LOGIN“นั่นพาใครมาด้วยล่ะลูก” คุณนายจำปาเอ่ยถามบุตรชายด้วยความสงสาร
“เด็กแถวนี้ครับ”
“สกปรกมอมแมม ไปรู้จักกันได้ยังไง ลูกเต้าเหล่าใครล่ะเรา” คุณนายจำปาขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่ชอบให้บุตรชายไปเล่นกับเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า
“ลูกพ่อพันค่ะ” พลับพลึงนั่งพับเพียบบนพื้นอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว หลังจากยกมือไหว้เจ้าของบ้านเรียบร้อยแล้ว
“ตายแล้ว! พากลับไปส่งบ้านเลยตาเหม ลูกไอ้พันขี้เมา เข้ามาในบ้านของเราเดี๋ยวก็ขโมยข้าวของไปหรอก” เสียงดุๆ ของเจ้าของบ้านทำให้พลับพลึงสะดุ้งตัวสั่น
“ไม่หรอกครับ” เหมราชเองก็หน้าเสียนึกเห็นใจเด็กน้อยที่โดนดุเช่นนี้
“ถ้าของในบ้านหายจะว่ายังไง”
“โอเคครับๆ” เหมราชไม่อยากทำให้มารดาหงุดหงิดใจเลยพาพลับพลึงกลับไปส่งบ้าน
“นายสนมานี่สิ” คุณนายจำปาเรียกคนขับรถของบุตรชายเสียงเข้ม
“ครับคุณนาย”
“ไปรู้จักกันได้ยังไง ทำไมไม่ห้าม” นายสนรีบเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ทั้งหมด
“ตามไปอย่าให้คลาดสายตา ถ้าเด็กนั่นออดอ้อนขอเงินหรือขออะไรให้รีบห้ามทันที พ่อมันขี้เมาไม่ทำงานทำการอะไร เอาแต่ขี้เกียจสันหลังยาว ลูกมันคงเป็นพวกขอทาน ลักเล็กขโมยน้อยอยากได้ของคนอื่น” คุณนายพูดเสียงไม่พอใจ นายสนรีบรับคำเพื่อตัดปัญหา เพราะเขาเองก็รู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยอยู่มากไม่ต่างจากเจ้านายหนุ่ม เหมราชพาพลับพลึงมาส่งบ้าน ก่อนจะยื่นถุงกระดาษให้เด็กน้อย
“อะไรเหรอคะพี่เหม”
“เปิดดูสิ” เด็กน้อยรับไปเปิดดูก่อนจะตาโต
“ชุดนักเรียนชุดใหม่เหรอคะ พี่เหมให้พลับพลึงเหรอ” เด็กน้อยน้ำตาไหลอาบแก้ม สะอึกสะอื้นเพราะเธอไม่เคยได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่จากใครเลย มีแต่ของมือสองที่เขาโละทิ้งไม่ใช้แล้วทั้งนั้นที่บริจาคมาให้
“ซื้อให้ห้าชุดเลย มีรองเท้าและถุงเท้าสำหรับใส่ไปเรียนห้าวันเลย ไม่ต้องรีบกลับมาซักชุดอีกแล้วนะ” เขาสั่งให้นายสนไปซื้อชุดนักเรียนที่ร้านในอำเภอมาให้เด็กน้อย
“หนูเกรงใจจังค่ะ” เด็กน้อยคุกเข่าลงตรงหน้าก่อนจะก้มลงกราบแทบเท้าอย่างซาบซึ้งใจ ไม่เคยมีใครให้อะไรเธอเลย แม้แต่เงินเล็กๆ น้อยๆ ที่หามาได้ก็ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำเหนื่อยสายตัวแทบขาด บางครั้งก็โดนเอาเปรียบ ได้ค่าแรงแค่น้อยนิดแม้จะทำงานทั้งวันแต่เธอก็ไม่กล้าปริปากบ่น
“กราบฉันทำไม ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้”
“พี่เหมเหมือนพ่อพระเลยค่ะ” เด็กน้อยยกมือไหว้ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เด็กโง่เอ๊ย” เขายิ้มเอ็นดู นายสนเห็นเข้าก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่ห้ามอะไรเพราะสงสาร
“นี่พวกอุปกรณ์การเรียน” เหมราชไปนำพวกสมุด ดินสอ ยางลบและตำราเรียนรวมถึงหนังสืออ่านเล่นมาให้เด็กน้อย
“ต่อไปหนูจะมีดินสอเขียนหนังสือแล้ว” ดินสอหลายแท่งและยางลมรูปสัตว์ต่างๆ แถมยังมีกลิ่นหอม ทำให้เด็กน้อยมองอย่างตื่นตาตื่นใจ เหมราชนำข้าวสารอาหารแห้งอีกหลายอย่างมาเพิ่มให้บนบ้าน
“พรุ่งนี้พี่คงต้องกลับกรุงเทพฯ แล้วนะ อีกนานกว่าจะได้มาที่นี่อีก ดูแลตัวเองด้วยนะ” เหมราชบอกเด็กน้อย เธอรู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อยที่มืออุ่นๆ ของเขาลูบอยู่บนศีรษะ
“พรุ่งนี้พี่เหมจะกลับแล้วเหรอคะ”
“ครับ” เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดรับคำ
“กลับตอนไหนเหรอคะ”
“ทำไม จะไปส่งเหรอ”
“ค่ะ” เด็กน้อยรีบพูดอย่างกระตือรือร้น
“น่าจะตอนสายๆ น่ะเพราะต้องนั่งรถหลายชั่วโมง” มีวันหยุดยาวหลายวันเขาเลยถือโอกาสมาเยี่ยมบิดามารดาและเที่ยวพักผ่อนไปในตัว
พลับพลึงจดจำเวลากลับของพี่ชายใจดีได้อย่างขึ้นใจ วันนั้นเด็กน้อยรีบไปขุดหัวเผือกหัวมันมาเตรียมเอาไว้ พรุ่งนี้เธอจะจัดการต้มร้อนๆ ไปให้เขากินรองท้องบนรถ เธอไม่มีของมีค่าอะไรให้เขา ไม่มีขนมดีๆ อร่อยๆ แต่ก็อยากตอบแทนน้ำใจเขาจึงทำเท่าที่มี
พอถึงเวลาเธอก็ไปด้อมๆ มองๆ แถวหน้าบ้านของเขา แต่ไม่กล้าเข้าไปข้างใน ร่างเล็กๆ ในชุดเก่าๆ ซึ่งมีรอยขาดจนต้องปะทั้งตัวก้มมองหัวเผือกและหัวมันต้มในมือนิ่ง เธอต้มมันร้อนๆ เพื่อจะเอามาให้พี่ชายใจดีกินรองท้องระหว่างเดินทาง เสื้อผ้าชุดนี้ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ ไม่ได้สนใจว่าจะโดนใครดูถูกหรือไม่
รถคันโตที่ขัดมันวาวกำลังจะแล่นออกจากบ้านทำให้เด็กน้อยชะเง้อคอมองตามท้ายรถไปจนสุดตา เธอรีบวิ่งตามไปพอเห็นว่าเป็นรถของเหมราช แต่วิ่งตามไปไม่ทัน พลับพลึงคอตกในทันที มองมันและเผือกต้มในมืออย่างเศร้าสร้อย คงไม่ได้เอาของกินที่อุตส่าห์ทำให้พี่ชายใจดีอีกแล้ว
“หยุดรถก่อนครับน้าสน” เหมราชสั่งคนขับรถเมื่อเขาเผอิญหันไปเห็นเด็กน้อยวิ่งตามมา
“มาส่งพี่เหรอ” เสียงนั้นทำให้เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองอย่างดีใจ
“หนูต้มหัวเผือกกับหัวมันมาให้พี่เหมกินรองท้องระหว่างเดินทางค่ะ” เด็กน้อยพูดด้วยดวงตาเป็นประกายขึ้นมาในทันที รีบยื่นสิ่งที่ตั้งใจทำส่งให้พี่ชายที่แสนใจดี
“ขอบใจนะ น่ากินจัง” เขารับมาถือเอาไว้ รู้สึกว่ายังอุ่นๆ อยู่เลย ก่อนก้มมองเท้าเล็กๆ ไร้รองเท้าของเด็กน้อย แล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“นี่รองเท้าคู่ใหม่นะครับ พี่ซื้อเอาไว้เมื่อวันก่อนแต่ลืมให้ เอาไปใส่สิ จะได้ไม่ปวดเท้า เดินเท้าเปล่าแบบนี้มันไม่ดีนะ เดี๋ยวจะมีแผลที่เท้าเจ็บป่วยเอาได้” เด็กหนุ่มร่างสูงนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า ก่อนจะวางรองเท้าแตะสำหรับใส่เล่นลงตรงหน้าเด็กน้อย
“พี่ให้เป็นของขวัญนะครับ อีกนานกว่าเราจะได้เจอกันอีก” เขาโยกศีรษะเด็กน้อยยิ้มอบอุ่นให้ นั่นเป็นประโยคที่เหมราชไม่รู้เลยว่าจะไม่ได้เจอเธออีกนานจริงๆ เพราะคุณยายนั้นอยากส่งหลานชายไปเรียนต่อต่างประเทศทันทีที่เรียนจบที่ไทย
“มีอะไรเหรอเหม” เสียงถามของมารดาทำให้เหมราชหันไปมอง
“ไม่มีอะไครับคุณแม่”
“เธออีกแล้วเหรอ มายุ่งวุ่นวายอะไรกับลูกชายของฉันนักหนา”
“เขาแค่มาส่งครับ”
“เราก็กลับได้แล้ว เดี๋ยวจะถึงบ้านค่ำมืดดึกดื่น” คุณนายจำปาหันไปบอกลูกชายแต่สายตาไม่สบอารมณ์มองไปยังเด็กน้อย พลับพลึงหลบวูบ รีบยกมือไหว้กล่าวลาพี่ชายใจดีในทันที
“กลับบ้านดีๆ นะ” เหมราชบอกเด็กน้อย ยิ้มให้อย่างเอ็นดู พลับพลึงโบกมือให้พี่ชาย ก่อนจะเดินกลับบ้านของตัวเองอย่างหงอยๆ
“นั่นอะไรน่ะเหม”
“พลับพลึงต้มมันเทศกับเผือกมาให้ครับ”
“ตายแล้วสกปรก ทิ้งไปเถอะลูก อย่ากินเลย” พลับพลึงที่เดินห่างออกมา ได้ยินคุณนายจำปาพูดแบบนั้นก็รู้สึกเศร้าใจ เธอกอดรองเท้าแตะคู่สวยราคาแพงเอาไว้แน่น รู้สึกหดหู่ใจเพราะกลัวเหมราชจะทิ้งของกินราคาถูกของเธอ
“น่ากินออกครับ ผมไปก่อนนะครับ” คนพูดรีบบอกมารดาก่อนก้าวขึ้นรถ แถมยังถือของฝากจากเด็กน้อยเอาไว้แน่นเหมือนกลัวมารดาจะแย่งไปทิ้ง
“พี่เหม...” เด็กน้อยครางก่อนจะเดินหยุด มองท้ายรถไปด้วยดวงตาเป็นประกาย ดีใจที่เขาไม่ทิ้งของกินที่เธออุตส่าห์ทำให้ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีราคา ค่างวดอะไรเลย
“จะไปไหนก็ไป ยายเด็กสกปรก” คุณนายจำปาหันไปไล่ตะเพิด พลับพลึงรีบวิ่งหนีอย่างตกใจกลัวเพราะสีหน้าและแววตาดุดันนั้นทำให้เด็กน้อยไม่กล้าแม้แต่จะมอง
เหมราชแกะห่อใบตองออกจากกัน ด้านในมีมันเทศสีส้มสีม่วงและ หัวเผือกหัวบอนต้ม เขาไม่ค่อยได้กินอาหารประเภทนี้ เพราะอยู่เมืองใหญ่กินแต่อาหารหรูหราราคาแพง เคยมาเยี่ยมบิดามารดานานแล้ว คนใช้ในบ้านต้มกินกัน จึงเคยได้ลิ้มลอง จำได้ว่ารสชาติอร่อยไม่น้อย
“ขอบคุณนะครับน้าสน” เหมราชเอ่ยขอบคุณคนขับรถ
“เรื่องอะไรครับ”
“เรื่องพลับพลึงครับ” เขาตอบคนขับรถเสียงนุ่ม นายสนไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เข้าใจว่าเจ้านายหนุ่มหมายความว่าอะไรเพราะเขาสงสารเด็กน้อยเช่นกัน จึงไม่ได้เอาเรื่องของพลับพลึงไปบอกเล่าให้คุณนายจำปาฟัง
เหมราชวางของกินที่ห่อด้วยใบตองลงข้างตัวแล้วหันมองวิวทิวทัศน์นอกรถ เวลาผ่านไปนับชั่วโมงเขาจึงเหลือบไปมองของกินที่เด็กน้อยให้เขามาอีกครั้ง เขาหยิบมันขึ้นมากัดกิน รสชาติของมันหอมอร่อย ทำให้เหมราชอมยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
‘อืม... อร่อย’ เขาคิดในใจก่อนจะกินจนหมดเกลี้ยง
แต่ไม่บังคับ ไม่ยัดเยียดอะไรให้เขา ปล่อยให้เขาได้มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง พลับพลึงอยากสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันตั้งแต่เด็กและไม่เลี้ยงลูกด้วยเงินแต่เลี้ยงด้วยความรักและหัดให้ลูกพึ่งพิงตัวเองได้ จะได้ไม่เป็นภาระใครวันเสาร์และวันอาทิตย์เหมราชจะพาเธอไปเรียนหนังสือ เขาช่วยทำรายงาน ช่วยหาข้อมูล แล้วก็ช่วยติวหนังสือให้เธอ เหมราชเป็นคนหัวดี เขาสอนหนังสือเธอเก่งกว่าครูที่สอนหนังสือเธอเสียอีก“ดึกแล้วนะ นอนได้แล้วครับ” เหมราชบอกภรรยาที่นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างขะมักเขม้น“อีกนิดนะคะ” เธอพูดก่อนจะหาว“หาวขนาดนี้ไม่ไหวแล้วนะครับ พี่ว่าถ้าไม่ไหวอย่าฝืนเลยถึงอ่านไปก็ไม่หัวแล้ว นอนพักผ่อนให้เพียงพอค่อยลุกมาอ่านตอนหัวรุ่งก็ได้ครับ”“ค่ะ” เธอรับคำ กราบหนังสือและปิดตำราเรียน เหมราชยิ้มอ่อนโยนกับกิริยาของเธอ พลับพลึงได้กลับมาเรียนใหม่อีกครั้ง เธอก็รักการเรียน ขอบคุณหนังสือที่ให้ความรู้เธอเสมอ แม้ได้เรียนจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าห้องเรียนในโลกกว้างและการลงมือทำสำคัญกว่าการเรียนในห้องเรียน แต่เพราะความตั้งใจแต่เด็กที่อยากเรียนให้จบอยากถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ อยากสอนหนังสือเธอเลยมีความสุขกับการเรียนเหมร
เราต้องแก้ไขให้ปัจจุบันดีขึ้น เชื่อแม่สิเหม มีลูกมีเต้าด้วยกันแล้วเราเอาความดีเข้าสู้ต้องชนะใจเขาแน่ๆ” คุณนายจำปาบีบไหล่ของลูกชายเอาไว้แน่น เมื่อก่อนนางไม่เคยเชื่อว่าความดีของใครจะมาชนะใจได้ แต่เมื่อเจอวิบากกรรมโดนทำร้ายปางตาย ความดีของพลับพลึงชนะใจนางมาแล้ว เหมราชก็ต้องเอาชนะใจพลับพลึงได้เช่นเดียวกัน“ภรรยาของผมเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ” เขารีบถลาเข้าไปหาคุณหมออย่างมีความหวัง“ภรรยาของคุณปลอดภัยแล้วครับ” เหมราชแทบจะก้มลงกราบคุณหมอ“พลับพลึงปลอดภัยแล้วครับคุณแม่ ต่อจากนี้ไปผมจะไม่ยอมให้เกิดอันตรายกับเธออีก ชีวิตพลับพลึงน่าสงสารตั้งแต่เด็ก เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว ผมจะไม่มีวันทิ้งเธอหรือทำให้เธอเสียใจอีก” ประโยคซ้ำๆ ของเหมราชทำให้คุณนายจำปาตบไหล่ของลูกชายเบาๆ เขาเดินไปยังห้องพักฟื้นของเธอ ดึงมือน้อยมากุมเอาไว้แล้วแนบกับแก้ม ดวงตาแดงก่ำ“เหมกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมลูก”“ไม่ครับ พลับพลึงตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอใครอาจจะกลัว”“งั้นแม่จะให้คนเอาเสื้อผ้ามาให้นะ”“แม่ครับ ผมมีเรื่องจะขอคุณแม่”“ว่ามาเลยจ้ะ แม่ยินดีทำให้ทุกอย่าง”“ผมฝากลูกสองคนด้วยนะครับ”“ได้สิ แม่จะดูแลหลานแม่ทั้งสองคนให้ดีที
แต่วันนี้ยังไม่ได้ปั๊มนมเลย ถ้าหิวก็จับเต้าให้ดูดด้วยความเคยชินอาจเพราะทำงานอยู่บ้าน เธอเลยสะดวกเวลาจะให้นมลูก“ครับ” เขาตอบหน้าเป็นไม่ยอมไปไหน พลับพลึงค้อนให้หนึ่งที ก่อนจะหันหลังให้เขาแล้วจัดการจับลูกน้อยมานอนดูดเต้า แฝดน้องนั้นกำลังเล่นสนุกท่าทางจะไม่หิวเหมือนคนโตเหมราชรู้สึกเอ็นดูสองแม่ลูกไม่น้อย เขาแอบชะโงกหน้าไปดูเห็นปากเล็กๆ สีแดงกำลังดูดจุกนมอย่างเอร็ดอร่อย แล้วเจ้าแฝดคนเล็กก็เดินเตาะแตะมาหา นั่นทำให้พลับพลึงหันมามอง เธอหน้าแดงมองค้อนเขา“พี่ซื้อเสื้อผ้ามาฝากลูกด้วยนะ”“จริงๆ คุณเหมไม่เห็นต้องลำบากเลยนะคะ ลูกมีเสื้อผ้าเยอะแล้ว” น้ำเสียงของเธอสะบัดนิดๆ เขาเลยยิ้ม“ไม่ลำบากเลย พี่อยากซื้อให้ลูก อยากดูแล อยากเห็นหน้าทั้งแม่ทั้งลูกทุกวัน” เธอเงยหน้ามองเขา พอสบประสานสายตาเข้าหากัน เธอก็หลบวูบ รู้สึกว่าหัวใจดวงน้อยเต้นแรงแทบจะโลดออกมานอกอก“อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ”“ต่อจากนี้ไปพี่จะทำทุกอย่างให้เราได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา พี่จะไม่ยอมแพ้ ไม่ปล่อยให้พลับพลึงต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่พี่อยากทำให้พลับพลึงคือทำให้พลับพลึงกับลูกมีความสุขมากที่สุด ขอให้พี่ได้ทำแบบนั้น
“ความฝันเล็กๆ ของหนูคือมีกิจการเล็กๆ ของตัวเอง มีเงินเอาไว้ให้ลูกเรียนหรือทำตามความฝัน ป้าเชื่อไหมคะ พอหนูไปเรียนหนังสือจริงๆ กลับค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในชีวิตไม่ใช่การเรียน แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างไรให้เราพึ่งพาตัวเองได้ไม่เป็นภาระของใคร”“ป้าแค่เป็นห่วง เพราะป้าแก่แล้วไม่รู้จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน”“ป้าอย่าพูดแบบนี้สิจ๊ะ หนูรู้สึกใจคอไม่ดีเลย เพิ่งรู้ข่าวเรื่องแม่ที่จากโลกนี้ไปแล้ว ป้าก็จะมาจากหนูไปอีกคนเหรอคะ หนูคิดว่าถึงเราไม่มีผู้ชายคอยเลี้ยงดู เราก็ยืนได้ด้วยลำแข้งนะจ๊ะป้า ถ้าพี่เหมเขาเวทนาหนูเพราะยากจนและรู้สึกผิดเลยอยากรับผิดชอบหนูก็ไม่ต้องการหรอกจ้ะ”“แล้วเอ็งต้องการอะไร”“ต้องการความรักและความจริงใจจากเขาค่ะป้า เพราะถ้าเราอยู่ด้วยความรัก เราก็จะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ ต้องอึดอัดใจ แต่เราจะพยายามถนอมน้ำใจกันและกัน ทำให้คนที่เรารักมีความสุข และให้อิสระกับคนที่เรารัก หนูเลยไม่เรียกร้องให้เขาต้องมารับผิดชอบหรือรู้สึกผิดจนต้องมาทนอยู่ด้วยกันค่ะ” คำตอบของพลับพลึงทำให้ลำไยยิ้มกว้าง พลับพลึงในอดีตกับในวันนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะพลับพลึงในวันนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท
“หนูออกไปซื้อของก่อนนะจ๊ะป้า”“จ้ะ ไปเถอะ” ลำไยขานรับ มีความสุขกับการเลี้ยงหลาน ทุกครั้งที่พลับพลึงออกไปข้างนอก เหมราชจะมาหาลูกโดยความช่วยเหลือท่าน“ป้าครับ เรื่องที่ป้าขอร้อง ผมทำให้แล้วนะครับ” เหมราชคุ้นเคยกับเด็กๆ ทั้งสองดี เพราะเขามาหาแทบจะทุกวันที่มีโอกาส เขากอดหอมเล่นกับลูกยกร่างน้อยมานั่งบนตักไม่ยอมห่าง สิ่งที่ลำไยเคยขอเอาไว้คือให้ช่วยสืบเรื่องของจินดา มารดาของพลับพลึงให้หน่อย“เป็นยังไงบ้างคะ” คนถามหัวใจลุ้นระทึก อยากจะรู้ข่าวคราวของจินดาเต็มที ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว เหมราชร่ำรวยและมีเงินท่านจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงสามารถสืบหาจินดาได้อย่างแน่นอน เธอนั้นเป็นแค่หญิงชราแก่ๆ ที่ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมายจึงไม่มีความสามารถจะทำแบบนั้นได้“ผมต้องเสียใจด้วยนะครับ” จินดาถูกรถชนตายเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนจึงกลายเป็นศพไร้ญาติ“โธ่...” ลำไยยกมือขึ้นทาบอก ค่อยๆ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้วร้องไห้สงสารเพื่อนเหมราชกลับไปไม่นานพลับพลึงก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นป้าลำไยนั่งร้องไห้“ป้าเป็นอะไรจ๊ะ” เสียงของพลับพลึงทำให้ลำไยรีบเช็ดน้ำตา“มาหาป้ามาพลับพลึง” ลำไยดึงร
เธอหยุดกิจการไปเป็นเดือนก็คิดว่าจะกลับมาค้าขายอีกครั้ง แม้ป้าลำไยจะแก่แล้วแต่ท่านก็ถือว่าเป็นคนสูงอายุที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน เรื่องดูแลลูกๆ ท่านเลยช่วยแบ่งเบาไปได้มาก เรื่องเรียนพลับพลึงก็ไม่ทิ้ง เธอตั้งใจเรียนและสอบเทียบไปเรื่อยๆ คาดหวังว่าไม่นานจะจบการศึกษา พอได้วุฒิมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว เธอจะเรียนต่อระดับปริญญาตรี แต่จะเรียนมหาวิทยาลัยเปิดที่สามารถเรียนทางไกลได้ อ่านหนังสืออยู่บ้านได้และค่อยไปสอบเอา หากมีอบรมหรือสัมมนาอะไรก็ค่อยไปเพราะเธอทำงานอิสระเป็นของตัวเองไม่ต้องลางานก็ไปได้สะดวก“ป้าจ๊ะ หนูจะออกไปซื้อของข้างนอกนะจ๊ะ ฝากป้าดูแลสองแฝดด้วยนะจ๊ะ” เธอตั้งชื่อลูกง่ายๆ ว่าหนึ่งกับสองคนพี่เป็นแฝดชายชื่อหนึ่ง คนน้องเป็นแฝดหญิงชื่อสอง“ได้ๆ ไปเถอะ ขับรถดีๆ ไม่ต้องรีบ”“ป้าอยากได้อะไรไหมจ๊ะ”“ไม่แล้วล่ะ”“เดี๋ยวมื้อกลางวันหนูจะทำแกงเลียงให้กินนะจ๊ะ”“อะไรก็ได้ ป้าไม่เรื่องมากหรอก ไปเถอะ เดินทางปลอดภัย ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง” ป้าลำไยยิ้มให้เด็กสาว อีกฝ่ายก็สวมใส่หมวกกันน็อก สตาร์ตรถ มอเตอร์ไซค์ขับออกไปจากบ้าน หลังจากจดรายการซื้อของเรียบร้อยแล้วพลับพลึงเก็บเงินได้ก







