Masukบทที่ 3
ร่างกายที่ทรยศ
ทันทีที่เสียงล็อกประตูดิจิทัลห้องพักดังขึ้น ก็เป็นสัญญาณว่าเขาได้กลับเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยของตนเองแล้ว ร่างที่เคยฝืนยืนอย่างมั่นคงต่อหน้าลีออนก็พังทลายลงในพริบตา นาวินทรุดฮวบลงกับพื้นห้องโถงที่เย็นเยียบราวกับสายป่านที่ถูกขึงตึงมาตลอดทั้งคืนได้ขาดสะบั้นลง
“อึก... แฮ่ก...”
เสียงหอบหายใจของนาวินดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องอพาร์ตเมนต์ที่เงียบสงัด หน้าผากเนียนมีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาจนเปียกชื้น แว่นตากรอบหนาที่ใช้พรางตัวถูกถอดทิ้งอย่างไม่ไยดี ดวงตาสีนิลที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตาจากความทรมานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
นี่มันไม่ใช่อาการฮีทตามปกติที่เขาเคยเผชิญ แต่มันคือฮีทเทียม (Induced Heat[1]) ที่เกิดจากการถูกกระตุ้นด้วยฟีโรโมนของอัลฟ่าที่เป็นคู่แห่งโชคชะตาในระยะประชิด
กลิ่นวานิลลาที่นาวินพยายามกักขังไว้ใต้ผิวหนังด้วยยากดกลิ่นโดสสูง บัดนี้มันกำลังดิ้นรนและระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งจนอบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นหอมหวานปานขนมที่อบเสร็จใหม่ๆ อบอวลไปทุกทิศทาง แต่มันกลับเป็นกลิ่นที่นำมาซึ่งความอัปยศสำหรับภารกิจของเขา
นาวินใช้เล็บจิกเข้าที่พรมเช็ดเท้าจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด ร่างกายของเขาร้อนรุ่มเหมือนมีไฟลามเลียอยู่ใต้ผิวหนัง และลึกลงไปในสัญชาตญาณ...
เขากำลังโหยหากลิ่นมิ้นต์หนาวเย็นยะเยือกของลีออนอย่างน่าสมเพช
“ไม่... อย่าจำ... อย่าโหยหามัน...”
นาวินพึมพำกับตัวเองเสียงพร่า
ภาพใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมกริบ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อน ผมสีบลอนด์ทองพลิ้วไสวยามขยับของลีออนลอยเข้ามาในหัวอย่างไม่หยุดหย่อน กลิ่นมิ้นต์ที่เย็นสดชื่นแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบและอำนาจครอบงำยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกไม่จางหาย ความทรงจำตอนที่เดินสวนกัน ตอนที่ลีออนหยุดฝีเท้าและจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ความร้อนแรงจากร่างกายของอัลฟ่าผู้นั้น ยังคงหลอกหลอนจนเขารู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งไขสันหลัง
นาวินพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนแรงราวกับขี้ผึ้งลนไฟ ลากสังขารไปยังห้องน้ำที่อยู่ลึกเข้าไป เขาเปิดน้ำในอ่างอาบน้ำทิ้งไว้โดยไม่สนว่าจะเป็นน้ำเย็นหรือน้ำร้อนก่อนก้าวลงไปทั้งชุดสูทสีเทา น้ำเย็นจัดที่สัมผัสผิวช่วยเรียกสติคืนมาได้เพียงชั่วครู่ แต่มันไม่อาจดับไฟแห่งความโหยหาที่ลุกโชนอยู่ในกระแสเลือดได้เลย
เขาก้มลงมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ ใบหน้าของโอเมก้าที่แสร้งเป็นเบต้าบัดนี้แดงซ่านด้วยความใคร่ ดวงตาเลื่อนลอยอย่างน่ารังเกียจ
นาวินเกลียดสภาพนี้ของตัวเองที่สุด เขาเกลียดความอ่อนแอของโอเมก้า เกลียดธรรมชาติที่สร้างให้เขาต้องยอมสยบต่ออัลฟ่า และเหนือสิ่งอื่นใด เขาเกลียดลีออนที่เพียงแค่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็สามารถทำลายเกราะกำบังที่เขาสร้างมานับปีให้พังทลายลงได้ในพริบตา
“นายมันน่าสมเพช นาวิน...”
เขาเค้นเสียงด่าตัวเอง พลางวักน้ำเย็นล้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง
แต่ความทรมานยังไม่สิ้นสุด รอยแผลเป็นจางๆ ที่ต้นคอรอยกัดขู่ที่อัลฟ่าสารเลวคนนั้นเคยทิ้งไว้ในอดีต บัดนี้มันกลับมาแดงช้ำและเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง รอยกัดที่ไม่ใช่พันธะแห่งรัก แต่เป็นรอยที่ตีตราว่าเขาคือเหยื่อที่ถูกล่า มันกำลังประท้วงเมื่อได้รับกลิ่นของอัลฟ่าตนใหม่ที่ทรงพลังกว่า รอยนั่นเตือนใจเขาถึงความเจ็บปวดในอดีต และความแค้นที่มีต่อตระกูลไวท์ที่พรากพี่ชายของเขาไป
นาวินกัดริมฝีปากจนได้รสคาวเลือด สติที่เหลือเพียงน้อยนิดบอกให้เขาต้องรีบจัดการก่อนที่จะเสียสติไปมากกว่านี้
เขาตะเกียกตะกายขึ้นจากอ่างน้ำลากร่างเปียกโชกไปที่โต๊ะหัวเตียง มือที่สั่นระริกเอื้อมไปหยิบกล่องยาโลหะที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหัวเตียง เขาเปิดมันออกและหยิบเข็มฉีดยาฉุกเฉินที่มีตัวยาสีฟ้าเข้มข้นออกมา
นี่คือยากดประสาทและระงับฮีทระดับวิกฤต (Emergency Neutralizer[2]) ผลข้างเคียงของมันรุนแรงจนโอเมก้าทั่วไปไม่กล้าใช้ เพราะมันจะเข้าไปกดทับสัญชาตญาณอย่างโหดร้ายและอาจทำให้หัวใจวายได้ แต่นาวินไม่มีทางเลือกอื่น
ฉึบ!
เขาปักเข็มลงที่ต้นแขนอย่างแรงโดยไม่รอไล่ฟองอากาศ ดันตัวยาเข้มข้นเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ความรู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งขั้วโลกฉีดเข้าสู่กระแสเลือดแล่นพล่านไปทั่วร่าง กล้ามเนื้อทุกส่วนกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง นาวินล้มลงไปนอนขดตัวบนพื้นห้อง ฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆ จากความหนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ
ความร้อนรุ่มที่เคยแผดเผาหายไปในพริบตา และแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังขาดใจตาย
เขานอนนิ่งอยู่บนพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความสมเพชตัวเอง ท่ามกลางความเงียบงันและฤทธิ์ยาที่กำลังกัดกินประสาท กลิ่นวานิลลาที่เคยพลุ่งพล่านเริ่มจืดจางและมอดดับลงในที่สุด
“พี่คามิน...”
นาวินพึมพำเรียกชื่อพี่ชายด้วยเสียงที่แหบพร่า
“ผมไม่ยอม... ผมจะไม่ยอมแพ้โชคชะตาบ้าๆ นี่เด็ดขาด”
เขานอนพักอยู่ครู่ใหญ่เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับฤทธิ์ยาอันตราย เมื่อความสั่นเทาเริ่มทุเลาลง นาวินก็พยุงตัวขึ้นนั่งพิงขอบเตียง เขาใช้มือที่ไร้เรี่ยวแรงเช็ดน้ำตาและรวบรวมเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณกลับคืนมา
ความแค้นที่เคยถูกบดบังด้วยความต้องการทางกาย บัดนี้มันกลับมาคมชัดและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม เป้าหมายของเขาชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ ลีออน ไวท์ คือศัตรู และไม่ว่าร่างกายจะกรีดร้องโหยหากลิ่นมิ้นต์นั้นเพียงใด เขาก็จะใช้ความเกลียดชังเป็นโล่กำบัง
นาวินหยิบผ้าขนหนูมาซับผมที่เปียกชื้น เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนคอปิดมิดชิดเพื่อซ่อนรอยแผลที่ต้นคอเอาไว้ให้ลึกที่สุด
เขาก้าวไปที่โต๊ะทำงานที่มีคอมพิวเตอร์หลายจอตั้งอยู่ แสงสีฟ้าส่องสะท้อนใบหน้าที่ซีดเผือดและเหนื่อยล้า นาวินหยิบหน่วยความจำสำรองที่ขโมยมาได้ออกมาวางบนโต๊ะ ข้อมูลในนี้คือเหตุผลที่เขาต้องเสี่ยงชีวิตและต้องทนกับความอัปยศเมื่อครู่ เขาเสียบมันเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์และเริ่มเข้ารหัสผ่านที่ซับซ้อน
วินาทีที่หน้าต่างข้อมูลแรกปรากฏขึ้น แววตาของนาวินก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“มาดูกัน... ว่าภายใต้หน้ากากอัลฟ่าผู้สูงส่ง นายซ่อนความโสมมอะไรไว้บ้าง ลีออน ไวท์”
ความเงียบสงัดปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงรัวคีย์บอร์ดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นาวินจมดิ่งลงไปในโลกแห่งข้อมูล ปล่อยให้ความแค้นนำทาง โดยหารู้ไม่ว่ากลิ่นมิ้นต์ที่เขาพยายามลบออกจากสมองนั้น ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังจะกลายเป็นบ่วงที่รัดคอเขาให้แน่นขึ้นกว่าเดิมในเช้าวันพรุ่งนี้
----------------------------------------------------------------
[1] Induced Heat “ฮีทเทียม” หรือ “ฮีทที่ถูกเหนี่ยวนำ” ตามปกติโอเมก้าจะมีรอบฮีทตามธรรมชาติ (เช่น เดือนละครั้ง) แต่ Induced Heat คืออาการฮีทที่เกิดขึ้น “นอกรอบ” หรือเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ได้ตั้งตัว
[2] Emergency Neutralizer ตัวทำลายฤทธิ์ฉุกเฉิน นคือ “ยาตัดวงจรฮีทขั้นรุนแรง” ที่ทำหน้าที่เหมือนปุ่ม Shut Down ร่างกายเพื่อหยุดอาการฮีทในทันที
----------------------------------------------------------------
โปรดติดตามตอนต่อไป...
+-+-+
มาตามดูกันว่า นาวินจะต่อสู้กับสัญชาตญาณของตัวเองไปได้สักเท่าไหร่!
ชอบกดติดตาม กดใจ คอมเมนต์ไว้ได้นะคะ นักเขียนจะได้มีกำลังเขียนงานต่อจ้า
บทที่ 13ความรู้สึกผิดคืออาวุธที่ดีที่สุดเสียงล้อรถลีมูซีนบดลงบนกรวดหินหน้าคฤหาสน์ตระกูลไวท์ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของนาวินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มันเป็นเสียงที่ย้ำเตือนว่าเขากำลังกลับเข้าสู่สมรภูมิที่ไร้เสียงปืน แต่เต็มไปด้วยคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มพรมเช็ดเท้าผืนหรูนาวินมองลอดกระจกหน้าต่างรถออกไป เห็นคฤหาสน์หินอ่อนสีขาวนวลที่ทอประกายภายใต้แสงจันทร์ มันดูสง่างามทว่าเยือกเย็นไม่ต่างจากเจ้าของกลิ่นมิ้นต์ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาในขณะนี้ลีออน ไวท์ นั่งนิ่งราวกับรูปสลัก สายตาจับจ้องไปที่เอกสารในแท็บเล็ต แต่กลิ่นฟีโรโมนมิ้นต์ที่แผ่ออกมากลับมีความว้าวุ่นจางๆ มันส่งผ่านพันธะหลังคอนาวินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่คืนนั้นที่เซฟเฮาส์ริมหน้าผา สายใยที่มองไม่เห็นนี้ทำให้นาวินรับรู้ถึงอารมณ์ของลีออนได้ลึกซึ้งจนน่ากลัว เขารู้ว่าลีออนกำลังเครียดเรื่องการเผชิญหน้ากับมาร์คัส และเขาก็รู้ว่าลีออนกำลัง... รู้สึกผิดนาวินขยับตัวเล็กน้อย เสื้อคาร์ดิแกนตัวโคร่งของลีออนที่เขาจงใจสวมใส่ไว้ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี กลิ่นมิ้นต์ที่อบอวลช่วยให้สัญชาตญาณโอเมก้าของเขาสงบลง และมันทำหน้าที่อีกอย่าง... คือเป็นเครื่องมือชั
บทที่ 12รอยร้าวในใจความเงียบเชียบในเซฟเฮาส์ริมหน้าผาเริ่มทำงานกับประสาทของนาวินอีกครั้ง หลังจากเสียงล็อกประตูห้องนอนเงียบหายไปพร้อมกับเงาของลีออน ร่างโปร่งในชุดคาร์ดิแกนตัวโคร่งที่อบอวลด้วยกลิ่นมิ้นต์ ทรุดกายลงนั่งบนขอบหน้าต่างกระจกบานยักษ์ เขามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลและท้องฟ้าบรรจบกันเป็นเส้นเดียว มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกถึงอิสรภาพแม้แต่น้อยมือบางลูบไล้รอยกัดที่หลังคออย่างเผลอตัว ความเจ็บแปลบจางลงแล้ว แต่ความรู้สึกหน่วงที่เชื่อมโยงกับเจ้าของรอยกัดกลับเด่นชัดขึ้นทุกนาที มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาเกลียดแสนเกลียด... เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสอารมณ์ที่ขุ่นมัวและว้าวุ่นของลีออนที่ยังคงลอยวนอยู่ในบ้านหลังนี้ แม้เจ้าตัวจะออกไปแล้วก็ตาม“นายเห็นผมเป็นตัวแทนของพี่จริงๆ สินะ...”นาวินพึมพำกับความว่างเปล่าประโยคสุดท้ายของลีออนที่หลุดชื่อคามินออกมา มันยังคงดังก้องอยู่ในหัวนาวินรู้ดีว่านี่คือโอกาสทอง หากเขาอยากทำลายตระกูลไวท์ หรือสืบหาความจริงเรื่องการตายของพี่ชาย เขาต้องไม่ทำตัวเป็นศัตรูที่คอยแต่วิ่งหนี แต่เขาต้องกลายเป็นคนรักที่ลีออนโหยหา เพื่อที่จะได้เข้าไปสืบหาความจริงให้ได้ลึก
บทที่ 11กรงขังที่เรียกว่าพันธะความเงียบสงัดภายในเซฟเฮาส์ริมหน้าผาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่จอมปลอมที่สุดในความรู้สึกของนาวิน ทันทีที่เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนสายของวันใหม่ สิ่งแรกที่กระแทกเข้าสู่ประสาทรับรู้คือความหนักอึ้งที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนถูกบดละเอียดและประกอบขึ้นใหม่ด้วยน้ำมือของลีออน ความเจ็บระบมที่ช่วงล่างและรอยเขี้ยวที่หลังคอยังคงส่งความรู้สึกวูบวาบราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านอยู่ตลอดเวลานาวินพยายามหยัดกายลุกขึ้นจากเตียง แต่แค่ขยับตัวเพียงนิด ความเจ็บเจียนตายก็แล่นริ้ว จนเขาต้องหลุดเสียงครางออกมา ร่างกายที่เคยเป็นของเขา บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนของแปลกปลอม สิ่งที่รบกวนใจเขามากกว่าความระบมทางกาย คือความเชื่อมโยงที่น่าสะอิดสะเอียน...เขารับรู้ได้ถึงตำแหน่งของลีออนโดยสัญชาตญาณ เขารู้ว่าลีออนไม่ได้อยู่ในห้อง แต่กำลังยืนอยู่ที่ระเบียงด้านนอกเพื่อจัดการกับเรื่องวุ่นวายที่ทิ้งไว้ในงานเลี้ยงนาวินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำ มือบางลูบไล้ไปตามรอยกัดที่หลังคอ มันบวมแดงมีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่ เขาเปิดฝักบัวให้แรงที่สุดหวังให้สายน้ำเย็นจัดชะล้างทุกร่องรอย ทุก
บทที่ 10พันธะนิรันดร์ภายในห้องนอนริมหน้าผาอันห่างไกล แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านผนังกระจกบานยักษ์ส่องให้เห็นเงาของคนสองคนที่กำลังถูกพายุแห่งสัญชาตญาณซัดสาด บรรยากาศที่เคยเงียบสงัดถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบหายใจหนักหน่วง กลิ่นวานิลลาที่หอมหวานจัดจ้านจากตัวนาวินบัดนี้ไม่ใช่เพียงแค่กลิ่นหอม แต่มันคือสารกระตุ้นที่รุนแรงกว่ายาเสพติดชนิดใดในโลก กลิ่นนั้นพลุ่งพล่านไปทั่วทุกอณูอากาศ มอมเมาประสาทสัมผัสของอัลฟ่าจ่าฝูงจนพังทลาย“อึก...”ลีออนขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาที่เคยเป็นสีฟ้าใสบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยสีแดงฉานดุจทับทิมอาบเลือด ร่างกายของเขาร้อนรุ่มจนเหมือนมีลาวาไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด อาการรัทที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจากการถูกกระตุ้นโดยโอเมก้าคู่แห่งโชคชะตาทำให้อารมณ์ผิดชอบชั่วดีถูกแผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงความปรารถนาครอบครองและตีตราเหยื่อตรงหน้าให้จมลงกับเขี้ยวเล็บ“นาวิน... นายทำฉันคลั่งเองนะ...”เสียงคำรามทุ้มต่ำพร่ามัวแฝงไปด้วยความดุร้าย ลีออนกระชากร่างโปร่งที่นอนหอบหายใจรวยรินบนเตียงกว้างให้เข้ามาประชิดตัว ฝ่ามือหนาบีบเคล้นลงบนสะโพกมนและแผ่นหลังเนียนละเอียดอย่างแรงจนเกิดรอยนิ้วม
บทที่ 9พันธะนิรันดร์เสียงเครื่องยนต์ของรถลีมูซีนคำรามเบาๆ ขณะที่มันพุ่งทะยานออกสู่ถนนสายเปลี่ยวมุ่งหน้าออกนอกเมือง แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสาดเข้ามาในรถราวกับภาพแฟลชแบ็กที่ย้ำเตือนถึงความวุ่นวายในงานเลี้ยงที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่นาที แต่ภายในห้องโดยสารที่ถูกปิดตายด้วยกระจกกันเสียงและฟิล์มทึบกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ร้อนระอุจนแทบเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุณนาวินนอนบิดเร้าอยู่บนเบาะหนังสีดำสนิท ร่างกายที่เคยสง่างามในชุดสูทสีขาวมุกบัดนี้ดูยั่วยวนและปลุกเร้าอารมณ์ กระดุมเสื้อหลุดกระจายเผยให้เห็นแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจที่รุนแรง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบไปกับผิว กลิ่นวานิลลาที่เคยเป็นเพียงความหอมจางๆ บัดนี้มันเข้มข้นจนกลายเป็นกลิ่นที่หอมหวานจัดและนุ่มลึกผสมกับไม้หอมราวกับน้ำเชื่อมที่กำลังเคี่ยวบนไฟแรง มันเย้ายวนและบีบคั้นประสาทสัมผัสของอัลฟ่าทุกคนที่อยู่ใกล้“ฮึก... ลีออน... ฉัน... ทนไม่ไหวแล้ว...”เสียงครางอ้อนวอนของนาวินไม่ได้เป็นเพียงเสียงเรียกชื่อ แต่มันคือเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความทรมานจากส่วนลึกของสัญชาตญาณโอเมก้าที่กำลังถูกปลุกให้ตื่นจากการฮีทครั้
บทที่ 8งานเลี้ยงทันทีที่บานประตูคู่มหึมาของโถงจัดเลี้ยงเปิดออก แสงสว่างจ้าจากโคมไฟระย้าคริสตัลนับร้อยดวงก็สาดซัดเข้าใส่ร่างของคนทั้งคู่จนนาวินต้องหยีตาลงชั่วขณะ เสียงชัตเตอร์จากกล้องของเหล่านักข่าวรัวกระหน่ำขึ้นราวกับเสียงปืนกล พร้อมกับแสงแฟลชที่ระเบิดวาบไม่หยุดหย่อน ราวกับจะลอกหนังกำพร้าของเขาออกมาแฉให้คนทั้งโลกเห็นลีออนกระชับวงแขนที่โอบเอวนาวินไว้แน่นขึ้น แรงบีบที่มั่นคงนั้นสื่อความหมายถึงการปกป้องและการเตือนสติในเวลาเดียวกัน นาวินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบังคับไม่ให้ขาทั้งสองข้างสั่นเทาขณะก้าวเดินเคียงข้างอัลฟ่ายีนเด่นที่แผ่กลิ่นอายอำนาจออกมาอย่างน่ายำเกรงเขารู้ดีว่า เขากับคามินไม่มีความคล้ายคลึงกันในทางหน้าตา พี่ชายของเขาคือลูกเสี้ยวไทยญี่ปุ่นรัสเซียที่มีเครื่องหน้าคมชัดและดวงตาสีเทาที่ดูแปลกตา ทว่านาวินคือชายหนุ่มไทยแท้ที่มีดวงตาสีนิลสนิทดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่สิ่งที่เขารู้สึกได้ในตอนนี้คือสายตาของแขกเหรื่อที่มองมา... พวกเขาไม่ได้มองที่รูปร่างหน้าตา แต่มองหาบางอย่างที่ลีออนพยายามจะยื้อคืนมาจากความตาย“ยิ้มไว้... และอย่าลดสายตาลงเด็ดขาด”เสียงทุ้มของลีออนกระซิบชิดใบหู ท่าทางนั้น







