Masukเวลาบ่ายแก่สามหนุ่มสหายของประธานบริษัทเดินเข้ามาในห้องทำงานของพาคินน์โดยที่เขาไม่ได้นัดไว้
“พวกมึงมาทำอะไรกันวะ”
พาคินน์เงยหน้าจากกองงานเลิกคิ้วถามเพื่อนที่เดินเข้ามาในห้องทำงานเขาราวกับเป็นเจ้าของ
“อ้าว เพื่อนมาหาทั้งทีไงถามอย่างนั้นล่ะคินน์” ขุนพลพูดขึ้นแล้วร่างสูงของเพื่อนทั้งสามก็ย้ายไปนั่งที่โซฟารับแขก
“พวกกูไม่ได้มาหามึง มาหาน้องเฌอรีนคนสวยต่างหาก” ไวท์ยักคิ้วใส่พาคินน์พลางขยับขาไขว่ห้าง
“นี่มันบริษัทกูนะครับ ไม่ใช่สนามรักพวกมึง ถ้าจะมาจีบน้องเฌอรีนพวกมึงค่อยมาจีบหลังเลิกงาน”
ร่างสูงขยับลุกจากเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่พาตัวเองมานั่งรวมกลุ่มกับพวกมัน ใบหน้าหล่อละมุนติดเข้มดุพลางยกแขนข้างถนัดขยับเท้าแขนบนพนักโซฟาขณะสายตาจดจ้องมองเพื่อนที่นั่งเรียงตัวสามคน
“แหม แค่บอกว่าพวกกูจะมาหาน้องเฌอทำเป็นหน้าเข้มเชียวนะ” ไวท์เอ่ยแซว
“ไอ้ไวท์กูเพื่อนเล่นมึงเหรอ” เสียงเข้มดุกลับ
“ขอโทษครับท่านประธาน” พูดจบพวกมันก็หัวเราะสนุกราวกับแกล้งเขาได้สำเร็จ
“แล้วสรุปพวกมึงมาทำอะไร ร้อยวันพันปีไม่เคยจะมาหากูที่บริษัท”
“พวกกูจะชวนมึงไปเที่ยว” เป็นเจตน์ที่พูดขึ้น
“เที่ยว? เห็นกูว่างขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ไอ้คินน์ มึงก็ใจเย็นให้เจตน์มันพูดจบก่อนสิ” ไวท์ส่ายหน้า
“พวกกูรู้ว่ามึงงานยุ่งเว้ย ไม่ได้จะชวนแล้วออกไปตอนนี้ แต่เป็นคืนนี้ต่างหาก”
“คืนนี้? ที่ไหน” พาคินน์ถามราวกับสนใจ
“ร้านเดิมปะ”
ขุนพลชิงถามก่อนที่พาคินน์จะได้ถามคำถามนี้
“ร้านเดิมก็ดีนะ สาวแจ่มดี” ไวท์พูดเสริม
“ร้านเดิมก็ร้านเดิมพวกมึงนี่แย่งกูพูดจัง” เจตน์ทำหน้าหงุดหงิดใส่ไวท์และขุนพล
“กูลืมไปว่าคืนนี้กูติดงาน คงไปไม่ได้” พาคินน์ที่ตอนแรกเหมือนจะสนใจแต่กลับปฏิเสธ
“แน่ใจ? แต่พวกกูบอกมึงไว้ก่อนนะว่าน้องเฌอรีนก็ไปด้วย” คำพูดของขุนพลทำให้พาคินน์หันขวับอย่างไม่เชื่อหู
เพื่อนเวรพวกนี้สรรหาจริงๆ ยัยตัวแสบไม่รู้เลยหรือไงว่าเพื่อนเขามันไว้ใจไม่ได้
ดูหน้าพวกมันแต่ละคนหื่นออกนอกหน้าขนาดนี้ เขาละหัวจะปวด!
“ไว้กูจะคิดดูอีกทีแล้วกัน” พาคินน์ตอบกลับอย่างวางมาด
“โอเค ตามนั้นครับ”
“แค่บอกว่าน้องเฌอจะไปด้วยเปลี่ยนใจเลยนะ” ไวท์พูดแหย่ไม่พอยังทำหน้าล้อเลียนเขาอีก
น่าเอาขาฟาดมันสักที
“เออ! พูดธุระเสร็จแล้วพวกมึงก็กลับไปได้ละ กูจะทำงาน”
“คืนนี้เจอกันที่ร้านเดิมนะจ๊ะ เพื่อนคินน์”
แล้วทั้งสามคนก็เดินออกจากห้องทำงานทิ้งให้พาคินน์นั่งกุมขมับ ปวดหัวกับพวกมันจริงๆ
เฌอรีนที่เห็นเพื่อนของบอสทั้งสามเดินออกมาจากห้องก็ลุกขึ้นเอ่ยถาม
“อ้าว จะกลับแล้วเหรอคะ”
“ครับ แล้วเจอกันนะครับน้องเฌอคนสวย” ขุนพลยิ้มบอกเฌอรีน
“ค่ะ เฌอชวนเพื่อนอีกคนไปด้วยนะคะ” เธอเพิ่งชวนมิลลี่ไปและอีกฝ่ายก็ตกปากรับคำทันทีที่เอ่ยชวน
“ครับผม พวกพี่กลับก่อนนะครับ”
“ค่ะ แล้วเจอกันนะค้า” เฌอรีนโบกมือลาทั้งสามหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“น้องเฌอรู้จักเพื่อนบอสทั้งสามคนด้วยเหรอคะ” ลดาเดินมาถามเฌอรีนถึงโต๊ะทำงานหลังจากทั้งสามหนุ่มเดินออกไป
“เพิ่งรู้จักกันน่ะค่ะ”
“อ๋อ” ลดาพยักหน้าแล้วทำหน้าครุ่นคิด
รู้จักเพื่อนบอสทั้งสามคนด้วยแบบนี้ไม่ธรรมดา
“ถ้าไม่มีอะไรจะถามแล้วเฌอขอทำงานต่อนะคะ” เธอเอียงคอเล็กน้อยแล้วเผยรอยยิ้มน่ารัก
“จ้ะ ตั้งใจทำงานเข้านะ” ลดาจึงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานตัวเอง
เวลา 21.28 น.
“ฮัลโหลแก ถึงไหนแล้วอ่ะ” มิลลี่โทรเข้ามา
“ใกล้จะถึงแล้ว แล้วแกถึงร้านแล้วเหรอ”
“ยัง ใกล้จะถึงแล้วเหมือนกัน”
“โอเค ถ้าฉันถึงก่อนเดี๋ยวยืนรอแกที่หน้าร้านนะ”
“ได้ๆ แล้วเจอกันที่ร้านนะ”
เฌอรีนกดวางสาย
นั่งรถมาถึงร้านที่นัดไว้เฌอรีนในชุดเกาะอกมีแขนยาวสีดำเข้ากับกระโปรงสั้นสีน้ำตาล ปล่อยผมสยายเดินลงมาจากรถแท็กซี่ก็เห็นมิลลี่ยืนรอหน้าร้านก่อน
“อ้าว ทำไมแกมาถึงก่อนอ่ะ”
“ลุงขับแท็กซี่น่าจะขับรถเร็วกว่าคันที่แกนั่งมาล่ะมั้ง”
“จ้า เราเข้าไปข้างในเลยไหม”
“อื้ม ปะ”
สองสาวเดินเข้ามาในคลับดังใจกลางกรุงเทพ เฌอรีนยืนมองหาที่นั่งวีวีไอพีที่นัดกับสามหนุ่มไว้ก็พบว่าโต๊ะอยู่ด้านในซึ่งต้องเดินผ่านกลุ่มนักท่องราตรีจำนวนมาก
“หูย งานดีทั้งนั้นเลยอ่ะแก”
มิลลี่ดึงแขนเสื้อเธอแล้วตะโกนบอกดังข้างหูเพราะเพลงที่เปิดในร้านค่อนข้างดังอึกทึก
“เดี๋ยวเจอเพื่อนบอสฉันงานดีกว่านี้อีกแก” เฌอรีนหันมากระซิบกระซาบบอกเพื่อนแล้วยิ้มร่า
“ฉันชักอยากเจอแล้วสิ”
“งั้นก็เดินเร็วๆ”
สองสาวเดินแหวกฝูงชนเข้ามาถึงโต๊ะเห็นสามหนุ่มในลุคแบดบอยใบหน้าหล่อฟ้าประทานกันทั้งหมดชูแก้วในมือทักทายพร้อมกับรอยยิ้มกระชากใจ แต่ไม่ใช่เธอนะ น่าจะเป็นยัยมิลลี่ที่โดนรอยยิ้มของสามหนุ่มกระชากไปแล้ว
“หวัดดีค่ะ มาถึงนานรึยังคะ”
เพราะเวลาที่นัดไว้คือ สามทุ่มครึ่ง
“สักพักครับ แต่น้องเฌอกับเพื่อนไม่ต้องคิดมากนะครับ เพราะเพื่อนพี่อีกคนก็ยังไม่มาเหมือนกัน” ขุนพลเอ่ยบอก
“หมายถึงบอสคินน์เหรอคะ”
เฌอรีนกับมิลลี่ทิ้งสะโพกนั่งฝั่งตรงข้ามสามหนุ่ม
“ครับ สาวๆ รับเครื่องดื่มแบบไหนดีครับ”
“เอาเหมือนหนุ่มๆ เลยค่ะ” เป็นเฌอรีนที่ตอบกลับ
“On The Rock นะครับ”
ขุนพลบอกก่อนจะทำหน้าที่เทวิสกี้ใส่แก้วใบเล็กให้สองสาว
“ได้แล้วครับสาวๆ”
ขุนพลยื่นแก้ววิสกี้ให้สองสาว มิลลี่แอบเขินสายตาเปล่งประกายมีเลศนัยของขุนพลที่มองมาจนรู้สึกแก้มร้อนผ่าวเพราะจากการสังเกตเขาตรงสเปกทุกอย่างที่เธอต้องการ
“ชนแก้วครับ”
สามหนุ่มยื่นแก้วมาชนแก้วกับสาวๆ แล้วกระดกยกดื่มจนหมดก่อนจะเติมใหม่อีกครั้ง
“สาวๆ เคยมาร้านนี้กันไหมครับ” ไวท์ขยับขาไขว่ห้างเอ่ยถามสองสาว
“เคยมาครั้งหนึ่งค่ะ แต่ราคาเครื่องดื่มค่อนข้างแรงเลยไม่มาอีก” ถึงที่บ้านเธอจะสปอยเรื่องเงินแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายกับเรื่องเที่ยวหรอกนะ
“วันนี้พวกพี่เลี้ยงสาวๆ ดื่มให้เต็มที่เลยนะครับ” เจตน์ที่นั่งเงียบตั้งแต่สองสาวมาพูดขึ้นบ้าง
“ขอบคุณค่ะ”
“เออ... เพื่อนน้องเฌอชื่ออะไรครับ เรายังไม่ได้แนะนำตัวรู้จักกันอย่างเป็นทางการเลย” ขุนพลที่เริ่มอยากรู้จักแม่สาวน้อยข้างน้องเฌอรีนเอ่ยถาม
“มิลลี่ ฉันชื่อมิลลี่ค่ะ” มิลลี่แนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก
“พี่ชื่อขุนนะครับ แต่เพื่อนเรียกขุนพล ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องมิลลี่” พูดจบขุนพลยื่นแก้วมาชนแก้วมิลลี่
ทั้งคู่ส่งยิ้มหวานให้กันคล้ายกับแรงดึงดูดบางอย่างที่จูนติดทำให้มิลลี่ไม่อาจละรอยยิ้มของชายหนุ่มได้เลย เช่นเดียวกับขุนพลเองก็ไม่สามารถละสายตาจากสาวน้อยวัยขบเผาะที่ช่างมีรอยยิ้มละลายใจเขาเหลือเกิน
“พี่ชื่อเจตน์ครับ”
“ส่วนพี่ชื่อไวท์นะครับ”
สองหนุ่มที่เหลือยื่นแก้วมาทำความรู้จักมิลลี่เช่นกัน
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ พี่ขุน พี่เจตน์ พี่ไวท์”
“หมดแก้วเลยไหมคะ” เฌอรีนที่ยื่นแก้วมาสมทบเอ่ยบอก
“หมดแก้ว!”
เฌอรีนกระดกวิสกี้จนหมดแก้ว ระหว่างนั้นพาคินน์ที่กำลังมาถึงทิ้งตัวหนักอึ้งนั่งข้างหญิงสาว โดยไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยอนุญาต
“กูขอด้วย” พาคินน์ที่เพิ่งมาถึงเอ่ยบอกขุนพลที่กำลังทำหน้าที่เทวิสกี้รอบใหม่ให้ทุกคน
“จัดไปครับ”
“อาจารย์คินน์ สวัสดีค่ะ” มิลลี่ที่เห็นพาคินน์ไม่ลืมยกมือไหว้อาจารย์คลาสพิเศษของชั้น ซึ่งพาคินน์ทำเพียงยิ้มทักทายกลับ
“อ้าว มึงรู้จักน้องมิลลี่ด้วยเหรอ” ไวท์ที่สงสัยถามทันที
“เออดิ”
พาคินน์ยื่นแขนรับแก้ววิสกี้จากไวท์
“แล้วไง มึงเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยที่น้องเฌอรีนกับน้องมิลลี่เรียนอยู่งี้เหรอ”
“ใช่”
“ไม่ยักจะรู้ว่ามึงเป็นอาจารย์สอนเด็กด้วย ไม่น่า...” ไม่น่ามันถึงรู้จักกับน้องเฌอรีน
“ไม่น่าไรวะ” เจตน์ที่ไม่ได้ฟังบทสนทนาก่อนหน้าเอ่ยถามทั้งคู่
“ก็ไอ้คินน์มันเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยที่น้องเฌอรีนเรียนอยู่ไง”
“เ-ี้ย! นี่เรื่องจริงปะ” เจตน์ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เพื่อนเขาเนี่ยนะ เป็นอาจารย์โคตรจะเหลือเชื่อ
“จริงค่ะ อาจารย์คินน์เขาสอนดีมากเลยนะคะ จากตอนแรกมิลลี่เรียนไม่เข้าแต่พออาจารย์มาสอนเพิ่มเติมให้กลับเข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ” มิลลี่ที่ฟังบทสนทนาทั้งหมดแต่แรกบอกเป็นการยืนยัน
“ว้าว กูนี่เหลือเชื่อเลยว่ะ” เจตน์ปรบมือเหมือนจะชื่นชมเพื่อน
“กูถือว่ามึงชมแล้วกันนะ”
เฌอรีนมองพาคินน์ในท่าทางธรรมชาติที่กำลังคุยกับเพื่อนอย่างไม่วางตา จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าเขาดูดีขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงในร้านรึเปล่า
“มองอะไร”
พาคินน์ที่รู้สึกว่าโดนมองก็หันมาถามหญิงสาวที่กำลังนั่งมองเขาด้วยแววตาที่เขานึกไม่ถึง
“มองไม่ได้เหรอคะ”
เฌอรีนขยับตัวแล้วหยิบแก้ววิสกี้บนโต๊ะก่อนจะยกดื่มจนหมด พาคินน์แอบทึ่งไม่คิดว่าเธอจะดื่มเก่งขนาดนี้
“On The Rock เหมือนเดิมค่ะ”
“ไม่กลัวเมาเหรอ” พาคินน์เอ่ยถาม
“มาเที่ยวก็ต้องเมาสิคะ ถ้าไม่เมานี่แปลกนะ” รอยยิ้มพราวเสน่ห์เกลื่อนเต็มใบหน้า ไม่รู้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ไหลวนในเลือดรึเปล่าถึงได้กล้าโปรยเสน่ห์ใส่เขาแบบนี้
“นั่นสินะ”
“ว่าแต่บอสเหอะ คิดไงถึงมาคะ ตอนแรกเฌอนึกว่าจะไม่มาแล้วเสียอีก”
“ถ้าไม่มาคงดูเป็นการเสียมารยาทไปหน่อยนะ ว่าไหม” พาคินน์หันมาคุยกับหญิงสาวเป็นจริงเป็นจังพลางยื่นมาชนแก้วในมือเธอ
“เฮ้ย ไอ้ไวท์มึงเห็นแบบที่กูเห็นปะ”
เจตน์ที่กำลังจับตาดูทั้งคู่ขยับศอกถามไวท์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ส่วนไอ้ขุนพลมันไม่สนใจแล้ว เพราะมันกำลังจีบน้องมิลลี่
“เห็น มันกำลังจีบน้องเฌอใช่ไหมวะ”
“กูคิดว่านะ”
“แล้วไหนตอนแรกมันบอกไม่ได้คิดอะไรกับน้องเฌอ”
“กูว่ามันน่าจะโดนน้องเฌอโปรยเสน่ห์เข้าให้แล้วว่ะ”
“งั้นก็เหลือแค่กูกับมึงน่ะสิ”
“เออดิ มึงกับกูชนแก้วกันดีกว่า”
พูดจบทั้งคู่ยกแก้วชนกันแล้วยกดื่มจนหมดเกือบพร้อมกัน ปล่อยให้คนอื่นจีบกันเอง
วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัวที่ทุกคนจะมาร่วมวงรับประทานอาหารด้วยกัน โดยสลับสถานที่ระหว่างบ้านคฑากุลกับบ้านอมรรัตน์ และมีบางสัปดาห์ที่จะนัดเจอกันที่ร้านอาหารพาคินน์อุ้มลูกชายตัวน้อยไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว มืออีกข้างถือกระเป๋าของลูกน้อยเอาไว้ เดินตามภรรยาสาวที่เริ่มมีพุงยื่นขยายเป็นทรงกลมจากการตั้งครรภ์ลูกคนที่สองเข้าบ้านคฑากุล“คุณพ่อคุณแม่ สวัสดีค่ะ” สะใภ้สาวยกมือไหว้พ่อแม่สามีที่ออกมารับถึงหน้าบ้านและยิ้มน่ารักตอบแทน“สวัสดีจ้ะ เอ๊ะ ใครเอ่ย? น้องคีนหลานย่ารึเปล่านะ มามะ... มาหาย่าดีกว่า” ผู้เป็นย่าเอ่ยหยอกเย้าทักทายหลานชายตัวน้อย“เจอคุณย่าแล้วยิ้มดีใจใหญ่เลยนะ เจ้าคีน” ว่าพลางจิ้มแก้มนุ่มแดงของลูกชายด้วยความมันเขี้ยวเด็กชายคีริน หรือน้องคีน เป็นเด็กคลอดง่ายเลี้ยงง่าย มีผิวพรรณขาวใส ตากลมโตเหมือนแม่ แต่ได้เครื่องหน้าหล่อเหลาและมีอีคิวสูงเหมือนพ่อ เรียกได้ว่าเลือกเอาแต่ลักษณะเด่นของทั้งคู่ไปอย่างลงตัว และด้วยความเป็นลูกคนแรกบวกกับอยากมีหลานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ม๊ากับป๊ารักและเอ็นดูน้องคีนเป็นที่สุด ถึงขั้นทุ่มเงินหลายล้านเพื่อรับขวัญหลานชายคนแรกเป็นทองคำแท่งสิบบาทกับเงินสดอีกห้าล้า
สองเดือนถัดมาพิธีหมั้นสไตล์จีนถูกจัดขึ้นในโรงแรมควีนส์ โดยเชิญแขกเพียงญาติและเพื่อนของทั้งสองฝ่ายมาร่วมงาน หลังจากจบพิธีมีการทานอาหารร่วมกันซึ่งเป็นอาหารแบบโต๊ะจีนหนึ่งสัปดาห์หลังจากพิธีหมั้น พาคินน์ให้ทนายความนำเอกสารการจดทะเบียนสมรสไปให้เธอเซ็นถึงที่ เนื่องจากตารางงานเต็มทั้งคู่ แม้จะพยายามเคลียร์งานหากยังมีเวลาไม่ตรงกัน เพื่อความสะดวกจึงให้ทนายดำเนินเรื่องเอกสารแทนสามวันให้หลังเฌอรีนได้ย้ายเข้ามาอยู่กับคู่หมั้นหนุ่มที่คอนโดมิเนียมตามที่ตกลงกันไว้ว่าจะทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง “จัดของยังไม่เสร็จเหรอครับ”พาคินน์พาตัวเองเข้ามาในห้องนอนและพบว่าห้องที่เคยกว้างกลับดูแคบลงถนัดตา มีการจัดตกแต่งห้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่เป็นโทนสีสดใส มีเครื่องสำอางผู้หญิงวางเรียงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าที่เคยโล่งบัดนี้กลับเต็มแน่น“ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ” เฌอรีนเงยหน้าคุยกับเขานิดเดียวแล้วยื่นแขนแขวนเสื้อบนราว“หิวน้ำไหม พี่เอาน้ำมาให้” ร่างใหญ่เดินเข้ามาใกล้ร่างเล็กที่ง่วนกับการจัดเก็บเสื้อผ้า“ขอบคุณค่ะ พี่คินน์น่ารักจัง” เธอรับแก้วมาดื่มน้ำจนหมดจึงยื่นแก้วกลับคืนและยังให้รางวัลตอบแทนด้วยการหอมแก้ม
โรงแรมควีนส์“เชิญครับ” พาคินน์เปิดประตูห้องสวีตให้แฟนสาวน้อยเดินเข้าไปก่อน“วิวสวยจัง” บอกแล้วห่อปากตกตะลึงกับวิวเมืองศิวิไลซ์ที่มีแสงวิบวับประกายจากยอดตึกสูงไล่ระดับ ช่างเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลเลยจริงๆ“พี่ว่าเฌอสวยกว่า”เสียงห้าวกระซิบบอกใกล้ใบหูและวาดแขนโอบรอบเอวเล็กคอดกระชับกายเข้าหาจนสัมผัสถึงความอบอุ่นจากร่างใหญ่ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง“พี่คินน์ปากหวาน”เฌอรีนตอบกลับเสียงใสพลางเอียงคอไปด้านซ้ายเล็กน้อยเมื่อแฟนหนุ่มยื่นคางวางบนไหล่เล็กแล้วกระชับอ้อมกอดแน่น สายตาสองคู่ทอดยาวออกไปนอกหน้าต่างที่กรุด้วยกระจกใสที่ทำให้สามารถมองเห็นวิวเมืองยามค่ำสุดน่าทึ่งหนุ่มสาวยืนชื่นชมสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไร้บทสนทนาจนได้ยินเสียงลมหายใจกันและกันชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันความใกล้ชิดกับกลิ่นหอมเย้ายวนจากร่างนุ่มดึงดูดให้ชายหนุ่มอดใจไม่ไหว ปากหยักหนากดฝังลงขมับบางและกลุ่มผมนุ่มหอมซ้ำหลายครั้งด้วยความรักใคร่ผสมปนโหยหาจากเบื้องลึก ฟัดแก้มนุ่มอีกหลายทีด้วยความมันเขี้ยวแล้วลามและเล็มกรอบหน้างามก่อนเลื่อนใบหน้าซุกไซ้ซอกคออ่อนเนียนที่มีกลิ่นหอมหวาน“อื้อ พี่คินน์อย่า...” อยากต่อต้านสัมผัสวาบหวาม หากร่างกา
หลังจากเรียนจบเฌอรีนไม่ได้ตัดสินใจทันทีว่าจะเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศหรือทำงานในบริษัท ช่วงนี้เธอจึงมีเวลาว่างถึงว่างมากจึงหันมาเล่นโซเชียลทำคอนเท้นต์ ไฮโซสาวที่มียอดผู้ติดตามเกือบหนึ่งล้านคนจึงกลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วผ่านคอนเท้นต์ต่างๆ มีคลิปไวรัลหลายคลิปจนมีบริษัทติดต่อเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้เธอช่วยโปรโมตแบรนด์สินค้าผ่านช่องทางของเธอ และยังได้ร่วมงานอีเว้นท์กับโฆษณาอีกหลายชิ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือนกับการทำงานคอนเท้นต์-ครีเอเตอร์หรืออีกชื่อว่าอินฟลูเอนเซอร์ผ่านโซเชียลมีเดียทำให้เธอสามารถกอบโกยรายได้มากถึงหกหลักแถมมาด้วยผู้ติดตามช่องที่เพิ่มขึ้นบริษัทแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังของไทยติดต่อเข้ามาเรื่องถ่ายแบบ เธอจึงตอบตกลงรับงานเนื่องจากถูกทาบทามหลายครั้ง ทั้งยังเป็นการร่วมงานครั้งแรกกับแบรนด์เสื้อผ้า และมิลลี่ได้กลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวไปโดยปริยาย ตั้งแต่รับงานถ่ายแบบโฆษณาตัวแรก ทั้งคู่มาถึงสถานที่ถ่ายแบบ เฌอรีนถูกแยกไปแต่งหน้าทำผม ส่วนมิลลี่ขอคุยกับทีมช่างภาพเพิ่มเรื่องการถ่ายแบบ คุยเสร็จจึงเข้ามานั่งรอในห้องแต่งหน้า เฌอรีนถูกช่างแต่งหน้าทำผมรุมร่วมชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนชุดสำหร
เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายในฐานะเด็กฝึกงานของเฌอรีน และลดา เลขานุการสาวที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสอนงานตลอดช่วงสามเดือนที่ผ่านมาได้เสนอไอเดียว่าอยากให้มีการเลี้ยงส่งเธอเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะเด็กฝึกงาน พาคินน์รับเรื่องทันทีแล้วโทรจองร้านอาหารสำหรับเลี้ยงส่งแฟนสาวคืนนี้“เราไปกันแค่สามคนเหรอคะ” เฌอรีนถามพาคินน์“อืม เฌออยากให้ใครไปด้วยอีกเหรอ”“ถ้าเฌอจะขอชวนมิลลี่ เพื่อนเฌอมาด้วยจะได้ไหมคะ เฌอว่าแค่สามคนคงไม่สนุก”“ได้สิครับ งั้นพี่โทรเรียกเพื่อนพี่มาด้วยดีไหม”“ดีค่ะ เฌอว่าหลายคนน่าจะสนุก”“พี่ก็ว่างั้น รีบกินข้าวกันเถอะจะได้เวลาเข้างานแล้ว” ช่วงพักเที่ยงเป็นเวลาสั้นๆ ที่ได้ใช้เวลาร่วมกันผ่านไปอย่างรวดเร็วเวลาห้าโมงเย็นได้เวลาเลิกงานพอดี เฌอรีนกำลังเก็บกระเป๋าและไม่ลืมเติมลิปสติกให้ปากน่าจูบ ระหว่างนั้นลดาที่เพิ่งทำงานเสร็จก็เริ่มเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปเลี้ยงส่งเฌอรีนคืนนี้“เก็บของเสร็จรึยังครับสาวๆ” พาคินน์ถามขึ้น&
หลังจากลาพักรักษาตัวเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์เต็มจนอาการดีขึ้นเฌอรีนจึงกลับมาทำงานปกติและเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการเป็นเด็กฝึกงานกับเคที แอสเสท หลายคนพอเห็นหญิงสาวก็ยิ้มให้และยังมีท่าทางเกรงใจ คงเป็นเพราะข่าวนั้นสินะ ทุกคนถึงมีท่าทีแปลกไปกันหมด“พี่ลดา สวัสดีค่ะ” เฌอรีนเอ่ยทักทายลดาที่กำลังค้นบางอย่างในกระเป๋าตัวเอง“อ้าว น้องเฌอกลับมาทำงานแล้วเหรอคะ” ลดาเงยหน้าจากกระเป๋าเพ่งสายตามาที่ร่างบาง“ค่ะ หวังว่าช่วงที่เฌอไม่อยู่งานจะไม่เยอะมากนะคะ” พลางวางกระเป๋าบนโต๊ะและขยับเก้าอี้เพื่อนั่ง“อย่าให้พี่ได้พูดเลยค่ะน้องเฌอ แต่เดือนหน้าพี่ได้รับแจ้งมาว่าจะมีผู้ช่วยเลขาฯ เข้ามาเป็นผู้ชายหนึ่งคน ถึงตอนนั้นงานพี่ก็น่าจะเบาลงบ้าง”“วันนี้พี่ลดามีงานอะไรให้เฌอช่วยไหมคะ”“พี่มีงานให้น้องเฌอช่วยเยอะเลยจ้ะ ไม่ต้องห่วง แต่ตอนนี้พี่ขอกาแฟก่อน”“ได้ค่ะ เอาเหมือนเดิมนะคะ”“ใช่จ้ะ”ร่างบางเดินตรงไปยังครัวเล็กด้านหลังโต๊ะทำงานเพื่อชงกาแฟให้ลดาและขอ







