INICIAR SESIÓNตราตรึงในดวงจิตติดตรึงในดวงใจ
กรวิชญ์มองตัวเลขบอกความเร็วของจากัวร์คันงามที่ภีมวัจน์เป็นผู้ขับ ซึ่งลดระดับความเร็วลงอย่างแปลกใจ ผิดกับก่อนหน้าที่แล่นทะยานบนท้องถนนจนเกือบเกิดอุบัติเหตุ ดีที่ว่าเจ้าตัวเบรกได้ทัน เท่านั้นยังไม่พอเสียงถอนหายใจเฮือกๆ ราวกับมีเรื่องกลัดกลุ้มอะไรอยู่ในใจยิ่งเพิ่มความประหลาดใจแก่เขามากขึ้น
เพราะนับจากผู้เป็นเพื่อนลงไปดูอาการของผู้หญิงที่ตัวเองขับรถเฉี่ยว กระทั่งกลับขึ้นมาก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างเดียว ซ้ำยังมีสีหน้าท่าทางแตกต่างจากเมื่อตอนลงไปจนเขารู้สึกได้
“ไหนแกบอกว่าจะรีบไปงานไม่ใช่หรือวะ”
“ก็...รีบอยู่” ปากบอกว่ารีบแต่กลับขับช้าไม่สมกับสมรรถนะของรถ
“รีบประสาอะไรวะ ขับอย่างกับเต่าคลาน” กรวิชญ์ว่าเข้าให้ “ผู้หญิงที่ถูกรถแกเฉี่ยวไม่ได้เป็นอะไรไม่ใช่หรือวะ”
“ฉันก็บอกแกไปแล้วไม่ใช่หรือวะว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไร แกความจำเสื่อมหรือไง”
คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดราวกับคำถามดังกล่าวจี้ถูกจุด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของคำถามรู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด ดวงหน้าขาวคมคายปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากด้วยความขบขัน เพราะไม่บ่อยนักที่คนควบคุมสีหน้าและสภาวะอารมณ์ได้ดีในทุกสถานการณ์อย่างภีมวัจน์จะแสดงอาการเช่นนี้ออกมา ทำให้กรวิชญ์สงสัยหนักยิ่งขึ้นว่าอะไรกันที่เป็นสาเหตุ
“ก็ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วแกจะหงุดหงิดทำไมนักหนาวะ”
คำถามของเพื่อนสนิททำให้ภีมวัจน์เงียบไปชั่วอึดใจ นั่นสิ...นี่เขากำลังหงุดหงิดด้วยเรื่องอะไร
ทว่าเมื่อพยายามค้นหาสาเหตุ ดวงหน้าสะสวยแปลกตาของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นมาในมโนภาพทันควันราวกับนั่นคือคำตอบ
“แกจะไม่ให้ฉันหงุดหงิดได้ไงวะ ผู้หญิงคนนั้นมองฉันอย่างกับเห็นผี เป็นแก แกจะคิดยังไง”
คนหงุดหงิดพูดอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะตอนลงจากรถลงไปหา เธอยังนั่งทำท่าทางงงๆ อยู่เลย แต่พอเงยหน้ามาเห็นเขาเท่านั้นกลับลุกพรวดขึ้นยืน เบิกตามองมาอย่างกับเห็นผี ไม่ได้มองอย่างชื่นชมอย่างที่เขามักจะได้รับจากผู้หญิงคนอื่นอยู่เสมอ
ภีมวัจน์ อรรถเศรษฐ์สุนทร ถูกผู้หญิงมองด้วยสายตาแบบนี้ เสียความมั่นใจชะมัด!
กรวิชญ์ฟังคำตอบของเพื่อนแล้วหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เพราะไม่บ่อยนักที่เพื่อนของเขาจะทำท่าเหมือนสูญเสียความมั่นใจเช่นนี้
“อ้อ ปกติเคยถูกผู้หญิงมองด้วยความชื่นชมตลอด แต่ผู้หญิงคนนี้กลับมองแกเหมือนเห็นผีเลยหงุดหงิด งุ่นง่าน เสียความมั่นใจ ว่างั้นเถอะ”
คำพูดที่เดาได้ตรงเผงราวกับเข้ามานั่งอยู่กลางใจ ทำให้คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดนิ่งอึ้ง เท่ากับเป็นการยอมรับโดยดุษณี
“ผู้หญิงคนที่แกว่ามองแกเหมือนเห็นผีน่ะ ขนาดฉันมองเห็นแวบเดียวยังรู้เลยว่าสวย แต่สวยยังไงบอกไม่ถูกจริงๆ ว่ะ” กรวิชญ์เพ้อรำพันด้วยน้ำเสียงชวนฝันก่อนจะหันไปจ้องหน้าเพื่อนเขม็ง “แกเห็นด้วยกับฉันหรือเปล่าวะ”
เอี๊ยดดด!
เสียงเบรกที่ได้รับแทนคำตอบทำเอาเจ้าของคำถามถึงกับหน้าคะมำ จนต้องหันไปด่าเสียงดังลั่นรถ
“ไอ้ภาม แกขับให้มันดีๆ หน่อยสิวะ นึกจะเบรกก็เบรก ดีนะที่ฉันคาดเข็มขัด ไม่งั้นหัวหูแตกหมด”
“โทษทีว่ะเพื่อนไม่ได้ตั้งใจ” คนขี้แกล้งบอกเสียงนิ่งๆ ทว่านัยน์ตาดำราวกับนิลเนื้อดีไหวระริก จึงถูกผู้เป็นเพื่อนส่งค้อนให้ ก่อนจะถามคำถามเดิมด้วยน้ำเสียงคาดคั้น
“แกยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะ”
“คำถาม? เรื่องอะไรมิทราบ”
ภีมวัจน์ทำไขสือทั้งๆ ที่รู้ดีว่าหมายถึงอะไร อยากตะบันหน้าเจ้าของคำถามนัก ไม่รู้จะคาดคั้นเอาคำตอบเพื่ออะไร
“ไม่ต้องมาทำเป็นไขสือเลย ฉันถามว่าแกเห็นด้วยกับฉันหรือเปล่าที่ว่าผู้หญิงคนที่ถูกแกขับรถเฉี่ยวน่ะสวยแล้วก็สวยมากเสียด้วย”
“ฉันไม่ทันมอง แกก็เห็นนี่หว่าว่าฉันรีบลงไปแล้วก็รีบขึ้นมา” ภีมวัจน์ปฏิเสธทั้งที่ไม่ตรงกับใจเลยสักนิด จึงถูกผู้เป็นเพื่อนย้อนทันควัน
“หน็อย...ไม่ทันมอง แกลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเป็นเพื่อนกับแกมาตั้งแต่ตัวเท่ากำปั้น แล้วคนที่ชอบเก็บรายละเอียดทุกอย่างรอบตัวอย่างแกน่ะหรือจะพลาด”
คู่สนทนาเงียบกริบ กรวิชญ์จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ “แล้วถ้าแกไม่มองแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นมองแกอย่างกับเห็นผี”
คนถูกจับได้นิ่งงันเพราะจำนนด้วยคำพูด รู้อยู่แก่ใจว่าที่เพื่อนพูดน่ะถูกต้องทุกอย่าง ทำไมเขาจะไม่เห็นเล่า เห็นอย่างชัดเจนจากดวงตาทั้งสองข้างว่าผู้หญิงคนที่เพื่อนพูดถึงน่ะ...สวย
สวย...อย่างประหลาด สวยจนติดอยู่ในตาตรึงอยู่ในใจ จนกระทั่งบัดนี้ภาพของเธอยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่คลาย
เขาต้องยอมรับกับตัวเองว่าเธอสวยจนต้องมองซ้ำ แม้จะใช้เวลาในการมองแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็ตามที แต่สมองของเขาก็เก็บและจดจำรายละเอียดของเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ เรียกว่าถ้ามีอุปกรณ์สำหรับวาดภาพอยู่ในมือ ก็สามารถวาดดวงหน้างดงามแปลกตานั่นออกมาได้เลยทีเดียว
โดยเฉพาะดวงตาโตๆ ของเจ้าหล่อนภายใต้ขนงอน ที่มองมายังเขาราวกับเห็นผีนั่นเขาจำได้จนติดตา และนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขามาก่อน
เขาไม่ได้มองผู้หญิงด้วยสายตาเช่นนี้มานานนักหนาแล้ว เพราะไม่เคยมีใครถูกตาต้องใจ แม้จะมีผู้หญิงแวะเวียนมาให้มองอยู่เสมอก็ตาม แต่ด้วยบุคลิกเงียบๆ ติดขรึมทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาตอแย ซึ่งก็เป็นผลดีสำหรับเขา
“แล้วแกจะมาคาดคั้นฉันให้ได้อะไรขึ้นมาวะ ยอมรับก็ได้วะว่ามอง ฉันอยากได้...”
ภีมวัจน์พูดยังไม่ทันจบประโยค ผู้เป็นเพื่อนก็พูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“อะไรวะเห็นครั้งเดียวอยากได้แล้วหรือวะ”
“ไอ้บ้าวิชญ์!” คนหงุดหงิดด่าเพื่อนเสียงขุ่น “แกฟังให้จบก่อนสิวะ ฉันอยากได้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นนางแบบโฆษณาบ้านตัวอย่างของฉันต่างหากล่ะ”
ที่ภีมวัจน์พูดออกไปก็หาใช่ความจริงทั้งหมด เพราะนอกจากอยากได้เธอมาเป็นนางแบบแล้ว อีกเหตุผลสำคัญในใจลึกๆ คงเป็นไปตามคำพูดของผู้เป็นเพื่อน
ใช่แล้ว...เขาอยากได้ผู้หญิงคนนั้น! อยากได้อย่างไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
“เออ...ฉันก็ลืมไปว่าแกกำลังเฟ้นหาผู้หญิงมาเป็นนางแบบในโครงการหมู่บ้านเรือนไทยประยุกต์ของแกนี่หว่า แล้วผู้หญิงคนนี้ก็มีคุณลักษณะตรงตามที่แกต้องการอยู่พอดี สวยแบบไทยๆ แต่จะเรียกว่าสวยก็คงไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่างามน่าจะเหมาะกว่า ปัจจุบันหาผู้หญิงหน้าตาแบบนี้ได้ยากเย็นเต็มทีว่ะ มีแต่สวยศัลยกรรมแทบทั้งนั้น”
“นั่นแหละ ฉันเบื่อนางแบบหน้าบล็อกเดียวกันจากเอเจนซีของแกเต็มทีแล้วว่ะ แทบแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนไหน อยากรู้นักว่าถ้าเกิดพวกเจ้าหล่อนแต่งงานไป ลูกที่ออกมาจะหน้าตาเป็นยังไง คาดว่าคงดูไม่จืดเป็นแน่”
“แหม...ปากจัดจริงไอ้คนหน้าหล่อสามโลก” กรวิชญ์ค่อนคนพูดด้วยน้ำเสียงติดหมั่นไส้ มองเพื่อนสนิทที่มักจะถูกใครต่อใครโดยเฉพาะสาวๆ ตั้งฉายาให้ว่าหล่อสามโลกอย่างขวางๆ
“ฉันพูดจริง หรือแกจะเถียง” ภีมวัจน์พูดด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะแล้วเร่งความเร็วของรถขึ้นจากเดิม อารมณ์หงุดหงิดค่อยๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว
“เออ มันก็จริง อย่าว่าแต่แกเลย ฉันเองเห็นแล้วยังงงเลย แต่ละคนหน้าบล็อกเดียวกันหมด”
เจ้าของเอเจนซีชื่อดังพูดพลางมองเจ้าของฉายาหล่อสามโลก หรือผู้ชายที่สาวๆ อยากจะฝันถึงจากผลสำรวจของนิตยสารชื่อดัง เพื่อนของเขาคนนี้มีดวงหน้าขาวจัด สองข้างแก้มเป็นสีเขียวจางๆ จากเคราที่เพิ่งถูกโกนออก คิ้วเข้มได้รูปทั้งคู่พาดโค้งขนานไปกับดวงตาคมกริบ ภายใต้ขนตางอนจนผู้หญิงยังอาย เปลือกตาพับซ้อนจนเห็นเป็น ๒ ชั้นได้อย่างชัดเจน จมูกโด่งคมได้รูปสวย ปากหยักหนาแดงระเรื่อ
ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นมักเอ่ยปากว่าภีมวัจน์หน้าตาหล่อแบบคนโบร่ำโบราณ แต่เจ้าตัวไม่ค่อยปลื้มกับคำชมนี้สักเท่าไร
เพื่อนของเขาเป็นทายาทคนสุดท้องของเอเอสเอสกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ หลังจากเจ้าตัวกลับจากต่างประเทศเมื่อปีก่อน ก็เริ่มฝึกงานจากระดับล่างขึ้นมา เรียกว่าเริ่มต้นตั้งแต่เป็นกรรมกรก่อสร้างกันเลยทีเดียว ซึ่งภีมวัจน์ก็ทำได้ดีจนเป็นที่ยอมรับของบรรดาพนักงานทุกระดับชั้น
“ลูกสาวแม่เก่งอยู่แล้ว แม่เชื่อว่าโรสทำได้และทำออกมาได้ดีซะด้วย ขนาดพ่อเรานะลูกสาวยังไม่ทันได้ลงมือทำเลยก็เอาไปคุยฟุ้งกับคนโน้นคนนี้แล้ว”“โห...เล่นไปคุยแบบนี้ถ้าโรสทำไม่ได้มิขายหน้าพ่อกับแม่แย่หรือคะ”รสิกาพูดแล้วก็แนบดวงหน้าที่ต้นแขนมารดาอย่างประจบ พลางนึกถึงคนถูกพาดพิงถึงอย่างขำๆ ดอกเตอร์อธิปผู้เป็นบิดาของเธอเป็นอาจารย์ผู้ปกครองของโรงเรียนชายชื่อดัง ที่ขึ้นชื่อว่าดุมากจนเด็กนักเรียนพากันกลัวลนลาน แต่ใครจะรู้บ้างว่าเวลาอยู่บ้านจะกลับกลายเป็นสามีผู้มักจะบอกกับใครๆ ว่าเกรงใจภรรยามิใช่กลัว และเป็นบิดาที่แสนจะรักลูกสาวคนเดียวอย่างเธอทูนหัวทูนเกล้า เรียกว่าลูกข้าใครอย่าได้แตะเชียว“พ่อเขาเชื่อมั่นในตัวลูกสาวอยู่แล้วไม่อย่างนั้นจะกล้าคุยหรือจ๊ะ”อดีตอาจารย์โรงเรียนสตรีที่เกษียณตัวเองออกมาก่อนกำหนด ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัวเมื่อปีที่แล้ว พูดอย่างเชื่อมั่นในตัวบุตรสาว“ว้า...เล่นพูดแบบนี้โรสกดดันนะคะ”รสิกาแกล้งพูดเสียงอ่อยแล้วหันไปมองประตูรั้ว เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอด หญิงสาวเพ่งมองลอดรั้วไม้ระแนงออกไปก็เห็นรถสปอร์ตสีน้ำเงินคันไม่คุ้นตาจอดอยู่หน้าประตู ดวงตาคู่โตเขม้นมองอ
“เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย แม้แต่ผู้ชายยังเสพติดศัลยกรรมไม่แพ้กัน ถ้าลองกลับไปดูหน้าเดิมๆ อาจจะจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”กรวิชญ์พยักหน้าเห็นด้วย เพราะที่ผู้เป็นเพื่อนพูดก็ไม่ได้เกินจากความเป็นจริงไปนัก ปัจจุบันทั้งผู้ชายผู้หญิงต่างเสพติดการทำศัลยกรรมกันอย่างหน้ามืดตามัว จนกระทั่งลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคต ไม่ต้องดูใครที่ไหน นายแบบนางแบบในเอเจนซีของเขานั่นไง แต่ละคนหน้าตาหล่อสวยศัลยกรรมแทบทุกคน ทำกันจนจำเค้าหน้าเดิมแทบไม่ได้“มันก็จริงอย่างที่แกพูดว่ะไอ้ภาม สมัยนี้หาผู้หญิงหน้าตาสวยตามธรรมชาติได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรแล้วมั้ง แต่ผู้หญิงคนนั้นสวยจริงๆ ดูก็รู้ว่าไร้ซึ่งศัลยกรรม”จบคำพูดของผู้เป็นเพื่อน พลันในห้วงความคิดของภีมวัจน์ก็ปรากฏภาพของผู้หญิงหน้าตาสวยประหลาด ที่มองเขาราวกับเห็นผีคนนั้นผุดวาบขึ้นมาทันที ชายหนุ่มแปลกใจตัวเองไม่น้อย ว่าเหตุใดในหัวของเขาจึงเต็มไปด้วยภาพของเธอทั้งที่ไม่เคยปรากฏภาพของผู้หญิงคนไหนมาก่อน“ว่าแต่แกจะไปควานหาตัวเธอได้ที่ไหนวะ กรุงเทพฯ ไม่ได้แคบๆ นะโว้ย”“มันก็คงไม่กว้างจนหากันไม่เจอหรอกว่ะ” คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“แต่มันก็ไม่ได้แคบจนมาโคจรม
ตราตรึงในดวงจิตติดตรึงในดวงใจกรวิชญ์มองตัวเลขบอกความเร็วของจากัวร์คันงามที่ภีมวัจน์เป็นผู้ขับ ซึ่งลดระดับความเร็วลงอย่างแปลกใจ ผิดกับก่อนหน้าที่แล่นทะยานบนท้องถนนจนเกือบเกิดอุบัติเหตุ ดีที่ว่าเจ้าตัวเบรกได้ทัน เท่านั้นยังไม่พอเสียงถอนหายใจเฮือกๆ ราวกับมีเรื่องกลัดกลุ้มอะไรอยู่ในใจยิ่งเพิ่มความประหลาดใจแก่เขามากขึ้นเพราะนับจากผู้เป็นเพื่อนลงไปดูอาการของผู้หญิงที่ตัวเองขับรถเฉี่ยว กระทั่งกลับขึ้นมาก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างเดียว ซ้ำยังมีสีหน้าท่าทางแตกต่างจากเมื่อตอนลงไปจนเขารู้สึกได้“ไหนแกบอกว่าจะรีบไปงานไม่ใช่หรือวะ”“ก็...รีบอยู่” ปากบอกว่ารีบแต่กลับขับช้าไม่สมกับสมรรถนะของรถ“รีบประสาอะไรวะ ขับอย่างกับเต่าคลาน” กรวิชญ์ว่าเข้าให้ “ผู้หญิงที่ถูกรถแกเฉี่ยวไม่ได้เป็นอะไรไม่ใช่หรือวะ”“ฉันก็บอกแกไปแล้วไม่ใช่หรือวะว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไร แกความจำเสื่อมหรือไง”คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดราวกับคำถามดังกล่าวจี้ถูกจุด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของคำถามรู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด ดวงหน้าขาวคมคายปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากด้วยความขบขัน เพราะไม่บ่อยนักที่คนควบคุม
ใครจะอยากเจ็บตัว เดินให้ถูกรถเฉี่ยวชนกันเล่า!ที่เธอมองว่าผู้ชายคนนี้หน้าเหมือนท่านชายก้อง อาจเป็นเพราะยังอินอยู่กับนิยายที่อ่านก็เป็นได้ รสิกาหาเหตุผลมาหักล้างแต่ดูเหมือนเป็นการปลอบใจตัวเองมากกว่า“อ้าวเป็นงั้นไป...แล้วป้าเห็นเขายื่นอะไรให้หนูโรสไม่ใช่หรือจ๊ะ”“นามบัตรจ้ะ” หญิงสาวบอกพลางยกมือขึ้นนวดคลึงสะโพก นับว่าเธอยังโชคดีมาก เพราะนอกจากอาการเจ็บที่สะโพกแล้ว ร่างกายส่วนอื่นก็มีแค่เคล็ดขัดยอกบ้างเท่านั้น“เดี๋ยวพี่พาน้องโรสไปหาหมอที่คลินิกในซอยดีกว่า” สายพิณอาสาแล้วหยิบหนังสือในมือป้าสมใจมาถือไว้“ฉันก็กำลังจะบอกแกอยู่พอดีนังสายพิณ ส่วนรถเข็นของแกเดี๋ยวฉันดูให้เอง”ส้มจุกบอกอย่างมีน้ำใจ จนคนถูกรถเฉี่ยวหันไปมองหญิงสาวรุ่นพี่ทั้งสองอย่างขอบคุณ เธอและแม่ค้าทั้งสามค่อนข้างสนิทสนมกันเพราะมักจะช่วยอุดหนุนกันอยู่เป็นประจำ และที่สำคัญบ้านก็ยังอยู่ในซอยเดียวกันอีก มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกันด้วยดีเสมอมา“แต่เจ้าของรถที่ขับรถเฉี่ยวน้องโรสนี่หล่อไปถึงสามโลกเลยนะนังจุก ขนาดมองเห็นไกลๆ ก็ยังหล่อ” สายพิณบอกส้มจุกด้วยน้ำเสียงชวนฝัน ก่อนแหงนหน้าขึ้นถามหญิงสาวด้วยความสูงที่ผิดกัน“น้องโรสเห็นผู้ชายคนนั
“เฮ้อ...จบซะที ถ้าฉันไม่ช่วยเธอนะการะเกด ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างหนอ ให้ตายสิ...อยากเจอผู้ชายแบบท่านชายก้องจริงๆ เลย แต่ผู้ชายแสนดีแบบนั้นคงมีแต่ในหนังสือ”คนอ่านหนังสือเพิ่งจบและเรื่องราวในเล่มยังคงค้างในความรู้สึกบ่นงึมงำ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วปิดหนังสือในมือลง รสิกาคิดว่าคงมีใครอีกหลายคนที่เป็นเช่นเธอ เวลาอ่านนิยายแล้วเกิดอาการขัดอกขัดใจตัวพระนางที่ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลยนางเอกที่ไม่ว่าใครจะพูดอะไรให้ฟังก็เชื่อหมดยกเว้นพระเอก หรือตัวพระเอกที่หูเบาไม่ต่างกัน เจ้าของดวงหน้าสวยประหลาดก้มลงมองนาฬิกาข้อมือแล้วก็ตกใจไม่น้อย นี่เธอติดอยู่ในรถและจมอยู่กับนิยายในมือร่วมสามชั่วโมงเชียวหรือนี่!หญิงสาวเพิ่งรับรู้ถึงอาการเมื่อยขบก็เมื่อตอนอ่านหนังสือจบนี่เอง เพราะขณะอ่านแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเลยแม้แต่น้อย ในใจจดจ่อและดื่มด่ำกับเรื่องราวที่พาตัวเองเข้าไปโลดแล่นเป็นนางเอกในหนังสือ ทำให้เรื่องราวในหนังสือมีสีสันและชีวิตชีวา ไม่จืดชืดอย่างที่เป็นอยู่หลังจากขยับเขยื้อนกายไล่ความเมื่อยขบออกไปจากตัว ดวงตาคู่สวยก็ค่อยๆ เหลียวมองไปรอบๆ พลางอมยิ้มเมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงบ้านครั้นรถเม




![ชีวิตนี้ฉันขอชดใช้ ด้วยลมหายใจสุดท้าย [SM] NC25++](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


