Masukเด็กชายเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะหันมายิ้มเย้ย “ไม่หลอกเจ้า เจ้าจะยอมแสดงตัวหรือ” ท่านโหวแซ่ต้วนถอยหลังไปสามก้าว องครักษ์รีบพากันมาขวาหน้าเขาเอาไว้ “ฆ่ามัน! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว” จงอี้โหวร้องสั่ง ครั้นจงอี้โหวถอยหลังไปหลบแล้วก็กระซิบกับองครักษ์ที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ตนเอง “รีบหนีกันเถอะ! คนของพวกมันร้ายกาจถึงเพียงนี้ คนของเราอาจจะสู้ไม่ไหว” “ขอรับ!” ครั้นคนทั้งสามหันหลังหมายจะหนี ร่างเล็กๆ ก็ลอยข้ามศีรษะมาขว้างอยู่ข้างหน้า “จะรีบไปไหนเล่า จงอี้โหว เจ้าอยากฆ่าข้ามิใช่รึ!” จงอี้โหวยกยิ้มมุมปาก รีบสั่งองครักษ์ตน “พวกเจ้า! ฆ่าเด็กสองคนนี้เสีย” ยังไม่ทันจะได้ขยับ อาวุธลับก็แหวกอากาศมาโดยเร็วและแม่นยำปักเข้าที่คอด้านหลังขององครักษ์ทั้งสองของจงอี้โหวล้มหน้าคว่ำลงไป จงอี้โหวผงะ หันขวับกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลังก็พบว่าสาวใช้ทั้งสี่ของเด็กแฝดยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มของพวกนางดูเยือกเย็นคล้ายกำลังมองดูเหยื่อที่ใกล้จะสิ้นชีวิต “พวกเจ้า!” “จงอี้โหว เจ้าให้คนมาสืบเรื่องขอ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อนุญาตให้พวกเราออกไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” “อืม...ไปเถิด พ่อเดาว่าอาจารย์ของพวกเจ้าน่าจะกำลังตรวจโรงน้ำชาอยู่” เด็กแฝดประสานมือค้อมศีรษะ “ขอบคุณท่านพ่อ ท่านแม่” หลี่หยวนหยวนหันไปทางพี่เลี้ยงทั้งสี่ “ความปลอดภัยของลูกข้า ต้องฝากไว้กับพวกเจ้าแล้ว” “พระชายาโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลซื่อจื่อและท่านหญิงด้วยชีวิต” หูเหมยกุ้ยค้อมศีรษะรับ เดิมทีพวกนางทั้งสี่คิดจะลาจากจวนสกุลหยางกลับสู่พรรคมาร ทว่าไม่อาจจะทำใจแยกจากเด็กฝาแฝดที่พวกตนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูจึงได้แต่แอบตกลงกันว่ารอให้เด็กทั้งสองเติบโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะขอกลับสู่ยุทธภพ รถม้าคันใหญ่ออกเดินทางจากจวนสกุลหยางไปตามถนนโดยมีสาวใช้ทั้งสี่เดินอยู่คนละมุม ขบวนองครักษ์มีทั้งยอดฝีมือจากหน่วยหยกทมิฬและองครักษ์ที่เป็นกองกำลังส่วนตัวของพระชายาหลี่ เงาดำสองสายวูบลงมาจากหลังคาจวนอย่างรวดเร็ว ข้ามกำแพงออกไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดซุ่มอยู่ตรอกไม่ไกลนัก “จงอี้โหว ในรถม้าคันนั้นมีเพียงซื่อจื่อและท่านหญิง” ซ่งหลิงส่งเสียงอยู่ห่างๆ แล้วก็กระโจนลับหายไป องครั
โจวฮ่องเต้พยักหน้ารับ “ก่อนหน้านี้ เจิ้นเคยคิดจะส่งคนไปฆ่าหลี่หยวนหยวน แต่คาดไม่ถึงว่านางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สุดท้ายยังกลายเป็นผู้กอบกู้ทัพสกุลหยางในศึกปราบกบฏแดนเหนือ” จงอี้โหวตะลึง ที่แท้ฮ่องเต้ทรงพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่อาจทำร้ายคนสกุลหยางได้ แม้จะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วแต่ก็ยังไม่ต่างจากเอาหัวไปชนกำแพง เด็กฝาแฝดคู่นั้น คนของเขารายงานว่าสามารถต่อสู้กับองครักษ์แบบหนึ่งต่อยี่สิบได้อย่างสบายๆ “ฝ่าบาท กระหม่อมเพิ่งรู้ว่าพระชายาหลี่นางเจ้าแผนการนัก ไม่แน่ว่านิทานทรราชที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจในยามนี้น่าจะเป็นฝีมือของพระชายาหลี่ พ่ะย่ะค่ะ” ท่านโหวต้วนไม่กล้าพูดเรื่องที่ตนสืบพบความจริงว่าเมื่อครั้งคนสกุลต้วนคิดฉวยโอกาสเอาเปรียบราษฎรในช่วงข้าวยากหมากแพงนั้น เป็นหลี่หยวนหยวนที่หาซื้อข้าวสารจากนอกแคว้นมาไว้ และนำมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เขาจึงพบว่าพระชายาหลี่ผู้นี้ ช่างเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ และมากแผนการยิ่งนัก “เป็นไปได้!” “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่และเด็กแฝดมากเลย พ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้ยกยิ้ม
ซ่งสวินผู้เป็นหัวหน้าหน่วยมือปราบหนึ่งในสำนักมือปราบเมืองหลวงสีหน้าตื่นเต้น “ถ้าอย่างนั้น นิทานเรื่องนี้ก็มีเค้าความจริงอยู่มากล่ะสิ พวกเขาเอาเรื่องที่แม่ทัพหยางข่ายเกือบสิ้นชีพบนหน้าผาหมื่นหมาป่ามาเล่าผสมอยู่ด้วย” “นั่นนับเป็นความฉลาดของคนสร้างข่าวลือ เพราะเรื่องแม่ทัพหยางข่ายเป็นเรื่องจริง เสนาบดีชุยส่งทหารของตนไปทำให้ทัพสกุลหยางพ่ายศึก แต่ยังไม่มีการยืนยันว่านั่นคือพระประสงค์ของฮ่องเต้” ซ่งสวินนิ่งไปครู่ก็เอ่ยออกมา “แต่ข้ายิ่งฟัง ยิ่งรู้สึกว่า นิทานเรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดนะ” ซ่งจิ้นหรานมิได้เปิดเผยเรื่องฝาแฝดสกุลหยางคืออดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่กลับชาติมาเกิดให้ซ่งสวินฟัง “อีกไม่นาน อาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เจ้าคอยสืบข่าวภายนอกให้ดีแล้วเอามาเล่าให้ข้าฟังทุกระยะ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็อย่าได้ละเลย” “ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าในราชสำนักเองก็กำลังมีคลื่นใต้น้ำอย่างนั้นหรือ” “อืม...บางที คลื่นนี้อาจจะใหญ่ก็พลิกโฉมหน้าแคว้นของเราก็ได้” เสนาบดีฝ่ายขวาคนใหม่สีหน้าเคร่งเครียด “พี่จิ้นหราน ตัวท่
“คุณชายใหญ่ชิวกล่าวได้ถูกต้อง ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่นั่นคือฮ่องเต้ สกุลหยางทำได้เพียงต้องระวังทุกย่างก้าว” ชิวอี้เซ่อมองดูเด็กฝาแฝดที่เดินเข้ามาทำความเคารพตนกับน้องชาย “ข้าได้ยินวีรกรรมของพวกเจ้าสองคนแล้ว ช่างเก่งจริงที่รู้ว่ากำลังถูกวางยา” หยางเยี่ยนฟางยืดอก “นั่นเป็นเพราะข้าสังเกตว่าเนื้อย่างสองสามชิ้นมีคราบผงขาวๆ ติดอยู่ ข้าเห็นมือของนางกำนัลสองคนดูสั่นๆ คล้ายกำลังกลัวจึงเดาว่าพวกนางรู้ว่าอาหารพวกนั้นมีสิ่งผิดปกติปนอยู่” “หากเป็นข้า ป่านนี้คงไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ไปแล้ว” ชิวลี่จิ่นยอมรับออกมา “หากมีข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่ยอมให้ท่านอาจารย์ต้องตายอนาถด้วยยาพิษเป็นอันขาดเจ้าค่ะ” หยางเยี่ยนฟางยิ้มประจบ “ต่อไปคงต้องฝากเจ้าช่วยดูแลข้าแล้ว” ชิวลี่จิ่นหัวเราะน้อย มองศิษย์ตัวน้อยด้วยความเอ็นดู “อีกอย่าง ข้าได้ยินว่าหลิวเหว่ยแสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมในการสกัดจงอี้โหวมิให้ฆ่านางกำนัลสองคนมิใช่หรือ” “ขอรับ ข้าเหลือบมองจงอี้โหวก็รู้ว่าเขาคิดจะฆ่านางกำนัลสองคนปิดปาก หากข้าไม่ใช้ตะเกียบปักมือเขาไปเช่นนั้น พยานคนสำคัญก็คงจะตายไปแล้ว”
“นั่น! คุณหนูเฉียวยอมรับแล้วว่าพบกับนาง เช่นนั้นคำพูดขององครักษ์หานก็ถูกต้องสินะ” หนานกงโจวจ้องหน้าเขม็ง เฉียวซืออวี่เข่าอ่อนนั่งแปะลงกับพื้น ต้วนกุ้ยเฟยหน้าเสีย รีบหันไปตวาด “พวกเจ้า! พวกเจ้าสมคบกันทำเรื่องชั่วช้า อย่ามาเอาเปิ่นกงไปยุ่งด้วยสิ ซืออวี่ เจ้าใส่ร้ายอ๋องหยางไม่สำเร็จจึงได้สมคบกับนางกำนัลตำหนักเปิ่นกงหวังจะวางยาฆ่าซื่อจื่อกับท่านหญิงสกุลหยางอย่างนั้นสิ” เฉียวซืออวี่มองดูต้วนกุ้ยเฟยด้วยสายตาตะลึง “ต้วนกุ้ยเฟย ท่านคิดจะโยนความผิดนี้ให้ข้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ ท่านเป็นคนวางแผนเรื่องพวกนี้เองชัดๆ เหตุไฉนพอถูกจับได้จึงได้โทษข้าผู้เดียวเล่า” ทุกคนพากันตกใจในคำสารภาพของเฉียวซืออวี่ “ต้วนกุ้ยเฟย! เป็นท่านนี่เองที่คิดจะทำลายสกุลหยางของข้า” แม่ทัพใหญ่หยางมองสนมคนโปรดของฮ่องเต้ด้วยความเดือดดาล โจวฮ่องเต้เกรงเรื่องจะลามมาถึงตนจึงแสร้งกริ้ว ลุกขึ้นชี้หน้าต้วนกุ้ยเฟย “เจ้า! เจ้ากล้าคิดทำลายขุนนางผู้ภักดีของเจิ้น ช่างบังอาจนัก!” “ฝ่าบาท! มิใช่ฝีมือหม่อมฉันจริงๆ นะเพคะ” “ต้วนกุ้ยเฟย! ห่อยานั่นท่
เพื่อยืนยันเรื่องผู้ต้องสงสัย เฉาเฟิงจึงรบเร้าให้ชิวต้าซานพาตนไปพบพี่ชาย “เรื่องนี้ ข้ารายงานท่านอ๋องแล้วว่าเจ้าสามคนพี่น้องสกุลชิวเกี่ยวข้อง ข้าคงต้องขอสอบสวนพี่ชายของเจ้าทั้งสองคนด้วยตนเอง” “ได้ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ตามข้าไปที่คฤหาสน์ก็แล้วกัน” ชิวต้าซานจนใจจึงได้พาเฉาเฟิ
“เรือนนอนของท่านอ๋องปรับปรุงทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” ซุนมามาเข้ามาเชิญด้วยความนอบน้อม อ๋องหยางเหลือบมองอดีตภรรยาที่นอนอยู่บนเตียงแวบหนึ่งแล้วก็สะบัดหน้าออกจากห้องไป ครั้นได้เห็นเรือนนอนของตนที่มีสภาพเหมือนใหม่ก็ตกตะลึง หยางหลีเหว่ยไม่คิดว่านางจะยอมควักเงินส่วนตัวอ
หนานกงโจวรั้งอยู่ตำบลเฟิ่งฝูเพื่อหวังจะได้ทำความรู้จักกับอดีตพระชายาของอ๋องหยาง “น้องสาวของข้าแต่งงานกับผู้อื่นไปแล้ว บัดนี้สกุลหนานกงมิใช่ญาติของท่านอ๋องอีกแล้ว ข้าสงสัยว่าหยางหลีเหว่ยจะเป็นบุรุษนิสัยเลวที่ทอดทิ้งภรรยาเอก พรุ่งนี้ข้าจะไปพูดคุยกับนางสักหน่อย คืนนี้ค่ำแล้ว หากจะไปพ
หวังลู่เสียนอาศัยจังหวะที่หนานกงมี่เข้าไปเยี่ยมพี่ชายในเรือน รีบวิ่งกลับมาหาอ๋องหยางเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าให้ฟัง “เมื่อครู่ ท่านหมอก็บอกข้าแล้วว่านางมีรอยถูกแมลงกัดหลายแห่ง มีอยู่รอยหนึ่งที่ค่อนข้างลึกน่าจะเป็นแมลงที่ตัวใหญ่หน่อย” “ขอรับ เป็นแมลงเลอะเลือน นี่ค







