Masukเมื่อสาวร่างอวบที่หน้าตาพอเข้าวัดให้หมาเห่าเล่นได้ ต้องมาแต่งงานเพราะได้เสียกับประธานบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ แถมเขายังใจร้ายกับเธออีก
Lihat lebih banyakติ้ ติ้นนน เสียงเครื่องสแกนบัตรหน้าห้องทำงานประจำแผนกQC ดังขึ้น บ่งบอกว่ามีพนักงานกำลังจะเข้ามา ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างอวบ ที่หิ้วของกินพะรุงพะรัง ผมเพ้าที่ยาวถึงกลางหลัง
กระเซอะกระเซิง เหมือนผ่านสมรภูมิรบมา แต่ก็เป็นความเคยชินของพนักงานแผนกนี้ที่เห็นเป็นประจำทุกวันจนคุ้นชินตา
“พี่ๆ สวัสดีค่ะ ขอโทษทีมาช้า มัวแต่ปิ้งหมูช่วยแม่อยู่” ปรายปรีญาหอบหิ้วของไปไว้บนโต๊ะ พร้อมกับหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ออกมาดูรายชื่อคนที่สั่งหมูปิ้งข้าวเหนียวร้านแม่เธอไว้
“แหม่ อิอ้วน ทำอย่างกะทุกวันมาเช้านี่ กูตักข้าวรอนานละ”
ต่าย สาวทอม ลูกค้าขาประจำที่ชอบสั่งหมูปิ้งกับเธอทุกวัน และเป็นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุดเพราะตั้งแต่ที่เธอเข้ามาทำงานก็มีต่ายคอยสอนงานเธอเสมอ จึงไม่แปลกที่การแทนชื่อเรียก หรือกิริยาท่าทางที่ไม่สุภาพ อาจไม่ถูกใจใคร แต่เธอและพนักงานในห้องต่างรู้จักนิสัยกันเป็นอย่างดี
“โธ่ พี่ต่าย ทำเป็นบ่น ควรชินแล้วม่ะ เอ้านี้ หมู4 ไม้ ไม่เหนียว”
ปรายปรีญาเดินเอาหมูปิ้งแจกจ่ายตามโต๊ะพี่ๆ และเดินไปที่โต๊ะตัวเองเพื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
เตรียมหน้าเว็บไซน์ เพื่อที่จะทำงานของวันนี้ ก่อนจะหยิบกระเป๋าใบเล็กๆ ที่มีเครื่องสำอางอยู่ข้างในขึ้นมาเขียนคิ้วแต่งหน้าเบาๆ พร้อมกับสางผมที่พันกันยุ่งเหยิงจากการที่เธอขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาทำงานทำให้ลมพัดผมเธอพันกัน จากนั้นก็ค่อยๆ รวบมัดผมตึงขึ้นสูง ให้ดูเรียบร้อย
1ปีสำหรับการทำงานที่นี่ ผ่านไปไวเหมือนโกหก แต่เธอก็มีความสุขดีกับการทำงาน บริษัทนี้ถือเป็นบริษัทOutsource (เอาท์ซอร์ซ)อันดับ1ของประเทศ ที่บริษัทพาร์ทเนอจากแบรนด์ต่างๆ อยากร่วมทำงานด้วย เนื่องจากที่นี่พนักงานทำงานเร็ว เรียบร้อย และที่สำคัญความผิดพลาดน้อยมากๆ
ส่วนตัวปรายปรีญาเองเลือกที่จะมาอยู่แผนกQC ตรวจสอบคุณภาพไฟล์เสียงของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ที่จ้างOutsource (เอาท์ซอร์ซ)ที่นี่ทำงาน ก่อนหน้านี้เธอเองก็เคยเป็นพนักงานขายประกันผ่านโทรศัพท์มาบ้าง แต่มันคงไม่เวิร์คสำหรับเธอเอง ทนแรงคำด่าของลูกค้าบางคนไม่ไหว เลยตัดสินใจลาออก แล้วมาทำเบื้องหลังแทนดีกว่า
หลังจากจัดการกับผมเพ้า หน้าตาเรียบร้อย ปรายปรีญาก็เริ่มลงมือทำงานทันที ทั้งๆ ที่เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาเริ่มงาน ที่เธอต้องเร่งรีบเพราะไฟล์งานต้องส่งเข้าระบบสำนักงานก่อน10โมง และ งานไฟล์นี้ ยาวหลายชั่วโมง เธอฟังค้างไว้ตั้งแต่เลิกงานเมื่อวาน วันนี้เธอจึงต้องรีบทำให้เสร็จ
งานที่ใครหลายๆ คนอาจจะมองว่าง่ายแค่มานั่งฟังๆ จับผิดเซลล์ขายก็จบ แต่หารู้ไม่ว่าเป็นงานที่ยากในระดับหนึ่ง เราต้องอยู่ข้างลูกค้า ว่าวันนี้ที่เขาสมัครทำประกันไปลูกค้าเข้าใจไหม ว่าทำประกันนะ ผลประโยชน์เขาจะได้รับอะไรบ้าง เราต้องตีความหมายคำพูดที่คลุมเครือของเซลล์บางคนที่แจ้งลูกค้าไม่ชัดเจนอาจทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด เกิดเป็นประเด็นฟ้องร้องระหว่างลูกค้ากับบริษัทประกันก็ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่พนักงานแบบฉันนี่ละ เข้ามาคอยจับผิด เอ๊ย คอยแก้ไขตรงนี้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ แต่ทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่ออยู่กับการฟังงาน จนหัวหน้าเคาะโต๊ะเรียกทุกคนให้หยุดฟัง เพื่อแจ้งข่าวจากฝ่ายHR
พี่จี๊ด หัวหน้างาน ที่ใจดีสุดๆ แต่ก็เคร่งในกฎระเบียบถือโพสต์อิสแผ่นเล็กๆ เดินมากลางห้อง
“คือเมื่อกี้พี่ได้รับสายจากฝ่ายHR แจ้งเข้ามาว่างานปีใหม่ย้อนหลัง ปีนี้จะจัดขึ้นเสาร์ที่25กุมภาพันธ์นะอีกสองอาทิตย์ และก็ ปีนี้ประธานบริษัทจะมาร่วมงานด้วย”
“โฮ ปีนี้คุณภัทรมางานด้วย งานจะกร่อยไหมเนี่ย “พี่ยี่หวา แฟนสาวดี้คู่กายของพี่ต่ายถามพร้อมทำหน้าแหยงๆ ปรายปรีญาทำหน้างง ว่าคุณภัทรอะไรนี่สามารถทำให้งานกร่อยได้ขนาดนั้นเลยเหรอ
“แล้วตรีมงานปีนี้ละคะ ต้องแต่งตัวแบบไหน” ยี่หวาเป็นฝ่ายถามอีกตามเคย
“พี่เห็นว่า เขาให้ใส่ ชุดสูท กับราตรีนะ เพราะปีนี้ผู้บริหารและหุ้นส่วนมาร่วมงานเกือบทั้งหมด ชุดเลยเป็นทางการหน่อย ยังไง พวกเราเองก็มีเวลา เตรียมตัวหาชุดอีกสองอาทิตย์นะ คิดไม่ออก ก็แพลตตินั่ม ประตูน้ำ”
พี่จี๊ด กระเซ้า เย้สแหย่ น้องๆ ในทีม ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปทำงานเหมือนเดิม
“เออ พี่ยี่หวา ทำไม ถึงบอกว่าคุณภัทร มาจะทำให้งานกร่อยอ่า”
“เอ้า แกไม่รู้เหรอว่าคุณภัทรอ่า เคร่งขรึมจะตาย
รังสีความน่ากลัวนี่แบบ กระจายออกมาเลย เมื่อ3ปีที่แล้วก่อนคุณภัทร จะขึ้นเป็นประธานบริษัทนะ เคยมาร่วมงานครั้งนึง แล้วดันมีเด็กเสิร์ฟ ทำแก้วน้ำหลุดมือ น้ำกระเด็นถูกคุณภัทรเข้า สายตานี่เหมือนจะฉีกร่างเด็กเสิร์ฟเป็นชิ้นๆ แล้วก็สั่งให้งานเลิกก่อนเวลาตั้งชั่วโมงแน่ะ “ยี่หว่าเล่าอย่างออกรส แต่สายตากลับเป็นประกายวิบวับ
“คุณภัทร อะไรนี่ เขาหน้าตา น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอพี่”
“เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าแกไม่เคยเห็นรูปคุณภัทร แกทำงานได้ปีหนึ่งแล้วนะ แกไปอยู่ที่ไหนมาไม่รู้จักประธานบริษัทตัวเอง”
ยี่หว่ากรอกตามองบนใส่ปรายปรีญา ที่ซื่อจนไม่สนใจโลก
“โอ๊ย เธอ จะให้มันเอาเวลาไหนไปส่องผู้ชาย วันๆ อยู่กับงาน กับหมูปิ้งร้านแม่มันเนี่ย ขนาดแฟนมันยังไม่มี เกาะคานแน่นยิ่งกว่าปลิง ใช่ไหม ปราย”
ต่ายเดินมากอดคอน้องรัก ที่ยืนทำหน้าคิดตามก่อนจะคิดได้ว่าโดนหลอกด่า พี่ๆ เขาก็หัวเราะสนุกสนานกันทั้งห้องละ
“เอ้า จะเม้ากันอีกนานไหม งานฉันวันนี้จะได้ส่งให้ลูกค้าไหม แม่คุณ”
เสียงพี่จี๊ด ลอยมาตามลม ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายหายเข้าโต๊ะเคลียร์งานตัวเอง
จนกระทั่งเลิกงาน ปรายปรีญา ขับรถกลับมาบ้านหลังเล็กๆ ที่แม่เธอเก็บหอมรอบรืบซื้อไว้เมื่อ15ปี
ที่แล้ว หลังจากเลิกรา,เลิกร้างกับพ่อของเธอ เพราะช่วงก่อนหน้านั้นแม่เธอติดการพนันและเหล้าหนักมาก จนพ่อทนไม่ไหวเลยขอแยกทางไป แต่งงานใหม่ แล้วย้ายไปอยู่ที่พิษณุโลกพร้อมกับภรรยาใหม่ การที่พ่อขอแยกทางทำให้แม่คิดได้ จึงเลิกการพนัน เลิกเหล้า ตั้งใจทำงานจนมีเงินมาซื้อบ้านอยู่กับเธอ กลิ่นของกะเพราลอยฟรุ้งไปถึงนอกบ้าน ปรายปรีญา ค่อยๆ เปิดประตูเข้ามา พร้อมกับโอบกอดแม่จากข้างหลัง
“กลับมาแล้วเหรอ แม่กำลังทำของโปรดแกพอดีเลย”
ปากพูดแต่มือก็ยัง พะวงกับตะหลิวและกระทะที่อยู่ตรงหน้า
“แม่ แล้วปรางไปไหนอ่า หนูยังไม่เห็นน้องเลย”
“โทรมาบอกแม่เมื่อกี้ ว่าติดติวข้อสอบ กลับดึกให้เราหาไรกินก่อนเลย”
“ป่ะ แม่ปรายหิวแล้วไปกินข้าวกันเถอะ”
ปรายปรีญาเดินนำลิ่วมาที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะตักข้าวพูนจาน จนคนเป็นแม่อดขำไม่ได้ว่าสงสัยลูกสาวเธอหิวจริงๆ
“กินเยอะขนาดนี้แล้วก็บ่นว่าอ้วน”
“โธ่ แม่ ย้ำหนูจังว่า อ้วน เพราะแม่นั่นละ ใครบอกให้ทำกับข้าวอร่อย ดูสิ หนูเลยต้องกินให้หมดเสียดายของ”
พร้อมกับตักข้าวคำโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ คนเป็นแม่เห็นลูกกินได้ขนาดนี้ก็อดดีใจไม่ได้ถึงจะปราม แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่เห็นลูกกิน
“นี่ค่ะแม่Orderหมูปิ้ง ของพี่ๆ ที่ทำงานพรุ่งนี้ มีแผนกอื่นด้วยนะคะ”
แผ่นกระดาษเล็กๆ แต่ยาวเกือบสองคืบถูกยื่นให้คนเป็นแม่
“สั่งกินกันทุกวันไม่เบื่อกันหรือไง”
“หนูก็สงสัยแบบแม่นั้นละ แต่ถามพี่เขาแล้ว เขาบอกของแม่อร่อยยยยที่สุดดดดด”
ปรายปรีญาพูดฉอเลาะ เอาใจแม่ก่อน เดินขึ้นไปอาบน้ำล้างตัวเข้านอน เพื่อที่จะเตรียมร่างกายไปสู้งานวันพรุ่งนี้
เวลา 07.45น. ร่างหนา ก้าวขาลงจากมอไซน์คู่ใจพร้อมกับดันร่างตัวเองเข้าซองเพื่อเก็บรถและขนของกิน ซอกเล็กๆ แค่นี้ไม่สามารถทำอะไร ผู้หญิงถึก หนักเกือบ60 สูงแค่163ได้เลย เพราะถึงหุ่นจะไม่บางแบบนางแบบแต่คนแบบปรายปรีญาก็ทำอะไรคล่องแคล่ว กระชับกระเชง จนคนผอมยังอาย
“เดี๋ยวค่ะ!!! รอด้วย”
เสียงเรียกบอกคนที่อยู่ในลิฟต์รอเธอก่อน พร้อมกับสาวเท้าก้าวขาเข้าเลิฟ แบบเฉียดฉิว แต่ผู้ชายข้างในก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะกดลิฟต์ให้เธอแม้แต่น้อย ปรายปรีญาจึงใช้หางตามองสำรวจ คนที่อยู่ข้างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เนี๊ยบ สูง หุ่นเปะ ปรายปรีญาค่อยๆ ไล่สายตาขึ้นไปจนไปปะทะ กับสายตาของ เจ้าของร่างที่เธอสำรวจอยู่ สายตาคมกริบจ้องเธอกลับด้วยแววตาที่ไม่พอใจ บ่งบอกว่าให้หยุดการกระทำที่ไร้มารยาทนี่ซะ
สายตาคมคู่นั้นก็แอบสำรวจผู้หญิงคนนี้ไม่ต่างกัน เขาใช้สายตาเลื่อนลงมาระหว่างอก ที่มีป้ายเล็กๆ ขนาด สี่เหลี่ยมผืนผ้า
“ปรายปรีญา ณริการุณ แผนก QA QC”
แผนกนี้เขาไม่สอนการแต่งตัวมาทำงานหรือไงนะ สภาพ เหมือนศพ ที่ลากตัวเองออกจากที่นอนเลย ชายหนุ่มสำรวจผู้หญิงข้างๆ พร้อมกับขยับตัวออกห่างหนึ่งก้าวเพราะกลิ่นอาหารที่เธอหอบพะรุงพะรังคละคลุ้งไปทั่วลิฟต์ ปรายปรีญาเหมือนรับรู้รังสีอำมหิตที่แผ่มา จึงเขยิบ ออกห่างมาอีก1ก้าว พร้อมกับหันสายตาไปทางอื่น จึงเห็นว่าชายหนุ่มกดลิฟต์ไปชั้นบนสุดของตึก คงเป็นpartnerมาติดต่องานแน่ๆ
"ติ๊ด ชั้น17ค่ะ"
เสียงโอเปอเรเตอร์แจ้งบอกชั้นที่ลิฟต์จอด ปรายปรีญาไม่รอช้า จำพรวดเดินออกมาอย่างไว พร้อมกับถอนหายใจดังเฮือก เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในลิฟต์ เธอแทบไม่หายใจ คนบ้าอะไร หล่อมากมาย แต่น่ากลัวมาก แล้วต้องเก๊กเตะท่าขนาดนี้ด้วยมะ ปรายปรีญารีบเดินเข้าห้องทำงานก่อนเจอว่าลูกค้าขาประจำถือถ้วยช้อนรอแล้ว
“พี่ต่าย พี่ยี่หวา เมื่อกี้น้องเข้าลิฟต์มากับผู้ชายคนนึงอ่า แต่รังสีความน่ากลัวนี่แผ่ซ่านจนขนสันหลังลุกเลย แต่เขาหล่อมากเลยนะ”
“ทำไม มึงคิดว่าเป็นเนื้อคี่ตัวเองหรือไง เห็นผู้ชายหล่อ ระริกระลี้”
ต่ายกระเซ้าเย้าแหย่น้องพร้อมกับเคี้ยวหมูตุ้ยๆ ในปาก
“เธอก็ว่าน้อง แต่หล่อมากใช่ไหม ทำไมไม่ตามไปขอเบอร์ละ”
ยี่หวาเหมือนจะเข้าข้างแต่ก็ผสมโรงแหย่น้องเหมือนกัน
“หึ หล่อแค่ไหน แต่มองเหมือนจะฉีกร่างฉันแบบนั้น ขอGood Byeจ๊ะ หนูควรพักก่อน ไม่ไหว”
พูดจบ ปรายปรีญาก็เดินเข้าโต๊ะทำงานเหมือนเคย พร้อมกับครุ่นคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะต้องถึงงานปีใหม่บริษัทแล้วเธอยังหาชุดถูกใจไม่ได้สักที เสาร์นี้กะว่าจะชวนน้องสาวคนสวย ดีไซเนอร์ในอนาคตมาช่วยเลือกชุดให้ไม่รู้ว่าน้องนางจะว่างไหม
หน้าห้องฉุกเฉินทุกคนต่างมายืนรอการผ่าตัดของกวิณภัทร ร่างอวบซึ่งสภาพตอนนี้ดูอิดโรย ใบหน้าปูดบวม พยาบาลขอให้ไปตรวจร่างกายและพักก่อนเธอก็ไม่ยอมไป เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น จนเพ็ญศรีลุกขึ้นมาดึงแขนลูกสาวไว้ “ปราย แม่ว่าแกเองก็ควรไปพักนะ” “ไม่ค่ะแม่ ปรายจะรอคุณภัทร ปรายจะรอเขาออกมา” ปรายปรีญบอกคนเป็นแม่ เพ็ญศรีได้แต่สงสารลูกสาว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวรกรรมอะไรกันหนอชีวิตคู่ของทั้งสองคนถึงประสบพบแต่วิบากกรรม “โธ่ ยัยปราย” เพ็ญศรีลูบหัวลูกสาวแล้วดึงเข้ามากอด เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงสะอื้นที่ปรายปรีญาพยายามกลั้นไว้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง อาจารย์หมอก็ออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “คุณหมอคะ คุณภัทรเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้เสียเลือดมาก หมอเสียใจด้วยนะครับ” สิ้นเสียงของหมอ ปรายปรีญาก็สติหลุดวิ่งฝ่าทุกคนเข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมกับบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เธอเห็นพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดโดยมีร่างชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขาที่ก้าวแทบไม่ออกเดินไปยืนข้างขอบเตียง เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลมาดุจสายลำธาร ตัวสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น “ไหน
เมื่อถึงเวลานัดหมายกวิณภัทรก็นั่งรถไปยังจุดหมายทันที สภาพโรงงานเก่าที่เต็มไปด้วยกองไม้ผุพัง กลิ่นสาบเหม็นอับลอยมาตามลมเป็นระลอก ขาที่ก้าวเข้ามาด้วยความตั้งมั่นก็เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที “มาแล้วเหรอไอ้หลานชาย มาไว้ดีนี่” วิบูลก้าวขาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าที่หมองคล่ำไม่หลงเหลือมาดผู้บริหารเก่า รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาปรากฏให้เห็นเด่นชัด “เมียกูอยู่ไหน” “ใจเย็นๆสิ มาถึงก็ร่ำร้องอยากเจอหน้าเมียเลยนะ กูยังไม่ฆ่ามันทิ้งง่ายๆหรอก เพราะกูอยากให้มึงเห็นด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นโรงงานด้วยความสะใจ แต่ก็แอบน่าขนลุก “มึงนี่มันชั่วช้าสารเลวไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ” “ก็เพราะใครล่ะ ทำให้กูต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมึงเหรอ ครั้งที่แล้วกูน่าจะแทงมึงตรงหัวใจ มึงจะได้ไม่ต้องมาปากเก่งใส่กูอีก” “มึงก็ยังคอยโทษแต่คนอื่น เหมือนเดิม ไม่เคยโทษในความโลภ ความอยากได้ของคนอื่นเลยทำให้มึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ไง แทนที่ออกจากคุกมามึงจะสำนึกแล้วกลับตัว สุดท้ายมึงมันก็กลับมาเลวเหมือนเดิม” กวิณภัทรขบกราม กำมือแน่น อยากวิ่งเข้าไปซัดหน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ “มึงต้องการอะไร แล้วปล่อยเมียกูได้แ
หลังจากที่แก้วฤดีกลับไปปรายปรีญานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาครู่ใหญ่ ก็จริงอยู่ที่กวิณภัทรเคยทำร้ายจิตใจเธอจนบอบช้ำ แต่เรื่องราวที่ผ่านมาวันเวลาที่ผ่านไปเธอเองก็ยอมรับว่าไม่เคยลืมเขาไปจากใจได้เลย และถ้าวันนี้เธอยังจมอยู่กับความหลังแล้วชีวิตเธอกับลูกจะมีความสุขไปได้อย่างไร เธอจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง คิดได้อย่างนั้นมือคว้ากระเป๋าสะพายได้ก็รีบเดินออกจากบ้าน ขายังก้าวไม่พ้นประตูรั้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอว่ามีชายร่างกายกำยำ 2-3 ยืนดักรอเธออยู่หน้าบ้าน สายตามองมาที่เธออย่างพิจารณาแล้วก้มมองรูปถ่ายก่อนจะพยักหน้าให้กัน สัญชาตญาณของเธอบอกได้ทันทีว่าผู้ชายเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ ขาสองข้างค่อยๆถอยหลังหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ก็ก้าวได้เท่านั้นเพราะพวกมันไวกว่า ร่างอวบที่เชื่องช้าเหมือนเต่าชราแบบเธอ ปรายปรีญาพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการจับตัวพร้อมกับตะโกนให้คนช่วย “พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร อยากได้เงินเหรอในกระเป๋าฉันพอมีอยู่บ้าง เอาไปหมดเลย แต่ปล่อยฉันไปเถอะนะลูกฉันยังเล็ก” เธอพยายามวิงวอนแค่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่เห็นหน้าลูกใจเธอก็แทบสลายหากต้องตายด้วยน้ำมือพวกนี้ “ฉันไม่อยากได้เศษเหรียญใ
รุ่งเช้าแสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างแยงดวงตา ปรายปรีญาหรี่ตาสู้แสงแดดยามเช้าร่างกายที่ถูกห่มด้วยอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาวจากเครื่องปรับอากาศขยับกายเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขน พอเธอลืมตาขึ้นก็เจอหน้าคมกำลังนอนพินิจพิจารณาใบหน้าตัวเองอยู่ “ตื่นแล้วเหรอครับ” “ก็เห็นนี่คะ ทำไมต้องถาม จะกอดปรายอีกนานไหมคะ ปรายจะไปอาบน้ำไปดูลูก” “ไม่ต้องห่วงครับ ป้าเรไรจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เราสองคนนี้ละ” “ถ้ารู้ว่าเหลือแค่เราสองคนก็ปล่อยค่ะ จะได้รีบลงไปด้านล่างป่านนี้คุณพ่อคงรอทานข้าวแล้วค่ะ” กวิณภัทรทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องจำยอมเมื่อปรายปรีญาหงุดหงิดและหยิกแขนเขาไปหนึ่งที จนผิวขาวขึ้นเป็นรอยเขียว “ขอโทษนะคะ คุณพ่อที่ทำให้รอทานข้าว ปรายนี่แย่จริงๆ เลย ตื่นสาย” “ไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ใช่คนหัวโบราณนะ ที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตื่นสาย เมื่อวานก็คงพากันเหนื่อยด้วย พ่อเข้าใจ” “แล้วนี่ หนูกรีนไปไหนคะ ปรายลงมายังไม่เห็นลูกเลย” “หนู อยู่นี้ค่ะแม่” สาวน้อยยิ้มฟันขาว วิ่งนำหน้าป้าเรไรที่ถือถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อเดินตามหลังมา” “ไปไหนมาคะ แล้วไปงอแงอะไรกับป้าเขามาหรือเปล่า” “ไม่
“ตัวเล็กของพ่อทำอะไรอยู่ครับ” “หนูกำลังต่อจิ๊กซอว์ให้ลูกหมูสามตัวค่ะ” กวิณธิดาก้มหน้าก้มตาต่อจิ๊กซอว์ที่กวิณภัทรซื้อให้อย่างตั้งอกตั้งใจ จิ๊กซอว์นิทาน เป็นหนึ่งในของเล่นกองโตที่เขาแทบจะเหมามาทั้งร้านให้กับลูกสาวคนเดียว เขานั่งมองลูกสาวที่สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังกับงานตรงหน้าเป็นอย่างมาก สีหน้าที่เวล
สองสามวันมานี้ปรายปรีญารู้สึกแปลกใจที่กวิณภัทรแทบไม่มายุ่มย่าม เจ๊าะแจ๊ะให้เธอต้องรำคาญใจ ส่วนแม่เธอก็ทำตัวแปลกๆ ลูกสาวก็คอยเอาแต่หลบหน้า ทุกคนเป็นอะไรกันหมดก็ไม่รู้ “ปราย วันนี้เอาน้ำพริกไปส่งตลาดแทนแม่หน่อยนะ แม่รู้สึกเพลียๆ ยังไงก็ไม่รู้” “ไม่สบายหรือเปล่าคะ ไปหาหมอไหมเดี๋ยวปรายพาไป” “ไม่ต้อง
รุ่งเช้าของอีกวันปรายปรีญาเข้าใจว่ากวิณภัทรกลับไปแล้ว แต่เธอเข้าใจผิดอย่างแรง เปิดประตูบ้านออกมาถึงกับกุมขมับ เพราะกวิณภัทรเล่นพาลูกน้องมากางเต็นท์ ก่อกองไฟเหมือนมาแคมป์ปิ้งกันอยู่ข้างบ้าน “นี่มันอะไรกันคะ” “ก็ในเมื่อไม่กลับไปด้วยกัน พี่ก็จะปักหลักอยู่นี่แหละ” “คุณภัทร....” น้ำเสียงที่เรียกชื่อเ
สายตาที่ดูมุ่งมั่นบวกกับน้ำเสียงที่มั่นคงทำเอาเธอกลัวเล็กน้อย สองคนยืนจ้องตากันไปมา จนกวิณธิดา วิ่งมาเข้ามาดึงแขนเสื้อของคนตัวโต พร้อมกับส่งยิ้มฟันขาวให้ กวิณภัทรเห็นแบบนั้นจึงย่อตัวลงมาจับไหล่ ลูบแก้มหนูน้อยอย่างแผ่วเบา “คุณลุงเป็นพ่อหนูใช่ไหมคะ”กวิณภัทรได้ยินแบบนั้นน้ำตาถึงกับคลอเบ้า ยิ่งตอกย้ำ





