MasukL.B. Bar
“เฮ้ย! ไอ้หมอ ทางนี้”
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของคนถูกเรียกหันไปทางเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ในมุมอับของร้าน
ทิวากรหรือหมอทิว หมอหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปีที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมลงมาจนเห็นแผงอกกับกางเกงยีนขายาวสีซีด เดินมานั่งลงบนโซฟานุ่มตรงข้ามเพื่อน ใบหน้าหล่อเหลา ทว่าเรียบเฉยกลับดูมีเสน่ห์น่าค้นหา จมูกโด่งเป็นสันดูโดดเด่น ริมฝีปากหนาอมชมพู ผิวพรรณขาวสะอาดดูสุขภาพดี เขาเป็นหมอผู้ชำนาญการอยู่แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง และเพื่อนๆ มักจะเอ่ยแซวว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผู้หญิงทั้งภายนอกและภายใน
“ไปไหนมา พวกกูรอตั้งนาน” รามิล หันไปถามคุณหมอหนุ่ม
รามิล ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เขาเกิดและโตที่ประเทศไทย ผู้มีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ผมสีทองขับผิวขาวๆ ของเขาให้ดูมีออร่า ชายหนุ่มเป็นทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งที่เอาแต่ ดื่ม เที่ยว สนุกกับพวกผู้หญิง เปลี่ยนคู่นอนเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า และมีคติที่ว่ากินแล้วไม่กินซ้ำ
“นานเหี้ยไร ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง” หมอหนุ่มหันไปแหวใส่หนุ่มลูกครึ่งที่กำลังนั่งกระดกเหล้าเข้าปาก
“คุณหมอพูดไม่เพราะเลยนะครับ” ขุนทศตำหนิเพื่อน
ขุนทศ ชายหนุ่มหน้าหวานผมสีควันบุหรี่ดูมีเอกลักษณ์ ตาสีน้ำตาลอ่อนดูละมุน ปากนิดจมูกหน่อยอย่างกับผู้หญิง เขามีนิสัยทะเล้น ทะลึ่ง และหื่นกาม ชายหนุ่มทำธุรกิจร้านอาหารที่มีหลายสาขาร่วมกันกับภรรยาสุดที่รัก เขาสละโสดเป็นคนแรกของกลุ่มและแต่งงานมาได้เกือบสองปี หากรวมระยะเวลาที่ทั้งคู่คบหาดูใจจนแต่งงานปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดพอดี แม้จะดูยาวนานแต่ความรัก ความหอมหวานของพวกเขายังคงเหมือนเดิมตลอดเวลา
“อย่ามาเล่นละคร ไอ้เหี้ยทศ” ทิวากรหันไปมองขุนทศอย่างระอา เพราะนี่มันไม่ใช่นิสัยที่แท้จริงของเพื่อนอย่างมัน
“กูซ้อมพูดเพราะๆ ไว้ก่อนไง เผื่ออยู่ดีๆ ได้เป็นพ่อคน” ขุนทศยักไหล่ด้วยท่าทีสบาย ชายหนุ่มกับภรรยาพยายามมีลูกกันมาสักพักแล้ว
“เดือนนี้มีหวังมั้ยวะ” รามิลหันไปถามขุนทศด้วยความตื่นเต้น
ขุนทศส่ายหน้าแล้วเป่าลมออกจากปากอย่างแรง
“กูบอกมึงว่าให้เก็บเชื้อไว้วันที่เมียไข่ตก โอกาสมันมากกว่า แต่มึงเล่นเอาเมียทุกวัน” คุณหมอหนุ่มพูดแล้วส่ายหัว
“ก็กูหิวนี่นา” ขุนทศเบะปาอย่างเด็กเอาแต่ใจ
“เอาน่า อย่าไปคิดมาก เดี๋ยวหลานพวกกูก็มา” ทิวากรหันไปให้กำลังใจเพื่อน เขารู้ดีว่าคู่รักที่พยายามมีลูกจะอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ได้ง่าย และมักจะเกิดความร้าวฉานขึ้นในครอบครัว เขาได้แต่หวังว่ามันจะไม่เกิดกับขุนทศ
“ใช่ๆ บางทีอาจจะมาสองคนเลยก็ได้นะเว้ย” รามิลให้กำลังใจเพื่อนเช่นเดียวกัน
“พวกมึง ห้ามมีลูกก่อนกูนะ ไม่งั้นกูไม่ยอมจริงๆ ด้วย” ขุนทศพูดอย่างไม่จริงจังนัก
“ไม่มีวัน! เพราะแด๊ดดี้เดียวที่กูอยากเป็นคือ แด๊ดดี้ของสาวๆ” รามิลยักคิ้วส่งให้เพื่อนอย่างกวนๆ
“ระวังไว้เหอะมึง เดี๋ยวพลาดแล้วกูจะหัว” ทิวากรกระตุกรอยยิ้มหยัน
“มึงไม่มีทางได้หัว กูมั่นใจ” รามิลยืดอกอย่างมั่นใจ
“ไง หรือมึงเป็นหมัน” ขุนทศหันไปมองรามิลอย่างจับผิด
“ไม่ใช่เว้ย เออนี่ ผู้หญิงคนเมื่อกี้น่าสงสารวะ” อยู่ดีๆ รามิลก็นึกถึงเหตุการณ์ของผู้หญิงที่พวกเขาเจอที่โรงแรม
“ป่านนี้คงไปเมาเละเทะแล้วมั้ง” ทิวากรคาดการณ์จากสภาพที่เขาเห็น
“ผู้ชายคนนั้น แม่ง ไม่ธรรมดา” ขุนทศพูดตามที่คิด
“ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย ก็เหี้ยเหมือนๆ กันนั่นแหละ รวมถึงตัวกูเองด้วย” รามิลพูดพร้อมกอดอก
“กูก็ด้วย” ทิวากรรู้ว่าตนเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรมากมายหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง
ติ๊ง ติ๊ง
“เมียตามแล้วอะดิ” ทิวากรถามพ่อบ้านใจกล้าคนเดียวของกลุ่ม
ขุนทศมองรูปสุดเซ็กซี่ที่ภรรยาสาวส่งมาแล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว หญิงสาวใช้วิธีนี้เพื่อให้ชายหนุ่มกลับบ้านเร็วขึ้นและมักจะได้ผลเป็นประจำ
“กูอยู่ต่ออีกแค่ชั่วโมงเดียวนะ” ขุนทศหันไปบอกเพื่อนๆ
“กลัวเมียนี่หว่า” รามิลเอ่ยแซว
“กูต้องรีบกลับเพราะเมียรอให้ P**n อยู่” ขุนทศหัวเราะออกมาเสียงดัง
“มึงนี่กูยอมจริงๆ” ทิวากรมองเพื่อนแล้วกลั้นขำ
“ก็คนมันรักเมียอะคร๊าบ” ขุนทศพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นแล้วนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
สามหนุ่มเพื่อนสนิทนั่งพูดคุยกันต่อสักพักก็ถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ว่าจะต้องแยกย้าย ทั้งสามเดินออกมาโดยมีทิวากรเดินตามหลัง ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่อยู่ในชุดแสนคุ้นเคย เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางยีนขายาวรัดรูปและรองเท้าส้นสูงปรี๊ดสีครีม กำลังฟุบหน้าแน่นิ่งอยู่กับโต๊ะ
“พวกมึงไปก่อนเลย” ทิวากรบอกเพื่อน
“เออๆ ขับรถกันดีๆ” รามิลหันไปบอกเพื่อนๆ เช่นกัน
ทิวากรเดินเข้าไปหยุดยืนใกล้เธอพร้อมกับใช้มือแตะไหล่เบาๆ
“คุณ”
เมื่อเห็นว่ายังคงนิ่งเขาก็รีบเขย่าตัวเธอ จนหญิงสาวรู้สึกตัวแล้วทรงตัวนั่งอีกครั้งพร้อมกับใช้มือปัดผมยาวลอนที่ปิดหน้าอยู่ออก
มิลินที่อยู่ในอาการเมาเงยหน้าแดงก่ำและดวงตาบวมเป่งมองคนที่มารบกวนการนอนแล้วคิดว่าเป็นชายหนุ่มที่เธอกำลังคิดถึง
“วายุเหรอ มารับลินใช่มั้ย” เธอถามคนที่ยืนอยู่เสียงยาน
ชายหนุ่มไม่พูดอะไรแล้วช้อนร่างเธอให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ลากออกมาจากบาร์ไปยังลานจอดรถที่มีรถคันหรูของเขาจอดอยู่
“บ้านคุณอยู่ที่ไหน” ทิวากรถามขึ้นเพราะปล่อยให้เธอกลับไปเองสภาพนี้ เช้ามาอาจมีข่าวใหญ่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์
“วายุลืมบ้านของเราแล้วเหรอ” หญิงสาวหันไปมองหน้าคนที่พยุงเธออยู่
“ผมถามว่าบ้านคุณอยู่ที่ไหน”
“นายไม่ใช่วายุนี่ แล้ววายุไปไหน” หญิงสาวพยายามสลัดตัวเองออกจากคนที่กำลังพยุงอยู่ ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วปล่อยเธอให้เป็นอิสระ
มิลินล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อไม่มีที่ยึดเกาะร่างอ่อนปวกเปียกของตนเอง
“โอ๊ะ ไม่เห็นเจ็บเลย” เธอนอนราบลงกับพื้นคอนกรีตแล้วพึมพำออกมาเบาๆ
“หรือเพราะความเจ็บมันไม่ได้อยู่ตรงนี้” เธอยกมือที่มีแผลของตัวเองมาดูแล้วหลับตาลงพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง
“แม่ง! เมาเหมียนหมาแล้วยังอวดเก่ง น่าปล่อยให้นอนอยู่ตรงนี้จริงๆ” ทิวากรเห็นสภาพคนที่นอนอยู่กับพื้นแล้วสบถออกมาอย่างหัวเสีย
จากนั้น เขาตัดสินใจพาเธอมาเปิดห้องนอนที่โรงแรมใกล้ๆ เมื่อเข้ามาในห้องเขาก็โยนหญิงสาวลงบนเตียงอย่างแรง ด้วยความรู้สึกเหนื่อยแล้วพูดกับตัวเอง
“กูมาทำอะไรอยู่เนี่ย”
“อื้อ ร้อน” หญิงสาวที่นอนอยู่เริ่มถอดเสื้อผ้าตัวเองออกทีละชิ้น เหลือแต่ชุดชั้นในลายลูกไม้สีขาวบนเรือนร่าง ชายหนุ่มยืนมองเธอพร้อมกับใช้มือกุมขมับ
“เดี๋ยวเร่งแอร์ให้ ใจเย็นหน่อยสิวะ” ชายหนุ่มรีบเร่งเครื่องปรับอากาศแล้วใช้ผ้าห่มคลุมปิดร่างกายเธอไว้
หญิงสาวดึงผ้าห่มออกแล้วนอนเหยียดขาตรง หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่แล้วพูดเสียงหวาน
“มานอนนี่มา” เธอตบที่ว่างข้างกายเบาๆ
คุณหมอหนุ่มมองใบหน้าเธอแล้วใช้สายตาไล่ลงไปเรื่อยๆ ยังเรือนร่างขาวเนียนและโคตรเซ็กซี่ของหญิงสาว จากนั้นพยายามสลัดความคิดไม่ดีออกไปจากหัว
“ผมต้องกลับแล้ว” ชายหนุ่มปิดไฟในห้องแล้วเปิดไฟหัวเตียงให้เธอ จากนั้นก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป
หญิงสาวรีบลุกขึ้นสวมกอดเขาทางด้านหลังโดยทิ้งน้ำหนักทั้งหมดไปไว้ที่คนสูงแล้วพูดขึ้น
“นอนกับฉันมั้ย?”
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างคนดีใจกับสิ่งที่พึ่งรับรู้มา มือเล็กกำแท่งพลาสติกไว้แน่นเพื่อจะเอาไปให้ผู้เป็นสามีดูและคิดว่าเขาต้องดีใจมากอย่างแน่นอน แต่ครั้นเดินไปหาบริเวณเตียงนอนที่เขาเล่นอยู่กับลูกสาวในตอนแรกก็พบเพียงความว่างเปล่า“อยู่ไหนกันนะ”ดารินพึมพำแผ่วเบาแล้วเดินไปในห้องของลูกสาวตัวน้อยก็ไม่เจอใคร จึงคิดว่าห้องสุดท้ายที่ทั้งสองน่าจะอยู่ก็คงหนีไม่พ้นห้องนั่งเล่นภาคินัยนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกซึ่งมีลูกสาวตัวน้อยนอนซบอยู่บนหน้าอกแกร่งดูเหมือนว่ากำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่นาน ทำให้ชายหนุ่มที่เห็นคนตัวเล็กกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างรีบยกมือขึ้นห้ามเพราะเห็นว่าลูกสาวสุดที่รักกำลังจะหลับ“ชู่ว”หญิงสาวถึงกับส่ายหน้าให้ท่าทางของเขาอย่างไม่จริงจังนัก เธอจึงเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ แล้วก้มไปหอมแก้มลูกสาวเบาๆ ก่อนสามีหนุ่มจะทำแก้มป่องเป็นเชิงว่าตัวเองจะขอแบบนั้นด้วย หญิงสาวจึงก้มลงแล้วไม่ลืมที่จะให้เขาหอมแก้มเธอด้วย“ฉันมีข่าวดีจะบอกค่ะ”เสียงหวานเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น“ครับ ว่า?”“ลูกมาแล้วค่ะ”“อืม ฮะ!” คนที่บอกให้เธอลดเสียงในตอนแรกถึงกับอุทา
ร่างเล็กบนเตียงกว้างมีอาการสะลึมสะลือเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงรบกวนเข้าสู่โสตประสาท เนื่องจากเธอพึ่งจะได้นอนหลับไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเพราะโดนสามีหนุ่มคอยรังแกเกือบทั้งคืน ดวงตากลมโตค่อยๆ เปิดขึ้นทีละน้อยครั้นได้ยินเสียงสองของคนข้างกายที่มักจะใช้พูดคุยหยอกล้อกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาซึ่งดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะกำลังหัวเราะและส่งเสียงอ้อแอ้ออกมาอย่างชอบใจตามประสาเด็ก เสียงนี้เองที่ทำให้ร่างเล็กบนเตียงรีบลืมตาขึ้นมาก่อนจะมองไปยังนาฬิกาบนผนังก็เห็นว่าเป็นเวลาแปดโมงเช้า และที่ประเทศไทยก็คงจะบ่ายโมงพอดีใบหน้าหวานมองชายหนุ่มที่นอนหันหลังให้เธอแล้วชะโงกไปยังจอสมาร์ทโฟนในมือเขาก็เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวที่มีคุณแม่สามีเป็นคนถือกล้องให้ เด็กตัวน้อยกำลังมองมาที่ผู้เป็นพ่อตาแป๋วแล้วหัวเราะคิกด้วยความสดใสภาคินัยรับรู้ได้ว่าภรรยาสุดที่รักของเขาตื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็รีบนอนหงายเพื่อให้หญิงสาวเข้ามาร่วมจอด้วยกัน ก่อนจะทักทายแก้วตาดวงใจ“ไออุ่นจ๋า” เสียงหวานเรียกลูกสาวตัวน้อยเบาๆ พร้อมส่งยิ้มให้ด้วยความคิดถึง“เอิ๊กๆ” หนูน้อยไออุ่นวัยเก้าเดือนผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มและตัวจ้ำม่ำน่ากอดมองใบหน้าผู้ให้กำ
ภายในห้องนอนขนาดใหญ่ของโรงแรมสุดหรูสามารถมองเห็นหอคอยเหล็กกล้าตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงปารีสซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของที่นี่ได้อย่างเต็มตา ช่วงฤดูหนาวของเดือนแห่งความรักอย่างกุมภาพันธ์จึงมักจะเต็มไปด้วยคู่รักและบรรดาครอบครัวที่พากันมาเยือนเมืองสุดแสนจะโรแมนติกแห่งนี้กันอย่างล้นหลามอุณหภูมิสองถึงห้าองศาด้านนอกเต็มไปด้วยม่านหมอกและหิมะขาวโพลนตกลงมาปกคลุมยอดหอไอเฟลขนาดใหญ่ทำให้ในยามค่ำคืนการนั่งจิบไวน์และมองดูวิวเป็นอะไรที่สวยงามไปอีกแบบ“สวย”“สวยมาก”“สวยเหลือเกิน”เสียงทุ้มเอ่ยชมไม่ขาดปากราวกับว่าถูกใจสิ่งที่กำลังมองอย่างสุดหัวใจ“ผมไม่คิดว่าปารีสตอนกลางคืนมันจะดีขนาดนี้มาก่อน”สภาพอากาศด้านนอกที่แค่มองก็รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกนั้นไม่มีผลต่อคู่สามีภรรยาที่อยู่ภายในห้องนอนสุดแสนจะอบอุ่น มันอบอุ่นจนค่อนไปทางร้อนเสียมากกว่า หากดูจากหยาดเหงื่อไหลย้อยที่เคลือบผิวกายของร่างเปลือยเปล่าทั้งสอง“ที่รักชอบมันหรือเปล่า”“อึก อื้อ!”ริมฝีปากเล็กกัดเข้าหากันจนห้อเลือดเพื่อสะกดกลั้นเสียงไม่ให้ดังจนเกินไปและเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของอีกฝ่ายด้วยเช่นกันครั้นภาคินัยเห็นว่าคำถามของตนไร้เสียงตอบรับใ
พิธีวิวาห์ของคู่รักต่างวัยถูกจัดขึ้นที่บ้านทางภาคเหนือของครอบครัวชายหนุ่ม โดยหญิงสาวเป็นคนเลือกสถานที่แห่งนี้เพราะรู้สึกตกหลุมรักธรรมชาติตั้งแต่ครั้งก่อนที่ได้มาสัมผัส ซึ่งทุกคนก็ต่างเห็นด้วยกับการใช้สถานที่แห่งนี้จัดงานครั้งอดีตพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงานอย่างใหญ่โตของนายภักดีกับคุณหญิงมัทนาและไม่คิดว่าอีกสามสิบปีต่อมาจะได้ใช้จัดงานมงคลอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายอย่างครั้งก่อน แต่บรรยากาศภายในงานล้วนอบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรัก จากบรรดาแขกเหรื่อทางฝ่ายเจ้าบ่าวที่มักจะเป็นคนสนิทสนมกันเสียส่วนใหญ่แม้ว่าแขกทางฝ่ายเจ้าสาวจะมีแค่ทอฝันกับสายหมอก แต่เธอกลับรับรู้ได้ถึงความจริงใจและความเอ็นดูจากบุคคลแปลกหน้าที่มาร่วมแสดงความยินดี ส่วนน้าสาวเพียงคนเดียวของเธอเผอิญติดธุระอยู่ต่างประเทศและไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ถึงอย่างนั้นดารินก็เข้าใจเพราะงานที่จัดขึ้นดูจะสายฟ้าแลบไปหน่อยก่อนหน้านี้พวกเขามีเวลาจัดเตรียมงานและเตรียมตัวเองแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่หญิงสาวสอบเสร็จพอดี และสุขภาพของเธอก็พร้อมสำหรับงานวิวาห์ที่จะเกิดขึ้นแต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือดาริน
ลัลล้า~ดวงตาคู่คมเหลือบมองคนตัวเล็กข้างกายที่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษด้วยรอยยิ้มจาง หลังได้ออกจากโรงพยาบาลที่เธอต้องไปใช้ชีวิตอยู่นานกว่าสองสัปดาห์ ส่วนเขาเองก็ต้องนอนให้น้ำเกลือเพื่อดูอาการไปอีกหนึ่งคืนเลขาคนสนิทอย่างอคินเป็นคนทำหน้าที่ไปรับทั้งสองกลับมายังเพนต์เฮาส์ในช่วงเย็นของวันนี้ ถึงแม้ภาคินัยจะอาการยังไม่ค่อยปกติมากนัก แต่คนดื้อและเอาแต่ใจอย่างเขาก็รบเร้าคุณหมอเพื่อที่จะกลับบ้านให้ได้และผลก็อย่างที่เห็น เพราะชายหนุ่มมายืนอยู่ภายในลิฟต์ส่วนตัวของเพนต์เฮาส์เป็นที่เรียบร้อยแล้วติ้ง ปัง ปิ้ว~เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกทำให้ทั้งสองถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย จากเสียงพลุของเล่นที่ดังขึ้นพร้อมเศษกระดาษตกลงสู่พื้นประปราย สายตาสองคู่มองไปยังฝีมือของคนตรงหน้าก็เห็นว่าเป็นภรัณยูกับทอฝันกำลังยืนต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม "คิดถึงแกจังเลย"ดารินเอ่ยออกมาเป็นคนแรกด้วยน้ำเสียงดีใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวคนสนิทมองมาที่เธอ"แหม พึ่งเจอกันเมื่อสองวันที่แล้วเองย่ะ"ทอฝันเบะปากใส่เพื่อนสาวอย่างไม่จริงจังนัก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ดีใจมากที่เพื่อนได้ออกจากโรงพยาบาลเสียทีนายภักดีและคุณหญิงมัทนายืนมองลูกชายคนโตกับว่าที่สะใภ
คนตัวเล็กฟังประโยคเหล่านั้นที่ถูกเปล่งออกมาจากปากของเขาก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะความรู้สึกหลากหลายที่ก่อเกิดขึ้นภายในใจ ส่วนคนที่อยู่ในท่าคุกเข่าเห็นว่าอีกฝ่ายกลับแน่นิ่งไปและไม่ยอมตอบตกลง จึงเปล่งเสียงถามออกมาใหม่อีกครั้งพร้อมส่งสายตามองเธอเป็นเชิงว่าห้ามปฏิเสธ“แต่งงานกันนะครับ...”ดารินทำได้แค่พยักหน้าเร็วๆเพื่อเป็นการตอบรับพร้อมกับริมฝีปากเล็กที่ค่อยๆเบะทีละน้อย อีกทั้งดวงตากลมโตที่มีแค่น้ำใสๆรื้นขึ้นบริเวณขอบตาในตอนแรก บัดนี้มันไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างของเธออย่างกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป จนอีกฝ่ายรู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเธอปล่อยโฮออกมา แล้วรีบสวมแหวนให้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นกอดคนตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน“ฮึก ฮือ~”“ที่ร้องไห้นี่คือดีใจใช่มั้ย?”เขาแสร้งหยอกอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู แต่เธอกลับบ่นกระปอดกระแปดพร้อมใช้กำปั้นเล็กๆทุบลงบนอกของเขาไปสองที“คนบ้า! ทำไมไม่บอกกันก่อนเล่าว่าจะขอแต่งงาน ฉันจะได้แต่งตัวสวยๆ”“เอ๊ะ! ที่ร้องไห้นี่...เพราะไม่ได้แต่งตัวสวยๆอย่างนั้นเหรอ แต่เดี๋ยวนะ ถ้าบอกก่อนแล้วจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์เหรอ? แต่ก็เอาน่าเมียผมสวยตลอดอยู่แล้ว ขนาดร้องไห้ยังสวยเลย”คนปากหวานเอ่ยชมเธอ
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังเข้าสู่โสตประสาท จึงลุกขึ้นจากเตียงอย่างรีบเร่ง เนื่องจากเขามีนัดตรวจคนไข้ในเช้านี้ ทิวากรรีบหยิบเสื้อผ้าที่ตกอยู่ตามพื้นขึ้นมาสวมใส่แล้วหันไปมองหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลอยู่ ก่อนจะออกไปเขาไม่ลืมที่จะปลุกเธอเพื่อบอกสิ่งสำคัญที่เธอต้องไปจัดการ“คุณ อย่าลืมก
“พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” ชายหนุ่มแกะแขนที่กอดเขาไว้แล้วหันกลับมามองใบหน้าแดงก่ำของเธอ ไล่ลงมาผ่านลำคอระหงหยุดอยู่ตรงเนินเนื้อที่โผล่ขึ้นมาพ้นบราลูกไม้สีขาวด้วยความรู้สึกวูบวาบมิลินไม่ตอบคำถามแต่กลับประกบริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็ว โดยชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วสอดแทรกลิ้นร้อนที่มีความเฝื่อนขอ
“เราเลิกกันเถอะ”หนุ่มหน้าตาดีวัยยี่สิบแปดปีพูดน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับสิ่งที่เปล่งออกมาจากปากเป็นแค่เพียงคำพูดปกติ ทว่าคนที่ได้ยินกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า“ยุ กำลังจะแต่งงานเดือนหน้า”วายุ ชายหนุ่มที่คบหาดูใจกับหญิงสาวมาเป็นเวลาเกือบห้าปี
คนถูกถามรู้สึกตกใจไม่น้อยกับเสียงตะคอกของชายหนุ่มที่กำลังลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ สายตาของเขามีแววโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัด มิลินลอบกลืนน้ำลายหนืดลงคอแล้วเปล่งเสียงกระท่อนกระแท่นออกมา“ไปธุระไง ฉันส่งข้อความไปบอกคุณแล้วนี่”“ธุระอะไรเวลานี้ หืม?” เขายังคงถามเธอด้วยน้ำเสียงเดือดดาล แม้จะพยายามข่มอารมณ์







