Se connecter“ไปโรงพยาบาลไหม?” เวินถิงเยี่ยนวางช้อนลงแล้วเตรียมจะลุกไปทันที“ไม่ต้องจริง ๆ ฉันหายแล้ว” เจี่ยนจือหยิบช้อนขึ้นมาเอง “ได้กินของเย็น ๆ หน่อยก็ดีขึ้นเยอะแล้ว”น้ำแข็งไสของอาเฟิงกับซุปถั่วเขียวของหร่านเฉินก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ทั้งสี่คนจึงนั่งกินของเย็นด้วยกัน ขณะเดียวกัน หร่านเฉินก็ปรึกษากับพวกเขาเรื่องของวันพรุ่งนี้ “พรุ่งนี้วันหยุดสุดสัปดาห์ กว่าจะได้หยุดสักวันไม่ใช่เรื่องง่าย ตกลงกันแล้วว่าจะไปวัดจิ้งฉือ พวกนายสองคนห้ามเปลี่ยนใจอีกนะ”อันที่จริงหร่านเฉินเอ่ยกับอาเฟิงและเวินถิงเยี่ยน แต่พอเจี่ยนจือได้ยินก็อดถามไม่ได้ว่า “วัดจิ้งฉือ?”“ใช่” ดวงตาของหร่านเฉินเป็นประกายขึ้นมาทันที “เธอก็ไปกับพวกเราด้วยสิ เจี่ยนจือ เธอไม่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพวกเรานานมากแล้วนะ”เวินถิงเยี่ยนบอกว่าเธอไม่สนใจเขามาหนึ่งปีแล้วหนึ่งปีนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงไม่เข้าร่วมกิจกรรมกับพวกเขา ตอนนี้เจี่ยนจือไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่วัดจิ้งฉือ คือสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยทำพิธีส่งดวงวิญญาณให้ก้อนหินของเมิ่งเฉิงซ่ง…ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วยังอยู่ที่นี่ เธอเองก็อยากไปดูสักหน่อย“พรุ่งนี้เช้าโทรหาฉันก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ถ้าพ
เธอปล่อยให้น้ำตาไหล แล้วหันไปถามเขาว่า “นายอยู่ที่นี่ใช่ไหม? คนที่อยู่ตรงนี้ต่างหากที่เป็นนายจริง ๆ ใช่ไหม?”คำตอบที่เธอยึดติดและอยากได้ เวินถิงเยี่ยนวัยสิบเจ็ดปีกลับไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เขาได้แต่พูดอย่างจนใจว่า “ใช่ ฉันอยู่ที่นี่”พูดจบ เขาก็มองเธอที่ร้องไห้จนกลายเป็นคนเจ้าน้ำตา ก่อนจะหยิบทิชชู่ออกมาหนึ่งแผ่น แล้วยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้เธอ น้ำเสียงก็เบาลงมาก “ฉันอยู่ที่นี่มาตลอด ไม่เคยจากไปไหน คนที่ไม่อยากกลับมาตามหาฉันอีกคือเธอต่างหาก”เจี่ยนจือส่ายหน้านี่ไม่ใช่คำตอบที่เธอต้องการ เธอหาคำตอบไม่เจอแล้ว...“เวินถิงเยี่ยน ฉันหาคำตอบไม่เจอแล้ว...” และฉันก็หานายไม่เจอแล้วด้วย...“เธออยากได้คำตอบอะไร บอกฉันมา ฉันช่วยหาให้ ดีไหม? อย่าร้องเลย เอาแต่ร้องก็แก้ปัญหาไม่ได้หรอก”“น้ำแข็งไสละลายหมดแล้ว ถ้าเธอไม่กินฉันกินนะ?”“ตอนนี้เธออยู่บ้านหลังนั้นแล้วไม่มีความสุขเหรอ? มีใครรังแกเธอหรือเปล่า?”เจี่ยนจือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังพูดถึงอะไร บ้านหลังนั้นคืออะไร? อ๋อ บ้านที่พี่ชายเธอซื้อไว้? นี่ผ่านมาหนึ่งปีแล้วไม่ใช่เหรอ? งั้นเธอกับคุณย่าก็น่าจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่แล้ว“เ
เขาเดินนำไปสองก้าว พอเห็นว่าเธอไม่ได้ตามมา ก็ได้แต่เดินย้อนกลับมาอีกครั้ง “ไปได้แล้ว”เธอถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังพูดกับเธอเธอยกมือปาดน้ำตาแล้วเดินตามหลังเขาไป ด้านหลังของพวกเขาเองก็เริ่มมีเสียงเพื่อนนักเรียนกระซิบกระซาบดังขึ้น“เกิดอะไรขึ้น?”“เจี่ยนจือร้องไห้ทำไม?”“ไม่รู้เหมือนกัน...”“เจี่ยนจือกับเวินถิงเยี่ยนสนิทกันมากเลยเหรอ?”“เมื่อก่อนสองคนนี้เคยอยู่ห้องเดียวกัน พวกเธอว่าเขาสองคนจะ...”“ไม่น่าหรอกมั้ง? ปกติก็แทบไม่ได้ไปไหนมาไหนกันเลยนะ”เจี่ยนจือไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้นแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจคำซุบซิบนินทาเหล่านี้ เธอเดินตามหลังเวินถิงเยี่ยน มองกล้ามเนื้อขาของเขาจากด้านหลัง ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่าขาของเขาเรียวยาวและตรงสวยเขาพาเธอไปที่ร้านน้ำแข็งแห่งหนึ่งตรงหน้าประตูโรงเรียน แล้วชี้ไปยังโต๊ะว่างพร้อมเอ่ยกับเธอว่า “นั่งสิ”เธอยังคงยืนอยู่ ไม่ขยับไปไหน“เธอไม่นั่ง งั้นฉันนั่งก่อนนะ?” เขานั่งลงก่อน โดยเลือกที่นั่งด้านในเธอจึงนั่งลงตาม นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาเขามองเธออย่างแปลกใจอยู่แวบหนึ่ง ตามปกติแล้ว เธอน่าจะนั่งฝั่งตรงข้ามเขาถึงจะถูก ไม่อย่างนั้นจะคุยกันสะดวก
เวินถิงเยี่ยน!ในหัวของเธอยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการร้องไห้จนแทบหายใจไม่ออก เธอจึงออกวิ่งไปข้างนอกทันที“เฮ้ เจี่ยนจือ เธอจะไปไหน?” หร่านเฉินวิ่งตามมาจากด้านหลัง “เธอเพิ่งฟื้นจากลมแดด อย่าออกไปตากแดดสิ!”เจี่ยนจือไม่ได้ยินตอนนี้ในหูของเธอมีแต่เสียงประกาศที่ตะโกนว่า “เวินถิงเยี่ยน สู้ ๆ” และในหัวก็มีแต่ชื่อ “เวินถิงเยี่ยน” เต็มไปหมดเธอวิ่งรวดเดียวไปถึงสนามกีฬาในสนามกำลังมีการแข่งขันวิ่งระยะไกล และตอนนี้ก็มาถึงรอบสุดท้ายที่เป็นช่วงเร่งสปีดเข้าเส้นชัยแล้ว นักเรียนจำนวนมากยืนรออยู่ตรงเส้นชัย รอนักกีฬาจากห้องของตัวเองวิ่งเข้ามา พร้อมเตรียมเข้าไปช่วยประคองเจี่ยนจือเองก็วิ่งไปถึงเส้นชัย และมองเห็นเวินถิงเยี่ยนกำลังนำโด่งวิ่งตรงเข้ามาเวินถิงเยี่ยนในวัยสิบเจ็ดปีมีขาสองข้างที่แข็งแรงสมบูรณ์ วิ่งเร็วราวกับลม ท่วงท่าปราดเปรียว เขาเป็นกองหน้าทีมบาส เป็นนักวิ่งระยะไกลฝีมือดี ไม่ใช่คนที่ “ไม่มีขาแล้วทั้งสองข้าง” ไม่ใช่คนที่ “เดินไม่สะดวก”...ไม่ใช่...ยิ่งนักกีฬาเร่งความเร็วเข้าเส้นชัยมากขึ้น เสียงตะโกน “สู้ ๆ” รอบสนามก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ เสียง “เวินถิงเยี่ยน สู้ ๆ” จากลำโพงประกาศ
น้ำตาของเจี่ยนจือทำให้เสื้อเชิ้ตของเจี่ยนหลานเปียกชุ่มไปหมดแล้วเจี่ยนหลานเอาแต่ปลอบเธอ บอกว่าอย่าเสียใจ อย่าเสียใจ คอยบอกให้เธอร้องออกมา ร้องเสียงดัง ๆ...แต่น้ำตาของเจี่ยนจือกลับไม่มีเสียงตั้งแต่ต้นจนจบ มีเพียงน้ำตาที่ไหลไม่หยุดจนในที่สุดเมื่อเธอเปล่งเสียงออกมาได้ สิ่งที่เธอพูดกลับเป็น “พี่ หนูไม่ได้เสียใจจริง ๆ นะ พี่ดูสิ หนูกำลังยิ้มอยู่ พี่ดูสิว่าหนูกำลังยิ้มอยู่ใช่ไหม? พี่ดูสิ!”เธอดิ้นออกจากอ้อมแขนของเขา ปัดเส้นผมออก เผยให้เขาเห็นทั้งใบหน้า บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตามีเพียงรอยยิ้มที่ดูน่าเศร้ายิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีกหัวใจของเจี่ยนหลานเจ็บจนแทบทนไม่ไหว เขาดึงเธอกลับเข้ามากอดอีกครั้ง “ไม่ดูแล้ว พี่ไม่ดูอะไรทั้งนั้น เธออยากร้องไห้ อยากหัวเราะ อยากให้น้ำตาไหลก็ได้ทั้งนั้น พี่อยู่ตรงนี้ เธอยังมีพี่อยู่นะ...”เจี่ยนจืออยู่ในอ้อมแขนของเจี่ยนหลานแบบนั้นตลอดทางจนกลับมาถึงบ้านหลังกลับถึงบ้าน นอกจากเส้นผมที่เปียกชื้นจากน้ำตาและดวงตาที่บวมแดงเล็กน้อยแล้ว ใบหน้าของเธอก็ไร้ซึ่งอารมณ์ใดตอนนั้นคุณย่ากำลังดูพ่อครัวทำอาหารอยู่ในครัว ส่วนคุณป้ายังไม่กลับมาเจี่ยนจือทำเหมือนไม่มีอ
มือของเจี่ยนจือเผลอจิกลงบนกล้ามแขนของเจี่ยนหลานโดยไม่รู้ตัว“เขาไม่มีขาแล้ว” เจี่ยนหลานเอ่ยเสียงเบา“หนูก็รู้อยู่แล้วว่าอาการเขาคงไม่ค่อยดี ไม่งั้นเขาจะผิดนัดได้ยังไง?” เจี่ยนจือฟังแล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา “เจ้าของเกสต์เฮาส์คนนั้นยังบอกเลยว่าเขาแค่เดินไม่ค่อยสะดวก”“ก็ถือว่า…ไม่สะดวกจริง ๆ นั่นแหละ…” แม้แต่เจี่ยนหลานเอง ตอนเอ่ยประโยคนี้ออกมาก็ยังรู้สึกลำบากเหลือเกิน“แล้วที่ว่าไม่มีนี่คือไม่มีแบบไหน? หายไปแค่ไหน?” เจี่ยนจือกอดแขนพี่ชายแน่นจนแทบจะถูกเขาลากให้เดินไปข้างหน้าตลอดชีวิตของเจี่ยนหลาน เขาไม่เคยพูดจาอย่างไร้ความมั่นใจขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกลังเลขนาดนี้มาก่อน เขาเอ่ยอย่างรวดเร็วและเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า “ก็คือ…ไม่มีทั้งขาเลย…”เจี่ยนจือนิ่งอึ้งไป“จือจือ จือจือ?” เจี่ยนหลานเป็นห่วงมาก จึงอยากดูสีหน้าของเธอ “เธอโอเคไหม? จือจือ”เจี่ยนจือเงยหน้าขึ้นและยิ้มให้เขาดู “โอเคสิ หนูสบายดี หนูไม่ได้เป็นอะไร หนูแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นอะไร อยู่ที่ไหน รู้แล้วก็พอ…แค่นี้ก็พอแล้ว…”เธอกำลังยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หัวใจของเจี่ยนหลานเจ็บเหมือนถูกกระชาก“ขอโทษนะจือจือ ไป กลับบ้านกัน







