LOGINไม่รู้ว่าโชคชะตาคิดเล่นตลกอันใดกับชีวิตนาง เมื่ออยู่ ๆเมื่อชายหนุ่มที่นางเฝ้าฝันถึงกลับมายืนอยู่ตรงหน้านาง พร้อมกับข้อตกลงที่แสนโง่งมก่อนที่ตำแหน่งภรรยาชั่วคราวจะตกใส่หัวนางอย่างไม่ทันตั้งตัว!
View Moreณ งานร้อยบุปผา
“ร้อยบุปผาอบอวลขจรไกล ดั่งรักปักใจนิรันดร”
บทกลอนพร่ำรักที่ปักบนผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าไหมเจียงหนานเนื้อดีราคาแพง ถูกส่งมอบให้กับมือของบุรุษผู้หนึ่ง ยามนั้นมู่อิงเยว่คุณหนูสี่แห่งจวนติ้งอันโหวมองเขาเป็นดังดวงตะวันที่แผดแสงเจิดจ้าอยู่กลางท้องนภา ทั้งร้อนแรงและแข็งแกร่ง
ด้วยครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นดั่งผู้มีพระคุณของนางทำให้นางรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราช ด้วยปักใจรักเพียงเขาทำให้นางได้แต่เฝ้าคะนึงหา
นานครั้งที่เขาจะมีโอกาสได้กลับมาเมืองหลวง นางเฝ้ารอเวลานี้มาถึงสองปีในที่สุดก็มีโอกาสได้พบหน้าชายหนุ่มเสียที จึงอยากจะใช้ช่วงเวลานี้บอกกล่าวถึงความในใจของนาง แต่สุดท้ายความฝันอันแสนหวานกลับพังทลาย เมื่อเขาเอ่ยวาจาที่แสนโหดร้าย
“แม่นางน้อย เหตุใดเจ้าจึงได้ทำตนเช่นสตรีไร้ยางอายเหล่านั้น เจ้ากล่าวว่าเจ้าชื่นชอบข้า เจ้ารู้จักข้าดีแล้วงั้นหรือ ? เจ้าตัดใจเสียเถิด ข้าไม่ชอบสตรีอ่อนโยนที่ไม่มีแม้แต่แรงจะเชือดไก่ ทั้งไม่ชอบสตรีที่ไม่รู้จักเอาตัวรอด”
หลี่เหว่ยปีนี้เขาอายุยี่สิบสอง คุณชายรองตะกูลหลี่ผู้ฝ่าฟันศึกมาเนิ่นนานจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นของตนเองด้วยอายุที่น้อยที่สุดในต้าเหลียน ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าปากร้ายและเย็นชาเป็นที่สุด
ในงานร้อยบุปผาครั้งนี้เขาถูกไทเฮาผู้เป็นท่านยายเรียกตัวให้เข้าร่วมงานอย่างไม่เต็มใจนัก
ด้วยรูปร่างที่สูงสง่า ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับหยกสลัก ทำให้หญิงสาวที่แม้นหมายปองหากแต่ก็คงไม่กล้าที่จะเข้าไปพูดคุยกับเขา
ในยามนั้นกลับมีแม่นางน้อยผู้หนึ่งจิตใจหาญกล้าเดินเข้าไปเพื่อมอบผ้าเช็ดหน้าลายปักประณีตให้ชายหนุ่ม ทว่ายังไม่ทันได้มองหน้าของนางเสียด้วยซ้ำเขากลับปฏิเสธหญิงสาวด้วยวาจาโหดร้ายเป็นที่สุด
ท่ามกลางผู้คนมากมาย สตรีผู้นั้นคือมู่อิงเยว่ คุณหนูสี่จวนติ้งอันโหว สตรีที่ได้ชื่อว่ารูปโฉมงามและจิตใจดี ทั้งยังเป็นที่รักของเหล่าคุณหนูในเมืองหลวง ในยามนั้นเมื่อนางถูกชายหนุ่มบอกกล่าวด้วยวาจาร้ายกาจ ผู้คนแม้นส่วนน้อยจะสมน้ำหน้าแต่ส่วนใหญ่กลับเห็นใจและแอบก่นด่าชายหนุ่มอยู่ในใจ
ส่วนมู่อิงเยว่ที่เขาไม่เหลือบมองนางแม้หางตาก็ไม่ได้เสียใจเลย นางแย้มยิ้มออกมาอย่างกล้าหาญแล้วยังยอบกายคารวะอีกฝ่ายด้วยความนอบน้อมพร้อมกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณหลี่เป่ยโหวที่กล่าวตามความจริง ข้าน้อยชื่นชอบท่านเพราะท่านคือบุรุษที่ซื่อตรงและมีนิสัยตรงไปตรงมา แม้วันนี้ท่านจะปฏิเสธข้าน้อย แต่ข้าน้อยมิรู้สึกเสียใจกับการกระทำในวันนี้เลย หวังเพียงได้กล่าวความในใจกับท่านเพียงเท่านั้น สุดท้ายแล้วคำตอบจะเป็นเช่นไรล้วนแต่เป็นโชคชะตา”
หากเป็นสตรีอื่นเมื่อถูกวาจาโหดร้ายเช่นนั้นตอกหน้าก็คงจะปิดหน้าร้องไห้แล้ววิ่งหนีออกไปแล้ว แต่หญิงสาวผู้นี้กลับตอบเขากลับมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวกับใบหลิวที่ต้องลมแผ่วเบา ไม่มีท่าทีหรือสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย การกระทำเช่นนั้นกลับทำให้เขาแปลกใจจนยินยอมเงยหน้าขึ้นแล้วมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าให้ชัด ๆ สักครั้ง
ยามเมื่อสายตาสองคู่ประสานกันก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก เมื่อได้พบกับดวงตากลมโตไร้เงาคู่นั้น ทั้งใบหน้าที่งามล้ำล่มเมืองของนางทำเอาเขาถึงกับหายใจสะดุด แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเขาที่มีต่อสตรีงดงามผู้นี้ได้ ก่อนจะกล่าวกับนางต่ออีกประโยค
“สตรีเดิมทีก็ไม่เคยงดงามเกินไป ความงามหาได้เกิดประโยชน์อันใดต่อแว่นแคว้นไม่ ความงามเช่นเจ้ากลับกลายเป็นโชคร้ายมากกว่าโชคดี” ด้วยอคติที่วางไม่ลงของเขาทำให้วาจาต่อมากลับทำให้มู่อิงเยว่เสียใจ หากแต่ความเสียใจทั้งหมดกลับถูกกลืนลงท้องอย่างง่ายดายด้วยความชาชิน
วาจาดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้นางฟังมาจนชินเสียแล้ว ผู้ใดก็กล่าวว่านางนั้นวาสนาดีเกินไป เกิดมาเพียบพร้อมงดงาม แต่นางเองกลับคิดตรงข้ามกัน ความงดงามของนางนี้ไร้ประโยชน์ยิ่งนัก มันกลับเป็นโชคร้ายมากกว่าโชคดีเช่นที่เขากล่าวจริง ๆ มู่อิงเยว่ยอมรับอย่างจำนน
“ขอบคุณหลี่เป่ยโหวที่เตือนเจ้าค่ะ”
วาจาร้ายกาจของหลี่เหว่ยทำให้ผู้คนแทบจะร่ำไห้ออกมาแทนมู่อิงเยว่ แต่นางกลับยังยืนนิ่งอย่างสงบต่อหน้าเขาทั้งใบหน้ายังแต้มไปด้วยรอยยิ้มน้อยใหญ่
แต่หลี่เหว่ยที่อยู่ใกล้นางเท่านั้นที่จะเห็นแววตาจนใจของหญิงสาวอย่างชัดเจน ก่อนชายหนุ่มจะรู้สึกผิดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ข้าน้อยขอตัวเจ้าค่ะ”
ยามเมื่อกล่าวขอบคุณเขาแล้วมู่อิงเยว่ก็เดินจากมา ใบหน้าของนางยังคงเปื้อนรอยยิ้มน้อย ๆ ใครเลยจะรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้างดงามนี้แท้จริงแล้วคือสีหน้าที่ทดแทนน้ำตาและความเสียใจของนางทั้งสิ้น ซึ่งผู้อื่นเมื่อร้องไห้กลับมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวไม่น่ามอง
แต่นางที่เกิดมาในครอบครัวที่ต้องคอยสังเกตสีหน้าของผู้อื่น เติบโตมาจากการเลี้ยงดูอบรมของฮูหยินผู้เฒ่า บิดาที่มีเรือนหลังมากมายนั้นทำให้นางต้องกระทำการใด ๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่อาจจะแสดงสีหน้าที่แท้จริงให้ผู้ใดได้เห็น ต่อให้จะรู้สึกไม่พอใจมากเพียงใด สิ่งเดียวที่ใบหน้าของนางจะมีได้ก็คือรอยยิ้มเท่านั้น
เป็นเช่นนี้จนกระทั่งกลายเป็นความเคยชิน มีเพียงดวงตาคู่นี้เท่านั้นที่ยังพอจะเผยให้เห็นถึงความในใจและความรู้สึกของนางได้เป็นอย่างดีเช่นในวันนี้ แม้แต่ดวงตาคู่นี้ที่มีแต่ความเจ็บปวดและเสียใจก็ไม่สามารถปกปิดได้อย่างมิดชิดอีกต่อไป
“หลี่เหว่ยเจ้ากล่าววาจาใจร้ายกับแม่นางมู่เกินไปหรือไม่ ?” เจียงหมิงผู้เป็นสหายกล่าว เมื่อครู่เขาพยายามสะกิดและอยากจะปรามชายหนุ่มหลายครั้ง แต่สหายผู้นี้ของเขาห้ามปรามได้เสียที่ไหนกันเล่า
“นั่นสิ ! ข้าเองก็คือว่าเจ้ากล่าววาจารุนแรงเกินไปจริง ๆ นางเป็นเพียงสตรีที่ยังไม่ออกเรือน เจ้าพูดเช่นนี้แล้วนางยังจะแต่งให้ผู้ใดได้อีก” องค์ชายใหญ่ซ่างกวนฉีกล่าว เขาเห็นมู่อิงเยว่เป็นน้องสาวคนหนึ่งเพราะตนเองแต่งงานกับโจวหมิงหลันญาติผู้พี่ของมู่อิงเยว่
“แม้วาจาของข้าจะรุนแรงหากแต่ก็เป็นความจริง นางจะต้องยอมรับความจริงเหล่านี้ให้ได้ ชีวิตคนเรามิได้งดงามเช่นบุปผาหรือท้องนภา” หลี่เหว่ยกล่าวตอบสหายทั้งสองไป ก่อนที่พวกเขาจะได้แต่ถอนหายใจ เหตุใดคนผู้นี้จึงได้เย็นชานัก ช่างไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเสียบ้าง แม้แต่หญิงงามก็ยังถูกก่นด่ากล่าวหาว่าความงามของนางนั้นคือโชคร้าย มีอย่างที่ไหนกัน ?
“เจ้ามันบุรุษเย็นชา ใจร้าย โหดเหี้ยมอำมหิต !” เจียงหมิงก่นด่าสหาย นอกจากหลี่เหว่ยจะไม่โกรธแล้วยังยกยิ้มมุมปากราวกับพึงพอใจในวาจาเช่นนั้นของสหาย ทำเอาทั้งคู่ได้แต่กุมขมับ ทั้งยังหวังให้มีสตรีสักคนมาปราบพยศคนผู้นี้ได้เสียที !
ทางด้านมู่อิงเยว่
“คุณหนู...” อันอันสาวใช้คนสนิทที่เห็นนายสาวของตนนั่งนิ่งไม่ไหวติงก็เกิดความรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังจากที่คุณหนูของนางออกมาจากงานร้อยบุปผาก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา แม้ไม่ได้มีสีหน้าไม่พอใจแต่แววตากลับเศร้าสร้อยยิ่งนัก
“คุณหนูเจ้าคะ กลับไปบ่าวจะทำขนมให้ท่านลองชิมดีหรือไม่ เมื่อวันก่อนที่จวนจ้างพ่อครัวจากเหลาชื่อดังมาสอนสาวใช้ในจวนหัดทำ บ่าวลองกินดูแล้วอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”
“อื้ม เช่นนั้นเจ้าก็ทำมาให้ข้าลองชิมดูสักหน่อยเถิด” มู่อิงเยว่พยายามกลบเกลื่อนร่องรอยความเสียใจของนาง จึงได้เอ่ยเรื่องอื่นพูดคุยกับสาวใช้ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นในวัน
แต่แล้วในยามที่กลับมาถึงจวนนางกลับได้พบเรื่องราวที่น่าเสียใจยิ่งกว่า ท่านปู่ที่นางรักได้จากไปแล้วด้วยอาการบาดเจ็บและป่วยเรื้อรังมานานกว่าห้าปี หญิงสาวที่อยู่ ๆ ต้นไม้ใหญ่ของนางก็ล้มลงและจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ทำให้มู่อิงเยว่ถึงกับเสียใจจนกระทั่งล้มป่วยนานนับปี
ยามที่ฟื้นคืนสติขึ้นมานางจึงได้ขออนุญาตบิดาไปอยู่อารามชีเพื่อถือศีลภาวนาให้กับท่านปู่ตลอดสามปี บิดาอนุญาตและนางก็ได้ออกเดินทางในวันต่อมาทันที
ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายต่าง ๆ ตัดขาดจากโลกภายนอกและทำจิตใจให้สงบ ใช้เวลากว่าสามวันจึงได้เดินทางมาถึงยังอารามแห่งนี้ สถานที่ที่เงียบสงบบนหุบเขาสูง
ในยามนี้มู่อิงเยว่ได้แต่คิดในใจว่าแม้นแผ่นดินกว้างใหญ่แต่นางกลับรู้สึกไม่มีที่ไป สามปีก่อนมารดาได้จากไป มาวันนี้ท่านปู่ก็ได้จากไปอีกคน ที่พึ่งของนางก็เหลือเพียงท่านย่าผู้เดียวแล้ว หวังว่าการสวดมนต์ภาวนาของนางในครั้งนี้จะช่วยให้ท่านย่าปราศจากโชคร้าย ร่างกายแข็งแรง
“รถม้าที่ขึ้นเขาไปเมื่อครู่เป็นของผู้ใด เจ้าจงไปตามสืบความมาเดี๋ยวนี้ !”
“ขอรับ”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์มองไปยังรถม้าที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ด้วยแววตานิ่งสงบ
หลี่เหว่ยได้รับพระบัญชาให้มาจัดการกับใครบางคน แต่เพราะไม่ต้องการให้พวกมันไหวตัวทัน ภารกิจครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดล้วนเป็นคนของเขาทั้งสิ้น และหวังจัดการคนเหล่านั้นให้สิ้นซากในครั้งเดียวก่อนที่เขาจะเดินทางกลับไปยังชายแดนเหนือ การไปครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมาอีก
รถม้าเคลื่อนตัวมาจอดเทียบยังซุ้มประตูวัดที่อยู่บริเวณตีนเขา จากตรงนี้ไปนางจะต้องเดินเท้าขึ้นไปเองใช้เวลาราวชั่วยามก็จะถึงที่หมาย
“ส่งตรงนี้แล้วเจ้าก็กลับไปเถิด ฝากบอกท่านย่าด้วยว่าข้าสบายดีมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”
“ขอรับคุณหนูสี่ เช่นนั้นบ่าวขอตัว”
“เจ้าไปเถิด”
คล้อยหลังรถม้าจากไป มู่อิงเยว่และสาวใช้ทั้งสองจึงได้เริ่มเดินทางขึ้นไปยังอาราม ระยะทางมีบันไดและทางเดินราบสลับกันไปเรื่อย ๆ แม้จะเหนื่อยอยู่บ้างแต่ทิวทัศน์สองฝั่งทางก็ทำให้คลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้ไม่น้อย
ที่นี่เป็นอารามศักดิ์สิทธิ์ คนส่วนใหญ่มักชื่นชอบการมาสวดมนต์ที่นี่ ทำให้ที่นี่ไม่ได้เงียบเหงา และจะคึกคักเป็นอย่างมากในช่วงเทศกาลสำคัญ เพราะมีรูปปั้นของเจ้าแม่หนี่วาอันศักดิ์สิทธิ์ เล่าขานกันไม่ว่าจะขอพรเรื่องใดก็ล้วนสำเร็จสมปรารถนาทั้งสิ้น
มู่อิงเยว่เลือกพักในเรือนที่นางมักจะพักบ่อย ๆ ในยามที่มาขอพรเป็นเรือนที่อยู่ห่างออกไป ค่อนข้างเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เมื่อมาถึงที่พักสิ่งแรกที่นางทำก็คือการนอน นอนนิ่ง ๆ บนเตียงไม้ไผ่อันคับแคบที่สามารถนอนได้เพียงคนเดียวแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า พลันให้นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในช่วงไม่กี่วัน ก่อนจะนึกถึงใบหน้านั้นที่ไม่ว่าคิดถึงเมื่อใดก็รู้สึกใจสั่นเสียทุกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป ยามที่นึกถึงเขานอกจากนางจะไม่ใจสั่นแล้วยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ ด้วยซ้ำไป
ทางด้านหลี่เหว่ยที่เมื่อได้ยินรายงานจากองครักษ์ก็ขมวดคิ้วแน่น
“รถม้าเมื่อครู่นั้นเป็นรถม้าของจวนติ้งอันโหวขอรับ”
“แล้วคนในรถม้าเป็นใคร ?”
“เป็นคุณหนูสี่มู่ขอรับ”
“นางมาทำอันใดที่นี่ !” องครักษ์แสดงสีหน้าประหลาดใจที่อยู่ ๆ นายท่านของเขากลับเกิดความสงสัยในการกระทำของสตรีผู้หนึ่ง ก่อนที่ต่อมาเขาจะรู้จากปากของเฉียวอวี้องครักษ์คนสนิทของนายท่านว่า คุณหนูมู่ผู้นี้คือสตรีที่เข้ามาสารภาพความในใจกับนายท่านก่อนจะถูกนายท่านตอกหน้ากลับไป แต่นางกลับไม่แม้แต่จะร้องไห้เสียใจ ทว่ายกยิ้มเบา ๆ แล้วจางไปอย่างเข้มแข็ง
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เหล่าองครักษ์ของหลี่เหว่ยรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของหญิงสาวเป็นอย่างมากที่อดทนไม่ร้องไห้ต่อวาจาอันร้ายกาจของหลี่เป่ยโหวผู้นี้ได้ หากเป็นพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะยิ้มออกมาได้เช่นนั้นหรือไม่
หลายวันต่อมา“คุณหนูเจ้าคะ มีเทียบเชิญถึงท่านเจ้าค่ะ”“จากผู้ใดงั้นหรือ ?”“เทียบเชิญจากคุณหนูสามอวี้เจ้าค่ะ”“ข้าไม่เคยรู้จักกับนาง เหตุใดอยู่ ๆ นางจึงได้ส่งเทียบเชิญให้ข้าด้วยเล่า ?” มู่อิงเยว่ขมวดคิ้วแน่น นางไม่เคยรู้จักกับคุณหนูสามอวี้อะไรนั่นเสียหน่อย“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายนี่แนบมาด้วยเจ้าค่ะ” อันอันส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งให้หญิงสาวก่อนที่นางจะรับมาแล้วคลี่มันออกอ่าน จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วคุณหนูสามอวี้ก็คือคุณหนูเจ็ดหรง หรงเจียวที่นางพบที่อารามในวันนั้นนั่นเอง มู่อิงเยว่เห็นว่าเทียบเชิญนี้ไม่ได้เสียหายอันใดจึงเขียนตอบรับไปสถานที่นัดหมายก็คือภัตตาคารเหลียนเสวียนชื่อดังของเมืองหลวง วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงตรง“อย่าลืมเตรียมชุดให้ข้าด้วย”“เจ้าค่ะคุณหนู” ฟางฟางรับคำ ตามปกติแล้วเรื่องความเป็นอยู่ เสื้อผ้า และอาหารนั้นจะเป็นฟางฟางที่ดูแลรับผิดชอบทั้งหมด ในส่วนอื่น ๆ อันอันจะเป็นผู้ดูแล ทั้
หลังจากที่ทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพวกนางก็แวะไปเยี่ยมคุณหนูเจ็ดหรงที่ตกบันไดได้รับบาดเจ็บ หากแต่หญิงสาวนั้นถูกส่งตัวกลับตระกูลหรงไปแล้ว พวกนางจึงเดินเข้างานแทน เมื่อมาถึงยังอารามหลักก็พบว่าเหล่าบัณฑิตและเหล่าคุณหนูกำลังประชันฝีไม้ลายมือในการคัดลอกพระคัมภีร์“ปีนี้คึกคักกว่าทุกปี หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าจะต้องได้รางวัลเป็นแน่” เถาเหยากล่าว“คุณหนูผู้นั้นคือใครงั้นหรือ ?” มู่อิงเยว่ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงมานานกว่าสามปี สตรีบางคนที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นและเริ่มออกงานเลี้ยงนางจึงไม่รู้จัก แต่เมื่อเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังหัวเราะต่อกระซิกอยู่ข้าง ๆ บุรุษผู้หนึ่ง เถาเหยาพยายามมองตามมือที่ชี้ไปของสหายก่อนจะพบว่านางไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นจูเถาคุณหนูห้าตระกูลจูที่พึ่งนินทาเพื่อนนางตอนที่อยู่บันไดหน้าอารามนั่นเอง“ก็คุณหนูห้าจูที่ว่าเจ้าตรงบันไดอย่างไรเล่า”“ตระกูลจูยังมีคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนด้วยหรือ ?” มู่อิงเยว่เคยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลจูนั้นอายุมากกว่าพวกนางและแต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว ที่นางรู้จักก็เพราะอีกฝ่ายนั้น
“คุณหนู เหตุใดพวกเรายังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้ด้วยเจ้าคะ ?” อันอันไม่เข้าใจนายสาว พวกนางพึ่งถูกคนร้ายลอบทำร้ายมา แต่หลังจากปลอดภัยก็ยังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้อีก“อันอัน หากเราไม่มาที่นี่ก็จะไม่มีสิ่งยืนยันว่าพวกเราไม่ได้เสียเปรียบกลุ่มโจรเหล่านั้น ไม่นานก็จะเกิดข่าวลือขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่ได้สนใจข่าวลือเหล่านั้นเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็อดทนมาได้ตลอด แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิม ข้าจะทำให้ข่าวลือเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้แล้ว เพราะมันจะทำให้การแต่งงานของข้ามีปัญหา และที่สำคัญ เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าข้าไม่เป็นไรย่อมต้องลงมือซ้ำอีกอย่างแน่นอน”คนที่อยู่ในที่มืดและนางที่อยู่ในที่แจ้งย่อมไม่อาจรับมือได้ตลอด เกิดเป็นสตรีล้วนแล้วแต่ยากเข็ญ เพราะมารดาตายจาก บิดาก็ลำเอียง นางทำได้เพียงต้องคอยปกป้องตัวเอง เติบโตมาได้ถึงเพียงนี้ในเรือนหลังที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว นางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ต่อให้ฉลาดเฉลียวแต่จะไม่ให้มีผิดพลาดเลยคงจะเป็นไปไม่ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาต้องคอยรับมือกับคนที่วางแผนการทำร้ายนางอยู่ตลอด เพียงเท่
รถม้าทั้งสองคันที่วิ่งตามกันมาอยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างกันออกไปเรื่อย ๆ จนอันอันสาวใช้ของมู่อิงเยว่ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเปิดม่านออกไปสนทนากับคนบังคับม้า“เหตุใดรถม้าของคุณหนูรองกับคุณหนูสามจึงได้วิ่งเร็วนัก ?”“นั่นน่ะสิ ! ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างพวกเราไปเสียดื้อ ๆ”“เช่นนั้นเจ้าช่วยเร็วขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ ?”“แม่นางอัน นี่ก็เร็วมากแล้วนะ หากเร็วกว่านี้ล้อรถม้าอาจจะเกิดปัญหาได้”“เอ๊ะ ! มองไม่เห็นรถม้าข้างหน้าแล้ว พวกเขาจะรีบอันใดกันนัก” นางถอนหายใจแรงออกมาก่อนจะเข้าไปรายงานกับนายสาว“คุณหนู บ่าวว่าคุณหนูรองกับคุณหนูสามกำลังกลั่นแกล้งท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ รถม้าของพวกนางวิ่งทิ้งห่างออกไกลแทบไม่เห็นฝุ่นแล้วเจ้าค่ะ”“ช่างเถิด แผนการทุกครั้งของพวกนางก็ล้วนเป็นแผนการโง่ ๆ เช่นนั้นก็ตามน้ำไปก่อนเถิด”“เจ้าค่ะคุณหนู”ก่อนที่รถม้าจะส่ายไปมาราวกับเกิดปัญหา อันอันโผล่หน้าออกไปด้านนอกอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามความกั











