Masukเหมยเดินตามเกื้อขึ้นมาบนชั้นสอง ซึ่งจะแบ่งแยกเป็นโซนโต๊ะวีไอพี และห้องวีวีไอพีเป็นสัดส่วนชัดเจน เทียนหอมขอแยกตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนแล้วค่อยตามมาทีหลัง ส่วนปราบก็ตามประสาหนุ่มเพลย์บอย คาดว่าคงอีกสักระยะถึงจะขึ้นมารวมตัวกับกลุ่มเพื่อนได้
เดินมาหยุดหน้าห้องห้องหนึ่ง ในขณะที่เสียงอึกทึกของเพลงแนวอีดีเอ็มยังคงดังกึกก้อง แสงสีสาดกระทบร่างจนเกิดเป็นเงาข้างผนัง ก่อนจะเลือนหายไปตามจังหวะและวนรอบกลับมาอีกครั้ง
ดวงตากลมสวยกวาดมองรอบๆ โดยไม่ได้โฟกัสจุดใดเป็นพิเศษ กระชับสายโซ่สีทองบนบ่าเล็กน้อยเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เกื้อเปิดประตูผลักเข้าไปในห้องพอดี
“...บอกมาเถอะน่าฉันไม่เอาไปพูดให้ใครฟังหรอกสัญญา อ้าวมากันแล้วเหรอ เหมยก็มาด้วยเหรอดีเลยมานั่งข้างพี่นี่มา จะได้ช่วยง้างปากเจ้านายเหมยหน่อย ถามยังไงก็ไม่ยอมเปิดปากพูดสักที”
ภามถอนหายใจส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ใครกันที่เพิ่งสัญญาว่าจะไม่เอาไปพูดให้ใครฟังหากว่ายอมเปิดปากพูดเรื่องที่หล่อนอยากรู้ นี่ไม่ทันไร ไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ ...เปลี่ยนสีเร็วจนคิดว่าเกิดปีกิ้งก่า
เหลือบมองเกื้อ พเยิดหน้าเบาๆ เป็นการทักทายแล้วยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่มเงียบๆ เลื่อนสายตามองผู้หญิงร่างเล็กที่เดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนรัก แต่ตอนนี้ถูกลูกสาวเพื่อนพ่อแม่ลากไปนั่งด้วยพร้อมกับวางแผนกันหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรบางอย่าง
มีการยกมือป้องปากกระซิบกระซาบกันสองคนท่ามกลางผู้ชายสามคน ซึ่งก็รวมพายุ สามีที่รักของลูกจันทน์แล้วด้วย
แววตาวาววับประกายความสนุกของลูกจันทน์ไม่ได้น่าดึงดูดเท่าสีหน้าที่ซีดสลดลงของเหมยเลยสักนิด แรกๆ ก็รำคาญที่ถูกเค้นจากเพื่อนสาวที่จำใจต้องเล่นด้วยตั้งแต่เด็ก ถามถึงเรื่องในคืนงานแต่งของมันไม่เลิกเหมือนอยากจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ใต้เตียงเขาให้ได้ แต่ตอนนี้ชักจะอยากดูอะไรสนุกๆ อย่างที่มันบอกแล้วสิ
“เรื่องอะไรวะ แล้วนี่จะกระซิบกระซาบกันทำไม ไหนๆ จะเค้นให้มันพูดแล้วก็พูดออกมาเลย มาทำเป็นมีลับลมคมใน”
“นายก็อยากรู้เหรอ มันก็ไม่ยอมบอกนายใช่ป่ะว่าคืนงานแต่งฉันมันทำอะไร”
เกื้อเงียบ ทำหน้านิ่งเอนหลังลงไปกับพนักพิงโซฟาหนังบุนุ่ม หมุนควงแก้วเหล้าที่ชงเองกับมือเบาๆ เลื่อนมองเหมยเล็กน้อยพลางยกขึ้นจิบดื่ม ดึงสายตากลับมายังลูกจันทน์อีกครั้ง
“เงียบแบบนี้แสดงว่ายังไม่รู้ จะพูดเองหรือว่าให้ฉันพูด แต่ถ้านายยอมบอกฉันว่านายจำได้หรือยัง ฉันอาจจะไม่พูดก็ได้ เอาไงดีปะ” คมเขี้ยวกดลงบนกลีบปากจนเกิดเป็นรอยหยัก แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ปรายตามองภามที่ยังคงนั่งเงียบไม่สะทกสะท้าน ยกข้อเสนอใหม่ขึ้นมาพูดเผื่อว่ามันอาจจะคิดได้ให้เรารู้เรื่องนั้นกันแค่สองคน ไม่สิ สามคนรวมเลขามันด้วย แต่หากไม่บอกก็ไม่เป็นไร ถามบ่อยๆ เดี๋ยวมันรำคาญก็หลุดออกมาเอง
เสือกเรื่องเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญที่เพื่อนจะทำ คติประจำใจที่ใช้กับมันคนเดียว
“อยากพูดอะไรก็พูด ห้ามปากเธอไม่ได้อยู่แล้ว”
“แน่นอนสิ แต่ไหนแต่ไรมานายไม่เคยห้ามฉันได้อยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรที่ฉันอยากรู้ฉันก็ต้องรู้ และคนอย่างฉันเนี่ยก็ฉลาดมากด้วยสิ อย่างตอนนั้นฉันยังจับผู้หญิงน่ารังเกียจคนนั้นคาหนังคาเขาได้เลย ทำให้ใครบางคนตาสว่างไม่หลงมัวเมาทำตัวโง่งมเป็นควายให้เขาหลอกใช้ จริงปะล่ะ”
“เออ เก่งแต่ช่วยพูดน้อยๆ หน่อยเถอะเกรงใจผัวบ้าง ถามจริงเถอะพี่พายุ ทนมันได้ไงเนี่ยพูดมากขนาดนี้ นี่นานเจอกันทีผมยังทนไม่ไหวเลย ถ้าได้เมียแบบนี้นะปวดหัวตายเลย”
เกื้อเป็นคนตอบคำถามของลูกจันทน์แถมภาม ปรามด้วยสายตาตำหนิ แต่ก็ยังดึงอารมณ์มาหยอกล้อกับพายุเพื่อไม่บรรยากาศภายในห้องอึมครึมลงไป ถึงยังไงเรื่องนั้นก็มีแค่กลุ่มเพื่อนเท่านั้นที่รู้ คนนอกยังไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำรวมถึงเหมยด้วย
เกร็งคอแทบหัก เหล่ตามองเพื่อนรักที่ยังคงนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้าน แอบเห็นมันมองเหมยบ่อยๆ ในขณะที่ลูกจันทน์เจื้อยแจ้วไม่หยุด แววตาที่คาดเดาไม่ได้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่
คงจะไม่ตำหนิลูกน้องนอกเวลางานกลางวงเหล้าหรอกนะ
“พี่ลูกจันทน์รู้เรื่องนั้นได้ยังไงคะ ..เหมยหมายความว่าทำไมถึงรู้เรื่องนั้น หรือว่าพี่ไปเห็นอะไรมาเหรอคะ”
“อือ... ก็เห็นนะ” ลูกจันทน์ทำหน้าครุ่นคิด หรี่ตามองคนตัวเล็กที่รอลุ้นตากลมใสไม่ยอมกะพริบเหมือนแมวน้อยที่กำลังรออาหาร หัวเราะเอ็นดูหยิกแก้มนุ่มไปหนึ่งทีเรียกสติ ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์วันนั้น
“วันนั้นพี่ต้องกลับเช้าเพราะพี่พายุมีเรื่องด่วนแทรกเข้ามาทั้งที่เพิ่งเข้าหอกันน่ะ แล้วพี่ก็ลงมาหาภามที่ห้องคิดว่าจะบอกก่อนกลับสักหน่อยเพราะเห็นว่าตอนงานเลี้ยงบ่นไม่สบาย แต่ใครจะคิดว่าจะเจอเรื่องเซอร์ไพรส์ซะเอง”
“...” เรื่องเซอร์ไพรส์คงจะไม่ใช่สภาพของเธอกับเขาที่กำลังนอนด้วยกันอยู่บนเตียงหรอกใช่ไหม เม้มริมฝีปากเบาๆ เอื้อมมือหยิบแก้วเหล้าที่เกื้อชงให้ขึ้นมาดื่มกลบบังหน้าที่กำลังเจื่อน เหงื่อผุดซึมตามขมับกรอบหน้าและแผ่นหลัง ไม่กล้าหันมองใครนอกจากหลุบมองน้ำแข็งสองก้อนในแก้วใส
“น่าเสียดายที่ไม่เห็นตัวมีแค่ของต่างหน้าที่เขาทิ้งไว้ให้ แต่ที่พี่ต้องแกล้งถามมันบ่อยๆ ก็เพราะไอ้ตอนที่เข้าไปเห็นสภาพเจ้านายเหมยเหมือนคนที่โดนฟันแล้วทิ้งนั่นแหละ ว่าแต่.. ทำไมเหงื่อออกเยอะจังเลยล่ะเนี่ย ก็ไม่ร้อนเลยนะหรือไม่สบาย?”
ลูกจันทน์ตบเข่าฉาดใหญ่ ทำหน้าเสียดายเพิ่มน้ำเสียงเล่นใหญ่เข้าไปอีก และมาหัวเราะเอาในตอนท้ายที่นึกถึงภาพภามที่นั่งข้างขอบเตียงพร้อมกับสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตึงเปรี๊ยะ จังหวะที่เปิดประตูเข้าไปมันตวัดตามองมาเล่นเอาแอบสะดุ้งไปยกใหญ่
แต่พอเรื่องสนุกจบลงหันมามองรุ่นน้องสาวที่นั่งข้างๆ ก็เห็นว่าเจ้าหล่อนมีท่าทีแปลกๆ เหงื่อตกหน้าซีดแม้แต่เครื่องสำอางยังปิดไม่มิด
จะว่าร้อนเหรอ? ก็ไม่ร้อนนะ อากาศกำลังดีเลย ไหนยังจะใส่เกาะอกอีกมันไม่ได้ร้อนเลยสักนิด
“เปล่าค่ะเหมยไม่เป็นไร”
ละล่ำละลักพูดไม่เต็มเสียง ผ่อนลมหายใจออกระบายความอึดอัดใจ โล่งอกไปทีที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่กังวล
เงยหน้าช้อนตามองภามตามความเคยชิน แต่ไม่คิดว่าเขาเองก็กำลังจ้องเธออยู่เช่นกัน ทั้งที่เห็นๆ อยู่ว่าสามหนุ่มกำลังคุยกันอย่างออกรสแท้ๆ แต่เขากลับไม่ได้ฟังเลย กัดปากแน่นรีบกดหน้าลงเกรงจะเผลอแสดงพิรุธอะไรออกไปให้เกิดความแคลงใจขึ้น
หนีเครียดมาเจอเครียดยิ่งกว่า เธอไม่ควรจะตามเกื้อขึ้นมาบนนี้ หรือว่าไม่ควรมาที่นี่ตั้งแต่แรกกันแน่นะ
เหมยไม่รู้ว่าสายตาที่ภามกำลังใช้มองมามันมีความหมายว่ายังไง โดยปกติเธอมักจะเดาอารมณ์ของเขาได้ แต่ตอนนี้.. ภามเหมือนใครอีกคนที่เธอไม่เคยรู้จัก
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความสนุกก็มีเพียงผิวเผินพยายามปรับตัวไปตามสถานการณ์เท่านั้น เทียนหอมเมาหลับไปแล้ว ลูกจันทน์ก็กำลังจะตามไปด้วยอีกคนติดๆ ส่วนหนุ่มๆ เห็นจะมีแค่ภามกับพายุที่ยังมีสติอยู่
“จะกลับเลยไหมเดี๋ยวไปส่ง”
เสียงเรียบดังขึ้นในขณะที่เหมยกำลังประคองเพื่อนให้ขึ้นมานั่งดีๆ เป่าลมออกปากเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง ทั้งที่ตลอดระยะเวลาที่นั่งสังสรรค์กันภามแทบไม่พูดอะไรกับเธอเลยด้วยซ้ำ ปกติก็นอกจากเรื่องงานแล้วเรื่องสัพเพเหระทั่วไปเราคุยกันน้อยมากๆ ต่อให้ทำงานด้วยกันมาสองปีแล้ว หรือรู้จักกันมาเกือบสิบปี ก็ยังเป็นเช่นนั้น
“เหมยกับเทียนหอมกลับแท็กซี่ได้ค่ะ ยังเหลือพี่เกื้อไหนจะพี่ปราบอีก ไปส่งพวกพี่ๆ ดีกว่าค่ะ”
“ประคองขึ้นมา”
ภามกระดกเหล้าครึ่งแก้วลงคอ เอ่ยเสียงเรียบย้ำว่าสิ่งที่ถามหรือพูดออกไป ไม่ได้ถามความเห็นของเธอ ก็แค่มารยาทเท่านั้น และสิ่งที่ต้องการคือให้เธอไปกับเขา
พอทำอะไรไม่ได้เหมยจึงจำใจประคองเทียนหอมให้ลุกขึ้น คว้าสายกระเป๋าสองใบขึ้นคล้องบ่า จับแขนเพื่อนพาดคอแล้วโอบเอวคอดของคนเมาเอาไว้มองตามภามที่ดันตัวลุกขึ้นจากโซฟาอีกตัวยืนเต็มความสูง
เขาตวัดลิ้นเลียริมฝีปากมองเพื่อนรักทั้งสองที่นอนเมาเป็นหมาเรื้อน หันไปพูดอะไรบางอย่างกับพายุแล้วก็เดินมาหยุดตรงหน้าเหมย ล้วงกระเป๋ากางเกงจ้องหน้านิ่งๆ
“ผมเมานิดหน่อย ไหวใช่ไหม” กดมองหญิงสาวอีกคนที่กำลังถูกโอบประคองเล็กน้อย ดึงสายตากลับมาสบกับนัยน์ตาสวยอีกครั้ง
“เหมยดื่มไปนิดเดียวค่ะ ไม่เมา”
“อืม คุณขับรถผม ส่งเพื่อนคุณแล้วค่อยไปส่งผมที่คอนโด ตอนลงบันไดระวังด้วยคนเยอะ”
ภามดึงมือออกจากกระเป๋ากางเกงพร้อมกับกุญแจรถ ยื่นให้เลขาสาวที่ยืนทำหน้างงๆ คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายก็รับกุญแจในมือหนาไป
มองใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อนานนับนาทีพลางสอดมือกลับในกระเป๋ากางเกงไปด้วย ก่อนจะหมุนกายเดินนำออกไปจากห้อง ไม่แม้จะหันกลับมามองคนด้านหลังกระทั่งประตูที่เปิดปิดลงอีกครั้งเหมยถึงได้เข้าใจความหมายคำพูดของเขาอย่างชัดเจน
ที่ถามว่าไหวไหม... หมายถึงว่าเธอ ประคองเพื่อนออกไปคนเดียวไหวไหมงั้นเหรอ แล้วที่บอกว่าเมา เขาเมาจริงๆ เหรอ?
เวลาผ่านไปเร็วราวกับโกหก อีกเพียงไม่เท่าไหร่ก็จะได้เห็นหน้าเด็กแฝดที่ตอนนี้ถูกเข็นเข้าไปในห้องคลอดพร้อมกับแม่ในช่วงเวลาบ่ายสามโมงเย็นโดยมีคุณปู่คุณย่าและน้าชายมายืนรอให้กำลังใจอยู่หน้าห้องแล้วเสียงฝีเท้าหนักวิ่งเข้ามาใกล้ดึงความสนใจจากคนหน้าห้องคลอดให้หันมองตาม ใบหน้าแตกตื่นไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือกังวลกันแน่ ทว่าตอนนี้มันซีดเผือดผมเซ็ตทรงยุ่งเล็กน้อยไม่เหลือเค้าท่านประธานบริษัทใหญ่เลยสักนิด"เป็นยังไงบ้างครับ เหมยออกมาหรือยัง" เสียงหอบเอ่ยถามผู้ให้กำเนิด หัวใจแกร่งใต้แผงอกหนายังคงกระหน่ำเต้นแรง ทั้งเป็นห่วงและกังวลจนมือไม้สั่น ไม่สามารถหยุดจินตนาการได้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาสาวและลูกๆ บ้าง"ยังไม่ออกมาเลย แต่ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วงหรอก" แม้คนพูดจะบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่มันก็อดจะห่วงไม่ได้จริงๆ ข่าวการคลอดบุตรเสียชีวิตมีให้เห็นแทบทุกวันแม้จะถึงมือหมอแล้ว แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดร้าย ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีภามสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินมาหยุดหน้าห้องคลอด จ้องมองเข้าไปในห้องผ่านกระจกบานเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ แต่ก็ยังดีกว่ามองอะไรไม่เห็นเลยเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง
"ฮึก.. ฮือ.. ฉันอยากกอดแกนะแต่กลัวติดหลาน ได้ยังไงกันฉันแต่งก่อนตั้งนานไม่เห็นติดสักทีแกยังไม่ทันเข้าหอเลยด้วยซ้ำแต่ได้ไปก่อนแล้ว หรือพี่เอริกส์ไม่มีน้ำยากันแน่เนี่ยเทียนชักจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะ"ท่ามกลางบรรยากาศงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยความยินดีของแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ก็ยังมีเสียงร้องห่มร้องไห้เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนสนิทเนี่ยแหละเทียนหอมปัดน้ำตาออกจากแก้มและดวงตาสวยสะอึกสะอื้นจนสามีหนุ่มต้องกุมขมับปลงตก สาวสวยอยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาวสีฟ้าอ่อนยืนข้างเจ้าสาวและเจ้าบ่าวที่กำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันอยู่หน้าซุ้มที่ถูกจัดแต่งตามธีมงานสวยงามให้อารมณ์เหมือนงานแต่งในนิทานเจ้าหญิงริมหาดรีสอร์ตที่เจ้าบ่าวเป็นเจ้าของเองรีสอร์ตหรูเปิดประเดิมด้วยงานแต่งงานของเจ้าของรีสอร์ตพ่วงตำแหน่งประธานบริหารบริษัทการเงินยักษ์ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็มีทั้งญาติทางฝั่งบ่าวสาวและเพื่อนสนิท รวมถึงเพื่อนร่วมสถาบันที่ค่อนข้างสนิทกัน และยังมีคู่ค้าธุรกิจของประธานใหญ่ที่มาร่วมยินดีด้วยช่วงเวลาบ่ายของวันค่อนข้างร้อนแต่ยังดีที่มีร่มเงาของไม้ใหญ่คอยให้ความร่มรื่น ลมทะเลพัดผ่านตลอดเวลาเลยช่วยคลายร้อนไปได้บ้าง"พอเถอะน่าอายค
เหมยเดินกำที่ตรวจครรภ์ในมือออกมาจากห้องน้ำ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นด้วยท่วงจังหวะไม่คงที่ ช้อนตาขึ้นมองคนที่นั่งรออยู่บนเตียงใบหน้านิ่งขรึมทว่าแรงสั่นน้อยๆ จากปลายเท้าส่งขึ้นมากลับบอกอาการเจ้าของได้เป็นอย่างดีว่ากำลังตื่นเต้นแค่ไหนมื้ออาหารวันนี้แทบกลืนไม่ลงเพราะกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของใครของมัน สัมผัสได้ว่าภามมักจะเงยหน้าขึ้นมองแฟนสาวตลอดเวลา บ้างก็เหม่อแววตาครุ่นคิดจวบกระทั่งกลับมาถึงบ้านในเวลาหนึ่งทุ่มเหมยเข้าห้องน้ำไปเขาก็เอาแต่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ"เป็นยังไงบ้าง"เสียงร้อนรนดูตื่นเต้นกว่าปกติแม้ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท ร่างสูงลุกพรวดก้าวเข้ามาหาคนตัวเล็กเก็บอาการไม่มิด"..." เหมยไม่ตอบ แต่เลือกยื่นที่ตรวจครรภ์ในมือให้กับคนรักแทน กัดริมฝีปากอิ่มล่างแน่นไม่มีความมั่นใจเลยว่าเขาจะดีใจ หรือจะกังวลเสียใจมากกว่ากันแน่มือหนาสั่นเล็กน้อย รับแท่งตรวจพร้อมกับรวบมือเล็กมาจับเอาไว้ สัมผัสได้ว่ามือเขาเย็นมากๆ จนเธอยังสะดุ้ง"สองขีด.. ท้องเหรอ" เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเอง แววตาหลากหลายอารมณ์เปล่งประกายความดีใจจนออกนอกหน้า มุมปากคลี่กว้างเปลี่ยนเป็นยิ้มโชว์ฟันสวยเรียงตัวครบทุกซี่เป็นยิ้มที่ทำให้
เหมยยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกใหญ่ภายในห้องนอนของตัวเองพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ชอบใจกับหุ่นตัวเองเท่าไหร่ ระยะนี้รู้สึกเหมือนตัวเธอจะกินเก่งมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าอะไรก็อยากไปหมด ตั้งแต่ของคาว หวาน ไปจนถึงน้ำหลากหลายเมนู จะดูอ้วนขึ้นก็คงไม่แปลกอะไร ทว่า เธอกลับรู้สึกเหมือนมันอ้วนลงพุงมากกว่าจะไปลงส่วนอื่นเนี่ยสิ"เป็นอะไร" เสียงทุ้มเอ่ยแทรกขึ้นมาดึงดวงตากลมให้เหลือบมองเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมาทำหน้างอกับตัวเองต่อภามเดินเข้ามายืนซ้อนหลังคนตัวเล็ก โอบกอดแฟนสาวหลวมๆ กดริมฝีปากจูบหัวไหล่มนแผ่วเบาพลางสูดกลิ่นหอมตามผิวนุ่มอย่างหลงใหล ไม่ว่าจะจับจะจูบจะดมหอมตรงไหนก็รู้สึกลุ่มหลงเหมือนถูกมนตร์เสน่ห์สะกดให้โงหัวไม่ขึ้น ยิ่งร่างอรชรดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลเป็นเท่าทวี"หนูรู้สึกเหมือนอ้วนขึ้น" เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอดพลางยู่ริมฝีปากอย่างน่ารัก ดวงตาสวยยังคงจดจ่อกับหุ่นเพอร์เฟคที่เริ่มออกข้างบริเวณพุงน้อยแล้วถอนหายใจ"ก็ไม่อ้วนนะ กำลังดีเลยพี่ชอบ" "จิ๊! ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะสิคะ พี่ภามไม่สังเกตบ้างเหรอ"เหมยหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับคนรัก หรี่ตากดดันคนตัวโตให้คำ
"เรื่องนั้น... เป็นยังไงบ้างคะ"ภามลืมตาขึ้นมองใบหน้าที่กดลงมา มือเรียววางบนอกกว้างท่าทางประหม่าขณะเอ่ยถึงเรื่องที่อยากรู้จากแฟนหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มถูกฟันคมกดทับจนเป็นรอยหยักตามรอยฟันเสียงสายลมพัดใบไม้แผ่วเบา กลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้ามันทำให้รู้สึกอยากหยุดเวลาอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต เสื่อปิกนิกผืนเล็กไม่พอขายาวของประธานหนุ่มวางพาดได้ทั้งหมด ทำให้เขาต้องขดตัวงอนอนหนุนตักแฟนสาวใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ข้างแปลงดอกไม้ของเจ้าหล่อน"ให้ทนายจัดการอยู่ พี่ไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายหนูได้ใช้ชีวิตสงบสุขหรอก" มือหนักวางบนหลังมือเล็กกุมกระชับเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยนทว่าแววตายามเอ่ยถึงบุคคลนั้นกลับแข็งกระด้างเต็มไปด้วยความเคียดแค้น"...แล้วเรื่องผู้หญิงคนนั้นล่ะคะ พี่ภามยังตามหาเธออยู่หรือเปล่า""...""ถ้าไม่เจอก็ปล่อยไปเถอะ แค่เธอไม่กลับมาทำร้ายเราอีกก็พอ หนูยอมปล่อยเธอไปค่ะ" ไม่ใช่แม่พระมาโปรดที่สามารถให้อภัยสัตว์โลกทุกตัวได้แม้ว่ามันจะทำร้ายเราเจ็บปางตายก็ตาม เพียงแต่เธอแค่เห็นใจสงสารพ่อแม่เจ้าหล่อนที่บากหน้ามาขอร้องขอโทษแทนลูกสาวตั้งแต่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลจนตอนนี้ก็ยังคงชดเชยในสิ่งที่คนเป็นลูกได้กระทำไปให้เธอ
นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้สำหรับเหมย เธอมีอาการช็อกจากการแพ้สารบางอย่างในตัวยาปลุกเซ็กซ์ที่ทางผู้ก่อเหตุใช้ อาจเกิดการสูญเสียมากกว่านี้หากว่าวันนั้นมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านี้ แต่ทว่า สถานการณ์เลวร้ายก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ของความห่วงใยมากมายที่คอยจุดประกายความอบอุ่นให้คลายหนาวและหวาดกลัว ภามแทบไม่ให้เธอละสายตาเลยหลังจากวันที่ตื่นขึ้นมาเห็นว่าชายหนุ่มนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย เพื่อนสนิทที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่กับสามีหลังแต่งงานบิดลัดฟ้ากลับมาหาอย่างเร่งรีบ ร้องห่มร้องไห้เคียดแค้นแทนด้วยความน่าเอ็นดู อารมณ์ส่งถึงคนเป็นสามีที่ต้องกุมขมับปวดหัวไปตั้งหลายวันทางด้านน้องชาย และคนอื่นๆ ก็ส่งความห่วงใยให้แทบตลอดจนไม่มีเวลาให้ได้หยุดพักคิดมาก แม้ว่าตัวจะไม่ว่างมาหาแต่สายโทรศัพท์แทบวางหูไม่ได้ทางด้านคนเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดเดินมาทางเยี่ยมหลังจากทราบเรื่อง ท่านลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อกลับมาอยู่บ้านกับลูกสาวระหว่างพักฟื้นสภาพจิตใจ แม้ว่าภามจะบอกว่าจะดูแลเธอเอง แต่เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเขาเลยทำให้ท่านพลอยโกรธไปด้วยจนตอนนี้ยังไม่ยอมพูดคุยกับแฟนหนุ่มของล







