LOGINเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจาก 'พันธสัญญา' รุ่นปู่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องจริง เมื่อ "นที" เด็กดื้ออันดับหนึ่งประจำบ้าน นักศึกษาปี 3 ผู้รักอิสระและเกลียดการบังคับเป็นที่สุด ถูกจับคลุมถุงชนให้หมั้นหมายกับ "คิรากร" นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหญ่ไฟแรงวัย 32 ปี ผู้แสนสุขุม นิ่งขรึม และอายุห่างจากเขาถึง 11 ปี! ปฏิบัติการ 'ล่มงานหมั้น' ของเด็กแสบจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการหนีเที่ยว การประท้วง หรือการสร้างเรื่องป่วนสารพัด หวังจะให้คนแก่ทนไม่ไหวแล้วเป็นฝ่ายถอนหมั้นไปเอง แต่ทว่า... ยิ่งนทีร้ายเท่าไหร่ คิรากรกลับยิ่ง 'นิ่ง' และ 'ตามใจ' มากเท่านั้น แถมยังคอยปกป้อง ดูแล และโอบอุ้มเด็กดื้อคนนี้ด้วยความอบอุ่นเงียบๆ เสมอมามาร่วมลุ้นและเอาใจช่วยไปพร้อมๆ กันว่า 'เสือซุ่มสายเปย์' จะใช้ความรัก ความละมุน และความคลั่งรักระดับสิบ ปราบพยศ 'เด็กแสบปากเก่ง' ให้ยอมสยบทั้งตัวและหัวใจได้อย่างไร รวมถึงจับมือกันก้าวผ่านบททดสอบและอุปสรรคทางธุรกิจเพื่อพิสูจน์ว่า การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่กรงขัง แต่เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและอบอุ่นที่สุดในชีวิต
View Moreตอนที่ 1: วาจาสิทธิ์ของสองเจ้าสัว
ความหรูหราของห้องอาหารส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของโรงแรมแกรนด์ กีรติวัฒน์ ไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิในใจของ ‘นที’ ลดลงเลยสักนิด ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนลวกๆ นั่งกอดอก พลางกวาดสายตามองความอลังการรอบตัวด้วยความรู้สึกอึดอัด เสียงดนตรีคลาสสิกที่เปิดคลอเบาๆ ชวนให้ง่วงนอนมากกว่าจะรื่นรมย์ในความคิดของเขา ถ้าไม่ใช่เพราะถูก ‘คุณปู่อันต์’ หรือ ‘เจ้าสัวอนันต์’ ขู่ว่าจะยึดกุญแจรถสปอร์ตคันโปรด มีหรือที่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ปีสามอย่างเขาจะยอมสละเวลาวันเสาร์อันมีค่ามานั่งปั้นหน้ายิ้มอยู่ตรงนี้ "นที นั่งให้มันดีๆ หน่อยลูก ทำไมทำท่าทางเป็นเด็กไม่มีมารยาทแบบนั้น" ‘พิมพ์ชนก’ ผู้เป็นแม่กระซิบปรามเสียงเบาพลางเอื้อมมือมาตีหลังมือลูกชายเบาๆ แต่นทีกลับทำเพียงแค่ถอนหายใจยาว ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตาดื้อรั้นยังคงไม่ยอมลดละ "ก็ผมไม่เข้าใจนี่ครับคุณแม่ แค่มากินข้าวกับเพื่อนเก่าคุณปู่ ทำไมต้องจัดเต็มขนาดนี้ พ่อก็อีกคน...ทำไมต้องบังคับให้ผมใส่สูทตัวนอกมาด้วย ร้อนจะตายชัก" นทีบ่นอุบอิบ สายตาเหลือบมอง ‘ธนกฤต’ ผู้เป็นพ่อที่นั่งจิบชาหน้านิ่ง ไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาว ส่วน ‘น้ำหนาว’ น้องสาวตัวแสบที่นั่งข้างๆ ก็เอาแต่กดสมาร์ตโฟนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่ได้สนใจความทุกข์ร้อนของพี่ชายเลยสักนิด "เลิกบ่นได้แล้วเจ้าน้ำ นู่น...แขกผู้ใหญ่เขามากันแล้ว" เสียงเข้มของเจ้าสัวอนันต์ดังขึ้นจากหัวโต๊ะ ทำให้นทีต้องหันไปมองตามสายตาของผู้เป็นปู่ ประตูไม้บานยักษ์ของห้องอาหารเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที นำทัพมาด้วย ‘เจ้าสัวกีรติ’ ชายชราท่าทางภูมิฐาน ทรงอำนาจไม่ต่างจากปู่ของเขา ตามมาด้วย ‘กฤตภาส’ และ ‘รมิตา’ พ่อและแม่ของฝั่งนู้น และเด็กสาวหน้าตาน่ารักอย่าง ‘คิริน’ ที่เดินยิ้มแย้มเข้ามา แต่คนที่ดึงสายตาของนทีไปได้มากที่สุด กลับเป็นร่างสูงใหญ่ที่เดินปิดท้ายขบวน ‘คิรากร’ ... ชายหนุ่มในชุดสูทสากลสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบ เรือนผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากอย่างเป็นระเบียบ ขับให้ใบหน้าคมคายดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ดวงตาเรียวรีภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมดูนิ่งสนิท ทว่ากลับแฝงไปด้วยความทรงพลังอย่างประหลาด เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม มั่นคง และดู ‘ผู้ใหญ่’ เสียจนนทีรู้สึกหมั่นไส้อยู่ลึกๆ ‘เหอะ...หล่อตายล่ะ ไอ้มหาเศรษฐีขี้เก๊ก’ นทีคิดในใจพลางเบือนหน้าหนีไปอีกทาง "อ้าว มากันพร้อมหน้าเลยนะเจ้าสัวอนันต์ รอช้านิดหน่อย พอดีเจ้าคิรันมันติดประชุมด่วนที่บริษัทน่ะ" เจ้าสัวกีรติเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหัวเราะร่าเริง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งในฝั่งตรงข้าม "ไม่ช้าหรอกครับเจ้าสัว พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน" ธนกฤตเป็นฝ่ายตอบรับด้วยท่าทีนอบน้อม การแนะนำตัวและทักทายกันตามประเพณีของผู้ใหญ่เริ่มต้นขึ้น นทีทำเพียงแค่ยกมือไหว้ตามมารยาทเมื่อถูกแนะนำว่าเป็นลูกชายคนโตของตระกูลอนันต์กุล ดวงตาคู่กลมลอบมองฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ชื่อคิรากร คนคนนั้นแทบจะไม่พูดอะไรเลย นอกจากยกยิ้มบางๆ ตามมารยาท และคอยเทคแคร์ผู้ใหญ่ในโต๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ อาหารหรูหราหลายคอร์สถูกทยอยนำมาเสิร์ฟ รสชาติของมันยอดเยี่ยมสมราคา แต่สำหรับนทีแล้ว มันกลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บรรยากาศรอบตัวชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในงานเจรจาธุรกิจมากกว่าการกินข้าวสังสรรค์ทั่วไป ยิ่งเห็นสายตาของเจ้าสัวทั้งสองที่มองมาที่เขาและคิรากรสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ลางสังหรณ์บางอย่างในใจของเด็กวิศวะก็เริ่มทำงาน ‘มันต้องมีอะไรมากกว่าแค่นัดกินข้าวธรรมดาแน่ๆ’ เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง จนกระทั่งของหวานถูกเก็บออกไป เหลือเพียงถ้วยชาจีนกลิ่นหอมกรุ่นที่วางอยู่ตรงหน้าของทุกคน บรรยากาศในห้องพลันเงียบลงเล็กน้อย ราวกับเป็นการเปิดฉากช่วงเวลาสำคัญ เจ้าสัวกีรติยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนจานรองเสียงดัง ‘แกร๊ก’ เบาๆ ทว่ากลับทรงพลังจนทุกคนในห้องหันไปโฟกัสที่ชายชราเป็นตาเดียว ฝั่งเจ้าสัวอนันต์เองก็วางถ้วยชาลงในจังหวะเดียวกัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งสอง "เอาล่ะ...กินอิ่มกันแล้ว ก็มาเข้าเรื่องสำคัญของเรากันเสียที" เจ้าสัวกีรติเปรยขึ้น สายตาคมกริบกวาดมองหลานชายของตัวเองก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่นที นทีรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อในอกที่เต้นผิดจังหวะ สัญชาตญาณสั่งให้เขาเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก "เรื่องอะไรหรือครับคุณปู่?" คิริน น้องสาวตาโตถามขึ้นด้วยความอยากรู้ เจ้าสัวอนันต์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะเป็นคนเอ่ยประโยคที่ทำให้นทีรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน "เดือนหน้า แกสองคนต้องหมั้นกัน" "!!!" ประโยคสั้นๆ แต่ทรงอานุภาพร้ายแรงทลายความเงียบในห้องจนหมดสิ้น นทีเบิกตาโพลง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สมองประมวลผลคำว่า ‘หมั้น’ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เชื่อหู "คุณปู่! พูดอะไรออกมาน่ะครับ?!" ครืด! เสียงเก้าอี้เลื่อนครูดกับพื้นเสียงดังลั่น นทีลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง มือสองข้างยันโต๊ะอาหารหรูหราเอาไว้ ท่ามกลางอาการตกใจของคนเป็นแม่ที่พยายามดึงชายเสื้อของเขาให้เจ้านายตัวแสบนั่งลง "นที! นั่งลงเดี๋ยวนี้ ทำไมเสียมารยาทกับคุณปู่แบบนั้น!" ธนกฤตตวาดเสียงดุ "ไม่นั่งครับพ่อ! นี่มันเรื่องอะไรกัน? สมัยนี้ยังมีจับคลุมถุงชนอยู่อีกเหรอ? แล้วที่สำคัญ...ผมเป็นผู้ชายนะ! พี่คิรากรเขาก็เป็นผู้ชาย คุณปู่จะให้เราหมั้นกันได้ยังไง!" นทีค้านเสียงแข็ง ข้ามโต๊ะอาหารยาวเหยียด ดวงตาคู่กลมสั่นระริกด้วยความโกรธและไม่เข้าใจ เขามองไปที่ปู่ของตัวเอง หวังจะเห็นว่าเป็นแค่เรื่องโจ๊กขำๆ วันสุดสัปดาห์ แต่แววตาของเจ้าสัวอนันต์กลับนิ่งสนิทและเต็มไปด้วยความจริงจัง "ผู้ชายแล้วยังไง? ยุคนี้สมัยไหนแล้วนที ตระกูลเรากับกีรติวัฒน์เกื้อหนุนกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ สัญญากันไว้ตั้งนานแล้วว่าถ้ามีหลานจะให้แต่งงานกัน ในเมื่อรุ่นแกมีแต่ผู้ชาย...แกกับเจ้าคิรันก็ต้องหมั้นกันตามข้อตกลง" เจ้าสัวอนันต์อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ "สัญญาบ้าบออะไรผมไม่สนหรอก! ผมไม่หมั้น! ผมมีชีวิตของผม มีอนาคตของผม ทำไมต้องเอาชีวิตไปผูกกับคนที่ไม่รู้จักด้วย!" นทีโวยวายอย่างเหลืออด ความอัดอั้นตันใจพุ่งสูงจนหน้าแดงก่ำ ในขณะที่นทีโกรธจนตัวสั่นเกือบจะระเบิดอารมณ์ออกมาทั้งหมด เขากลับเหลือบไปเห็นร่างสูงที่นั่งฝั่งตรงข้าม คิรากรยังคงนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ มือหนายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างแช่มช้า ราวกับเสียงโวยวายของนทีเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา คิรากรวางถ้วยชาลง สบตากับดวงตากลมโตที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความโกรธของนที นัยน์ตาคมภายใต้กรอบแว่นคู่นั้นนิ่งสงบ ไม่มีแววตระหนกตกใจ หรือแม้แต่ความไม่พอใจเลยสักนิด มุมปากของเขาหยักลึกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ชายหนุ่มหันไปหาเจ้าสัวกีรติ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่ากังวานและชัดเจนในความรู้สึกของทุกคน "ผมไม่มีปัญหาครับคุณปู่...ถ้ามันเป็นความต้องการของครอบครัว" คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงในอกของนที "นี่คุณ! พูดบ้าอะไรออกมาน่ะ?!" นทีหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงทันที "คุณบ้าไปแล้วหรือไง? นี่มันเรื่องแต่งงานนะ ไม่ใช่เรื่องเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดิน! คุณไม่มีสมองคิดหรือไงว่าเราไม่ได้รักกันน่ะ!" "นที! หยุดเดี๋ยวนี้!" คราวนี้เป็นกฤตภาส พ่อของคิรากรที่เริ่มสีหน้าไม่ดี แต่เจ้าสัวกีรติกลับยกมือห้ามไว้ พลางมองนทีด้วยสายตาเอ็นดูผสมสนุกสนาน "หึๆ ...ดื้อตาใสเหมือนไอ้悦 (อนันต์) ตอนหนุ่มๆ ไม่มีผิด" เจ้าสัวกีรติหัวเราะ "เอาเถอะ นที...ปู่เข้าใจว่าแกยังเด็ก แต่อย่างน้อยลองคิดดูให้ดี การหมั้นครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแกสองคน แต่มันคือความมั่นคงของทั้งสองตระกูล และปู่เชื่อว่า ตาคิรันจะดูแลแกได้" "ผมดูแลตัวเองได้ครับ! และผมไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแล!" นทีกัดฟันกรอด สายตาจดจ้องไปที่คิรากรที่ยังคงส่งสายตานิ่งๆ กลับมา ราวกับกำลังมองเด็กน้อยที่กำลังอาละวาดเอาแต่ใจ ความรู้สึกพ่ายแพ้และถูกกดดันจากผู้ใหญ่รอบโต๊ะ ทำให้นทีรู้สึกหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าดื้อแพ่งไปตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่ผู้นำของทั้งสองตระกูลเห็นพ้องต้องกัน "ผมขอตัว!" นทีพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องอาหารไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกตามหลังของผู้เป็นแม่ ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออกอย่างแรงตามอารมณ์ของคนเปิด ลมราตรีที่พัดผ่านระเบียงดาดฟ้าของโรงแรมช่วยให้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของนทีบรรเทาลงไปได้บ้าง ชายหนุ่มยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองจนฟูไม่เป็นทรง เสื้อเชิ้ตที่เคยเรียบร้อยถูกปลดกระดุมเม็ดบนออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น เขากำลังโกรธ...โกรธปู่ โกรธพ่อแม่ และที่สำคัญที่สุดคือโกรธไอ้ผู้ชายหน้าตายนั่น! "ไม่มีปัญหาครับคุณปู่...เหอะ! เลียแข้งเลียขาคนแก่ล่ะสิไม่ว่า" นทีบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางเตะอากาศข้างหน้าระบายความแค้น "นินทาคนอื่นลับหลัง...ไม่ใช่นิสัยของสุภาพบุรุษเลยนะ" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้นทีสะดุ้งตัวโยน เขาหันกลับไปมองทันที และพบกับร่างสูงของคิรากรที่กำลังเดินทอดน่องเข้ามาหา มือสองข้างของชายหนุ่มซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงสแล็ก สูทตัวนอกถูกถอดพาดไว้ที่แขนเสื้อ เหลือเพียงเชิ้ตสีเทาอ่อนที่ขับให้รูปร่างดูสมส่วนและแข็งแกร่ง "คุณตามผมมาทำไม? ใครเชิญไม่ทราบ!" นทีตวัดเสียงใส่ ท่าทางตั้งการ์ดพร้อมบวกเต็มที่ คิรากรไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ นที ทอดสายตามองออกไปยันวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนที่มีแสงไฟระยิบระยับราวกับเพชรพลอย "ปู่ให้ฉันตามมาดู...กลัวว่าเด็กแถวนี้จะคิดสั้นกระโดดตึกหนีงานหมั้นไปเสียก่อน" "นี่คุณ! ปากเสียชะมัด ใครจะไปทำเรื่องงี่เง่าแบบนั้นกัน!" นทีหันไปเผชิญหน้า "แล้วเมื่อกี้ที่ห้องอาหาร...คุณตอบตกลงไปได้ยังไง? คุณไม่ได้รู้สึกแย่บ้างเหรอที่ต้องโดนบังคับแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันน่ะ?" คิรากรหันกลับมาสบตาคนตัวเล็กกว่า แววตาของเขาในตอนนี้ไม่ได้นิ่งสนิทเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ทว่ากลับดูเข้มขึ้นและมีความลึกซึ้งบางอย่างที่นทีอ่านไม่ออก ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้จนนทีต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวขยับไปชิดกับราวระเบียง "แล้วทำไมฉันต้องรู้สึกแย่?" คิรากรเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มพลิ้วไหวไปกับสายลม "ก็...ก็เราไม่ได้รักกัน! แถมยังเป็นผู้ชายเหมือนกันอีก!" นทีอ้างเหตุผลเดิม ดันอกกว้างของคนตรงหน้าไว้เมื่อรู้สึกว่าระยะห่างมันเริ่มอันตรายเกินไป คิรากรก้มหน้าลงมาเล็กน้อย จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมแนว Woody หรูหราผสมกลิ่นชาอ่อนๆ จากตัวของร่างสูงลอยเข้าจมูกนที จนหัวใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ "เรื่องเพศ...ยุคนี้มันไม่มีผลอะไรแล้วนที ส่วนเรื่องความรัก..." คิรากรเว้นจังหวะ สายตาคมไล่ตัดผ่านดวงตากลมโต จมูกรั้น และริมฝีปากบางที่กำลังเม้มเข้าหากัน "...มันสร้างกันได้ไม่ใช่หรือไง?" "คุณ...!" นทีหน้าแดงวาบ ไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือเพราะความใกล้ชิดที่กะทันหันนี้กันแน่ "พูดง่ายดีนี่! แต่สำหรับผม ความรักมันบังคับกันไม่ได้ และผมจะไม่มีวันรักคนเผด็จการแบบคุณเด็ดขาด!" คิรากรยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปจับราวระเบียงด้านหลังของนที ล้อมกรอบคนตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมแขนกลายๆ ท่าทางคุกคามที่ดูสุภาพทว่าแฝงไปด้วยความเหนือกว่า ทำให้นทีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นลูกแกะที่โดนต้อนให้จนมุม "งั้นเรามาพนันกันไหมล่ะ?" คิรากรกระซิบเสียงเบา นัยน์ตาคมวาวระยับ "พนันอะไร?" นทีถามกลับ พยายามทำเสียงให้แข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจเริ่มสั่นไหวกับนัยน์ตาคู่นั้น "เวลาสามเดือนหลังจากหมั้น..." คิรากรขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับใบหูของคนตัวเล็ก "...ถ้าฉันทำให้เธอเปลี่ยนใจมารักฉันไม่ได้ ฉันจะเป็นคนเดินไปบอกคุณปู่เองว่าจะยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด แต่ถ้าภายในสามเดือนเธอตกหลุมรักฉัน...เธอต้องยอมเข้าพิธีแต่งงานกับฉันโดยไม่มีข้อแม้" นทีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความรู้สึกท้าทายแล่นพล่านไปทั่วร่าง เด็กวิศวะอย่างเขาไม่เคยกลัวการเดิมพันอยู่แล้ว ยิ่งกับผู้ชายขี้เก๊กคนนี้ เขามั่นใจเต็มร้อยว่าไม่มีวันใจอ่อนแน่นอน "ตกลง! สามเดือนต่อจากนี้ คุณเตรียมตัวหน้าแตกตอนไปบอกยกเลิกคุณปู่ได้เลย เพราะคนอย่างนที...ไม่มีวันรักคนแบบคุณแน่นอน คิรากร!" นทีประกาศกร้าว พลางผลักอกคนตัวสูงออกเต็มแรง คราวนี้คิรากรยอมถอยเปิดทางให้แต่โดยดี ร่างสูงมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มดื้อรั้นที่เดินกระแทกส้นเท้ากลับเข้าไปในอาคารด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...รอยยิ้มอบอุ่นทว่าแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย "ปราบพยศม้าดีดกะโหลกงั้นเหรอ...น่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ" คิรากรพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบอีกครั้ง ลมราตรีพัดผ่านพารอยยิ้มของเขาให้จางหายไปในความมืด พร้อมกับจุดเริ่มต้นของเกมเดิมพันหัวใจที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้าตอนที่ 14: ข้อหาหึงหวงและคำเตือนสติเสียงบานประตูไม้โอ๊กเคลือบเงาบานยักษ์ปิดลงพร้อมกับความเงียบสงัดที่ตีแผ่กลับเข้ามาในห้องทำงานท่านประธานบริหารอีกครั้ง ร่างของอรินลับหายไปจากสายตาแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกชวนเวียนหัวที่ยังคงลอยอบอวลเจือจางอยู่ในอากาศ นทีหน้านิ่วคิ้วขมวด ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความรู้สึกพลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในอกจนเนื้อตัวสั่นเทา มันทั้งหงุดหงิด ขัดใจ และพาลชวนให้อารมณ์เสียอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน‘หึ... อรินคิดถึงคุณที่สุดเลยค่ะ... ฟังแล้วอยากจะอ้วก!’ปัง!นทีแกล้งทุบฝ่ามือลงบนตำราแคลคูลัสเล่มหนาจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานอันกว้างขวาง ก่อนจะกระแทกปากกาเคมีลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่ใยดี ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง หมุนตัวหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังผนังกระจกบานยักษ์ กอดอกแน่นพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันมุ่ยริมฝีปากจนเจ่อรั้นคิรากรที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานลอบมองปฏิกิริยา ‘แมวป่าพองขน’ ของคู่หมั้นตัวแสบด้วยความนึกสนุก ชายหนุ่มระบายยิ้มหยักลึกที่มุมปาก นัยน์ตาคู่คมไร้กรอบแว่นสายตาบดบังฉายประกายระยับวาววับล้อเลียน ร่างสูงใหญ่ลุกข
ตอนที่ 13: แขกไม่ได้รับเชิญและความหึงหวงความอบอุ่นในเช้าวันหยุดผ่านพ้นไป พร้อมกับอาการไข้ของนทีที่หายเป็นปลิดทิ้ง ทว่าพันธนาการระลอกใหม่กลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์แห่งการสอบมิดเทอม คณะวิศวกรรมศาสตร์อันขึ้นชื่อเรื่องความโหดหินทำให้นทีต้องหอบหิ้วตำราเล่มหนาเท่าดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ อย่างคิรากรไม่มีทางปล่อยให้เด็กดื้อคลาดสายตา"พี่คิรากร! ผมบอกว่าจะไปอ่านหนังสือที่คณะกับพวกไอ้เจเจไงล่ะ คุณจะลากผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย!" นทีโวยวายอุบอิบขณะก้าวเท้าออกจากลิฟต์ส่วนตัวของประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกกีรติวัฒน์ทาวเวอร์"อ่านที่คณะเดี๋ยวเธอก็แอบหนีไปตากฝนตากแดดจนไข้กลับอีก" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเเนี้ยบกริบตามมาตรฐาน มือหนาข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร ส่วนอีกข้างจับจูงข้อมือบางของคู่หมั้นตัวแสบให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวอย่างถือสิทธิ์ห้องทำงานประธานบริหารกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผนังกระจกบานยักษ์ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครได้อย่างสุดสายตา คิรากรชี้ไปที่โซฟารับรองหนังแท้สีครีมตัวใหญ่ที่ม
ตอนที่ 12: หัวใจเต้นผิดจังหวะยามเช้าไออุ่นที่โอบรัดรอบเอวบางบวกกับความนุ่มยืดหยุ่นของเตียงนอนคิงไซส์สีเทาอ่อน ทำให้ความรู้สึกแรกหลังจากหลุดพ้นจากห้วงนิทราของนทีเต็มไปด้วยความอบอวลจนไม่อยากลืมตาเปลือกตาบางขยับไหวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปรือขึ้นเพื่อรับแสงตะวันสีทองอ่อนยามเช้าที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามา นทีสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวสมองและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจากพิษไข้ป่าเมื่อคืนลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความรู้สึกอุ่นจัดที่ทาบทับอยู่บริเวณแผ่นหลังและเอวคอดกิ่ว‘กบดานอยู่ในอ้อมกอดใครวะ...’ สมองที่เพิ่งฟื้นตัวประมวลผลช้าไปสามวินาที ก่อนสติทั้งหมดจะดีดผุดขึ้นมาอย่างเต็มตาราวกับโดนน้ำเย็นสาดนทีค่อย ๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าคนด้านหลังจะตื่น และทันทีที่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงคืบก็ทำให้นทีลืมวิธีหายใจไปในทันทีคิรากร...ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ประธานบริหารจอมเก๊กเผด็จการ’ บัดนี้กำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างกายเขาในระยะประชิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยามที่แสงสว่างส่องถึง ใบหน้าคมคายหล่อเ
ตอนที่ 11: เมื่อเด็กดื้อล้มป่วยความลับเมื่อสามปีก่อนที่ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของคิรากร คล้ายเป็นแรงกระเพื่อมมหาศาลที่พลิกผันความรู้สึกในใจของนทีไปโดยสิ้นเชิง กำแพงอคติที่เคยสร้างไว้หนาแน่นพังทลายลงจนเหลือเพียงความหวั่นไหวทว่าอบอุ่น ทว่าสัญชาตญาณความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กวิศวะปีสามมีหรือจะยอมสยบให้ราบคาบง่าย ๆ ถึงในใจจะยอมรับความอบอุ่นของร่างสูงเข้ามาเต็มอก แต่ภายนอกนทีก็ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม ‘ม้าพยศ’ เอาไว้ไม่ให้เสียเชิงชายและนั่นคือกิมมิกที่นำพาความวุ่นวายมาสู่ร่างกายของเขาในสัปดาห์ต่อมาช่วงนี้เป็นเทศกาลเตรียมงานกิจกรรมใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ นทีในฐานะพี่ปีสามหัวเรี่ยวหัวแรงหลักต้องคอยคุมรุ่นน้องทำฉากและซ่อมแซมซุ้มกิจกรรมกลางสนามหญ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเดาใจยากชะมัด ยามบ่ายแดดเปรี้ยงจนผิวแทบไหม้ พอตกเย็นจู่ ๆ เมฆฝนก้อนมหึมาก็ตั้งเค้าก่อนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา"เฮ้ย! นที! หลบฝนก่อนมึง! ฉากพังช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยทำใหม่!" เจเจตะโกนข้ามสายฝนพลางกวักมือเรียกเพื่อนสนิทให้วิ่งเข้าหลบใต้ถุนตึกคณะ"ไม่ได้เว้ย! ไอ้เจ! ฉากนี้ต้องส่