เพื่อนสนิทผมคลั่งรัก

เพื่อนสนิทผมคลั่งรัก

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-10-01
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
10
2 Peringkat. 2 Ulasan-ulasan
31Bab
3.0KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ต้น ต้นคิด หนุ่มเนิร์ดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 4 ที่แอบรักเพื่อนสนิทตัวเองอย่าง กร ภากร เพื่อนคณะเดียวกันมาตั้งแต่ปี 1 แต่เพราะความเป็นเพื่อนเขาเลยเก็บงำความในใจนี้มานานแต่พอคิดจะตัดใจ ทั้งสองกลับพลาดท่ามีสัมพันธ์กันในชั่วข้ามคืน แต่แทนที่กรจะหมางเมินมันไป กลับทำตัวติดหนึบจนเป็นต้นที่ชักเริ่มรำคาญ เพื่อนน่ะกรมีเยอะแล้ว แต่เมียขอต้นคิดแค่คนเดียว

Lihat lebih banyak

Bab 1

พูดคุยกับนักเขียน

Elena's POV

The rain in Chicago didn't just fall; it punished the city. I stood by the floor-to-ceiling windows of my father's mahogany-row office, watching the gray clouds swallow the skyline. It felt fitting. My own world was about to go dark.

​"Elena, look at me," my father, Lorenzo, commanded.

​I didn't move. I kept my eyes on the street below, where black SUVs were idling like sharks in shallow water. "I spent four years in law school and three years in the District Attorney’s office trying to clean the blood off our family name, Papa. And now you’re telling me you’ve dragged us back into the mud?"

​"I didn't have a choice!" he roared, slamming his glass of scotch onto the desk. "The shipments were seized. The Valenti family squeezed every port we own. We are fifty million in debt, Elena. Fifty million."

​I turned slowly, my heart a cold stone in my chest. "And how do you plan to pay it? We don't have that kind of liquid cash."

​"I don't," he whispered, his eyes finally dropping to the floor. "But I have an asset. A daughter whose reputation as the city’s 'Ice Queen' prosecutor makes her the ultimate trophy for the man who holds our markers."

​The air left my lungs. "You sold me? To a crime lord?"

​"I saved the family," he countered, though his voice lacked conviction. "He’s downstairs. He’s here to collect."

​I didn't wait for him to explain. I marched out of the office and toward the grand marble staircase of our estate. I expected some gray-haired, bloated Don with a wandering hand. I was ready to cite every statute in the penal code to destroy him.

​But when I reached the landing, the front doors swung open.

​A man stepped inside, shaking the rain from a black cashmere coat. He was tall—over six feet of pure, lethal muscle. His jaw was like granite, and a jagged scar ran through his left eyebrow, a permanent reminder of a violent night ten years ago.

​The world stopped spinning.

​"Dante?" The name was a prayer and a curse all at once.

​Dante Valenti. The boy I had betrayed to save his life. The man I had told our child was dead.

​"It’s Don Valenti now, Elena," he said, his voice a low, gravelly vibration that sent a shiver of terror down my spine.

​He walked toward me, his heavy boots echoing on the marble. He didn't stop until he was inches away, his scent—expensive cologne and ozone—filling my senses. He reached out, his gloved thumb tracing the line of my throat, right over my pulse point.

​"I heard you’ve been busy," he whispered, leaning down so his lips brushed my ear. "Putting my men in prison. Building a case against my family. You’ve become quite the formidable Prosecutor, Little Bird."

​"This is kidnapping, Dante. It’s a federal offense," I hissed, trying to regain my "Ice Queen" mask. "You can’t just walk in here and—"

​"The law ended at the front gate, Elena," he snapped, his grip tightening just enough to make me gasp. "You sold your soul to the state ten years ago when you turned on me. Now, your father has sold your body back to the man you ruined."

​He pulled a set of heavy, silver handcuffs from his coat pocket. With a clinical, metallic click, he snapped one side around my wrist and the other around his own.

​"The debt is fifty million, Elena," he said, his eyes burning with a decade of resentment. "And I intend to collect every cent in pain. Starting tonight."

​He jerked the chain, pulling me flush against his hard chest, but his eyes didn't stay on me. His gaze shifted, narrowing as he looked toward the darkened hallway of the upper west wing—the wing that housed the nursery.

​"Wait," he murmured, his nostrils flaring as if catching a scent that didn't belong in a house of mourning. "What is that sound?"

​My blood turned to ice. From the distant end of the hall, the faint, unmistakable sound of a child’s music box began to chime.

​Dante’s head snapped toward the sound, his grip on my wrist becoming a vice. "You told me there were no survivors, Elena. You told me our past was buried."

​He began walking, dragging me toward the stairs he had just descended, his eyes locked on the room where my son—our son—lay sleeping.

​"Let’s see what else you’ve been hiding in the dark."

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

Ampaiphan Boonlon
Ampaiphan Boonlon
สนุกดีัค่ะ
2026-02-11 23:52:46
0
0
เอ็มอร จันทร์ดี
เอ็มอร จันทร์ดี
สนุกมากค่ะ
2025-11-19 12:52:01
1
0
31 Bab
พูดคุยกับนักเขียน
สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ ไรต์ขอฝากเรื่อง “เพื่อนสนิทผมคลั่งรัก” ผลงานของนามปากกา “เธียรนรา” เป็นนิยายเรื่องที่ 4 ใน SET คลั่งรัก ดังนี้ค่ะ เรื่องที่ 1 อคิราห์คนคลั่งรัก (คิณ x นิดา) เรื่องที่ 2 คลั่งรักคุณนักแข่ง (วิ x ธีร์) เรื่องที่ 3 เด็กของรามิล (มน x มิล) เรื่องที่ 4 เพื่อนสนิทผมคลั่งรัก (กร x ต้น) เรื่องที่ 5 **ขอเก็บไว้ก่อนนะคะ** 🌈 สำหรับเรื่องนี้เป็นนิยายวาย เรื่องราวระหว่างเพื่อนสนิทที่ก่อตัวจากความใกล้ชิดจนเกิดเป็นความรักที่ทำให้ยุบยิบหัวใจ 🌈มาทำความรู้จักตัวละครกันหน่อยนะคะพระเอก กร ภากร ทายาทของเจ้าของแบรนด์โทรศัพท์ชื่อดัง ตอนนี้เป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 4 สูง 180 ซม. เป็นหนุ่มเฟรนด์ลี่ ขี้เล่นแถมยังสายเปย์สุด ๆ คนนี้เป็นเหมือนเป้าหมายของสาว ๆ ที่อยากมีแฟนสายซัปพอร์ตพร้อมเปย์ จนหัวกระไดไม่เคยแห้งนายเอก ต้น ต้นคิด พ่อเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล เขาเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 4
Baca selengkapnya
บทที่ 1 ขีดเส้นกั้น
คำว่า ‘เพื่อน’ ถูกใช้มาขีดเส้นกั้นระหว่างกลางความสัมพันธ์ของเราทั้งสองตั้งแต่แรก จนในวันที่ผมรู้สึกเกินเลยจากเส้นคำว่าเพื่อนแล้วก็ได้กระโดดข้ามผ่านเส้นความสัมพันธ์นั้น สุดท้ายผมก็ได้ตระหนักว่าข้ามเส้นคำว่าเพื่อนมาแล้ว ยังเจอเส้นกั้นบาง ๆ ที่เป็นดั่งกำแพงสูงเฉียดฟ้ายากจะกระโดดข้ามไป เส้นที่ถูกขีดนั้นเรียกว่า... เพื่อนสนิท ย้อนกลับมาในวันแรกของกิจกรรมรับน้องของคณะวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาปีหนึ่ง ผมขยับกรอบแว่นหนาเตอะที่สวมอยู่บนใบหน้าพลางหยิบป้ายชื่อที่แขวนห้อยคอของตัวเองไว้ด้วยความรู้สึกที่เบื่อหน่าย เสียงกลองสันทนาการปนกับเสียงร้องเพลงอย่างสนุกสนานไม่ได้ทำให้ผมมีความรู้สึกสนุกหรือตื่นตาตื่นใจขึ้นมาเลย สายตาของผมกลับไปจับจ้องอยู่ที่คู่ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังออกลวดลายเต้นประชันกันอย่างสูสี ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วมองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อหาสิ่งน่าสนใจรอบตัว “เฮ้ย มึงชื่อต้นคิดเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างซ้ายของผม ผมหันไปมองคนที่เรียกชื่อของผมด้วยความสงสัยแต่ก็พยักหน้ารับ ต้นคิด หรือ ต้น เป็นชื่อของผมเอง “เรียกกู
Baca selengkapnya
บทที่ 2 แอบล้ำเส้น
“มึงชอบคนแบบไหนวะ” ผมเอาแต่ยิ่งเงียบไม่ยอมตอบคำถามของมันแล้วเดินหนีออกมาจากรถเสียดื้อ ๆ มันเองก็ตามลงมาก่อนจะเดินเข้ามาเพื่อเดินเคียงไปกับผม “มึงถามกูทำไมวะ” ผมตัดสินใจหันไปเอ่ยถามไหน ๆ ก็เดินรั้งท้ายกันอยู่แค่สองคนแล้วปล่อยให้คิณ มิล และธิดาเดินนำหน้าไปก่อน “กูเห็นมึงไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลยกูเลยอยากรู้ว่ามึงชอบคนแบบไหน หรือว่ามึงไม่ได้ชอบผู้หญิง” ผมเกือบจะหยุดฝีเท้าลงแต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินต่อไป “กูแค่ยังไม่เจอคนที่ชอบอะ กูเลยไม่รู้ว่ากูชอบคนแบบไหน” “งั้นแปลว่ามึงก็ชอบได้ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายเลยดิ” ผมช้อนสายตาขึ้นไปมองมันก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้าเหมือนเดิม “คงงั้นมั้ง” พวกเราเดินมานั่งที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้านก่อนจะเริ่มสั่งอาหารมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ธิดามักจะเป็นคนเปิดหัวข้อสนทนาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะไม่เงียบเหงามีเรื่องให้คุยได้ตลอดเวลา “ต้น ทำไมถึงมาเรียนสายนี้อะ” ธิดาเอ่ยถามผมพลางใช้ส้อมจิ้มกุ้งเข้าปากด้วยสีหน้าที่มีความสุขสุด ๆ “ชอบเรื่องไอทีอะ” “ในท
Baca selengkapnya
บทที่ 3 กระโดดข้ามเส้น
ตั้งแต่วันนั้นผมก็หลีกเลี่ยงที่จะได้ใกล้ชิดกับไอ้กรอีก หรือแม้แต่เวลาที่จะได้อยู่กันสองต่อสองผมก็จะเว้นระยะห่างกับมันเพราะผมรู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกับกรมันไม่ใช่ความรู้สึกแบบที่เพื่อนทั่วไปเขารู้สึกกัน “ไอ้ต้น” ร่างสูงเดินเข้ามาพร้อมกับพาดแขนลงบนลาดไหล่ของผม ผมได้แต่กัดริมฝีปากเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเองไว้แล้วผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อตั้งสติไม่ให้กระเจิงไปมากกว่านี้ “อะไรวะ” ผมขมวดคิ้วแล้วหันหน้าไปมองกรที่โอบไหล่ของผมอยู่ด้วยสีหน้าสงสัย “กูอ่านหนังสือที่มึงให้ยืมจบแล้วนะ เดี๋ยวกูเอามาคืน” ไม่อยากเชื่อว่ามันจะอ่านหนังสือเล่มนั้นจบ ผมเลยพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไป มันก็ยังคงตามติดผมด้วยการโอบไหล่แถมยังเกาะติดไม่ปล่อยอีกต่างหาก มันเป็นคนหรือตุ๊กแกวะเนี่ยเกาะเก่งจังฮะ “เซ็งว่ะ” ผมลงมานั่งบนเก้าอี้ในโรงอาหาร สิ่งแรกที่ได้ยินเห็นจะเป็นเสียงของเพื่อนสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มที่นั่งเท้าคางบนโต๊ะพลางบ่นออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นัก “เป็นไรวะธิดาทำหน้าบูดเหมือนตูดลิงเลย” ไอ้กรเอ่ยแซวเธอจนเธอต้องช้อนส
Baca selengkapnya
บทที่ 4 ข้ามไม่ไหว
ผมยังรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกับว่าเมื่อกี้ผมโดนดูดวิญญาณไปด้วยรสจูบอย่างนั้นแหละ เสาร์อาทิตย์นี้ผมไม่เป็นอันทำอะไรเอาแต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องนอนของตัวเองจนพ่อกับแม่ต้องมาเรียกลงไปกินข้าว “เป็นอะไรหรือเปล่าช่วงนี้จิตใจเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” พ่อเอ่ยถามผมขณะที่ผมตักข้าวต้มเข้าปากพลางสายตายังคงเลื่อนลอยมองไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย “ต้น” “ครับแม่” เสียงของแม่ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์จนต้องหันไปมองท่านทั้งสองที่จับจ้องมาทางผมด้วยสีหน้าแปลกใจ “ช่วงนี้เรียนหนักเหรอลูก” ผมส่ายหน้าระรัว “เรียนมหา’ลัยแล้วนะ จะมาเรียนไปเล่นไปเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้วนะลูก” แม่เอ่ยเตือน ผมเลยทำเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้ากินข้าวต้มอยู่เงียบ ๆ แล้วเอาจานไปล้างให้สะอาด ผมแอบชำเลืองมองพ่อกับแม่ที่นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันบนโซฟาก่อนตัวเองจะเดินไปที่บันไดเพื่อที่จะเดินขึ้นห้อง ก่อนทางขึ้นบันไดผมก็หยุดนิ่งแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองรูปบนหิ้งนั้นด้วยดวงตาที่หมองหม่น รูปหน้าศพของยายตั้งข้างกับโกฐเก็บอัฐิยังคงทำให้ผมหวนนึ
Baca selengkapnya
บทที่ 5 Move on
ตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้ติดต่อกับดารันมากขึ้น ทั้งโทรคุยกันบ้างหรือไม่ก็ส่งข้อความคุยกันตลอดจนได้รู้ว่าน้องเขาอยู่ปีสอง คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเดียวกันกับผม พอผมถามน้องเขาว่ารู้จักผมได้ยังไงน้องเขาก็จะชอบบ่ายเบี่ยงเสมอคงเป็นเพราะว่าความเขินอาย นิสัยเธอค่อนข้างจะน่ารัก เป็นเด็กผู้หญิงเรียบร้อยและอ่อนโยนมาก ๆ และที่บ้านก็มีชาติตระกูลค่อนข้างดี ผมคิดว่าตัวเองควรจะลองเปิดใจดูบ้างเพราะถ้าหากอยู่แบบนี้ต่อไปผมได้โสดยันเรียนจบแน่ ๆ “วันนี้ขากลับเราไปแวะกินร้านที่มึงเคยบอกดีปะ” กรเดินเข้ามาหาผมในขณะที่ผมกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่ ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองมันก่อนจะกระชับสายกระเป๋าเป้ของตัวเองด้วยสายตาประหม่าเล็กน้อย “มึงกลับบ้านก่อนเลย วันนี้กูไม่ว่างว่ะ” คนได้ฟังถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “ไปไหนวะ ปกติเห็นเลิกปุ๊บก็กลับพร้อมไอ้กรตลอดนี่” ธิดาเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมาระหว่างที่พวกเรากำลังเดินตรงไปที่ลานจอดรถของคณะเพื่อเตรียมจะแยกย้ายกัน “กูมีนัดว่ะ” ผมตอบกลับก่อนสายตาจะหันไปเห็นน้องดารันที่ยืนรอผมอยู่ไม่ไ
Baca selengkapnya
บทที่ 6 แนบเนื้อ Nc
แสงแดดในตอนเช้าส่องเข้ามาผ่านช่องว่างของผ้าม่านที่ปิดเอาไว้ไม่สนิท ผมยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเองหลังจากที่รู้สึกตัวความปวดหนึบก็แล่นเข้ามาในหัวจนต้องนิ่วหน้า เมื่อคืน... ผมนั่งกินเบียร์กับไอ้กรแล้ว แล้วไงต่อนะ เสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยเคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านพร้อมกับเสียงเปิดประตูรถทำเอาผมที่จำได้ว่านี่เป็นรถของพ่อก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ถ้าพ่อกับแม่จับได้ล่ะแย่แน่ แต่สิ่งที่ผมลืมตาตื่นมาแล้วก็ต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเก่าคือใบหน้าของเพื่อนสนิทที่นอนอยู่บนหมอนห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ ไอ้กรยังคงหลับตาสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทว่าภาพในหัวของผมกลับฉายภาพเมื่อคืนขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ผมรีบเด้งตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับจับริมฝีปากของตัวเองเอาไว้ด้วยหัวใจที่สั่นระรัว เมื่อคืน ผมจูบไอ้กรอีกแล้ว!!! ยังไม่ทันที่ผมจะได้ขยับตัวไปไหนผมก็รู้สึกเจ็บแปลบที่บั้นท้ายชอบกลจนต้องนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อแล้วขมวดคิ้วแน่นพลางพยายามเค้นในสมองของตัวเองว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทันใดนั้นใบหน้าของผมก็แดงก่ำขึ้นมาพร้อมกับหัวใจที่มันเต้นแรงร
Baca selengkapnya
บทที่ 7 เกินเส้น
              ผมแทบอยากจะเป็นบ้าตาย แทนที่เรื่องคืนนั้นไอ้กรจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ก็จำไม่ได้เหมือนเรื่องที่เราเคยจูบกัน แต่มันกลับหาเรื่องที่จะอยู่กับผมทั้งวันเสาร์อาทิตย์แถมยังมาตีสนิทครอบครัวผมอย่างกับว่ามันเป็นลูกอีกคนของบ้านจนพ่อกับแม่ของผมก็หลงกลมัน             แถมมันยังทำตัวตีสนิทเอาตัวมาใกล้กับผมยิ่งกว่าเก่าจนจากความหวั่นไหวมันกลายเป็นความรำคาญแทนเสียแล้ว             “มึงว่ากูอ่านเล่มไหนดีวะ” ไอ้กรหยิบหนังสือออกมาจากชั้นในห้องของผมแล้วชูให้ผมเลือก             “อ่านเล่มไหนมึงก็หลับอยู่ดีนั่นแหละ” เล่มที่มันยืมผมไปตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสี่แล้วมันยังไม่คืนผมเลย             “งั้นกูอ่านเล่มนี้ก็แล้วกัน มันเป็นนิยายวายปะวะมึง” ผมรีบเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึงรีบวางแล็ปท็อปบนหน้าตักแล้วลุกขึ้นจากเตียงนอนไปคว้าเล่มนั้นออกจาก
Baca selengkapnya
บทที่ 8 เพื่อนกัน
ทั้งสัปดาห์ผมเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการทำงาน เวลาที่ไอ้กรทักมาผมก็จะตอบเพียงว่าตัวผมนั้นไม่ว่าง หลังจากเย็นวันนั้นที่เรากินข้าวด้วยกันเสร็จมันก็ขับรถมาส่งผมตามปกติ แต่ระหว่างทางเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยจนบรรยากาศมันชักจะอึดอัด พอถึงบ้านผมก็ถามว่ามันอยากจะเข้าไปนั่งเล่นก่อนไหมเพราะปกติมันชอบอยู่บ้านผมมากกว่าบ้านตัวเองเสียอีก แต่มันกลับบอกว่าไม่อยากรบกวนเวลาของผมแล้วมันก็ขับรถออกไป ผมก็ได้แต่สงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่าแต่ก็ได้แต่ช่างมันไป มันแทบจะไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาหาผมหลังจากวันนั้นแต่พอสามวันให้หลังมันก็ส่งมาแค่อย่าลืมกินข้าวนะทั้งสามมื้ออาหารอย่างกับนาฬิกาปลุก ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรลำพังแค่ฝึกงานผมก็แทบจะลากสังขารไม่รอดแล้ว ดีที่วันนี้งานไม่ได้หนักมากนักผมเลยมีเวลาได้มารับน้องดารันที่มหาวิทยาลัย เธอดูดีใจมากที่ได้เจอผมหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน น้องดารันเล่านู่นนี่ให้ฟังเต็มไปหมด ผมก็ได้แต่รับฟังด้วยความเต็มใจเพราะน้องเองก็เป็นผู้ฟังที่ดีเวลาที่ผมอยากระบาย พวกเราเข้ากันได้ดีมากแต่แปลกที่ว่าผมไม่เคยรู้สึกกับน้องแบบเดียวที่รู้สึกกับไอ้กร
Baca selengkapnya
บทที่ 9 เริ่มต้นใหม่
                ผมเริ่มยอมรับสภาพของตัวเองแล้วว่าต่อให้ความสัมพันธ์ทางกายจะเลยเถิดไปขนาดไหน แต่มันก็จะยังรู้สึกกับผมแค่เพื่อนอยู่ดี               ก็ได้ เพื่อนก็เพื่อน               ต่อจากนี้เขาจะเริ่มต้นใหม่แล้วลืมเลือนความรู้สึกนี้เหล่านี้ให้มันจางหายไปเอง               “พี่ต้น พี่ต้นคะ” เสียงเรียกปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์จนต้องกะพริบตาปริบ ๆ เรียกสติตัวเองคืน               “ครับ?” ผมเงยหน้าขึ้นมาจากปลาตัวหนึ่งที่กำลังว่ายวนไปมาอยู่ในตู้เป็นวงกลมจนละสายตาไปไม่ได้               “พี่ต้นเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เหม่อลอยตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” น้องดารันเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงผมเลยรีบส่ายหน้า               “ไม่เป็นอะไรครั
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status