LOGINตอนที่ 2: นทีไม่ยอมสยบ
แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อดีเข้ามาในห้องนอนกว้าง ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของนทีสดใสขึ้นเลยสักนิด ชายหนุ่มซุกหน้าลงกับหมอนใบโต ส่งเสียงครางฮือในลำคอด้วยความอัดอั้น ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่โรงแรมหรูยังคงตามมาหลอกหลอนจนเขานอนแทบไม่หลับ ทั้งสายตาเผด็จการของคุณปู่ แววตานิ่งสนิทของไอ้พี่คิรากร และที่น่าโมโหที่สุดคือคำท้าพนันบ้าบอนั่น! ‘สามเดือนงั้นเหรอ? เหอะ! ฝันไปเถอะว่าคนอย่างนทีจะยอมก้มหัวให้’ ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นจากเตียง สะบัดผ้าห่มออกอย่างแรงจนมันหล่นไปกองกับพื้น นทีรีบจัดการตัวเองในห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองธรรมดาๆ แล้วก้าวฉับๆ ลงมาที่ชั้นล่างของบ้านตระกูลอนันต์กุล บ้านทรงโมเดิร์นหลังใหญ่ที่วันนี้ดูเงียบเชียบกว่าปกติ ทว่ากลิ่นหอมของกาแฟและอาหารเช้าที่ลอยมาจากห้องอาหาร บอกให้รู้ว่าผู้ปกครองของเขากำลังรวมตัวกันอยู่ด้านใน นทีสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจอันน้อยนิดคืนมา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอาหาร ภาพที่เห็นคือ ‘ธนกฤต’ ผู้เป็นพ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจในไอแพด ส่วน ‘พิมพ์ชนก’ คุณแม่ยังสวยกำลังจัดวางจานผลไม้ นทีไม่รอช้า เขาตรงดิ่งเข้าไปคุกเข่าลงข้างๆ เก้าอี้ของคนเป็นพ่อทันที มือสองข้างเกาะแขนเสื้อผู้เป็นพ่อไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาติดหวานบัดนี้พยายามคั้นความน่าสงสารออกมาอย่างเต็มที่ "พ่อครับ...แม่ครับ ช่วยนทีด้วยเถอะนะ นทีไหว้ล่ะ" ชายหนุ่มครางแผ่ว ทำตาปริบๆ หวังความเห็นใจ ธนกฤตละสายตาจากหน้าจอไอแพดก้มลงมองลูกชายคนโต เขาลอบถอนหายใจยาว วางอุปกรณ์สื่อสารลงบนโต๊ะ "เรื่องเมื่อคืนใช่ไหมเจ้านะ? พ่อบอกแกแล้วไงว่าเรื่องนี้ผู้ใหญ่เขาคุยกันไว้หมดแล้ว" "แต่นี่มันชีวิตทั้งชีวิตของผมเลยนะพ่อ! พ่อจะยอมให้คุณปู่จับผมมัดตราสังข์ส่งให้ใครก็ไม่รู้เหรอ? ผมเป็นผู้ชายนะพ่อ แล้วพี่คิรากรเขาก็...เขาก็ดูหน้าดุ ดิบ เถื่อน (ถึงจะใส่สูทก็เถอะ) แถมยังเผด็จการจะตายไป พ่ออยากเห็นลูกชายคนโตต้องไปนั่งอมทุกข์อยู่ในบ้านคนอื่นเหรอครับ?" นทีรัวคำพูดออกมาเป็นชุด พลางหันไปส่งสายตาอ้อนวอนผู้เป็นแม่ "แม่ครับ...แม่ช่วยพูดกับพ่อหน่อยสิ แม่รักนทีที่สุดไม่ใช่เหรอ" พิมพ์ชนกมองลูกชายด้วยแววตาอาทร เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วลูบหัวนทีเบาๆ "นทีลูก...แม่เข้าใจความรู้สึกของลูกนะ แต่อำนาจเด็ดขาดในบ้านนี้เป็นของคุณปู่ ลูกก็รู้ว่าไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งท่านหรอก ขนาดพ่อของลูกเองยังต้องยอมเลย" "แต่แม่ครับ..." "อีกอย่างนะลูก..." พิมพ์ชนกขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้นทีรู้สึกเสียวสันหลัง "พี่คิรันเขาก็ไม่ได้แย่อะไรเลยนะ ออกจะหล่อเหลา เอาการเอางาน โปรไฟล์ระดับบริหารตระกูลกีรติวัฒน์ สาวๆ ในเมืองกรุงอยากได้เขาเป็นสามีกันทั้งนั้น แม่ว่าลูกได้คนเก่งๆ แบบนั้นมาดูแลก็ดีออกนะลูก" "แม่! นี่แม่เข้าข้างฝั่งนู้นเหรอครับ?!" นทีปล่อยมือจากแขนพ่อ ลุกขึ้นยืนทำท่าจะทุบโต๊ะแต่ก็ต้องยั้งมือไว้ ความหวังที่จะให้พ่อแม่ช่วยพังทลายลงคาทันที ทุกคนในบ้านนี้ยอมจำนนต่อสัญญาทาสของคุณปู่หมดแล้ว! "เอาน่าเจ้านะ...ลองเปิดใจดูหน่อย ปู่เขาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แกอยู่แล้ว" ธนกฤตตัดบทพลางยกกาแฟขึ้นดื่ม เป็นสัญญาณว่าการเจรจาสิ้นสุดลง "แหมๆๆ ...แต่เช้าเลยนะพี่ชายเรา" เสียงใสๆ ที่แฝงไปด้วยความกวนประสาทดังขึ้นจากประตูห้องอาหาร ‘น้ำหนาว’ น้องสาวตัวแสบในชุดนักเรียนมัธยมปลายเดินนวยนาดเข้ามา ในมือถือแก้วนมสด เธอมองพี่ชายที่กำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดด้วยสายตาหยอกล้อ "ยุ่งน่าเจ้าน้ำ! ไปกินนมแล้วไปโรงเรียนเลยไป" นทีตวัดเสียงใส่ด้วยความหงุดหงิด น้ำหนาวไม่ฟัง เสียงหัวเราะคิกคักเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบาง เธอเดินมาประชิดตัวพี่ชายแล้วใช้ศอกสะกิดสีข้างเบาๆ "ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนไปได้ นึกว่าหนูไม่รู้เหรอเรื่องเมื่อคืนน่ะ...คุณปู่เล่าให้ฟังหมดแล้วนะ โห! พี่นทีขี่ม้าสามศอกไปคว้าผู้ชายระดับท็อปของประเทศมาได้เนี่ย ไม่ธรรมดาเลยนะ" "คว้าบ้าคว้าบออะไร! โดนบังคับเฟ้ย!" "โถ่...ทำเป็นบ่น พี่คิรากรเนี่ยนะ ทั้งหล่อ รวย หุ่นงี้แซ่บเวอร์! ขาเดฟยาวรี สูงตั้งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เดินคู่นะอย่างกับหลุดมาจากรันเวย์ปารีสแฟชั่นวีค พี่นทีสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบห้า...ยืนด้วยกันคงเหมือนคนแคระกับยักษ์อบอุ่นแน่ๆ เลย อร๊าย! คิดแล้วฟินแทน" น้ำหนาวทำท่าบิดตัวไปมาอย่างล้อเลียน "ยัยน้ำหนาว! อยากโดนยึดค่าขนมใช่ไหม!" นทีแยกเขี้ยวใส่ ยิ่งน้องสาวพูดถึงรูปร่างหน้าตาของไอ้พี่คิรากร ภาพในหัวตอนที่อีกฝ่ายโน้มตัวลงมาประชิดที่ระเบียงจนได้กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ก็แล่นกลับเข้ามาจนหัวใจมันเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่ง นทีรีบสลัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกไป "ไม่คุยด้วยแล้ว! ไปเรียนดีกว่า อยู่บ้านนี้แล้วประสาทจะรับประทาน!" นทีโวยวายลั่น ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจและกุญแจรถสปอร์ตคันหรูที่รอดพ้นจากการโดนยึด (เพราะเขายอมมางานเมื่อคืน) เดินจ้ำอ้าวออกจากบ้านตรงไปยังลานจอดรถทันที เสียงหัวเราะไล่หลังของน้ำหนาวยิ่งเป็นตัวเร่งให้เขาอยากไปพ้นๆ จากที่นี่ให้เร็วที่สุด ณ ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง เสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตสีน้ำเงินเข้มคำรามลั่นก่อนจะดับลง นทีก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งจนร่ำๆ ว่าจะไปฆ่าใครได้ ชายหนุ่มเดินตรงไปยังโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นจามจุรี ซึ่งเป็นที่สิงสถิตประจำของแก๊งเพื่อนสนิท ที่โต๊ะนั้น มีกลุ่มชายหนุ่มสามคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว ‘ภีม’ หนุ่มแว่นสายวิชาการกำลังนั่งกดเครื่องคิดเลขคำนวณสูตรฟิสิกส์อย่างเอาเป็นเอาตาย ‘ต้นน้ำ’ หนุ่มหน้าหวานสายเรียบร้อยกำลังนั่งจดเลกเชอร์ และคนสุดท้าย ‘เจเจ’ หัวโจกสายเสเพลประจำกลุ่ม ทรงผมลุคแบดบอย เสื้อช็อปวิศวะตัวใหญ่ถูกปลดกระดุมออกสองเม็ด นั่งกระดิกเท้าพาดโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ "เฮ้ยๆ ...ไอ้คุณชายนทีมาโน่นแล้ว แหม วันนี้หน้าเบี้ยวมาเป็นส้นตึกเลยนะมึง" เจเจทักขึ้นเป็นคนแรกพลางหัวเราะร่าเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน นทีทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อนอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง เอาหัวซบลงกับโต๊ะอย่างหมดสภาพ "พวกมึง...กูอยากตาย" นทีครวญครางเสียงอู้อี้ ภีมละสายตาจากสูตรฟิสิกส์ ดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย "เป็นอะไรของมึงวะร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมึงสภาพนี้ รถพังหรอ? หรือโดนสาวหักอก?" "หนักกว่านั้นเยอะ..." นทีเงยหน้าขึ้นมา ตาคู่กลมคลอไปด้วยความอัดอั้น "กู...กำลังจะโดนจับหมั้น" "ห๊ะ!!!" ทั้งสามเสียงประสานขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แม้แต่ต้นน้ำที่กำลังตั้งใจจดเลกเชอร์ยังถึงกับทำปากกาหล่นพื้น "หมั้น? ยุค 2026 เนี่ยนะมึง? มึงโดนคลุมถุงชนหรอวะ?" ต้นน้ำถามด้วยความตกใจ "เออดิ...คุณปู่กูจับกูหมั้นกับหลานชายของเพื่อนสนิทท่าน เดือนหน้านี้แล้วด้วย" นทีฟุบหน้าลงอีกรอบ เจเจขมวดคิ้ว ลุกขึ้นมานั่งตัวตรง "เดี๋ยวๆ นะนที...มึงบอกว่า ‘หลานชาย’ งั้นหรอ? แสดงว่าคู่หมั้นมึงเป็นผู้ชาย?" "เออ...พี่คิรากร ตระกูลกีรติวัฒน์" พอชื่อตระกูลหลุดออกจากปากนที ทั้งโต๊ะก็เงียบกริบไปสามวินาที ก่อนที่ภีมจะเบิกตากว้าง "กีรติวัฒน์? เจ้าของเครือโรงแรมหรูและอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศเนี่ยนะ? เฮ้ย...นั่นมันอภิมหาเศรษฐีเลยนะมึง! แล้วพี่คิรากรนี่ใช่คนที่เพิ่งลงนิตยสาร Forbes Forbes ยี่สิบนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงป่ะวะ? ที่หล่อๆ นิ่งๆ ทรงแด๊ดดี้ปะ?" "เออ! ไอ้นั่นแหละ! หล่อตายล่ะ...เก๊กชะมัดยาก เผด็จการที่สุด!" นทีพ่นลมหายใจออกทางปากอย่างแรงเมื่อคิดถึงใบหน้าคมคายภายใต้กรอบแว่นนั่น "เมื่อคืนกูโวยวายแทบตาย แต่มันกลับนั่งจิบชาหน้านิ่ง แล้วเสือกตอบคุณปู่ไปว่า ‘ผมไม่มีปัญหาครับ’ โห...กูงี้ควันออกหูเลยมึง แถมพอกูตามไปเคลียร์ที่ระเบียง มันยังมาท้าพนันกูอีกว่าภายในสามเดือนจะทำให้กูรักมันให้ได้ ถ้าทำไม่ได้มันจะยกเลิกงานแต่งให้" เจเจได้ฟังดังนั้นก็ตาเป็นประกาย ทุบโต๊ะดังปัง "เฮ้ย! น่าสนุกว่ะมึง!" "สนุกบ้านมึงสิเจเจ! กูเครียดจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย ขืนปล่อยไว้แบบนี้กูต้องกลายเป็นสะใภ้...เออ ไม่ใช่ ดิ! กลายเป็นคู่หมั้นไอ้บ้านั่นจริงๆ แน่ กูกับมันไม่ได้รักกันนะเว้ย!" นทีโวยวาย ต้นน้ำมองนทีด้วยความเห็นใจ "แล้วมึงจะทำยังไงต่อล่ะนที ในเมื่อทางผู้ใหญ่เขาตกลงกันไปหมดแล้ว ขัดใจคุณปู่มึงก็รู้ว่าบ้านแตกแน่ๆ" บรรยากาศที่โต๊ะกลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง นทีนั่งกุมขมับ คิดหาทางออกอย่างไรก็คิดไม่ตก จะหนีออกจากบ้านก็คงโดนตัดเงินและยึดรถ ไม่มีทางรอดแน่ๆ ในตอนนั้นเอง เจเจก้มหน้าลงมาใกล้ๆ นที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบฉบับเสเพลตัวพ่อผุดขึ้นบนใบหน้า ชายหนุ่มตบไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ "นที...กูมีไอเดีย" นทีเงยหน้ามอง "ไอเดียอะไรของมึง?" เจเจขยับยิ้มกว้าง นัยน์ตาฉายแววสนุกสนานก่อนจะเอ่ยประโยคเด็ดที่ทำให้นทีถึงกับตาวาว "ถ้าอยากให้คนแก่ถอนหมั้น...มึงต้องทำตัวเหลวไหลให้เขารับไม่ได้!" "เหลวไหล? ยังไงวะ?" ภีมแทรกขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ "ก็คิดดูดิ๊..." เจเจเริ่มร่ายแผนการ "พวกตระกูลผู้ดีเก่า ไฮโซระดับนั้น เขาต้องการคู่หมั้นที่เรียบร้อย เพียบพร้อม มีหน้ามีตาในสังคมใช่ไหมล่ะ? แต่มึง...ไอ้นที ลูกชายคนโตตระกูลอนันต์กุล เด็กวิศวะสุดแสบ ถ้ามึงเปลี่ยนตัวเองเป็นเด็กดื้อ สายเที่ยวกลางคืน กินเหล้า เมามาย ทำตัวเสเพล หลุดกรอบทุกอย่างที่พวกผู้ใหญ่คาดหวัง มึงคิดว่าฝั่งนู้นเขาจะยังอยากได้มึงไปเป็นสะใภ้...เอ้ย ไปเป็นคู่หมั้นอยู่ป่ะวะ?" นทีนิ่งฟัง สมองเริ่มประมวลผลตามคำพูดของเพื่อนสนิท ภาพลักษณ์ของคิรากรที่ดูเนี้ยบกริบ สะอาดสะอ้าน ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ ถ้าหากต้องมาเจอกับคู่หมั้นที่ทำตัวนักเลงเหลวไหล ไร้สาระ ไปวันๆ คนรักภาพพจน์แบบนั้นต้องทนไม่ได้แน่ๆ! "เออ...จริงของมึงด้วยว่ะเจเจ" นทีเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดียวกันค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าหวาน "ถ้ากูทำตัวแย่ๆ จนไอ้พี่คิรากรมันทนไม่ไหว มันนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายวิ่งไปขอเลิกงานหมั้นกับคุณปู่เอง โดยที่กูไม่ต้องออกแรงขัดคำสั่งคุณปู่ให้โดนด่าเลยสักนิด!" "ใช่ไหมล่ะ!" เจเจตบมือ "คืนนี้เลยเป็นไง? ประเดิมร้านเจ๊ตุ่มหน้ามอ...เหล้าต้ม เบียร์วุ้น จัดให้หนัก เอาให้ภาพลักษณ์คุณชายอนันต์กุลพังพินาศไปเลย!" "จัดไปเพื่อน! คืนนี้กูจะปล่อยผี!" นทีประกาศกร้าว ความอัดอั้นตันใจหายไปเป็นปลิดทิ้ง แทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เอาคืนคู่หมั้นจอมเก๊ก ทว่า...นทีคงลืมคิดไปอย่างหนึ่งว่า คนระดับคิรากรที่คุมบังเหียนธุรกิจระดับแสนล้านได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แผนการเด็กๆ ของเด็กมหาวิทยาลัยปีสาม...จะคุมเขาอยู่จริงๆ หรือ? หรือว่านี่จะเป็นการเดินเข้าหากับดักที่อีกฝ่ายวางไว้โดยที่เขาไม่รู้ตัวกันแน่!ตอนที่ 14: ข้อหาหึงหวงและคำเตือนสติเสียงบานประตูไม้โอ๊กเคลือบเงาบานยักษ์ปิดลงพร้อมกับความเงียบสงัดที่ตีแผ่กลับเข้ามาในห้องทำงานท่านประธานบริหารอีกครั้ง ร่างของอรินลับหายไปจากสายตาแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกชวนเวียนหัวที่ยังคงลอยอบอวลเจือจางอยู่ในอากาศ นทีหน้านิ่วคิ้วขมวด ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความรู้สึกพลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในอกจนเนื้อตัวสั่นเทา มันทั้งหงุดหงิด ขัดใจ และพาลชวนให้อารมณ์เสียอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน‘หึ... อรินคิดถึงคุณที่สุดเลยค่ะ... ฟังแล้วอยากจะอ้วก!’ปัง!นทีแกล้งทุบฝ่ามือลงบนตำราแคลคูลัสเล่มหนาจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานอันกว้างขวาง ก่อนจะกระแทกปากกาเคมีลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่ใยดี ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง หมุนตัวหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังผนังกระจกบานยักษ์ กอดอกแน่นพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันมุ่ยริมฝีปากจนเจ่อรั้นคิรากรที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานลอบมองปฏิกิริยา ‘แมวป่าพองขน’ ของคู่หมั้นตัวแสบด้วยความนึกสนุก ชายหนุ่มระบายยิ้มหยักลึกที่มุมปาก นัยน์ตาคู่คมไร้กรอบแว่นสายตาบดบังฉายประกายระยับวาววับล้อเลียน ร่างสูงใหญ่ลุกข
ตอนที่ 13: แขกไม่ได้รับเชิญและความหึงหวงความอบอุ่นในเช้าวันหยุดผ่านพ้นไป พร้อมกับอาการไข้ของนทีที่หายเป็นปลิดทิ้ง ทว่าพันธนาการระลอกใหม่กลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์แห่งการสอบมิดเทอม คณะวิศวกรรมศาสตร์อันขึ้นชื่อเรื่องความโหดหินทำให้นทีต้องหอบหิ้วตำราเล่มหนาเท่าดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ อย่างคิรากรไม่มีทางปล่อยให้เด็กดื้อคลาดสายตา"พี่คิรากร! ผมบอกว่าจะไปอ่านหนังสือที่คณะกับพวกไอ้เจเจไงล่ะ คุณจะลากผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย!" นทีโวยวายอุบอิบขณะก้าวเท้าออกจากลิฟต์ส่วนตัวของประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกกีรติวัฒน์ทาวเวอร์"อ่านที่คณะเดี๋ยวเธอก็แอบหนีไปตากฝนตากแดดจนไข้กลับอีก" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเเนี้ยบกริบตามมาตรฐาน มือหนาข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร ส่วนอีกข้างจับจูงข้อมือบางของคู่หมั้นตัวแสบให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวอย่างถือสิทธิ์ห้องทำงานประธานบริหารกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผนังกระจกบานยักษ์ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครได้อย่างสุดสายตา คิรากรชี้ไปที่โซฟารับรองหนังแท้สีครีมตัวใหญ่ที่ม
ตอนที่ 12: หัวใจเต้นผิดจังหวะยามเช้าไออุ่นที่โอบรัดรอบเอวบางบวกกับความนุ่มยืดหยุ่นของเตียงนอนคิงไซส์สีเทาอ่อน ทำให้ความรู้สึกแรกหลังจากหลุดพ้นจากห้วงนิทราของนทีเต็มไปด้วยความอบอวลจนไม่อยากลืมตาเปลือกตาบางขยับไหวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปรือขึ้นเพื่อรับแสงตะวันสีทองอ่อนยามเช้าที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามา นทีสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวสมองและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจากพิษไข้ป่าเมื่อคืนลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความรู้สึกอุ่นจัดที่ทาบทับอยู่บริเวณแผ่นหลังและเอวคอดกิ่ว‘กบดานอยู่ในอ้อมกอดใครวะ...’ สมองที่เพิ่งฟื้นตัวประมวลผลช้าไปสามวินาที ก่อนสติทั้งหมดจะดีดผุดขึ้นมาอย่างเต็มตาราวกับโดนน้ำเย็นสาดนทีค่อย ๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าคนด้านหลังจะตื่น และทันทีที่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงคืบก็ทำให้นทีลืมวิธีหายใจไปในทันทีคิรากร...ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ประธานบริหารจอมเก๊กเผด็จการ’ บัดนี้กำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างกายเขาในระยะประชิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยามที่แสงสว่างส่องถึง ใบหน้าคมคายหล่อเ
ตอนที่ 11: เมื่อเด็กดื้อล้มป่วยความลับเมื่อสามปีก่อนที่ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของคิรากร คล้ายเป็นแรงกระเพื่อมมหาศาลที่พลิกผันความรู้สึกในใจของนทีไปโดยสิ้นเชิง กำแพงอคติที่เคยสร้างไว้หนาแน่นพังทลายลงจนเหลือเพียงความหวั่นไหวทว่าอบอุ่น ทว่าสัญชาตญาณความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กวิศวะปีสามมีหรือจะยอมสยบให้ราบคาบง่าย ๆ ถึงในใจจะยอมรับความอบอุ่นของร่างสูงเข้ามาเต็มอก แต่ภายนอกนทีก็ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม ‘ม้าพยศ’ เอาไว้ไม่ให้เสียเชิงชายและนั่นคือกิมมิกที่นำพาความวุ่นวายมาสู่ร่างกายของเขาในสัปดาห์ต่อมาช่วงนี้เป็นเทศกาลเตรียมงานกิจกรรมใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ นทีในฐานะพี่ปีสามหัวเรี่ยวหัวแรงหลักต้องคอยคุมรุ่นน้องทำฉากและซ่อมแซมซุ้มกิจกรรมกลางสนามหญ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเดาใจยากชะมัด ยามบ่ายแดดเปรี้ยงจนผิวแทบไหม้ พอตกเย็นจู่ ๆ เมฆฝนก้อนมหึมาก็ตั้งเค้าก่อนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา"เฮ้ย! นที! หลบฝนก่อนมึง! ฉากพังช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยทำใหม่!" เจเจตะโกนข้ามสายฝนพลางกวักมือเรียกเพื่อนสนิทให้วิ่งเข้าหลบใต้ถุนตึกคณะ"ไม่ได้เว้ย! ไอ้เจ! ฉากนี้ต้องส่
ตอนที่ 10: ตัวป่วนสายชงความเงียบสงบในเพ้นท์เฮ้าส์หรูหลังจากมื้ออาหารค่ำแสนอร่อยผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ทว่ากระแสความปั่นป่วนระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่นทีไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังบางที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนอนกลิ้งบนโซฟายาวเพื่อย่อยอาหารพลันต้องดีดตัวขึ้นนั่งตรงทันทีเมื่อเสียงออดหน้าประตูดังขึ้นเป็นจังหวะรัวเร็วคล้ายคนมาเยือนกำลังอารมณ์ดีเต็มขั้นออด—ออด—ออด!"ใครมาเอาป่านนี้วะ..." นทีพึมพำพลางขมวดคิ้ว มือบางเอื้อมไปคว้าหมอนอิงมาอุ้มไว้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะลุกเดินไปเปิด ประตูระบบดิจิตอลล็อกก็ถูกปลดจากภายนอกด้วยความชำนาญ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเพรียวบางของเด็กสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง"ฮายยย! พี่คิรันขาคิรินมาแล้ว... อ้าว! พี่นที!"‘คิริน’ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของคิรากรนั่นเอง เธออยู่ในชุดเดรสแฟชั่นวัยรุ่นสีสดใส ในมือหอบหิ้วถุงขนมและเค้กเจ้าดังมาพะรุงพะรัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่านของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นนทีนั่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาจนแก้มแทบปริ"สวัสดีครับน้องคิริน..." นทียกมือไหว้ตามมารยาทแบบงง ๆ "มาหาพี่คิรากรเหรอครับ? เจ้านั่น... เออ พี่คิร
ตอนที่ 9: ย้ายเข้าถ้ำเสือและเมนูมัดใจพายุฝนและรสจูบอันวาบหวามในค่ำคืนนั้นคล้ายจะเป็นเพียงความฝันอันตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นในความมืด ทว่าร่องรอยความอุ่นซ่านที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจกลับตอกย้ำว่าทุกอย่างคือความจริง หลังจากผ่านพ้นคืนพายุคะนองมาได้ไม่กี่วัน แผนการย้ายเข้าพำนักอย่างเป็นทางการของนทีก็ถูกเร่งรัดขึ้นโดยคำสั่งเด็ดขาดของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลมันไม่ใช่การมาพักค้างคืนชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็นการ ‘ย้ายสำมะโนครัว’ มาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันภายใต้ชายคาเพ้นท์เฮ้าส์หรูของคิรากร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้‘เออ! ในเมื่อขัดใจคุณปู่ไม่ได้ ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในถ้ำเสือตัวนี้จริง ๆ ฉันก็จะทำตัวเป็นม้าพยศป่วนถ้ำให้พังพินาศไปเลย คอยดู!’นทีคิดในใจด้วยความฉุนเฉียวขณะที่ยืนอยู่หน้าประตูระบบดิจิตอลล็อกบานยักษ์ ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบพร้อมกระเป๋าเป้คู่ใจเข้ามาในห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง ความหรูหราและระเบียบวินัยอันเนี้ยบกริบของสถานที่ก็สะท้อนเข้าสู่สายตา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามสไตล์คนรักความเพอร์เฟกต์ของคิรากร และนั่นคือเป้าหมายแรกในการ ‘ป่วน’







