Masukแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องแสงสีทองอร่ามสาดส่องผ่านผ้าม่านสีครีมภายในห้องนอนของแพรมุกดา เทวาภิรมย์ ทายาทสาวตระกูลผู้ดีเก่าที่เพิ่งได้รับโอกาสให้เกิดใหม่อีกครั้ง แพรมุกลืมตาขึ้นช้าๆ เธอจ้องเพดานห้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือแตะหน้าอกด้านซ้าย
หัวใจของเธอยังคงเต้นอยู่...ไม่มีเปลวเพลิง ไม่มีควันดำ ไม่มีความเจ็บปวดจากความตายอีก ทุกอย่างไม่ใช่ความฝันมันคือ ความจริงที่เธอได้ย้อนกลับมา แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรแต่การกลับมาครั้งนี้เธอจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของใครเหมือนในชาติก่อนอีก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ก๊อก... ก๊อก...
"คุณหนูคะ"
"เชิญค่ะ" แม่บ้านวัยกลางคนเปิดประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
"คุณท่านกับคุณผู้หญิงรอรับประทานอาหารเช้าอยู่ค่ะ" แพรมุกพยักหน้า
"เดี๋ยวฉันลงไป..." แพรมุกเดินตรงไปที่ห้องน้ำ
ปรากฏร่างบางเปลือยขาวนวลเนียนที่ยืนระหงอยู่ที่หน้ากระจก แพรมุกมองดูเรือนร่างตัวเองที่ไร้รอยขีดข่วนพลางให้นึกถึงชาติก่อนที่ร่างนี้เคยเปลื้อนเลอะและเต็มไปด้วยบาดแผล ตลอด 5 ปีในฐานะของนายหญิงของบ้าน เธอไม่เคยแม้แต่จะมีเวลาดูแลตัวเอง เพราะทุกๆ นาทีจะต้องคอยเตรียมทุกอย่างในบ้าน ทั้งที่บ้านหลังใหญ่โตขนาดนั้นมีทั้งแม่บ้าน คนสวน คนขับรถ แต่งานในบ้านทุกอย่างเธอแทบจะต้องจัดการเองทั้งหมด
ใบหน้าขาวเนียนละเอียดสีผิวอมชมพูหวานดุจไข่มุกในหน้าหนาว ดวงตากลมโตเปล่งประกายสีน้ำตาลอ่อนดูอ่อนโยนและเคยอ่อนต่อโลก บัดนี้นิ่งขรึมไร้ความรู้สึก จมูกโด่งเป็นสันได้รูปรับกับเรียวปากอวบอิ่มรูปกระจับสีแดงระเรื่อ เรือนผมยาวสลวยเป็นแพถูกรวบไว้หลวมๆ ที่ข้างหลัง แพรมุกจ้องมองใบหน้าที่ไร้ที่ติของตัวเองทั้งที่เธอสวยขนาดนี้แต่ไม่เคยชนะหัวใจอันแห้งแล้งของจอมทัพได้สักครั้ง
“เสียเวลาไป 5 ปีแถมยอมทุกอย่างจนต้องตายในกองเพลิง ทำไมฉันถึงโง่เง่าขนาดนี้นะ” แพรมุกเอื้อมมือแตะเงาตัวเองในกระจก การผ่านความตายครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่า สุดท้ายแล้วคนที่เธอควรรักและถนอมมากที่สุดคือ เงาร่างบางในกระจกนี้
“ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสฉันได้เลือกใหม่...ชาตินี้ฉันจะไม่ยอมรักนายอีกแล้วจอมทัพ...”
ห้องอาหารของคฤหาสน์เทวาภิรมย์ ท่านพีระเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์เมื่อเห็นลูกสาวเดินลงมาด้วยสีหน้าสบายใจขึ้นอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ในขณะที่รัตติกาลรีบเดินมายืนรอรับลูกสาวที่หน้าบันได
"เมื่อคืนหลับสบายไหม" แพรมุกยิ้มอ่อน เอื้อมมือโอบผู้เป็นแม่พลางเดินมาด้วยกัน
"สบายมากๆ เลยค่ะ"
"แน่ใจนะ" เธอพยักหน้าก่อนจะพามารดาไปนั่งและนั่งลงที่ข้างมารดา
มื้อเช้าที่แสนธรรมดา...แต่สำหรับเธอ กลับล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด ชาติที่แล้วเธอไม่ได้มีโอกาสนั่งร่วมโต๊ะกับพ่อแม่อีกเลยหลังแต่งงาน แม้พ่อกับแม่จะขอให้เธอกลับมาเยี่ยมบ้านแต่เพราะต้องคอยจัดแจงทุกอย่างในตระกูลมาเฟียแม้แต่เวลาหายใจเธอยังมีไม่พอด้วยซ้ำ
"แพร" ท่านพีระวางหนังสือพิมพ์ลง หญิงสาวยิ้มพลางหันมองผู้เป็นพ่อ
"ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ พ่ออยากให้ลูกรู้ไว้อย่างหนึ่ง บ้านหลังนี้...เป็นบ้านของลูกเสมอนะ" แพรมุกหลบสายตา ก้อนแข็งๆ จุกขึ้นที่คอจนเกือบกลั้นน้ำตาแทบไม่ได้ เธอรีบก้มหน้าซ่อนความรู้สึกที่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีสำหรับเธอที่ได้รับการปกป้อง
"ขอบคุณค่ะ...คุณพ่อ"
หลังอาหารเช้าแพรมุกเดินเข้าห้องทำงานของบิดา ภายในห้องตกแต่งด้วยไม้สักเงาวับแม้จะผ่านไปหลายปีห้องนี้ก็ไม่เคยเก่าลงเลย ทั้งที่เธอเคยวิ่งเล่นในห้องนี้มาตั้งแต่ยังเล็กแท้ๆ ท่านพีระนั่งอ่านเอกสารนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเงียบๆ
"คุณพ่อคะ" ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวคนเดียวด้วยรอยยิ้ม
"มีอะไรลูก"
"แพรอยากกลับไปทำงานค่ะ" ท่านพีระเลิกคิ้วราวกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน หญิงสาวพงักหน้ารับเดินตรงเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามผู้เป็นพ่อ ดวงตาคมนิ่งแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
"บริษัทเหรอ?"
"ค่ะ...หนูอยากเรียนรู้งานตั้งแต่วันนี้" ผู้เป็นบิดามองลูกสาวอย่างพิจารณา เมื่อก่อนต่อให้เขาคะยั้นคะยอแค่ไหนแพรมุกไม่เคยสนใจธุรกิจของครอบครัวเลย คอยแต่จะหนีเขาเมื่อเขาต้องการให้เธอเรียนรู้การสานต่องานในบริษัท เพราะความฝันของเธอมีเพียงการได้เป็นภรรยาของจอมทัพ หสดินทร์ผู้นั้นเพียงเท่านั้น
แต่วันนี้...ลูกสาวที่ดื้อดึงและหัวรั้นกลับเป็นฝ่ายขอเข้ามาทำงานเอง ด้วยท่าทีที่เติบโตราวกับคนผ่านโลกมามากแล้ว ท่านพีระมองหน้าลูกสาวราวกับพิจารณาพลางพงักหน้าตอบ
"ได้สิ" ท่านพีระยิ้มบาง
"งั้นเริ่มวันจันทร์" แพรมุกส่ายหน้า
"ไม่ค่ะ...วันนี้เลย" รอยยิ้มของผู้เป็นพ่อกว้างขึ้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง
"สมกับเป็นลูกสาวของพ่อ"
ขณะเดียวกันที่สำนักงานใหญ่หิรกุญวรเดชกรุ๊ป จอมทัพกำลังประชุมกับคณะผู้บริหารทู่กแทรกเข้ามาเร่งด่วนทั้งที่เขาขอยกเลิกการประชุมทั้งหมดแล้ว แม้ตัวจะอยู่ในห้องประชุมแต่สายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่ประตูห้องประชุมทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน
"คุณหสดินทร์ครับ" กรรมการคนหนึ่งเอ่ยเตือน
"เรื่องโครงการฝั่งตะวันออกนี่...เราจะ..."
"ดำเนินการต่อครับ โครงการดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้แล้วไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องหยุด" เขาตอบสั้นๆ แต่ความคิดกลับไม่ได้อยู่กับงานสักนิด
เมื่อก่อน...ทุกเช้าแพรมุกจะส่งข้อความมาหาเขาจนน่ารำคาญ คำถามที่เดิมๆ เก่าๆ ไม่มีอะไรใหม่จนน่าเบื่อ
'ทานอาหารเช้าหรือยังคะ'
'วันนี้อย่าทำงานหนักนะคะ'
'กลับบ้านเร็วๆ นะ'
แต่ในเช้าวันนี้ ไม่มีแม้แต่ข้อความเดียว ไม่มีแม้แต่สายโทรศัพท์ ไม่มีแม้แต่การถามไถ่ใดๆ ที่น่าเบื่อและน่ารำคาญเหมือนแต่ก่อนมีเพียงความเงียบของเธอ...แต่นั่นกลับรบกวนจิตใจเขายิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ทันใดนั้นชรินทร์รีบเคาะประตูห้องประชุมและเดินตรงเข้ามายังนายใหญ่ของตระกูลมาเฟีย
"ขออนุญาตครับ" จอมทัพเงยหน้าขึ้น
"มีอะไร" ชรินทร์ส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้
"เอกสารด่วนครับนายใหญ่" ชายหนุ่มเปิดซองทันที สีหน้านิ่งแต่ปกปิดความเครียดไว้ไม่มิด
เพียงเห็นหัวกระดาษ...ใบหน้าที่เรียบนิ่งมาตลอดก็เย็นเยียบลงแม้พยายามเก็บสีหน้าแต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะใบหน้าของเขาตอนนี้แดงกร่ำด้วยความโกรธจนยากจะเก็บได้มิด
**หนังสือบอกกล่าวขอหย่า**
ผู้ยื่นคำร้อง
**แพรมุกดา เทวาภิรมย์** ส่วนเหตุผลในการยื่นคำร้อง คือไม่ประสงค์ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป
ห้องประชุมทั้งห้องเงียบกริบ จอมทัพปิดแฟ้มเอกสารช้าๆ เก็บกดลมหายใจที่แน่นและหนักไปด้วยความโกรธ เขาขยับตัวเบาๆ หลับตาลงเพื่อข่มความรู้สึกมากมายที่ปะทุในใจ
ก่อนเงยหน้ามองเลขาด้วยแววตาคมกริบจนเลขาถึงกับสะดุ้ง
"แพรอยู่ที่ไหน"
แพรมุกหันขวับไปมองโทรศัพท์ “เมื่อคืนหรือคะ?” “ใช่ เขาส่งข้อความมาบอกฉันว่า ในที่สุดคนที่ควรกลับมา ก็เริ่มตามหาสิ่งที่หายไปแล้ว” จอมทัพรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง คนส่งข้อความรู้ว่าพวกเขาเริ่มตามหาเอกสาร และยังรู้ด้วยว่าพีระกิตกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกเขานั่นหมายความว่า คนคนนี้อาจติดต่อทั้งสองฝ่ายมาตลอด “พ่อครับ ผมขอถามอีกเรื่อง” จอมทัพกดเสียงต่ำ “คนที่ส่งข้อความหาพ่อ ใช้หมายเลขเดิมทุกครั้งหรือเปล่า?” “ไม่ บางครั้งเป็นหมายเลขที่ไม่รู้จัก บางครั้งเป็นข้อความจากระบบที่ระบุผู้ส่งไม่ได้” “แล้วข้อความเมื่อคืนล่ะครับ?” “เป็นหมายเลขที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” จอมทัพเหลือบมองหน้าจอของตัวเอง เขากับแพรมุกก็ได้รับข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จักเช่นเดียวกัน ความบังเอิญเริ่มมีมากเกินไป “พ่อครับ ส่งภาพหน้าจอข้อความเมื่อคืนมาให้ผมได้ไหม?” “ได้ แต่แกต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามและดูแลลูกสาวฉันด้วย ฉันไม่อยากให้แพรเสียใจ” “ผมสัญญาว่าจะไม่ด่วนตัดสินใครจากหลักฐานที่ยังตรวจสอบไม่ได้ครับ แต่ผมจะไม่หย
จอมทัพหันไปมองแพรมุกทันที ความโกรธที่มีต่อพีระกิตเมื่อครู่ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งกว่าเดิม ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของบิดาและปู่ต้องการกำจัดทุกคนที่รู้ความลับ แต่ถ้าพีระกิตได้รับคำข่มขู่จริง เหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องรอจนถึงตอนนี้ถึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง และที่สำคัญที่สุด ภาพถ่ายใบนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ “พ่อครับ” จอมทัพเอ่ยขึ้นในที่สุด “ผมเข้าใจว่าพ่อต้องการปกป้องคุณแพร แต่พ่อเคยคิดไหมครับว่า การที่พ่อเลือกเงียบมาตลอด อาจทำให้คนที่ฆ่าพ่อผมมีเวลาทำลายหลักฐานทุกชิ้น” “ฉันรู้” “แล้วพ่อยังเลือกที่จะเงียบ?” “เพราะฉันไม่รู้ว่าคนที่ส่งภาพมาให้เป็นใคร และไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็นหลักฐานว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่จริง หรือเป็นเพียงเครื่องมือที่ใครบางคนใช้หลอกให้ฉันทำตามคำสั่ง” คำตอบนั้นทำให้จอมทัพชะงักไปเล็กน้อย พีระกิตไม่ได้เชื่อภาพถ่ายใบนั้นเสียทีเดียว “แล้วทำไมพ่อถึงไม่ส่งภาพให้ผมตรวจสอบตั้งแต่แรกครับ?” “เพราะฉันไม่มีภาพให้แกตรวจสอบแล้ว” “แต่พ่อจำ
จอมทัพสตาร์ตรถ แต่ยังไม่ทันเหยียบคันเร่ง โทรศัพท์ที่วางอยู่บนคอนโซลก็สั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ข้อความจากหมายเลขปริศนา หากเป็นสายเรียกเข้าจากพีระกิต แพรมุกหันขวับไปมองหน้าจอทันที “พ่อโทรมาค่ะ” จอมทัพไม่ได้รับสายในทันที เขาจ้องชื่อที่ปรากฏบนหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดเปิดลำโพง “มีอะไรครับพ่อ?” ปลายสายเงียบไปหลายวินาที เสียงลมหายใจหนักๆ ดังแทรกเข้ามา ราวกับคนที่โทรมากำลังพยายามรวบรวมสติ “พวกแกยังอยู่หน้าบ้านหรือเปล่า?” “กำลังจะออกไปครับ” “อย่าเพิ่งไปคลังหมายเลข 073” แพรมุกหันมาสบตาจอมทัพทันที ประโยคนั้นตรงกับข้อความที่พวกเขาเคยได้รับจากคนส่งปริศนาอย่างน่าประหลาด “ทำไมครับ?” จอมทัพถามเสียงเข้ม “พ่อรู้อะไรเกี่ยวกับคลังแห่งนั้นหรือเปล่า?” “ฉันไม่มีเวลาพูดทางโทรศัพท์” พีระกิตลดเสียงลง “ฟังฉันให้ดี ถ้ามีใครถามเรื่องตู้ A-7 อย่าบอกว่าแกเห็นมันแล้ว และอย่าพูดถึงภาพถ่ายที่ได้รับเมื่อครู่กับใครทั้งนั้น” แพรมุกหน้าซีดลง พ่อรู้เรื่องภาพถ่ายได้อย่างไร เธอเหลียวมองหน้าต่างห้องทำงานที่เพิ่งปิดม่านลงไป แต่ไม่อ
จอมทัพยังไม่ทันก้าวลงบันได โทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้นเช่นกัน ข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จักปรากฏบนหน้าจอ มีเพียงภาพถ่ายหนึ่งภาพกับประโยคสั้นๆ ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครเปิดตู้ A-7 เป็นคนสุดท้าย ให้ดูภาพนี้ให้ดี จอมทัพกดเปิดภาพทันที ภาพถ่ายแสดงให้เห็นทางเดินภายในอาคารเก่าริมแม่น้ำ ประตูเหล็กบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่ แสงไฟจากด้านในส่องออกมากระทบพื้นซีเมนต์ เผยให้เห็นเงาของชายคนหนึ่งซึ่งกำลังลากกล่องเอกสารออกจากห้อง ภาพมีความละเอียดต่ำ แต่สิ่งที่ทำให้จอมทัพชะงักไม่ใช่ใบหน้าของชายคนนั้น เป็นนาฬิกาข้อมือที่อยู่บนแขนซ้ายต่างหาก นาฬิกาเรือนนั้นมีรอยขีดข่วนเป็นแนวยาวบนขอบหน้าปัด เขาเคยเห็นมันมาก่อนไม่ใช่จากภาพถ่ายเก่า ไม่ใช่จากเอกสารในแฟ้ม แต่เป็นบนข้อมือของคนที่เพิ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเขาเมื่อครู่ “มีอะไรหรือคะ?” แพรมุกถามเมื่อเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จอมทัพไม่ตอบ เขาขยายภาพจนเห็นรายละเอียดบริเวณข้อมือชัดขึ้น ก่อนยื่นโทรศัพท์ให้เธอ แพรมุกมองภาพอยู่หลายวินาที แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “นี่มัน...” “นาฬิกาของคุณพีระกิต” จอมทัพกล่าวเสียงต่ำ ทั้งคู่
พีระกิตไม่ตอบในทันที เขาเดินไปยังโต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วค้นหาแฟ้มข้อมูลเก่าที่เก็บไว้ในระบบ หลังจากคลิกอยู่หลายครั้ง หน้าจอก็แสดงรายการคลังเก็บเอกสารที่เคยใช้ในช่วงเวลานั้น รายการหมายเลข 073 ปรากฏอยู่เกือบท้ายสุดแต่สถานะของคลังแห่งนั้นถูกระบุว่า ปิดใช้งาน ด้านล่างมีหมายเหตุสั้นๆ ย้ายทรัพย์สินและเอกสารออกทั้งหมดตามคำสั่งผู้มีอำนาจ วันที่ระบุในระบบคือสามวันหลังจากเอกสารหมายเลขหนึ่งหายไป “ใครเป็นคนสั่งย้ายครับ?” จอมทัพถาม พีระกิตคลิกเปิดรายละเอียด แต่ช่องผู้อนุมัติกลับว่างเปล่า เหลือเพียงหมายเลขอ้างอิงคำสั่ง คำสั่งเลขที่ 19-041 แพรมุกรีบจดหมายเลขนั้นไว้ “เราต้องไปที่คลังแห่งนี้ค่ะ ต่อให้เอกสารถูกย้ายออกไปแล้ว ก็ต้องมีทะเบียนการขนย้ายหรือชื่อผู้รับมอบ” จอมทัพพยักหน้า ก่อนหันไปหาพีระกิต “คุณพีระกิตพอจะรู้ไหมครับว่าคลังนี้อยู่ที่ไหน?” “รู้” เขาตอบอย่างเคร่งเครียด “เป็นอาคารเก่าริมแม่น้ำ ไม่ไกลจากโกดังที่พวกคุณกำลังตามหา” แพรมุกกับจอมทัพสบตากัน เบาะแสที่พวกเขาตามหามาตลอดเริ่มเชื่อมโยงเข้าด้วยกันแล้ว
พีระกิตกำกุญแจในมือแน่น เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะเปิดเผยความลับที่เก็บงำมานานเพียงใด ก่อนจะเดินไปยังตู้เอกสารเหล็กตรงมุมห้อง เสียงกุญแจไขเข้าไปในแม่กุญแจดังขึ้นเบาๆ คลิก! เขาเปิดตู้ หยิบแฟ้มเอกสารเก่าสองสามแฟ้มออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนแฟ้มสีน้ำตาลที่มีรอยไหม้ตรงมุมเข้าหาจอมทัพกับแพรมุก “เมื่อหลายปีก่อน พ่อได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินของโครงการเดอะริเวอร์คราวน์ซึ่งตรงกับโครงการเก่าของพ่อ ตอนนั้นพ่อเข้าใจว่าเป็นเพียงการซื้อขายที่ดินระหว่างกลุ่มทุน แต่หลังจากตรวจเอกสารฉบับจริง พ่อถึงรู้ว่ามีเงื่อนไขบางอย่างที่ถูกปิดบังไว้” จอมทัพเปิดแฟ้มทันที ภายในมีสำเนาเอกสารหลายหน้า บางหน้ามีตราประทับ บางหน้าถูกขีดฆ่าข้อความจนอ่านแทบไม่ออก “เงื่อนไขอะไรครับ?” “สิทธิ์ในการพัฒนาโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ถือครองที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งด้วย หากไม่มีลายเซ็นของคนคนนั้น ข้อตกลงทั้งหมดก็ไม่มีผลสมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้” แพรมุกพลิกเอกสารทีละหน้า จนกระทั่งพบสำเน







