโวยวายเสียงแผ่วเพราะกลัวเด็กตื่น “แล้วผมต้องทำงาน จะเอาเวลาที่ไหนมาเลี้ยงเด็กอ่อน” “แกไปทำงาน แกก็พายัยหนูนี่ไปด้วยสิ... พ่อมันเลวก็อย่างนี้แหละ แกก็ช่วยๆ หน่อยแล้วกัน” พร้อมพัฒน์ว่าพลางแอบยิ้มกริ่มในใจ ก่อนจะบุ้ยปากไปทางรถเข็น “พาแกขึ้นห้องได้แล้ว... อุ้มเป็นไหมล่ะนั่น ค่อยๆ ระวังหน่อย เดี๋ยวลู







