LOGINตอนที่ 10: ตัวป่วนสายชง
ความเงียบสงบในเพ้นท์เฮ้าส์หรูหลังจากมื้ออาหารค่ำแสนอร่อยผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ทว่ากระแสความปั่นป่วนระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่นทีไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังบางที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนอนกลิ้งบนโซฟายาวเพื่อย่อยอาหารพลันต้องดีดตัวขึ้นนั่งตรงทันทีเมื่อเสียงออดหน้าประตูดังขึ้นเป็นจังหวะรัวเร็วคล้ายคนมาเยือนกำลังอารมณ์ดีเต็มขั้น ออด—ออด—ออด! "ใครมาเอาป่านนี้วะ..." นทีพึมพำพลางขมวดคิ้ว มือบางเอื้อมไปคว้าหมอนอิงมาอุ้มไว้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะลุกเดินไปเปิด ประตูระบบดิจิตอลล็อกก็ถูกปลดจากภายนอกด้วยความชำนาญ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเพรียวบางของเด็กสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง "ฮายยย! พี่คิรันขาคิรินมาแล้ว... อ้าว! พี่นที!" ‘คิริน’ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของคิรากรนั่นเอง เธออยู่ในชุดเดรสแฟชั่นวัยรุ่นสีสดใส ในมือหอบหิ้วถุงขนมและเค้กเจ้าดังมาพะรุงพะรัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่านของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นนทีนั่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาจนแก้มแทบปริ "สวัสดีครับน้องคิริน..." นทียกมือไหว้ตามมารยาทแบบงง ๆ "มาหาพี่คิรากรเหรอครับ? เจ้านั่น... เออ พี่คิรากรอยู่ในห้องทำงานน่ะ" "ว้าย! ไม่ต้องเรียกประธานคิรากรว่าพี่หรอกค่ะพี่นที เรียกไอ้แก่หน้ามึนแบบที่พี่นทีอยากเรียกในใจก็ได้ คิรินไม่ฟ้องหรอก" คิรินหัวเราะร่าอย่างร่าเริง เธอจัดการวางถุงขนมลงบนโต๊ะกระจกพลาตวัดตัวลงนั่งข้าง ๆ นทีอย่างสนิทสนม "แล้วนี่... แหม ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันวันแรก บรรยากาศมันช่างอบอวลไปด้วยมวลความรักสีชมพูจังเลยนะคะ คิรินปลื้มปริ่มมากค่ะ!" "มวลความรักอะไรล่ะครับ โดนบังคับย้ายมาต่างหาก" นทีบ่นอุบอิบ หน้าแดงเรื่อขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อนึกถึงคำหยอกเย้าของเจ้าของห้องเมื่อตอนเย็น "มีอะไรกัน ยัยตัวแสบ เสียงดังโวยวายไปถึงข้างใน" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของคิรากรที่เดินก้าวออกมาจากห้องทำงาน ชายหนุ่มสวมแว่นสายตาทรงเหลี่ยมมนลุคท่านประธานขรึม ทว่าเมื่อเห็นน้องสาวตัวดีนั่งเกาะแขนคู่หมั้นของเขาอยู่ คิรากรก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นกอดอก "คิริน... มาทำไมป่านนี้ ขนมพวกนี้เอามามอมแมมคู่หมั้นพี่หรือไง" คิรากรเอ่ยเสียงดุแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู "โถ่ พี่คิขา... คิรินก็แค่แวะเอาชีสเค้กหน้าไหม้เจ้าอร่อยมาให้พี่นทีทานรองท้องรอบดึกไงคะ เห็นคุณปู่บอกว่าพี่นทีย้ายมาวันแรก คิรินกลัวพี่นทีจะเหงาเพราะต้องอยู่กับท่อนไม้เดินได้แบบพี่คิ" คิรินเบ้ปากใส่พี่ชายตัวเอง ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้นที "พี่นทีขา คิรินอยากกินน้ำส้มคั้นจังเลยค่ะ ในตู้เย็นมีไหมคะ?" "เอ่อ... มีครับ เดี๋ยวพี่ไปเทมาให้คิรินนะ" นทีได้ทีรีบขอปลีกตัวออกจากบรรยากาศชวนอึดอัด เดินตรงไปยังโซนห้องครัวทันที คิรากรส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความทะเล้นของน้องสาว "พี่ไปดูเอกสารต่อในห้องทำงานละ อย่าชวนนทีคุยจนดึกนักล่ะ พรุ่งนี้นทีมีเรียนเช้า" ร่างสูงกำชับก่อนจะเดินแยกตัวกลับเข้าห้องทำงานไป ทิ้งให้ความเงียบสงบกลับมาสู่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง นทีเดินถือแก้วน้ำส้มคั้นสดกลับมาส่งให้คิริน เด็กสาวรับไปดื่มอึกใหญ่ก่อนจะดึงข้อมือของนทีให้นั่งลงข้าง ๆ อีกรอบ ท่าทางขี้เล่นเมื่อครู่ของคิรินเปลี่ยนเป็นความจริงจังและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ตามสายเลือดตระกูลกีรติวัฒน์ไม่มีผิด "พี่นทีคะ..." คิรินขยับตัวเข้ามาใกล้ แอบชำเลืองมองไปทางห้องทำงานของพี่ชายเพื่อให้มั่นใจว่าคิรากรไม่ได้แอบฟัง ก่อนจะเอ่ยกระซิบเสียงเบา "คิรินมีเรื่องสำคัญจะบอก... เรื่องเกี่ยวกับพี่คิรากรน่ะค่ะ" "เรื่องอะไรเหรอครับ?" นทีขมวดคิ้วด้วยความสงสัยลึก ๆ คิรินยิ้มพราย นัยน์ตาเป็นประกายระยับ "พี่นทีรู้ไหมคะ... พี่คิรากรเขาเป็นคนนิ่ง ๆ ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ทรงเผด็จการใช่ไหมล่ะ? แต่คิรินบอกเลยนะ ถ้านางได้รักใครขึ้นมาแล้วล่ะก็... จะกลายเป็นคนคลั่งรักสุด ๆ แบบไม่มีใครเกินเลยล่ะค่ะ!" "หึ... คนแบบนั้นเนี่ยนะคลั่งรัก ป่าเถื่อนสิไม่ว่า" นทีนึกถึงรสจูบและอ้อมกอดเผด็จการแล้วบ่นพึมพำ หน้าแดงก่ำ "จริง ๆ นะพี่นที!" คิรินย้ำเสียงหนักแน่นจับมือบางของนทีไว้ "แล้วอีกอย่างหนึ่งที่พี่นทีต้องรู้... คุณปู่บังคับคนอย่างพี่คิไม่ได้หรอกค่ะ ถ้านางไม่เต็มใจน่ะ" กึก... คำพูดสั้น ๆ ของคิรินเหมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูงแล่นปราดเข้าชนสมองของนทีจนหยุดคิดไปชั่วขณะ ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างแรงด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด "หมายความว่ายังไงคิริน? ที่พี่คิรากรเขายอมหมั้น... ไม่ใช่เพราะขัดคำสั่งเจ้าสัวกีรติไม่ได้หรอกเหรอ?" นทีเค้นเสียงถาม น้ำเสียงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ คิรินหัวเราะคิกคักขยับยิ้มอย่างผู้ชนะที่ชงเข้มได้สำเร็จ "โถ่ พี่นทีคิดดูสิคะ พี่คิรากรคุมบังเหียนบริษัทกีรติวัฒน์กรุ๊ปมูลค่าแสนล้านตั้งแต่อายุยังน้อย อำนาจเด็ดขาดในบอร์ดบริหารเกือบทั้งหมดอยู่ในมือนางแล้ว ถ้าพี่คิไม่คิดจะแต่งงานหรือปฏิเสธงานหมั้นนี้จริง ๆ มีหรือที่คุณปู่จะทำอะไรได้ นางมีวิธีร้อยแปดพันเก้าที่จะคว่ำสัญญานี้ได้สบาย ๆ เลยค่ะ... แต่ที่ยอมตอบตกลงง่าย ๆ แถมยังยอมให้พี่นทีย้ายมาอยู่ด้วยเนี่ย..." คิรินเว้นจังหวะส่งสายตากรุ้มกริ่มเลศนัยมาให้ "...มันแปลได้อย่างเดียวค่ะพี่นที" "แปล... แปลว่าอะไร?" นทีกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก "แปลว่าพี่คิรากรเขาเต็มใจ และอยากหมั้นกับพี่นทีมาตั้งนานแล้วไงคะ! พี่คิแค่อาศัยวาจาสิทธิ์ของคุณปู่มาเป็นข้ออ้างเพื่อลากเด็กดื้อแถวนี้เข้ากรงเล็บตะครุบเหยื่อต่างหากล่ะคะคิก ๆ" คำเฉลยของคิรินทำเอาสมองของนทีขาวโพลนไปชั่วขณะ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวกองรบกึกก้องปั่นป่วนในอก ความรู้สึกสับสน อุ่นวาบ และสะดุดใจแล่นพล่านสลับกันไปมาจนเขาทำสีหน้าไม่ถูก ภาพเหตุการณ์ตั้งแต่งานเลี้ยงกินข้าว วันท้าพนัน วันที่ไปตามลากตัวที่คลับหรู และสัมผัสอ่อนโยนปนความลึกซึ้งในวันสวมแหวนหมั้นแล่นกลับเข้ามาในหัวสมองราวกับม้วนภาพยนตร์ที่ถูกฉายซ้ำ ‘หมอนั่น... เต็มใจงั้นเหรอ? วางแผนลากฉันเข้ากรงเล็บมาตั้งแต่แรกงั้นหรอ?!’ นทีคิดในใจด้วยความสั่นไหวลึกซึ้ง โดยที่มีคิรินนั่งอมยิ้มมองดูอาการ ‘ใจสั่นสะท้าน’ ของคู่หมั้นพี่ชายด้วยความภาคภูมิใจในฐานะกาวใจสายชงอันดับหนึ่งประจำตระกูล! หลังจากคิรินตัวป่วนสายชงขอตัวกลับบ้านไปพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ในหัวสมองของนที เพ้นท์เฮ้าส์หรูก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง นทียังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาตัวเดิมในมือถือแก้วน้ำส้มเปล่า สายตาจดจ้องมองไปยังประตูห้องทำงานฝั่งขวาที่ปิดสนิท ‘คุณปู่บังคับคนอย่างพี่คิไม่ได้หรอก ถ้านางไม่เต็มใจ...’ คำพูดของคิรินยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของนทีซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมเลือนหาย ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำแพงอคติและหน้ากากม้าพยศดื้อรั้นที่เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองและต่อต้านงานหมั้นครั้งนี้ กำลังถูกแรงสั่นสะเทือนบางอย่างกะเทาะจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ ถ้าหากสิ่งที่คิรินพูดเป็นความจริง... แสดงว่าทุกการกระทำของคิรากรตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่การแกล้งทำเพื่อรักษาหน้าผู้ใหญ่ ไม่ใช่การทำตามหน้าที่ และไม่ใช่เกมการเดิมพันสนุก ๆ เพื่อเอาชนะเด็กมหาวิทยาลัยปีสามอย่างเขา แต่ทั้งหมดมันเกิดขึ้นจาก... ความรู้สึกข้างใน ของคิรากรจริง ๆ งั้นเหรอ? ตึก... ตึก... ตึก... เสียงเปิดประตูห้องทำงานพร้อมฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยปลุกนทีให้ตื่นจากภวังค์ความคิด คิรากรเดินออกมาพร้อมกับถอดแว่นสายตาออกไปเก็บในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ชายหนุ่มทอดสายตามองดูคนตัวเล็กที่กำลังนั่งเหม่อลอยหน้าแดงเรื่ออยู่บนโซฟาด้วยความสงสัย "นที... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? คิรินมันแกล้งอะไรเธอหรือเปล่า ทำไมทำหน้าเหมือนคนกำลังช็อกแบบนั้น" คิรากรเดินเข้ามาใกล้ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างเด่นชัด นทีสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมของคนตรงหน้าอย่างพิจารณา คราวนี้นทีไม่ได้หลบสายตา ไม่ได้เชิดหน้าเถียง ทว่าเขากำลังมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมกริบสีเขม่าควันคู่นั้น... เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ และเป็นอีกครั้งที่หัวใจของนทีต้องกระตุกวูบ... เพราะในดวงตาของคิรากรยามที่มองตรงมาที่เขา มันเต็มไปด้วยประกายความอบอุ่น ความทะนุถนอม และความลึกซึ้งเปี่ยมล้นจริง ๆ มันเป็นสายตาแบบเดียวกับคนกำลังมอง ‘สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต’ แบบที่คิรินบอกไม่มีผิด "พี่คิรากร..." นทีเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไปตามความรู้สึกข้างใน น้ำเสียงแผ่เบาและสั่นเครือเล็กน้อย คิรากรชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นละมุนละไมผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายทันทีเมื่อได้ยินคนตัวเล็กเรียกชื่อเขาแบบนั้น "ครับนที? มีอะไรอยากบอกพี่หรือเปล่าครับเด็กดื้อ?" นทีเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวตึกตักจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจออกไปตรง ๆ "ที่คุณตอบตกลงงานหมั้นนี้กับคุณปู่... แล้วที่คุณยอมให้ผมย้ายมาอยู่ที่นี่... ทั้งหมดนี้ คุณเต็มใจทำมันจริง ๆ ใช่ไหม?" คำถามตรงไปตรงมาของนทีทำให้บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นพลันเงียบสนิทลงไปในพริบตา คิรากรนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสั่นระริกของคู่หมั้นตัวแสบ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับรอยยิ้มหยักลึกที่มุมปากอย่างอ่อนโยน ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้โซฟาเดี่ยว ก้าวเท้าสั้น ๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของนที คราวนี้เขาไม่ได้โน้มตัวลงมาคุกคามหรือกักขังคนตัวเล็กไว้ ทว่าคิรากรกลับคุกเข่าลงบนพื้นพรมตรงหน้าของนทีอย่างให้เกียรติ ยื่นมือหนาอันอบอุ่นไปกุมมือบางที่สั่นเทาของนทีบนหน้าตักไว้เบา ๆ ตามกฎเหล็กข้อที่สาม... ทว่าคราวนี้นทีกลับไม่ได้ปัดมือหนานั้นออกไป "คิรินคงเล่าอะไรให้เธอฟังมาหมดแล้วล่ะสิ" คิรากรเปรยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล พลางกระชับแรงบีบที่ฝ่ามือบางเบา ๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกข้างในทั้งหมด "ใช่ครับนที... พี่เต็มใจ พี่เต็มใจทำทุกอย่างตั้งแต่วันแรกที่ตอบคุณปู่ไปแล้ว" "ทำไม..." นทีเค้นเสียงถาม น้ำตาหยาดใส ๆ เริ่มคลอเบ้าด้วยความสับสนปนเปไปกับความอุ่นวาบในหัวใจ "เราเพิ่งจะเคยเจอกันแท้ ๆ ทำไมคุณถึง..." "ใครบอกว่าเราเพิ่งเคยเจอกันล่ะครับเด็กดื้อ" คิรากรขัดขึ้นช้า ๆ สายตาคมปลาบจับจ้องใบหน้าหวานอย่างแสนรัก "เมื่อสามปีก่อน... วันงานเปิดบ้านมหา'ลัย (Open House) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีเด็กมัธยมปลายตัวแสบคนหนึ่งเดินซุ่มซ่ามชนพี่จนกาแฟหกเลอะเสื้อสูทพังพินาศ แถมยังไม่ยอมขอโทษดี ๆ แต่กลับเชิดหน้าเถียงฟ่อ ๆ พลางยื่นทิชชู่ยับ ๆ ให้พี่แผ่นเดียวแล้ววิ่งหนีไป... เธอลืมเด็กคนนั้นไปแล้วหรือยังครับนที?" นทีเบิกตาโพลง สมองประมวลผลย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนทันควัน ภาพเหตุการณ์วันนั้นแล่นกลับเข้ามาในหัวสมองอย่างแม่นยำ ‘เฮ้ย... ไอ้ผู้ใหญ่บ้าอำนาจในชุดสูทเทาตอนนั้น... คือไอ้พี่คิรากรหรอกหรอ?!’ "พี่จำสายตาดื้อรั้นและใบหน้าหวาน ๆ ของเด็กคนนั้นได้ฝังใจมาตลอดสามปีนที..." คิรากรกระซิบเสียงแผ่ว เลื่อนใบหน้าคมคายเข้ามาใกล้จนลมหายใจเป่ารดฝ่ามือนที "...จนกระทั่งคุณปู่มาบอกเรื่องงานหมั้น และพี่รู้ว่าเป็นเธอ พี่จึงไม่ลังเลเลยสักวินาทีเดียวที่จะตอบตกลง งานหมั้นครั้งนี้ไม่ใช่ข้อผูกมัดของผู้ใหญ่สำหรับพี่หรอกครับ... แต่มันคือ โอกาสเดียว ที่พี่จะได้พาตัวและหัวใจของเด็กดื้อคนนี้มาอยู่ข้างกายพี่จริง ๆ" คำสารภาพรักอันลึกซึ้งและยาวนานจากปากของราชสีห์จอมวางแผนทลายปราการความดื้อรั้นชิ้นสุดท้ายในใจของนทีลงอย่างราบคาบ น้ำตาหยาดใสไหลรินลงมาอาบแก้มเนียนด้วยความตื้นตันและอุ่นซ่านใจ นทีสะอื้นเบา ๆ พลางปล่อยให้คิรากรใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นจัดจากผิวเนื้อส่งผ่านความรักและความอบอุ่นเข้ามาเติมเต็มหัวใจดวงน้อยจนอิ่มเอมใจ "คุณมัน... ไอ้คนเจ้าเล่ห์ที่สุด..." นทีบ่นพึมพำเสียงเครือ ทว่าใบหน้าหวานกลับซุกเข้าหาฝ่ามือหนาอันอบอุ่นอย่างยอมจำนนต่อหัวใจของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบในที่สุด ค่ำคืนนี้... กฎเหล็ก 3 ข้อและเกมนัดเดิมพันสามเดือนมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงหัวใจสองดวงที่กำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวใต้ชายคาแห่งความรักแห่งนี้ตลอดไปตอนที่ 14: ข้อหาหึงหวงและคำเตือนสติเสียงบานประตูไม้โอ๊กเคลือบเงาบานยักษ์ปิดลงพร้อมกับความเงียบสงัดที่ตีแผ่กลับเข้ามาในห้องทำงานท่านประธานบริหารอีกครั้ง ร่างของอรินลับหายไปจากสายตาแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกชวนเวียนหัวที่ยังคงลอยอบอวลเจือจางอยู่ในอากาศ นทีหน้านิ่วคิ้วขมวด ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความรู้สึกพลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในอกจนเนื้อตัวสั่นเทา มันทั้งหงุดหงิด ขัดใจ และพาลชวนให้อารมณ์เสียอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน‘หึ... อรินคิดถึงคุณที่สุดเลยค่ะ... ฟังแล้วอยากจะอ้วก!’ปัง!นทีแกล้งทุบฝ่ามือลงบนตำราแคลคูลัสเล่มหนาจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานอันกว้างขวาง ก่อนจะกระแทกปากกาเคมีลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่ใยดี ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง หมุนตัวหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังผนังกระจกบานยักษ์ กอดอกแน่นพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันมุ่ยริมฝีปากจนเจ่อรั้นคิรากรที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานลอบมองปฏิกิริยา ‘แมวป่าพองขน’ ของคู่หมั้นตัวแสบด้วยความนึกสนุก ชายหนุ่มระบายยิ้มหยักลึกที่มุมปาก นัยน์ตาคู่คมไร้กรอบแว่นสายตาบดบังฉายประกายระยับวาววับล้อเลียน ร่างสูงใหญ่ลุกข
ตอนที่ 13: แขกไม่ได้รับเชิญและความหึงหวงความอบอุ่นในเช้าวันหยุดผ่านพ้นไป พร้อมกับอาการไข้ของนทีที่หายเป็นปลิดทิ้ง ทว่าพันธนาการระลอกใหม่กลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์แห่งการสอบมิดเทอม คณะวิศวกรรมศาสตร์อันขึ้นชื่อเรื่องความโหดหินทำให้นทีต้องหอบหิ้วตำราเล่มหนาเท่าดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ อย่างคิรากรไม่มีทางปล่อยให้เด็กดื้อคลาดสายตา"พี่คิรากร! ผมบอกว่าจะไปอ่านหนังสือที่คณะกับพวกไอ้เจเจไงล่ะ คุณจะลากผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย!" นทีโวยวายอุบอิบขณะก้าวเท้าออกจากลิฟต์ส่วนตัวของประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกกีรติวัฒน์ทาวเวอร์"อ่านที่คณะเดี๋ยวเธอก็แอบหนีไปตากฝนตากแดดจนไข้กลับอีก" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเเนี้ยบกริบตามมาตรฐาน มือหนาข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร ส่วนอีกข้างจับจูงข้อมือบางของคู่หมั้นตัวแสบให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวอย่างถือสิทธิ์ห้องทำงานประธานบริหารกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผนังกระจกบานยักษ์ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครได้อย่างสุดสายตา คิรากรชี้ไปที่โซฟารับรองหนังแท้สีครีมตัวใหญ่ที่ม
ตอนที่ 12: หัวใจเต้นผิดจังหวะยามเช้าไออุ่นที่โอบรัดรอบเอวบางบวกกับความนุ่มยืดหยุ่นของเตียงนอนคิงไซส์สีเทาอ่อน ทำให้ความรู้สึกแรกหลังจากหลุดพ้นจากห้วงนิทราของนทีเต็มไปด้วยความอบอวลจนไม่อยากลืมตาเปลือกตาบางขยับไหวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปรือขึ้นเพื่อรับแสงตะวันสีทองอ่อนยามเช้าที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามา นทีสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวสมองและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจากพิษไข้ป่าเมื่อคืนลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความรู้สึกอุ่นจัดที่ทาบทับอยู่บริเวณแผ่นหลังและเอวคอดกิ่ว‘กบดานอยู่ในอ้อมกอดใครวะ...’ สมองที่เพิ่งฟื้นตัวประมวลผลช้าไปสามวินาที ก่อนสติทั้งหมดจะดีดผุดขึ้นมาอย่างเต็มตาราวกับโดนน้ำเย็นสาดนทีค่อย ๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าคนด้านหลังจะตื่น และทันทีที่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงคืบก็ทำให้นทีลืมวิธีหายใจไปในทันทีคิรากร...ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ประธานบริหารจอมเก๊กเผด็จการ’ บัดนี้กำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างกายเขาในระยะประชิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยามที่แสงสว่างส่องถึง ใบหน้าคมคายหล่อเ
ตอนที่ 11: เมื่อเด็กดื้อล้มป่วยความลับเมื่อสามปีก่อนที่ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของคิรากร คล้ายเป็นแรงกระเพื่อมมหาศาลที่พลิกผันความรู้สึกในใจของนทีไปโดยสิ้นเชิง กำแพงอคติที่เคยสร้างไว้หนาแน่นพังทลายลงจนเหลือเพียงความหวั่นไหวทว่าอบอุ่น ทว่าสัญชาตญาณความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กวิศวะปีสามมีหรือจะยอมสยบให้ราบคาบง่าย ๆ ถึงในใจจะยอมรับความอบอุ่นของร่างสูงเข้ามาเต็มอก แต่ภายนอกนทีก็ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม ‘ม้าพยศ’ เอาไว้ไม่ให้เสียเชิงชายและนั่นคือกิมมิกที่นำพาความวุ่นวายมาสู่ร่างกายของเขาในสัปดาห์ต่อมาช่วงนี้เป็นเทศกาลเตรียมงานกิจกรรมใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ นทีในฐานะพี่ปีสามหัวเรี่ยวหัวแรงหลักต้องคอยคุมรุ่นน้องทำฉากและซ่อมแซมซุ้มกิจกรรมกลางสนามหญ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเดาใจยากชะมัด ยามบ่ายแดดเปรี้ยงจนผิวแทบไหม้ พอตกเย็นจู่ ๆ เมฆฝนก้อนมหึมาก็ตั้งเค้าก่อนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา"เฮ้ย! นที! หลบฝนก่อนมึง! ฉากพังช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยทำใหม่!" เจเจตะโกนข้ามสายฝนพลางกวักมือเรียกเพื่อนสนิทให้วิ่งเข้าหลบใต้ถุนตึกคณะ"ไม่ได้เว้ย! ไอ้เจ! ฉากนี้ต้องส่
ตอนที่ 10: ตัวป่วนสายชงความเงียบสงบในเพ้นท์เฮ้าส์หรูหลังจากมื้ออาหารค่ำแสนอร่อยผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ทว่ากระแสความปั่นป่วนระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่นทีไม่ทันตั้งตัว แผ่นหลังบางที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนอนกลิ้งบนโซฟายาวเพื่อย่อยอาหารพลันต้องดีดตัวขึ้นนั่งตรงทันทีเมื่อเสียงออดหน้าประตูดังขึ้นเป็นจังหวะรัวเร็วคล้ายคนมาเยือนกำลังอารมณ์ดีเต็มขั้นออด—ออด—ออด!"ใครมาเอาป่านนี้วะ..." นทีพึมพำพลางขมวดคิ้ว มือบางเอื้อมไปคว้าหมอนอิงมาอุ้มไว้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะลุกเดินไปเปิด ประตูระบบดิจิตอลล็อกก็ถูกปลดจากภายนอกด้วยความชำนาญ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเพรียวบางของเด็กสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง"ฮายยย! พี่คิรันขาคิรินมาแล้ว... อ้าว! พี่นที!"‘คิริน’ น้องสาวลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของคิรากรนั่นเอง เธออยู่ในชุดเดรสแฟชั่นวัยรุ่นสีสดใส ในมือหอบหิ้วถุงขนมและเค้กเจ้าดังมาพะรุงพะรัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่านของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นนทีนั่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาจนแก้มแทบปริ"สวัสดีครับน้องคิริน..." นทียกมือไหว้ตามมารยาทแบบงง ๆ "มาหาพี่คิรากรเหรอครับ? เจ้านั่น... เออ พี่คิร
ตอนที่ 9: ย้ายเข้าถ้ำเสือและเมนูมัดใจพายุฝนและรสจูบอันวาบหวามในค่ำคืนนั้นคล้ายจะเป็นเพียงความฝันอันตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นในความมืด ทว่าร่องรอยความอุ่นซ่านที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจกลับตอกย้ำว่าทุกอย่างคือความจริง หลังจากผ่านพ้นคืนพายุคะนองมาได้ไม่กี่วัน แผนการย้ายเข้าพำนักอย่างเป็นทางการของนทีก็ถูกเร่งรัดขึ้นโดยคำสั่งเด็ดขาดของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลมันไม่ใช่การมาพักค้างคืนชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็นการ ‘ย้ายสำมะโนครัว’ มาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันภายใต้ชายคาเพ้นท์เฮ้าส์หรูของคิรากร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้‘เออ! ในเมื่อขัดใจคุณปู่ไม่ได้ ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในถ้ำเสือตัวนี้จริง ๆ ฉันก็จะทำตัวเป็นม้าพยศป่วนถ้ำให้พังพินาศไปเลย คอยดู!’นทีคิดในใจด้วยความฉุนเฉียวขณะที่ยืนอยู่หน้าประตูระบบดิจิตอลล็อกบานยักษ์ ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบพร้อมกระเป๋าเป้คู่ใจเข้ามาในห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง ความหรูหราและระเบียบวินัยอันเนี้ยบกริบของสถานที่ก็สะท้อนเข้าสู่สายตา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามสไตล์คนรักความเพอร์เฟกต์ของคิรากร และนั่นคือเป้าหมายแรกในการ ‘ป่วน’







