ログインญารินดา หรือ เพลง หญิงสาวสวยฝาแฝดคนพี่นิสัยแสบซน เธอรู้จักกับ คีตพัฒน์ หรือ คี ตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ในฐานะ พี่ชายของเพื่อนสนิท ทั้งสองคนมีเหตุได้มาเกี่ยวข้องกันหลายครั้งแต่ก็แยกย้ายกันไป จนกระทั่งช่วงปิดเทอมในตอนปี 2 ที่เขาและเธอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะไม่มีคำว่าแยกย้ายในความคิดของเขาเหลืออยู่อีกแล้ว
もっと見る‘พี่คี ฝากไปดูยัยแฝดหน่อยดิ บอกว่าปวดท้อง คงไม่ได้ไปงานด้วย’
“แฝด.....คนไหน”
‘ยัยเพลงน่ะ ผมรอรับยัยพิณไปงาน พี่ธีกับพรีนกลับไปแต่งตัวที่บ้าน เลยแยกกันไป เดี๋ยวผมส่งเลขห้องไปให้ในข้อความ’
“เออๆ”
การสนทนาจบลงหลังจากได้รับรู้ว่าผู้ที่ต้องทำให้เขาต้องเสียเวลาจากงานที่กำลังทำคือใคร ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วลุกออกจากโต๊ะทำงาน ยืดบิดกายไปมาคลายความเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน เมื่อได้ยินเสียงแชทขึ้นก็หยิบขึ้นมาดู ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานเดินเลยไปยังประตูห้องแล้วออกไป
คีตพัฒน์ หนุ่มหล่อวัย 21 ปี ส่วนสูง 190 เซนติเมตร ที่กำลังจะเรียนจบแล้วเตรียมตัวเข้าช่วยงานพี่ชายทั้งสองที่บริษัท บ้านของเขามีพี่น้องแท้ทั้งหมด 4 คน และไม่แท้อีก 1 คน ตัวของคีตพัฒน์เป็นคนที่ 3 ของพี่น้อง
ดูจากภายนอกเหมือนรูปร่างของคีตพัฒน์จะผอมสูง แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ใช่คนผอม กล้ามเนื้อที่มีเรียกว่าสวยงามก็ไม่ผิด มันไม่เยอะเกินไปแต่ก็ไม่ได้ผอมจนเก้งก้าง
เมื่อออกจากลิฟต์และเดินมาถึงหน้าประตูหน้าที่เป็นจุดหมาย ชายหนุ่มเคาะเรียกเจ้าของห้องอยู่นานแต่ก็ไม่มีคนมาเปิดจนเริ่มเกิดอาการหงุดหงิด มือหนาหยิบโทรศัพท์เตรียมที่จะโทรไปหาน้องชายแต่ก็ชะงักไปเมื่อบานประตูตรงหน้าเปิดออก
“พี่คี.....” เสียงเจ้าของห้องสาวที่ไม่สดใสเหมือนทุกที เอ่ยชื่อเขาพลางยืนเอามือกุมท้อง
ญารินดา หรือ เพลง หญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ผิวขาวสว่าง ผมตรงยาวจนถึงบั้นเอว สูง 163 เซนติเมตร แต่น้ำหนักแค่ 40 กิโลกรัม และที่สำคัญคือเธอเป็นฝาแฝด
“พีกับพิณให้พี่มาดู กินยาหรือยัง” คีตพัฒน์ถามพลางขมวดคิ้ว มองสภาพคนตรงหน้าก็ไม่นึกแปลกใจที่เธอออกมาเปิดประตูช้า
“.....กินแล้วค่ะ” ญารินดาตอบแต่หลุบตาหลบเขา
“.....” ชายหนุ่มมองกิริยาของหญิงสาวก็รู้ว่าเธอโกหก
“อ๊ะ.....” คนตัวเล็กอุทานตกใจ เมื่อถูกอุ้มลอยโดยที่ไม่ทันตั้งตัว แต่เธอไม่ได้ดิ้นรนหรือร้องให้เขาปล่อยเหมือนพวกนางเอกนิยาย เมื่อตอนนี้เธอแทบไม่มีแรงจะยืนด้วยซ้ำ
“ห้องไหน”
“ซ้าย”
ญารินดาตอบเขาเสียงแหบแห้ง หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังสั่นจากความปวดจึงได้แต่กัดริมฝีปากแล้วหลับตาลง
คีตพัฒน์อุ้มร่างเล็กมาวางลงบนเตียงนอนอย่างเบามือ สายตากวาดมองสภาพเพื่อนสนิทของน้องสาวที่พลิกตัวนอนตะแคงเอามือกุมท้องก็ขมวดคิ้ว
“นี่เธอปวดท้องอะไรเนี่ย”
“.....”
“บอก..... พี่จะได้ตัดสินใจถูก ว่าจะเอายาให้กินหรือพาไปโรงพยาบาล”
“ไม่รู้ อยู่ๆมันก็ปวด ปวดแบบร้าวเหมือนใจจะขาด”
“ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันป้ะวะ เธอไม่ได้โกหกหรือไม่ได้ปวดประจำเดือนใช่ป้ะ”
“เปล่า ประจำเดือนเพิ่งหมด จะปวดได้ไง”
“งั้นก็ไปโรงพยาบาล”
“ไม่ไป!!!”
“พี่ไม่ได้ถาม”
หญิงสาวเงียบไป เธอไม่มีแรงเถียงอีกแล้ว ตอนนี้เธอปวดจนเหมือนจะอาเจียน ปวดจนเหงื่อแตกทั่วตัวจึงหลับตาลง คีตพัฒน์ที่คอยมองอยู่จึงรีบอุ้มร่างบอบบางที่ตอนนี้ดูท่าจะไม่ไหวก้าวยาวๆออกจากห้องไปโดยไม่ลืมคว้ากระเป๋าของเธอไปด้วย
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลก็ถูกเจ้าหน้าที่พาเข้าห้องฉุกเฉินทันที ส่วนตัวเขาไปหน้าเคาน์เตอร์เพื่อแจ้งข้อมูลและลงทะเบียนของคนไข้ โชคดีที่ชายหนุ่มมือไวคว้าเอากระเป๋าสะพายของเธอติดมือมาด้วยจึงรอดพ้นจากความยุ่งยากเพราะกระเป๋าสตางค์และบัตรประชาชนของหญิงสาวอยู่ในนั้นพอดี
รอไม่นานก็ได้รับแจ้งว่าญารินดาไว้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ต้องทำการผ่าตัดด่วน แต่เขาไม่ใช่ญาติ คีตพัฒน์จึงหยิบโทรศัพท์มาโทรหาน้องชายคนเล็กเพื่อขอคุยกับบิดามารดาของหญิงสาวเพื่อให้ท่านทั้งสองอนุญาติให้เขาเซ็นแทนในกรณีฉุกเฉินเพราะคงไม่มีใครมาได้ในไม่กี่นาที
นานกว่าชั่วโมงที่คีตพัฒน์นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัด จนกระทั่งเห็นว่าคนที่รออยู่พากันมาถึงแล้วก็ลุกขึ้นยกมือไหว้นริยาตามประสาคนรู้จักอยู่ก่อนแล้ว
“น้องเป็นยังไงบ้างคี” นริยาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“หมอบอกว่าไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันครับ เลยต้องผ่าตัดด่วน” คีตพัฒน์พยักหน้าให้พี่ชายเมื่อธีรภัทรเดินเข้ามา
ธีรภัทรเดินเข้ามาพร้อมกับถอดเสื้อสูทคลุมไหล่ให้กับพรีญาภัส นั่นจึงทำให้ทั้งสองหนุ่มสาวเพิ่งสังเกตุว่าบนตัวของอัญญารินมีเสื้อสูทของพีรรัตน์สวมคลุมอยู่
ไม่นานพยาบาลก็ออกมาแจ้งว่าการผ่าตัดเรียบร้อยดี และรอสักพักญารินดาก็จะสามารถออกไปพักฟื้นที่ห้องพักคนไข้ได้ ซึ่งคีตพัฒน์ได้ทำการจองห้องวีไอพีเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ยืนรอกันครู่หนึ่งก็มีเจ้าหน้าที่เข็นเตียงที่มีร่างของญารินดานอนอยู่ออกมา ทุกคนจึงเว้นระยะให้นริยากับอัญญารินเดินตามไปก่อน คนอื่นจึงทยอยเดินตามไป
ทุ่มครึ่ง แต่ละคนก็ทยอยมารวม พีรรัตน์กับอัญญารินมาถึงก่อน ทั้งสองคนเถียงกันมาตลอดทาง ตามด้วยคีตพัฒน์ที่มาพร้อมกับญารินดา ซึ่งก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นให้กับทุกคน ญารินดามองเขาพร้อมกับเบะปากเมื่อนึกถึงการพูดจาของเขาที่เธอได้เจอขวัญชนกกับวรรณวิวามาถึงเป็นคู่ปิดท้าย ทุกคนช่วยกันลงมือจัดการมื้ออาหารมื้อใหญ่ตรงหน้ากันอย่างสนุกสนาน“พี่ธีล่ะ” พีรรัตน์มองซ้ายขวาไม่เห็นธีรภัทรก็ถามพรีญาภัส“ไปข้างนอก มีสายด่วน” หญิงสาวตอบแบบไม่คิดอะไรมาก“หือ สายด่วน เด็กเหรอ” พีรรัตน์แกล้งน้องสาวตามความเคยชิน“ประมาณนั้น” ไหล่เปลือยไหวอย่างไม่แคร์“หืออ” คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ขมวดคิ้วแล้วมองสบตากัน“เห็นว่าไปเคลียร์น่ะ ท่าทางน่ากลัวด้วย พรีนล่ะกลัวแทนเธอคนนั้น” พรีญาภัสทำท่าทางขยาด“ถ้าหล่อนเลือกจะวุ่นวายกับพี่ธี หล่อนก็ต้องทำใจเอาไว้แล้วล่ะ ช่างเถอะ เอ้า ชนกันหน่อยดีกว่า” พีรรัตน์เองก็รู้กิตติศัพท์พี่ชายดีคีตพัฒน์นิ่ง เขาฟังสิ่งที่น้องๆ คุยกันโดยไม่ออกความเห็น เขาเองก็โตมาไล่ๆ กับทุกคน รวมถึงรู้ดีว่านิสัยและรสนิยมของผู้ชายบ้านเขาเป็นยังไงเมื่อของกินเริ่มร่อยหรอลง พรีญาภัสจึงลุกขึ้นเด
หลายอาทิตย์ต่อมา หลังจากที่แผลผ่าตัดหายดีและญารินดาก็ไม่ค่อยเจ็บแผลเธอก็มาเรียนตามปกติจนกระทั่งวันสอบ พวกเธอมารวมตัวกันหลังจากสอบเสร็จโดยไม่ต้องนัดกันแม้แต่น้อย“เอาล่ะ ต้องเลี้ยงส่งกันแล้วนะ” พีรรัตน์พูดขึ้นหลังจากเดินมารวมตัววันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย ขวัญชนกกับวรรณวิวาต้องเตรียมตัวที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อนๆ ตั้งใจจะเลี้ยงส่ง ทุกคนจึงมารวมตัวกันหมด ไม่เว้นแม้แต่คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ที่ตามมาสมทบด้วย“ฉันรู้สึกแปลกๆ ว่ะ” ญารินดาพูดขึ้น สีหน้าเธอหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด“เอาน่า ค่อยติดต่อกันก็ได้” วรรณวิวาที่ทำใจได้บ้างแล้วบอกพร้อมกับยิ้มให้เพื่อนๆ“นั่นสิ ซัมเมอร์ก็ยังกลับมาหากันได้นี่” พรีญาภัสปลอบเพื่อนแต่ก็น้ำตาซึม“ฉันว่า.....” อัญญารินจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก“ปาร์ตี้เลี้ยงส่งกันดีกว่าคืนนี้ บ้านใครดี” พีรรัตน์ออกความเห็นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ“บ้านฉันไหม ถ้าไปบ้านพวกเธอเดี๋ยวจะเสียหายถ้าพี่คีกับพีไปด้วย” พรีญาภัสเอ่ยชวนโดยไม่ลืมคิดถึงข้อนี้“บ้า ไม่มีอะไรมั้ง คุณพ่อคุณแม่ก็รู้จักกัน” ญารินดาไม่คิดอะไร เธอหัวเราะน้อยๆ“ตามนั้น คืนนี้เจอกันที่บ้าน เดี๋ยวพี่กลับไปเอาโน้ตบุ๊
นานหลายชั่วโมงที่ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งได้ยินเสียงครางแผ่วเบาก็ลุกขึ้นแทบจะทันที“เป็นอะไร” คำถามดังขึ้นก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะเดินมาถึงขอบเตียงในไม่กี่ก้าว“เผลอพลิกตัว เลยเจ็บแผลค่ะ” เธอตอบเสียงแหบ เหงื่อซึมทั้งที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ“.....” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น“กี่โมงแล้วคะ” ร่างเล็กพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยมีมือหนาคอยประคอง“5 โมงกว่า” เขาตอบหลังจากที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู“เย็นแล้วนี่คะ” เธอถามพร้อมกับเอามือประคองทับผ้าปิดแผลตัวเอง“อืม” คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานยังซีดอยู่“แล้วทำไมพี่ยังไม่กลับล่ะคะ ไม่ต้องไปไหนเหรอ” หญิงสาวถามหลังจากหย่อนเท้าลงบนพื้น“.....ลุกไปกินข้าวกินยา” เขาไม่ตอบแต่ออกคำสั่งเธอแทนญารินดาทำหน้าเซ็งแบบเห็นได้ชัด เธอเกลียดการกินยา ไม่เหมือนกับคู่แฝดของเธอที่กินยาง่าย การกินยาสำหรับเธอจึงไม่ต่างกับการกลืนก้อนหินเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมลุกขึ้น เขาจึงโน้มตัวลงช้อนอุ้มเธอเดินตัวลอยไปวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ“พี่คี เพลงเบื่อโจ๊ก”“หมอให้กินอาหารที่ย่อยง่ายไม่ใช่
และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่ถอดสายน้ำเกลือ เปลี่ยนเสื้อผ้า เคลียร์ค่าใช้จ่าย รอเภสัชกรมาจ่ายยาและอธิบายรายละเอียดเสร็จ เจ้าของร่างเล็กบอบบางก็ได้กลับมาถึงคอนโดในเวลาเพียงไม่นาน“ขอบคุณค่ะ” ญารินดากล่าวขอบคุณพี่ชายของเพื่อนสนิทอีกครั้งหลังจากที่เดินมาถึงหน้าห้องของเธอ“มีปัญญาถือเข้าไปเหรอ” คีตพัฒน์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือทั้งสองข้างที่ถือของอยู่ยกขึ้นสูง“.....” ร่างเล็กยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคีตพัฒน์พูดจาแบบนี้ ปกติพี่ชายของเพื่อนสนิทเธอคนนี้จะยิ้มเก่ง พูดน้อย และท่าทางนุ่มนวลอยู่ตลอด“เข้าไป” เขาไม่ได้สนใจเธอที่กำลังยืนอึ้งอยู่แม้แต่น้อย มือข้างที่ว่างเอื้อมผ่านร่างเล็กที่หันหน้าเข้าหาเขาไปกดรหัสประตูแล้วเปิดออกญารินดาหมุนตัวช้าๆ ค่อยๆเดินไปหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่แล้วเอนกายพิงพนัก คิ้วเรียวขมวดอย่างลืมตัวเมื่อเธอรู้สึกเจ็บที่แผล“กินข้าวกินยาซะ” คำสั่งเฉียบขาดพร้อมกับถ้วยใส่โจ๊กกับยาวางลงตรงหน้า“.....” หญิงสาวมองยาแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา“กินยายากสินะ” เขามองออกในปราดเดียว“.....” เธอไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ“จัดการให้เรียบร้อย





