ริสาเหลือบมองมือของตนที่ยังจับแขนเขาอยู่ก่อนรีบผ่อนแรงลงเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้คิดจะเกาะคุณตลอดทาง”
“ก็ดี เพราะผมไม่ได้ว่างพยุงคุณตลอดชีวิต”
“พูดดีไม่เป็นจริง ๆ”
“ยังมีแรงเถียงก็ดีกว่าไม่มีแรงหายใจ”
คำตอบนั้นทำให้เธอเงียบไป ถึงจะไม่พอใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน เธอเกือบไม่มีลมหายใจจริง ๆ
เมื่อมาถึงหน้าเคาน์เตอร์พยาบาล ไฟหลักของโรงพยาบาลก็กลับมาติดขึ้นพร้อมกัน แสงสีขาวสว่างจ้าทำให้ผู้คนรอบบริเวณส่งเสียงด้วยความโล่งใจ พยาบาลและเจ้าหน้าที่เริ่มเดินกลับมาทำงานตามปกติ ราวกับช่วงเวลามืดมิดเมื่อครู่เป็นเพียงไฟฟ้าขัดข้องธรรมดา
พลอยกลับมาพร้อมแพทย์เวรและเอกสารหลายแผ่น สีหน้าของแพทย์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนเมื่อรู้ว่าริสาต้องการกลับ
“ผมยังไม่แนะนำให้ออกจากโรงพยาบาลนะครับ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อครู่รุนแรงมาก ถึงตอนนี้ค่าต่าง ๆ จะคงที่ แต่เรายังไม่ทราบสาเหตุ”
ริสานั่งลงบนรถเข็นซึ่งพยาบาลนำมาให้ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงแต่หนักแน่น
“ฉันเข้าใจค่ะ แต่ฉันต้องการออกไปรักษาต่อที่อื่น”
“ที่อื่นคือโรงพยาบาลในจังหวัดหรือเปล่าครับ ผมจะได้ทำใบส่งตัวให้”
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนเหลือบมองเมฆินทร์ซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง
“เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ค่ะ”
แพทย์เวรขมวดคิ้ว “ผมไม่แน่ใจว่าคุณหมายถึงอะไร แต่ในฐานะแพทย์ ผมจำเป็นต้องแจ้งว่าการออกไปตอนนี้มีความเสี่ยง หากเกิดอาการซ้ำระหว่างทางอาจไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือทัน”
เมฆินทร์ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ขัดจังหวะ เขาไม่ได้พยายามโน้มน้าวหรือพูดถึงเรื่องอาคมเพราะรู้ดีว่าคำอธิบายเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักในสถานที่แห่งนี้ การตัดสินใจจึงต้องเป็นของริสาเพียงคนเดียว
หญิงสาวมองเอกสารในมืออยู่ครู่หนึ่ง ภาพเงาดำปลายเตียง รอยเท้าเปียกบนพื้นและเส้นผมที่เลื้อยออกมาจากใต้ฟูกผุดขึ้นในความทรงจำ แม้โรงพยาบาลจะเต็มไปด้วยแพทย์และเครื่องมือแต่ไม่มีสิ่งใดหยุดมันได้ ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่อยู่ห่างจากเขตเรือนของเมฆินทร์ อาการของเธอกลับทรุดหนักลงเรื่อย ๆ
“ฉันยืนยันจะกลับค่ะ”
แพทย์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนอธิบายความเสี่ยงและให้เธอลงนามในเอกสาร พลอยที่กำลังช่วยริสาเก็บของแสดงสีหน้าหน้ากังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มนัสซึ่งเพิ่งกลับมาจากติดต่อรถ ยืนมองเหตุการณ์อย่างงุนงง ริสาไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพียงบอกว่าต้องกลับไปยังบ้านของคนที่ช่วยเธอเมื่อคืนเพื่อพักฟื้นชั่วคราว
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เมฆินทร์เป็นคนเข็นรถออกจากอาคาร โรงพยาบาลในช่วงเย็นยังคงวุ่นวาย ผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เสียงรถพยาบาล เสียงประกาศ และเสียงสนทนาดังปะปนกัน แต่ท้องฟ้าด้านนอกกลับเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เมฆฝนก้อนหนาเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมแสงอาทิตย์จนบรรยากาศมืดลงเร็วกว่าปกติ
ลมเย็นพัดผ่านลานจอดรถ กลิ่นฝนลอยปะปนมากับกลิ่นดิน ริสายกแขนกอดตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ขณะเมฆินทร์หยุดรถเข็นข้างรถกระบะ
“เหลือเวลาไม่มากแล้ว” เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า
“พระอาทิตย์ยังไม่ตกเลย” ริสากล่าว
“แต่เมฆบังแสงหมดแล้ว อาคมบางอย่างไม่สนว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหน มันสนเพียงว่ามีแสงคุ้มครองเหลืออยู่มากแค่ไหน”
เมฆินทร์เปิดประตูรถก่อนก้มลงหมายจะช่วยเธอลุก ริสารีบจับขอบประตูและพยายามพยุงตัวเองแต่เมื่อขาข้างที่มีรอยดำรับน้ำหนัก ความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมาจนร่างเซเข้าหาเขา
ชายหนุ่มรีบรับร่างบางเอาไว้ โดยที่ฝ่ามือใหญ่ประคองเอวเธออย่างมั่นคง ทำให้ใบหน้าของคนทั้งสองอยู่ใกล้กันเพียงช่วงลมหายใจ ริสาหยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนรีบเบือนหน้าหนี
“ฉันแค่ขาไม่มีแรง”
“ผมยังไม่ได้ว่าอะไร”
เมฆินทร์ช้อนร่างเธอขึ้นโดยไม่รอให้เถียงแล้ววางลงบนเบาะผู้โดยสารอย่างระมัดระวัง พลอยยื่นกระเป๋าให้พร้อมมองชายหนุ่มด้วยความไม่ไว้ใจอยู่บ้าง
“ฉันไปด้วยได้ไหมคะ”
เมฆินทร์ส่ายหน้า “ไม่ได้”
“ทำไมคะ”
“สิ่งนั้นตามริสาอยู่ คนยิ่งมาก ยิ่งเสี่ยง”
“แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่ริสาปลอดภัย”
ริสาเอื้อมมือไปจับแขนเพื่อนร่วมงาน “พี่จะติดต่อมาเอง ถ้ามีอะไรผิดปกติจะรีบบอก”
พลอยยังมีสีหน้ากังวลแต่สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างจำใจ “อย่าปิดโทรศัพท์นะพี่”
“อือ”
เมฆินทร์ปิดประตูรถแล้วเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ และในขณะนั้นเอง ลมแรงพัดผ่านลานจอดรถจนใบไม้แห้งปลิวว่อน ประตูอาคารโรงพยาบาลเปิดปิดเองหลายครั้ง เสียงกระจกสั่นกระทบกรอบดังกรุ๊งกริ๊ง
ริสาหันกลับไปมองตามแรงลงนั้นแต่ภาพที่เธอเห็น ทำให้เธอแทบกลั้นลมหายใจ
บนชั้นสามของอาคาร มีหญิงชุดขาวยืนอยู่หลังบานกระจก ระยะไกลทำให้มองใบหน้าไม่ชัดแต่เส้นผมยาวของร่างนั้นแนบอยู่กับกระจก ฝ่ามือซีดขาวกดทาบอยู่ตรงหน้าอกราวกับกำลังประคองจี้บางอย่างซึ่งห้อยอยู่ตรงกลางร่าง
หญิงสาวตัวแข็งทื่อ “เมฆินทร์”
ชายหนุ่มที่กำลังสตาร์ตรถค่อยๆหันหน้ามามองตามเสียง “อะไร”
“ชั้นสาม”
เขาเงยหน้ามองตามแต่บริเวณหน้าต่างบานนั้นกลับว่างเปล่า มีเพียงม่านสีขาวปลิวไหวอยู่ด้านใน
“เห็นอะไร”
ริสาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า “ไม่รู้ บางทีฉันอาจตาฝาด”