เข้าสู่ระบบอันนี้คือคุณสอบผ่านเข้ามาได้เองแน่นะ” หัวหน้าถามฉันแบบนี้หมายความว่ายังไงกันนะ “ใช่ค่ะ” “ก็นึกว่าใช้เส้นสายเข้ามา ทำงานไม่ได้เรื่อง” ในคืนที่ดูแสนจะยากเย็นของขวัญข้าว วันนี้เป็นวันที่สามในการทำงานของเธอและตอนนี้เป็นเวลา 18:00 นาฬิกาที่เธอยังอยู่ที่บริษัทเพราะเธอทำงานพลาดเธอเลยพยายามจะแก้ไขงานนั้นคนเดียวแบบเงียบๆไม่บอกใคร ถึงกับไม่ยอมกลับบ้านสักทีเพราะแก้ไขงานที่ตัวเองทำพลาดไม่เสร็จสักที นี่มันเป็นงานแรกของฉันและฉันก็ทำงานพลาด ยังดีที่พี่รปภ.เห็นใจฉันให้เวลาฉันได้อยู่ในห้องทำงานนี้ต่อตั้งแต่ช่วงเวลาเลิกงานจนถึงตอนนี้หกโมงเย็นเข้าแล้วแต่ฉันก็ยังแก้งานไม่เสร็จ โง่ได้ใจจริงๆ จนกระทั่ง… เวลาผ่านไป 20 นาที ฉันก็เจอหัวหน้ากลับเข้ามาบริษัท ฉันรีบหลบเข้าได้โต๊ะทำงานอย่างไวแต่ลืมว่าตัวเองเปิดไฟไว้หนึ่งหลอดตรงที่ใกล้โต๊ะทำงานตัวเอง เขากำลังจะเดินเข้าห้องทำงานตัวเองแต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงหยุดเดินนิ่งไปสักพัก แล้วเสียงเดินได้เริ่มขึ้นใหม่อีกรอบแต่เหมือนเสียงเดินนั้นจะมาทางนี้
ดูเพิ่มเติม“อันนี้คือคุณสอบผ่านเข้ามาได้เองแน่นะ” หัวหน้าถามฉันแบบนี้หมายความว่ายังไงกันนะ
“ใช่ค่ะ” “ก็นึกว่าใช้เส้นสายเข้ามา ทำงานไม่ได้เรื่อง” ………………………………………………….. ในคืนที่ดูแสนจะยากเย็นของขวัญข้าว วันนี้เป็นวันที่สามในการทำงานของเธอและตอนนี้เป็นเวลา 18:00 นาฬิกาที่เธอยังอยู่ที่บริษัทเพราะเธอทำงานพลาดเธอเลยพยายามจะแก้ไขงานนั้นคนเดียวแบบเงียบๆไม่บอกใคร ถึงกับไม่ยอมกลับบ้านสักทีเพราะแก้ไขงานที่ตัวเองทำพลาดไม่เสร็จสักที นี่มันเป็นงานแรกของฉันและฉันก็ทำงานพลาด ยังดีที่พี่รปภ.เห็นใจฉันให้เวลาฉันได้อยู่ในห้องทำงานนี้ต่อตั้งแต่ช่วงเวลาเลิกงานจนถึงตอนนี้หกโมงเย็นเข้าแล้วแต่ฉันก็ยังแก้งานไม่เสร็จ โง่ได้ใจจริงๆ จนกระทั่ง… เวลาผ่านไป 20 นาที ฉันก็เจอหัวหน้ากลับเข้ามาบริษัท ฉันรีบหลบเข้าได้โต๊ะทำงานอย่างไวแต่ลืมว่าตัวเองเปิดไฟไว้หนึ่งหลอดตรงที่ใกล้โต๊ะทำงานตัวเอง เขากำลังจะเดินเข้าห้องทำงานตัวเองแต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงหยุดเดินนิ่งไปสักพัก แล้วเสียงเดินได้เริ่มขึ้นใหม่อีกรอบแต่เหมือนเสียงเดินนั้นจะมาทางนี้ ‘งือ!!!!!! อย่ามานะ อย่าเดินมาาาาา’ เมื่อฉันได้ยินเสียงเดินมาทางนี้ก็เริ่มตั้งจิตภาวนาในใจให้เขาอย่าเดินมาทางโต๊ะทำงานของฉัน พลิบ! จากนั้นไฟหลอดเดียวที่ฉันเปิดไว้ก็ถูกปิดลงแล้วห้องนี้ก็มืดสนิทแบบที่ฉันมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่โต๊ะทำงานที่ตัวเองหลบซ้อนอยู่ข้างใต้มันก็ยังมองไม่เห็น แต่ก็ดีนะที่เขาเดินมาแค่ปิดไฟ ฉันตกใจหมดนึกว่าเขาจะเดินมาโต๊ะฉัน ว่าแต่เขาออกไปยังเนี่ยฉันจะได้ลุกออกจากใต้โต๊ะสักทีร้อนจะแย่ละเพราะเราไม่เปิดแอร์ไว้ด้วยถึงเปิดก็มาโดนหัวหน้าปิดไปพร้อมกับไฟเมื่อกี้อยู่ดี “ไปทำอะไรอยู่ใต้โต๊ะครับ” หือ! หะ…หัวหน้ามา… ฉันรีบหันขึ้นไปมองหน้าคนที่กำลังก้มหน้าเล็กน้อยมองลงใต้โต๊ะพร้อมกับส่องไฟฉายจากมือถือส่องเข้าที่หน้าฉันเต็มๆ แสงที่ส่องมากระทบเข้าที่ดวงตาทำให้ฉันรีบหันหน้าหลบอย่างอัตโนมัติ “ได้ยินไหมที่ผมถาม” “เอ่อคือ” ให้ตายเถอะฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ที่หัวหน้ามาเจอฉันในสภาพหลบใต้โต๊ะ น่าอายซะมัด “จะนั่งตรงไหนอีกนานไหมออกมา แล้วทำอะไรทำไมยังไม่กลับบ้าน” ขวัญข้าวเธอรีบออกจากใต้โต๊ะ ก่อนจะพยายามมาอธิบายให้หัวหน้าเข้าใจ หมายถึงให้เข้าใจในแบบที่เธอกำลังจะคิดสร้างเรื่องโกหกขึ้นมา “คือว่า…” แต่ฉันคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะโกหกยังไง ตอนนี้ทำได้แค่ยืนก้มหน้าในห้องมืดนี้ที่มีเพียงแค่แสงไฟที่จอคอมสอดส่องกระทบเข้าที่ด้านข้างตัวฉันและหัวหน้าที่กำลังยืนหันหน้าคุยกัน “ทำงานงั้นเหรอ งานอะไรทำไมทำให้เธอไม่ได้กลับบ้านสักทีได้ผมดูดิ” หัวหน้าเห็นฉันไม่ยอมพูดสักทีก็เลยมองไปดูที่จอคอมของฉัน โค้งตัวก้มลงมือค้ำโต๊ะแล้วมองจอคอมอย่างตั้งใจก่อนมือข้างหนึ่งจะไปเลื่อนเม้าส์ “เอ่อคือว่าเดี๋ยวหนูจะรีบแก้ให้เสร็จนะคะ” ฉันพยายามทำให้หัวหน้าอย่าที่จะดูงานนั้นต่อไอ้งานฉันทำมันพลาด ตอนนี้เหงื่อแตกไปหมดเพราะกลัวหัวหน้าจะว่าอะไรและทั้งร้อนด้วยแหละที่ห้องไม่ได้เปิดแอร์มีแค่พัดลมเล็กตัวเดียวที่โต๊ะแต่ก็ไม่เย็นพอเพราะมีคนมาทำให้ฉันร้อนกว่าปกติ “อะไรงานแค่นี้เนี่ยนะทำเธอไม่กลับบ้าน” หัวหน้าเขาพูดว่างานแค่นี้กับงานที่ฉันพยายามนั่งแก้มาเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง เขาพูดมันดูง่ายจังแต่ทำไมฉันรู้สึกว่ามันยาก “ค่ะ” “เข้ามา 3 วันนี้มีใครได้สอนงานคุณยัง” “มีรุ่นพี่คนหนึ่งเขาสอนบ้างแล้วค่ะ” “แล้วงานนี้สอนยัง” “พี่เขาบอกแล้วค่ะ” “แล้ว…” “คะ?” ฉันก็งงสิ แล้ว แล้วอะไรของเขา พูดแค่แล้วคำเดียวเนี่ยทำฉันงงอีก “แล้วทำไมยังทำไม่เสร็จ งานง่ายๆแค่เนี่ย” “คือ… คือว่าตอนนั้นรุ่นพี่เขาบอกครั้งเดียวแล้วหนูจำได้ไม่หมด แต่ก็พอจำได้บ้างนิหน่อยก็เลยลองทำ พอลองทำเอาเอง แล้วหนูก็ทำพลาดก็เลยกำลังหาทางแก้ไขเองอยู่ค่ะ” มาถึงขั้นนี้แล้วฉันก็ต้องยอมๆพูดคงามจริงไปเถอะ ไหนๆก็ไหนๆล่ะ “ตอนที่ยังไม่เลิกงานทำไมไม่ถามรุ่นพี่เขาอีกรอบ” “ไม่กล้าถามค่ะ หนูเกรงใจรุ่นพี่ ถ้ารุ่นพี่รู้ว่าหนูเป็นคนเข้าใจยากเดี๋ยวเขาก็โมโหหนูพอดีที่สอนยากสอนเย็น” “ไหนเธอลองทำให้ผมดูหน่อย” หัวหน้าสั่งให้ฉันลงไปนั่งทำงานนี้ให้เขาดู เขาก็คงอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงทำไม่เสร็จสักที ทั้งที่ในความเข้าใจของหัวหน้ามันคืองานง่ายๆ แต่สำหรับฉันมันคืองานงงๆที่ฉันงงจริงๆไม่ได้พูดเล่น ผ่านไปเพียง 10 นาทีหัวหน้าก็สั่งฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานแล้วหัวหน้าก็ลงไปนั่งทำเอง เหมือนกับว่าสิ่งที่ฉันทำให้เขาได้ดูมันขัดหูขัดตาเขาอะไรอย่างนั้น “เนี่ย! มันก็แค่นี้ เสร็จแล้ว” ตัดภาพมาอีกทีผ่านไปไม่ถึง 20 นาทีหัวหน้าก็ทำงานนั้นให้ผันจนเสร็จแล้ว ไม่อยากจะเชื่อ หมายถึงว่าไม่อยากจะเชื่อว่าหันหน้าจะมานั่งทำอะไรแบบนี้แทนลูกน้องใหม่เงอะงะอย่างฉัน “ขอบคุณค่ะ” “ไปกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว แล้วพรุ่งนี้คุณมาถึงคุณเข้ามาหาผมที่ห้องทำงานก่อนเลยนะ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ฉิบหายแล้วประโยคนี้ทำเอาฉันขนลุกเลย เหมือนจะโดนไล่ออกหรือเปล่า แต่ฉันพึ่งสอบเข้ามาได้เขาคงไม่เอาฉันออกแน่ๆล่ะ แต่มันสามารถเอาออกได้เลยหรือเปล่าวะ อันนี้ฉันก็ไม่เคยรู้ ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยสิพึ่งเข้าวงการทำงานมาได้ ตึ๊งงงง~ ตึ๊งงงงง~ สายเรียกเข้าจาก {คุณแม่} “ค่ะแม่” ‘ทำไรจ๊ะลูก กินข้าวยัง’ “ยังเลยค่ะแม่กำลังจะขับรถกลับคอนโด” ‘อ้าว! จากไหนจากบริษัทเหรอ’ “ใช่ค่ะ” ‘ทำไมวันนี้เลิกดึกล่ะลูก’ “แก้งานนิดหน่อยน่ะแม่ ว่าแต่มาโทรมามีเรื่องอะไรหรือเปล่า” ‘แม่ลืมบอกว่าแม่บนไว้’ “บน บนอะไรเหรอคะแม่” ‘บนให้ลูกสอบติดงานราชการไง’ อ๋อ! ฉันรู้ละว่าฉันสอบเข้ามาได้ไงไวจัง คงเป็นเพราะแม่ของฉันบนด้วยสินะ ไม่น่าละ! “แล้วแม่บนไว้ยังไงอย่าบอกนะว่าหนูต้องไปแก้ด้วย” ‘ใช่หนูต้องไปกับแม่ด้วย เพราะแม่บนว่าถ้าลูกติดจะให้ลูกแต่งตัวไปเต้นสวยๆให้เจ้าแม่ และก็ถวายของกินต่างๆนานาที่เจ้าแม่เขาชอบ’ “แม่!” ‘จ้าลูกว่าไง’ “อะไรของแม่เนี่ย! เรื่องไปถวายของกินไม่ติดอะไรแต่เรื่องไปเต้นเนี่ยสิ แม่!!!! หนูเต้นเป็นที่ไหน” ‘เออน่า! ลูกแม่เต้นได้ ลูกแม่ทำได้’ แม่เขาเอาอะไรมามั่นใจในตัวฉันว่าฉันเต้นได้ เกิดมาฉันยังไม่เคยออกท่าเต้นให้เขาดูด้วยซ้ำ รับน้องตอนเข้ามหาวิทยาลัย รุ่นพี่เขาบอกให้เต้นฉันก็เต้นแบบขยับแค่มี ตัวแข็งอย่างกับหิน เอาอะไรไปเต้นสวยๆให้เจ้าแม่เขาดู เอาเหอะๆไหนๆก็ไหนๆแล้ว เต้นให้แค่เจ้าแม่ดูเอง อย่างน้อยก็มีแค่แม่ตัวเองกับเจ้าแม่ท่านเห็น ไม่น่าอายอะไรหรอกมั้ง “ค่ะแม่ เดี๋ยววันเสาร์นี้หนูไปรับที่บ้านค่ะ” ‘โอเคจ๊ะลูกแม่ วันเสาร์เดี๋ยวแม่เตรียมของไว้รอ’ “ค่ะแม่ หนูขับรถกลับห้องก่อน” ‘จ๊ะลูก ขับรถดีๆ’ “ค่ะแม่” ระหว่างนั่งขับรถกลับคอนโดในหัวก็นึกแต่เรื่องเงินๆทองๆ ชีวิตหนอชีวิตของอีขวัญข้าวงวดรถก็ยังจ่ายไม่หมดหนี้สินที่ยืมทุนเรียนก็ยังไม่ทันได้เริ่มจ่าย ชีวิต! ตึ๊งงงง~ ตึ๊งงงงง~ สายเรียกเข้าจาก {คุณพ่อ} ยัง ยัง ยังไม่ทันได้ถึงไหนเลยมีสายโทรเข้าอีกแล้วรอบนี้เป็นพ่อ “ค่ะพ่อ” ‘เสาร์อาทิตย์นี้ว่างไหมพ่อจะนัดมาทานข้าวกัน’ “หนูนัดกับแม่ไว้แล้วอะพ่อ ไว้อาทิตย์ถัดไปไหมคะ” ‘อ๋อได้ๆ แล้วนัดไปทำอะไรกันกับแม่เสาร์อาทิตย์นี้’ “แก้บนค่ะ พอดีแม่เขาบนให้หนูสอบติดนี่แหละพ่อ” ‘อ๋อโอเคๆ ยังไงเดี๋ยวพ่อโทรหาอีกนะลูก’ “ได้ค่ะพ่อ” ‘ครับ บายครับลูกรักลูกนะ’ “ค่ะ! บะบายค่ะรักเหมือนกันค่ะ” ด้วยความที่พ่อแม่ของฉันแยกทางกันหย้าร้างกันไปนานแล้วก็เลยแบบนี้แหละ ฉันต้องใช้ชีวิตแบบคุยกับทั้งสองทางเอา นัดเจอแยกกันเอาเพราะถ้าจะนัดรวมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทำแบบนั้นไม่เคยได้ หลังๆฉันก็เลยไม่นัดรวมแล้ว“เราจะหยุดงานจริง ๆ เหรอคะ” ขวัญข้าวเงยหน้าถามอีกครั้ง น้ำเสียงยังลังเลเหมือนคนไม่ชินกับการปล่อยภาระไว้ข้างหลัง บลูมองเธอด้วยสายตานิ่งแต่แฝงความเอ็นดู “เธอน่ะหยุด แต่ฉันไม่หยุดหรอก บ่ายถึงเย็นฉันมีคุยงานข้างนอก วันนี้ไม่เข้าบริษัท” “อ๋อค่ะ… งั้นฉันไปทำงานดีกว่านะคะ” เธอขยับจะลุก เขาคว้ามือเธอไว้ทันที “บอกว่าให้หยุดหนึ่งวันไง ได้ฟังที่พูดไหม” ขวัญข้าวชะงัก ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะ…” บลูถอนหายใจเบา ๆ เหมือนกำลังจัดการความคิดบางอย่างในหัว “เดี๋ยววันนี้ฉันส่งคนไปดูแลย่าแทนเธอก่อนหนึ่งวัน” เธอรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการเองได้” “ฟังก่อน” เขาขัดขึ้นนุ่ม ๆ แล้วหยุดคิดครู่หนึ่ง สีหน้าเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ไม่ใช่แค่วันเดียว… เอาแบบประจำเลยดีกว่า” ขวัญข้าวนิ่งไป “หมายความว่ายังไงคะ” “ฉันจะจัดการเรื่องคนดูแลย่าฉันแบบให้มาอยู่ดูแลประจำแทนเธอ” เขาพูดเรียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “ส่วนเธอ… ฉันจะให้ย้ายมาทำงานที่นี่เต็มตัว” “เอางั้นเหรอคะ…” เสียงเธอแผ่วลงอย่างไม่แน่ใจ “ใช่” เขาสบตาเธอชัดเจน “ฉันอยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน” หัวใจเธอเต
ขวัญข้าวกลืนน้ำลายเบาๆ ปลายนิ้วเธอกำชายเสื้อเขาไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสบกันในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะหลบเลี่ยงความรู้สึกได้ บลูรับรู้ทุกอย่างจากท่าทีเล็กน้อยนั้น เขาไม่เร่ง ไม่รุก เพียงก้มลงแตะหน้าผากเธออีกครั้ง ราวกับย้ำให้แน่ใจว่าทุกอย่างเกิดจากความสมัครใจ“ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ เธอบอกฉันได้เลยนะ” เสียงเขานุ่มลงกว่าที่เคย “เพราะฉันอยากให้คืนนี้เป็นคืนที่เธอเลือกเองเหมือนกัน”ขวัญข้าวไม่ตอบเป็นคำพูด เธอเพียงขยับเข้าไปในอ้อมแขนเขา ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำยืนยันบลูถอนหายใจแผ่ว คล้ายปลดปล่อยสิ่งที่กักเก็บไว้เนิ่นนาน มือของเขาโอบเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพาเธอ… ไปบนเตียงนุ่มปลายนิ้วของบลูคลายจากชายเสื้อเธอช้า ๆ ราวกับให้โอกาสเธอเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ แต่ขวัญข้าวกลับเป็นฝ่ายจับมือเขาไว้แทนสายตาที่เคยสั่นไหวก่อนหน้านั้นกลับนิ่งขึ้น คล้ายตัดสินใจบางอย่างในใจได้แล้ว“ฉันไม่ได้กลัวนะคะ…” เสียงเธอเบาจนแทบเป็นลมหายใจ “แค่… ไม่เคยใกล้ใครแบบนี้มาก่อน”รอยยิ้มของบลูอ่อนลงทันที ไม่ใช่รอยยิ้มมั่นใจแบบที่เขามักมีเวลาอยู่ในห้องประชุม แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทะนุถนอมความรู้สึก
เธอเอื้อมมือไปจับข้อมือเขา ดึงลงมาช้าๆ แล้วส่ายหน้า “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะไม่แน่ใจ”บลูหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่แตะผ่าน แต่ลึกซึ้งขึ้น ชัดเจนขึ้น ราวกับยอมรับในสิ่งที่พยายามปฏิเสธมาตลอดมือของเขาวางลงที่เอวเธอโดยอัตโนมัติ ขณะที่เธอขยับเข้าไปชิด จูบนั้นยืดเยื้อเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับทำให้เวลาทั้งห้องเหมือนหยุดนิ่งเมื่อริมฝีปากของทั้งสองแยกจากกัน บลูหลับตาแน่นชั่วครู่ ก่อนจะพิงหน้าผากกับเธอ“แต่ถึงยังไงคำตอบแค่นี้จากเธอมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันแน่ใจหรอกนะว่าเธอรู้สึกแบบเดียวกันกับฉันจริงๆ” เขาคลายมือออกช้าๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างที่จำเป็น แต่สายตายังคงผูกเธอไว้เหมือนเดิม“…?” เธอนิ่งไปในทันทีกับคำพูดแบบนั้นของบลู ในหัวเอาแต่คิดว่าควรจะต้องทำไงต่อดี“ออกไปก่อน อีก 5 นาทีผมมีประชุม” เขาพูดออกมาเสียงเบา “แล้วเราค่อยคุยกันเรื่อง”เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะเปิดออก เธอหันกลับมาบลูยังยืนอยู่ที่เดิมและครั้งนี้เขาไม่ได้หลบสายตาเธอ บางอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้วแม้ยังไม่มีคำจำกัดความก็ตาม เข
“โอ๊ะ! คุณบลู ไหนบอกว่าจะให้เวลาฉันคิดก่อนไงคะ”เธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปผลักเขาออก เมื่ออ้อมแขนแข็งแรงของบลูโอบกอดเธอจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมของเขาทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่“ฉันรอไม่ไหวแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยชิดข้างใบหู “ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมากพอจะได้มาเจอเธอแบบวันนี้ ฉันกลับไปนั่งคิดทบทวนมาทุกอย่าง คิดจนแน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองคืออะไร…และฉันก็ยอมรับมันแล้ว”เธอเม้มริมฝีปากแน่น มือทั้งสองกำชายเสื้อของตัวเองไว้ราวกับต้องการยึดเหนี่ยวสติ“เหลือแค่เธอแล้วนะ” เขาพูดต่อ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “เหลือแค่เธอที่ต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง“แต่ว่าเราสองคน…” เธอพยายามเอ่ย เสียงแผ่วลงราวกับรู้ดีว่าประโยคนี้จะนำไปสู่เรื่องอะไร“ฉันรู้ว่าเธอกำลังจะพูดอะไร” บลูขัดขึ้นทันที ก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาคมจ้องมองอย่างจริงจัง “ถ้าคนมันจะรักกัน ต่อให้อยู่คนละฐานะ คนละโลก มันก็รักกันได้ ไม่มีใครเขาแบ่งชนชั้นกันแล้วในยุคนี้”หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา ความจริงใจในแววตาของเขาทำให้เธอสับสนยิ่งกว่าเดิม“ฉันว่าคุณบลูน่าจะเมานะคะ” เธอฝืนยิ้ม





![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)