เมฆินทร์ไม่เชื่อคำตอบนั้นแต่ไม่ได้ซักต่อ เขาเพียงเหลือบมองอาคารโรงพยาบาลผ่านกระจกอีกครั้ง ก่อนหยิบผ้ายันต์แผ่นหนึ่งออกจากย่ามมาวางไว้บนหน้าปัดรถตรงกึ่งกลางระหว่างคนทั้งคู่ ปลายนิ้วแตะลงบนอักขระสีแดงซึ่งเขียนอยู่กลางผืนผ้าแล้วหลับตาลงเพียงชั่วครู่
ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับบริกรรมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ถ้อยคำแต่ละพยางค์ดังแผ่วจนแทบกลืนหายไปกับเสียงฝนที่เริ่มกระหน่ำลงบนหลังคารถ
“นะล้อมรถ โมล้อมทาง พุทคุ้มหน้า ธาคุ้มหลัง ยะปิดทิศทั้งแปด คุณครูเหนือเศียร คุณพระเหนือเกล้า จงเป็นเกราะแก้วกำบังกาย สิ่งชั่วร้ายตนใดอย่าได้เห็น เงาใดคิดตามอย่าได้ทัน เสียงใดคิดเรียกอย่าได้ยิน รอยใดคิดผูกอย่าได้เชื่อม จงปิดตา ปิดทาง ปิดนาม ปิดเงา ตั้งแต่บัดนี้จนถึงเขตเรือน...ปิด!”
สิ้นคำสุดท้าย เมฆินทร์กดปลายนิ้วลงกลางผ้ายันต์ แสงสีเหลืองนวลวาบขึ้นตามแนวอักขระเพียงชั่วพริบตาก่อนจางหายเข้าไปในเนื้อผ้า อากาศภายในรถซึ่งเคยเย็นชื้นพลันอุ่นขึ้นเล็กน้อย เสียงฝนด้านนอกเบาลงอย่างประหลาดราวกับมีม่านบางซึ่งมองไม่เห็นกางกั้นรถทั้งคันออกจากความมืดภายนอก
ชายหนุ่มลืมตาขึ้น ตรวจมองกระจกทั้งสามบานจนแน่ใจว่าไม่มีเงาผิดปกติติดตามมาก่อนเข้าเกียร์และเคลื่อนรถออกจากลานโรงพยาบาล
ระหว่างทาง ท้องฟ้ายิ่งมืดลงทุกขณะ ฝนเริ่มตกหนักจนมองเห็นถนนเบื้องหน้าได้เพียงระยะสั้น ใบปัดน้ำฝนเคลื่อนไหวซ้ำไปมาแต่กลับปัดคราบน้ำออกไม่หมด เสาไฟริมทางค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแสงจากไฟหน้ารถซึ่งส่องผ่านม่านฝนไปได้ไม่ไกลนัก
ริสานั่งกอดกระเป๋าไว้บนตัก ร่างกายอ่อนล้าจนแทบไม่เหลือแรงพูดแต่สายตายังคงมองสองข้างทางอย่างระมัดระวัง ต้นไม้สูงเคลื่อนผ่านไปในความมืด เงาของกิ่งไม้บิดเบี้ยวไปตามแสงไฟ บางช่วงดูคล้ายแขนของคนจำนวนมากกำลังยื่นออกมาจากข้างถนน
ผ่านไปไม่นาน โทรศัพท์ของริสาก็สั่นขึ้นบนตัก หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจากหมายเลขที่ไม่ปรากฏชื่อ หญิงสาวมองมันนิ่ง หัวใจของเธอค่อย ๆ เต้นแรงขึ้น
เมฆินทร์เหลือบมอง “อย่ารับ”
“อาจเป็นที่ทำงาน”
“ไม่มีชื่อ”
“เบอร์ใหม่ก็ได้”
“ตอนนี้ไม่มีใครควรรู้ว่าคุณออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
โทรศัพท์ยังคงสั่น เสียงเรียกเข้าดังซ้ำ ๆ ท่ามกลางเสียงฝน ริสาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกดตัดสายทิ้ง หน้าจอดับลงเพียงวินาทีเดียวแล้วข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้น
กลับมาหาข้า
เลือดในกายของเธอเย็นวาบ เมฆินทร์เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปจึงยื่นมือมาตรงหน้าของหญิงสาว “เอาโทรศัพท์มา”
ริสาส่งให้โดยไม่เถียง ชายหนุ่มเหลือบอ่านข้อความก่อนหยิบกล่องโลหะใบเล็กออกมาจากย่ามและใส่โทรศัพท์ลงไปแล้วจึงปิดฝา จากนั้นจึงพันสายสิญจน์รอบกล่องหลายชั้น
ทันใดนั้น โทรศัพท์ภายในกล่องก็เริ่มสั่นรุนแรง เสียงเรียกเข้าดังอู้อี้อยู่ด้านในทั้งที่หน้าจอถูกปิดไปแล้ว แรงสั่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนฝากล่องกระทบกันดังถี่
กึก...กึก...กึก...
ริสามองมันด้วยสีหน้าซีดเผือด “มันส่งข้อความมาได้ยังไง”
“ของอาคมไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาณ”
“แล้วมันรู้เบอร์ฉันได้ยังไง”
“มันอาจไม่ได้รู้เบอร์” เมฆินทร์ตอบโดยไม่ละสายตาจากถนน
“มันแค่ใช้สิ่งที่ใกล้ตัวคุณที่สุดเป็นทางผ่าน”
เสียงสั่นในกล่องหยุดลงกะทันหัน ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนเสียงผู้หญิงจะดังออกมาจากภายในกล่องโลหะอย่างชัดเจน
“ริสา...”
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เสียงนั้นไม่ใช่เสียงผ่านลำโพงโทรศัพท์ หากเหมือนมีผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ถูกขังอยู่ภายในกล่องและกำลังกระซิบลอดรอยต่อออกมา
“เปิดให้ข้าที...”
เมฆินทร์หยิบผ้ายันต์กดลงบนฝากล่องทันทีแล้วบริกรรมคาถาเสียงต่ำ อักขระบนผืนผ้าเรืองแสงขึ้นวาบหนึ่งก่อนเสียงภายในกล่องจะเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแหลม และเงียบหายไปพร้อมกับแรงสั่นทั้งหมดในที่สุด
รถยังคงแล่นฝ่าฝนไปข้างหน้า แต่บรรยากาศภายในกลับหนักอึ้งกว่าเดิม ริสาหันมองชายหนุ่มข้างกาย ใบหน้าคมเข้มของเขาเคร่งเครียดและดวงตาคมคู่นั้นไม่ละจากถนนแม้แต่น้อย
“มันจะตามเราถึงบ้านไหม”
“มันตามคุณอยู่แล้ว”
“ฉันหมายถึง มันจะเข้ามาได้หรือเปล่า”
“ถ้าเจ้าที่ยังรับคุณไว้ และไม่มีใครเปิดทาง มันก็เข้ามาไม่ได้”
คำตอบนั้นทำให้ริสาเงียบลงแต่ยังไม่ทันได้ผ่อนลมหายใจ รถกระบะก็ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหัน กลางถนนเบื้องหน้า มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน ร่างนั้นหันหลังให้ สวมชุดสีขาวเปียกแนบลำตัว เส้นผมยาวถึงพื้นและปลิวไปตามแรงลม แม้ฝนจะตกหนักแต่บริเวณรอบตัวร่างนั้นกลับไม่มีหยดน้ำแตะพื้นเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าความมืดซึ่งแผ่จากร่างกำลังกลืนกินสายฝนทั้งหมด
เมฆินทร์เหยียบเบรกในทันทีทำให้รถหยุดห่างจากร่างนั้นไม่กี่สิบเมตร ไฟหน้ารถสาดตรงไปยังแผ่นหลังซีดขาวแต่ว่าผู้หญิงกลางถนนยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ
ริสากำขอบเบาะแน่น “จะทำอย่างไร”
ชายหนุ่มหยิบมีดหมอออกมาวางบนตัก “ไม่ลงจากรถ ไม่เปิดกระจก และไม่ว่าได้ยินเสียงใครเรียก ห้ามตอบ”
“แล้วเราจะผ่านไปได้ยังไง” เมฆินทร์ยังไม่ทันตอบ ร่างตรงหน้าก็ค่อย ๆ หันกลับมา
ใบหน้าของร่างนั้นยังคงถูกเส้นผมปกคลุมแต่บริเวณกลางอกมีจี้เงินส่องแสงสีแดงอยู่ใต้ชุดเปียกชื้น แสงนั้นเต้นวาบเป็นจังหวะเดียวกับรอยอาคมบนหัวไหล่ของริสา ความเจ็บปวดพุ่งขึ้นในทันทีทำให้หญิงสาวงอตัวลงและยกมือกดรอยไว้แน่น
เมฆินทร์หันมามองเพียงเสี้ยววินาที “อย่ามองมัน”
แต่สายเกินไปแล้ว เสียงกระซิบดังขึ้นภายในรถอย่างชัดเจน
“ลงมาหาข้า...”
มือของริสาค่อย ๆ เลื่อนไปทางที่เปิดประตูโดยไม่รู้ตัว เมฆินทร์คว้าข้อมือเธอไว้ทันก่อนดึงเธอกลับมาอย่างแรง
“มองผม”
หญิงสาวไม่ตอบ ดวงตาเหม่อลอยจับจ้องร่างกลางถนน มืออีกข้างยังคงพยายามเอื้อมไปทางประตู ชายหนุ่มจึงยกมือจับปลายคางของเธอแล้วบังคับให้หันกลับมาเผชิญหน้า
“ริสา มองผม”
น้ำเสียงหนักแน่นดังขึ้นใกล้จนสติของหญิงสาวกระตุกกลับมาเพียงเล็กน้อย เธอกะพริบตาถี่เพื่อตั้งสติ ภาพใบหน้าคมตรงหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้น ขณะที่เสียงเรียกจากภายนอกเบาลง
“อย่าฟังมัน” เขากล่าวช้า ๆ “จำเสียงผมไว้”
ริสาสูดลมหายใจเฮือกก่อนพยักหน้าอย่างยากลำบากในขณะที่มือที่พยายามเปิดประตูค่อย ๆ คลายลง เมฆินทร์จึงปล่อยคางเธอแต่ยังคงจับข้อมือไว้แน่น
เขาหันกลับไปมองถนน ร่างหญิงชุดขาวยังยืนอยู่ที่เดิมแต่ศีรษะเอียงไปด้านหนึ่งราวกับกำลังมองคนทั้งคู่ด้วยความไม่พอใจ
เมฆินทร์กำมีดหมอแน่นก่อนยกปลายมีดแตะผ้ายันต์บนหน้าปัดรถ ดวงตาคมไม่ละจากร่างเบื้องหน้า ขณะที่ริมฝีปากเริ่มขยับบริกรรมด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“นะตั้งธาตุ โมตั้งจิต พุทตั้งฤทธิ์ ธาตั้งทาง ยะตั้งครู คุณพระเหนือหัว คุณครูเหนือเกล้า จงคุ้มกายผู้อยู่ในเขตยันต์ สิ่งใดขวางทางจงถอย สิ่งใดผูกจิตจงคลาย สิ่งใดเรียกนามจงเงียบ เปิดทาง!”
สิ้นคำสุดท้าย เขากดปลายมีดลงกลางผ้ายันต์ แสงสีทองพุ่งวาบจากหน้าปัดรถไปตามขอบกระจก ก่อนแผ่ล้อมรถทั้งคันเป็นวงบาง ๆ ร่างหญิงชุดขาวกลางถนนกระตุกอย่างรุนแรง เส้นผมปลิวสะบัดขึ้นราวกับถูกแรงลมที่มองไม่เห็นกระชากก่อนเสียงกรีดร้องแหลมจะดังฝ่าม่านฝน
เมฆินทร์ใช้มือข้างหนึ่งเข้าเกียร์และกำพวงมาลัยโดยอีกมือหนึ่งยังจับข้อมือริสาไว้แน่น
“หลับตา”
หญิงสาวหันมองเขาอย่างตกใจ “คุณจะทำอะไร”
“ผ่านมันไป”
“ขับชนหรือ”
“ถ้ามันมีร่างให้ชนก็คงดี”
ริสาไม่มีเวลาถามต่อเพราะชายหนุ่มเหยียบคันเร่งลงทันที รถกระบะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แสงจากผ้ายันต์ลุกวาบรอบตัวร ขณะที่ร่างหญิงชุดขาวยังคงยืนขวางอยู่กลางถนนโดยไม่หลบ
หญิงสาวรีบหลับตาและกำชายเสื้อของเมฆินทร์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงกรีดร้องดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ก่อนรถจะแล่นผ่านความเย็นจัดระลอกหนึ่งราวกับพุ่งเข้าไปกลางหมอกน้ำแข็ง
เสียงบางอย่างกระแทกด้านข้างรถดังสนั่นทำให้กระจกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่ไม่มีเสียงเบรกหรือแรงชนตามมา เมฆินทร์ยังคงเหยียบคันเร่งต่อไปจนความเย็นด้านหลังค่อย ๆ จางหาย
“ลืมตาได้แล้ว”
ริสาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและพบว่าถนนเบื้องหน้าว่างเปล่า มีเพียงฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนักและแสงไฟรถส่องผ่านความมืด