เข้าสู่ระบบ“เนื้อหาคล้ายทบทวนบทเรียนของมอปลายเลยเนอะแกว่าไหม” สาคูเอ่ยขึ้นขณะเดินลงมาจากตึกคณะพร้อมกัน
“เทอมแรกก็ประมาณนี้แหละ เทอมสองน่าจะเข้าเนื้อหาของวิชาเอกแล้วล่ะ” ฉันบอกนางเพราะจำได้ว่าตอนปีหนึ่งใครบางคนเรียนอะไรบ้าง
“เดี๋ยวฉันเอางานไปให้พี่ฝนก่อนนะ พวกแกจะไปไหนต่อไหม หรือกลับหอเลย” สายน้ำที่เดินอยู่ข้างฉันถามขึ้น ตอนนี้พวกเราเรียนเสร็จแล้ว แต่เพราะยังบ่ายอยู่เลยไม่อยากกลับหอกัน
“ฉันว่าจะนั่งอ่านมังงะแถวนี้อะ รอพี่พระพายมารับด้วย ต้องไปเอาของที่คอนโดโน้น”
“งั้นพวกแกกลับตอนไหนฉันก็กลับตอนนั้นแหละ” สาคูว่าก่อนจะเดินเอากระเป๋าไปวางบนโต๊ะม้าหินอ่อนข้างตึกคณะ
“โอเค ถ้างั้นเดี๋ยวฉันมา ไปหาพี่ฝนก่อน”
“ให้ไปด้วยไหม”
“พี่ฝนอยู่ร้านพี่แฮคนะ แกจะไปเหรอ” ยัยน้ำรู้ว่าคุณพยัคฆ์ห้ามไม่ให้ฉันเจอพี่แฮคอีก พอนางว่าแบบนี้ฉันก็ส่ายหัวรัว ๆ ให้ “งั้นฉันไปล่ะ เดี๋ยวเอาชานมมาฝาก” ว่าแล้วก็รีบสาวก้าวไปหาพี่สาว หลังจากเริ่มเรียนได้ไม่นานพวกเราก็รู้ว่าพี่แฮคเป็นเพื่อนสนิทของพี่ฝน พี่สาวของสายน้ำ นางเลยได้กินชานมไข่มุกฟรีอยู่บ่อย ๆ
“แกไม่ลงประกวดดาวเดือนจริงเหรอ” สาคูถามขึ้นขณะยืนสางผมอยู่ ส่วนฉันนั่งลงได้ก็หยิบหนังสือมังงะในกระเป๋าออกมาอ่าน
“ไม่อะ แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้น”
“ไม่ใช่ว่าพี่พยัคฆ์ห้ามแกหรอกนะ”
“เปล่า ฉันไม่ประกวดเอง”
“งานเริ่มพรุ่งนี้ แกจะไปดูไหม”
“แล้วแต่พวกแกเลย”
“ว่าแต่พวกกุญแจแกหายไปไหนอะ ไหนว่าจะห้อยไว้กับสายกระเป๋า เอาไว้ดูเป็นแรงบันดาลใจในการเรียน”
“…อ๋อ เก็บไว้ที่ห้องน่ะ”
“ไม่ใช่ว่าพี่พยัคฆ์เอาไปหรอกนะ” ฉันไม่ได้ตอบแต่ไหวไหล่ใส่นางแทน “เอาไปจริง ๆ สินะ โตแล้วยังไม่เลิกนิสัยนี้อีก ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่ชายแกนะฉันทุบหน้าหักไปแล้ว”
“เขาก็ไม่เคยยอมรับว่าฉันเป็นน้องสาวนี่”
“จริง ๆ เล้ย” นางส่ายหัวให้แล้วก็ยืนสางผมต่อ “ว่าแต่หวีฉันนี่มันขยันหายจริง ๆ เลย ลิปสติกก็ลืมเอามา” ฉันนั่งฟังสาคูบ่นขณะเสริมสวย
เราสองคนคุยกันสักพักสายน้ำก็วิ่งกลับเข้ามาพร้อมชานมไข่มุกสามแก้ว จากนั้นไม่นานพี่พระพายก็เดินลงมาจากตึกพร้อมกับพี่พระเพลิงแล้วก็คนใจร้าย
“ไปกันเลยไหม” เสียงพี่พระพายดังขึ้นเมื่อเดินเข้ามาทางที่พวกเรานั่งอยู่
“ค่ะ” ตอบพี่เขาก่อนจะหันไปโบกมือให้สองนางที่กำลังเก็บกระเป๋าแล้วแยกย้ายกันกลับ
“น้องจะเข้าห้องก่อนไหม” พี่พระพายที่ทำหน้าที่ขับรถหันมาถามฉันซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน ส่วนพี่พระเพลิงกับใครบางคนเห็นว่าจะเข้าไปดูร้าน วันนี้ร้านเพิ่งเปิดหลังจากปิดตกแต่งและขยายพื้นที่ ลูกค้าคงเยอะเลยต้องไปช่วยกันดูแล
“ไม่ค่ะ ไปคอนโดเลยก็ได้”
“ไม่อยากมาอยู่กับพวกพี่เหรอ ห้องกว้างนะ ข้าวฟรี ขนมฟรี ของกินเต็มตู้เย็น” คนข้าง ๆ เอ่ยชวนซึ่งฉันก็ส่ายหัวให้
“ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเวลามีสาว ๆ ไปหาพวกพี่แล้วน้องจะอดเผาพี่ชายตัวเองไม่ได้” ฉันว่าติดตลก คนข้าง ๆ ได้ยินก็เอื้อมมือมาโยกหัวฉันเบา ๆ
“สาวไหน ไม่มี พี่ชายน้องน้องโสดทุกคนเลยนะ ถ้าโปรโมตให้ก็จะดีมาก อยากสละโสดจะแย่แล้ว” พอพี่พระพายว่าแบบนี้ฉันก็หัวเราะคิกคักออกมา
พี่ชายฉันเป็นฝาแฝดกันแต่หน้าตาไม่เหมือนกันสักคน ทุกคนแค่หน้าคล้ายกันเท่านั้น ถ้าถามว่าใครหล่อสุดฉันว่าพี่พระเพลิงมั้ง เพราะรายนั้นถึงสถานะจะโสดแต่อยู่ในโหมดสาวรุม ส่วนพี่พระพายก็… มีคนเข้าหาเยอะแต่เหมือนพี่เขากำลังรอใครบางคนอยู่ ส่วนอีกคนก็… อย่าว่าแต่สาวเลย หมาหน้าหอที่กัดคนมานักต่อนักยังไม่กล้าเข้าใกล้ คนอะไรแม้แต่หมาก็ยังไม่มอง
เราสองคนพี่น้องใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมงก็ถึงคอนโด ระยะทางจากมหาลัยมาถึงนี่ไม่ได้ไกลแต่รถติดเลยมาถึงช้า ตึกสูงใหญ่ที่ฉันกำลังขึ้นไปตอนนี้เป็นธุรกิจของครอบครัวคุณป้า ฝาแฝดของพ่อฉัน ตอนฉันยังเด็กท่านยกชั้นบนและห้องชุดที่ใหญ่ที่สุดให้พวกเราสี่คนพี่น้องไว้เป็นสมบัติร่วมกัน แน่นอนว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาที่นี่เพราะไม่คิดจะย้ายมาอยู่กับพวกพี่เขาอยู่แล้ว
“ของอยู่ในครัวนะ กล่องใหญ่ในตู้เย็นสามกล่องน้องเอาไปเลย แล้วก็ผลไม้ในลังไม้ที่วางบนโต๊ะกินข้าวอีกสองลัง เดี๋ยวพี่ช่วยยกลงไป” พอเข้ามาในห้องพี่พระพายก็บุ้ยปากไปทางห้องครัว
“แล้วพวกพี่แบ่งไว้หรือยังคะ”
“คุณป้ากับคุณลุงบอกว่าฝากให้นักศึกษาใหม่น่ะ พวกพี่เป็นนักศึกษาเก่า อดกิน” คนตรงหน้าแสร้งทำหน้าตาน่าสงสารใส่
“เอาไหมคะ น้องแบ่งให้”
“ไม่ครับ พี่พูดเล่น น้องเอาไปเถอะ เดี๋ยวพี่อยากกินอะไรจะแวะไปหา”
“ได้ไงคะ น้องไม่ทำกับข้าวให้กินหรอกนะ” ฉันว่าก่อนจะรีบเดินหนีไป
ฉันรู้ว่าฝีมือทำกับข้าวของตัวเองนั้นได้มาจากแม่เกี๊ยวเต็ม ๆ คุณชายทั้งสามของบ้านรวมถึงพ่อทัพติดอกติดใจกันใหญ่ แม้แต่ใครบางคนที่ไม่ชอบฉันยังปฏิเสธอาหารของฉันไม่ลง
“น้องรีบกลับไหม เดี๋ยวพี่เอางานไปให้เพื่อนพี่แป๊บหนึ่ง อยู่ตึกเดียวกับเราแต่ชั้นยี่สิบสาม” ขณะที่ฉันกำลังดูของกินในตู้เย็นพี่พระพายก็เดินมาสะกิดแขนพร้อมชูเอกสารปึกหนึ่งขึ้น
“น้องไม่รีบค่ะ พี่พายไปทำธุระเลย เดี๋ยวน้องปอกผลไม้ใส่กล่องแช่ตู้ไว้ให้”
“โอเคครับ งั้นเดี๋ยวพี่มานะ น่าจะสักยี่สิบนาทีเพราะต้องอยู่คุยงานกับมันแป๊บหนึ่ง”
“ค่ะ”
“เดินดูห้องได้นะ ไม่มีใครล็อกประตู เข้าออกได้ทุกห้องเลย เผื่อเปลี่ยนใจอยากมาอยู่ที่นี่”
“ค่ะ” พอพี่ชายสุดหล่อเดินออกไปแล้วฉันก็เอาผลไม้ออกมาล้าง ระหว่างนั้นก็นึกถึงประโยคเมื่อครู่ของพี่ไปด้วย
“สำรวจห้องหน่อยดีกว่า” ว่าแล้วก็รีบเช็ดมือให้แห้งเพื่อเตรียมตัวสำรวจห้อง แหงล่ะว่าห้องของใครบางคนคือเป้าหมายแรกของฉัน อยากจะรู้จริง ๆ ว่าคุณพยัคฆ์จัดห้องตัวเองยังไง ตั้งแต่รู้จักกันมารายนั้นหวงความเป็นส่วนตัวที่สุด ที่บ้านแม้แต่แม่บ้านยังต้องรอให้เจ้าของห้องอยู่ถึงจะเข้าไปทำความสะอาดได้ ส่วนฉันน่ะเหรอ ไม่มีโอกาสได้เข้าห้องเขาหรอก มีแต่เขานั่นแหละที่เข้าออกห้องฉันได้ตามใจ
“อ้าว? คุณน้อง มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไรคะ ทำไมไม่มีใครเรียกป้ามาเตรียมห้องให้” ทว่าพอเดินออกมาจากห้องครัว เสียงคุณป้าแม่บ้านที่สนิทกับพวกเราสี่พี่น้องก็ทักขึ้น ท่านดูแลห้องชุดนี้แล้วก็ดูแลความเรียบร้อยของบ้านคุณป้า ฉันไปบ้านโน้นบ่อยช่วงปิดเทอมเลยเจอท่านบ่อย ๆ
“สวัสดีค่ะคุณป้า น้องแค่แวะมาเอาของค่ะ ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่” ฉันทักทายคนมาใหม่ก่อนจะมองบางอย่างที่คุณป้าถือเข้ามาด้วยความสนอกสนใจ “นั่นอะไรเหรอคะ”
“พัสดุของคุณพยัคฆ์ค่ะ แกส่งข้อความไปบอกให้ป้าเซ็นรับให้แล้วให้เอามาไว้ในห้อง”
“ว่าแต่ห้องคุณพยัคฆ์อยู่ตรงไหนเหรอคะ” ได้ทีฉันก็รีบถามต่อ
“ห้องนี้ค่ะ” พอคุณป้าแม่บ้านว่างั้นฉันก็รีบเดินตามไปติด ๆ ท่านวางกล่องพัสดุลงบนโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องก่อนจะเดินออกไป ส่วนฉันกวาดตามองไปรอบห้อง ทุกอย่างในนี้เป็นสีดำและสีกรมทึบ บรรยากาศอึมครึมของห้องไม่ต่างจากบรรยากาศรอบตัวของเจ้าของห้องนัก
“เอ๋? แกถูกขังในนี้เองเหรอ” แต่บางอย่างที่สีแปลกตากว่าทุกอย่างในนี้ทำให้ฉันต้องย่นคิ้วเข้าหากัน พอเห็นว่ามันคืออะไรก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา
“เขาทำร้ายแกหรือเปล่า” ฉันนั่งลงบนเตียงกว้าง คุยกับพวงกุญแจหนอนอ้วนตัวสีเขียวที่ถูกใครบางคนแย่งมา มันถูกจัดให้อยู่ในท่วงท่านั่งในกล่องเซรามิกใสสี่เหลี่ยม ฐานที่ตั้งของมันมีแสงไฟอ่อน ๆ ติดอยู่ เขาวางมันไว้ข้างโคมไฟหัวเตียง
“คิดว่าจะเอาไปโยนทิ้งซะอีก ที่แท้ก็พามาขังไว้นี่เอง”
“อยากได้มันคืนไหมล่ะ”
“เฮือก! คุณพยัคฆ์…” เสียงเรียบของคนที่เข้ามาในนี้ชนิดที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัวทำให้สะดุ้งโหยง ท้ายทอยเย็นวาบทันทีที่สบตากับเขา
“น้องไม่ได้มาขโมยมันกลับนะคะ แค่แวะมาดูว่ามันยังสบายดีอยู่ไหม” ฉันถอยร่นไปด้านหลังเมื่อเจ้าของห้องเดินเข้ามา แต่ก็ไม่มีที่ให้ถอยแล้วเพราะด้านหลังคือโคมไฟ
“อยากได้มันคืนหรือเปล่า” เขาถามเสียงเรียบก่อนจะปรายตามองสิ่งที่อยู่หลังฉัน
“คุณพยัคฆ์จะคืนให้เหรอคะ”
“อือ ฉันจับมันมาเป็นตัวประกัน”
“ตัวประกัน?”
“ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วฉันจะคืนมันให้เธอ”
“…”
__________
ฝากอีบุ๊กรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า และรุ่นทวดด้วยนะคะ
- รักนี้ต้องรีเทิร์น (แนวแฟนเก่า+หลัวชั่ว)
- ของเล่นชิ้นสุดท้ายของนายวายร้าย (แนวไอ้โบ้ค่ะ เมียหนี)
- ร้ายแลกรัก (แนวปากหนัก ปากแข็ง โบ้ยกกำลังสอง)
- อาถรรพ์ลานเกียร์ (แนวรักวัยรุ่นโรแมนติก ยิ้มแก้มแตก)
***แจ้งก่อนว่าอีบุ๊กเรื่องเก่า ๆ เนื้อหาอาจมีคำผิดและการจัดหน้าที่ดูขัดตา เพราะตอนนั้ันไรท์ไม่ได้ให้ร้านทำให้ค่ะ ทำเองทุกอย่าง แต่กำลังตามแก้ไข และจะแก้ให้ครบทุกเรื่องค่ะ***
“พ่อกับแม่เรียกน้องเหรอคะ” ฉันเดินไปนั่งโซฟาตรงข้ามพ่อกับแม่แล้วถามขึ้น“ใช่จ้ะ แม่กับพ่อมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับน้อง” แม่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าแววตาท่านกลับมีบางอย่างแฝงอยู่ คล้ายกับว่าลังเลที่จะพูด“เมื่อวานพ่อพาคนงานไปทำศาลาให้วัดแถวบ้านมาน่ะ แล้วก็ไปเจอกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง” พ่อพูดราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดต่อดีไหม“พ่อกับแม่พูดมาเถอะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรน้องจะค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ตัดสินใจ” ฉันส่งยิ้มให้พวกท่าน“พ่อไปเจอพ่อกับแม่ของน้องมาน่ะ พ่อแม่แท้ ๆ ของน้อง”“…” พ่อแม่แท้ ๆ ของฉันงั้นเหรอ? พอได้ยินแบบนี้ก็สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกยังไง ต้องทำตัวแบบไหน แล้วถ้าเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่จะส่งฉันกลับไปหรือเปล่า หลายอย่างในหัวตีกันไปหมด ทุกอย่างมันอื้ออึงจนคิดอะไรไม่ออกว่าต้องพูดอะไรเมื่อได้ฟังเรื่องนี้&ldqu
“เรา… เข้าใกล้กันให้มากกว่านี้ดีไหม” เสียงแหบเอ่ยถามขณะเคลื่อนใบหน้าขึ้นมาสบตากัน “ยักอยากเข้าใกล้น้องให้มากกว่านี้”“ค่ะ”“ขอบคุณครับ”ฉันหลับตาลงช้า ๆ เพื่อรับรสจูบละมุนที่ป้อนลงมา เรากลืนกินกันและกัน โอบกอดกันและกันเอาไว้อยู่เนิ่นนาน กระทั่งอิ่มเอมจากความหวานล้ำจึงผละออก มือใหญ่กระตุกแขนสองข้างให้ลุกนั่งตรงหน้าเขา เราสบตากันอีกครั้งก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกันออก เสื้อนอนตัวบางถูกคนตรงหน้าปลดกระดุมออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกันเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ก็ถูกฉันค่อย ๆ ถลกขึ้นทางศีรษะเขา และดึงมันออกมากองอยู่ข้างตัว วินาทีที่ท่อนบนของเราเปลือยเปล่าต่อหน้ากัน หัวใจฉันมันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเราทั้งคู่ต่างไล่มองกันตั้งแต่ลำคอ หัวไหล่ เนินเนื้อเปลือยเปล่า และไล่ลงต่ำเรื่อย ๆ มาจนถึงหน้าท้อง เมื่อดึงสายตากลับมาประสานกันอีกครั้ง ความร้อนมากมายก็แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
ซ่าา!สายน้ำเย็นยามดึกไหลลงมากระทบผิวกายทำให้อาการมึนหัวหายไปและรู้สึกสบายตัวขึ้น วันนี้ฉันไม่ดื่มเยอะเพราะเข็ดจากวันนั้น วันที่อ้วกใส่รถคุณพยัคฆ์ ตอนนั่งที่โต๊ะเลยดื่มแค่พันซ์กับแอลกอฮอล์ที่สาคูส่งให้ครึ่งแก้ว ทำให้ไม่เมาเหมือนคนอื่นแต่มึนหัวนิดหน่อย พอได้อาบน้ำเย็น ๆ ก็กลับมาเป็นปกติ“ได้กลิ่นสบู่หอม ๆ แล้วสดชื่นดีแฮะ” ฉันเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จ พันผ้าเช็ดตัวรอบตัวแล้วเดินออกจากห้องน้ำ แต่พอจะแกะผ้าออกก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อใครบางคนเปิดประตูห้องฉันเข้ามาพอดี “คุณพยัคฆ์!”“…” คนที่ก้าวเข้ามาในห้องชะงักกึกทั้งยังมองมาที่ฉันราวกับว่าเขาเองก็ตกใจเหมือนกัน“เข้ามาทำไมคะ”“ส่งข้อความมาแล้วเธอไม่อ่านก็เลยโทรหา เห็นเธอไม่รับสายเลยเข้ามาดู” เขาตอบทั้งที่สายตายังจับจ้องมาที่ฉัน“น้องอาบน้ำอยู่ค่ะเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศ
หนึ่งปีต่อมา…♪ ♬ ♫〜 “…แฮปปี้เบิร์ด เดย์ ทู ยู~” สิ้นเสียงเพลงฉันก็หลับตาลงอธิษฐานก่อนจะเป่าเทียนที่ปักอยู่บนเค้กวันเกิด ปีนี้ฉันอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว ความจริงวันเกิดของฉันผ่านมาได้สองวันแล้ว แต่เรายุ่งกับเรื่องเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ เลยทำให้ไม่มีเวลาฉลองกัน วันเกิดปีนี้ฉันเข้าผับได้พอดี สาคูกับสายน้ำอยากมาที่นี่นานแล้วเราเลยตกลงจัดงานวันเกิดฉันที่นี่ ส่วนแขกที่มาน่ะเหรอ… พี่บิ๊ก พี่มงคล พี่ซีน พี่พระพาย พี่พระเพลิง แล้วก็คุณพยัคฆ์“สาว ๆ ดื่มแค่พอไหวกันนะ อย่าฝืนดื่มเกินไป แล้วก็อย่าลุกออกจากโต๊ะไปไหนคนเดียวด้วย” พี่พระพายเอ่ยขึ้น“รับทราบค่ะท่านพ่อ” เราสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน ทำให้โดนเคาะหัวไปคนละที“อย่ารับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มาเป็นแก้วเข้าใจไหม” คราวนี้พี่พระเพลิงพูดบ้าง“เข้าใจแล้วค่าา” เราสามคนรับคำพร
และแล้ววันที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริงก็มาถึง วันนี้สาคูกับสายน้ำมาหาที่คอนโดตั้งแต่เช้า พวกนางจะไปเรียนพร้อมฉันโดยมีคุณพยัคฆ์ทำหน้าที่ขับรถให้ เขาเองก็มีเรียนเช้าเหมือนกัน จากที่กังวลว่าจะทำตัวยังไงตอนมาถึงมหาลัย แต่พอมีเพื่อนอยู่ด้วยโลกที่หนักอึ้งก็เบาลงทันที“ทำไมพี่ไม่ไปจอดหน้าตึกเราเลยล่ะ มาจอดตรงนี้กว่ายัยน้องจะเดินไปถึงตึกเดี๋ยวคนเขาก็มองนางหรอก” สาคูถามคนที่กำลังเปิดประตูรถ“ก็เดินไปพร้อมกันหมดนี่แหละ จะหลบตลอดไปไม่ได้หรอก เพื่อนเรามีเลือดนักสู้นะ จำวันนั้นไม่ได้หรือไง” คนบางคนว่าพร้อมพยักหน้าให้ฉันลงจากรถ“ก็ได้ ๆ” สาคูพยักหน้าให้เขาแล้วพูดกับฉันในประโยคต่อมา “ถ้ามีใครพูดไม่เข้าหูหรือล้ำเส้นเกินไปแกก็ซัดหน้ามันเลยนะยัยน้อง ถ้าสู้ไม่ไหวเดี๋ยวฉันช่วยรุม”“ฉันด้วย” สายน้ำเสริมทัพ คุณพยัคฆ์เห็นเราคุยกันก็แค่นขำออกมา คงเพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของพวกเรา
“น้องกลับห้องดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกออกจากเตียง แต่คนตัวใหญ่กว่าไม่ยอมผละออกจากตัวฉัน เขายังคงคร่อมฉันไว้ในท่วงท่าเดิม “คุณพยัคฆ์คะ น้องจะกลับห้องแล้ว”“นอนนี่แหละ” เหมือนเขาเพิ่งได้สติ มองหน้าฉันแล้วก็พูดบางอย่างต่อ “เวลาอื่นจะอยู่กันสองคนแทบไม่มีเลย”“แต่คืนนี้น้องไม่สะดวก”“สะดวกสิ แบบนี้แหละสะดวกดี”“คุณพยัคฆ์…” ประโยคแปลก ๆ กับเม็ดเหงื่อมากมายที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าเขาหยดลงมาใส่ฉันทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่เครื่องปรับอากาศก็ทำงานปกติดีแท้ ๆ แต่เขากลับมีเหงื่อชุ่มหน้าทั้งยังหายใจติดขัด“ขออะไรหน่อยได้ไหม”“ไม่ได้ค่ะ” ฉันตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับจังหวะรัวกลองในงานรับน้อง“







