“อะไรนะ!? พี่คิรันต่อยพี่?”
เสียงกรีดของมายด์ดังลั่นทันทีที่ประตูห้องปิดลง เธอมองภาคินที่ยกมือแตะมุมปากตัวเองอย่างหงุดหงิด ก่อนโยนแจ็กเก็ตลงโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ
“แค่หมัดเดียว ไม่ตายหรอก” ภาคินตอบเรียบ ๆ น้ำเสียงไร้ความสำนึกแม้แต่น้อย
“แต่มันหมายความว่าเขาเลือกยัยนั่น...ต่อหน้าทุกคน!” มายด์กัดฟันแน่น ดวงตาวาวโรจน์เหมือนเปลวไฟที่ลามไม่หยุด
“เขาไม่เคยมองฉันแบบนั้นเลย...แม้แต่ตอนที่ฉันบอกเลิก!”
ภาคินหัวเราะในลำคอ
“แน่ล่ะ ตอนนั้นเธอเลือกฉัน” เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์ออกมาแล้วกระดก
“แต่ตอนนี้...เขาเลือกเธอคนนั้นแทนต่างหาก”
มายด์เดินกระแทกส้นสูงเข้ามา ดึงขวดเบียร์ออกจากมือเขาแล้วปาใส่ถังขยะด้วยท่าทีโมโหจัด
“ฉันจะไม่ยอมให้ยัยบ้านั่นแย่งพี่คิรันไปง่าย ๆ แน่!”
“ถ้างั้นก็อย่าใช้อารมณ์” ภาคินปรายตามองเธอ
“ไม่งั้น เธอก็ไปอาละวาดใส่ไอรีนอีกสิ ดีไม่ดีคิรันจะเข้าไปบังให้เธออีกรอบ แล้วครั้งนี้อาจไม่ได้แค่หมัดเดียวที่ฉันโ
“ทุกอย่างที่ทำให้เขาเข้าใจเธอผิด ฉันจัดการเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ ภาพถ่าย คลิป หรือแม้แต่คำพูดของบางคนในแผนก... ฉันจงใจวางไว้ให้เขาได้ยินด้วยตัวเอง เพื่อจะได้ ‘ผิดหวัง’ กับเธอจนถอนตัว”“เพราะเธอไม่คู่ควรกับเขา”เสียงของมายด์ในวันนั้น ยังคงก้องอยู่ในหัวไอรีน แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม คำสารภาพตรง ๆ ว่าทุกอย่างเป็นแผนการของเธอ มันเหมือนมีใครเอามีดมาแทงกลางใจ หยดเลือดหยดแรกคือความเจ็บปวด...แต่สิ่งที่ตามมาไม่ใช่น้ำตาอีกต่อไปแต่เป็น “เปลวไฟ”เปลวไฟในดวงตาที่ไม่ยอมแพ้ไอรีนยืนอยู่หน้ากระจก แต่งตัวเตรียมออกไปทำงาน สวมชุดเชิ้ตเรียบง่าย กางเกงผ้าทรงตรง ไม่มีสีสัน ไม่มีลวดลายเหมือนเคย เพราะเธอเลือกแล้วว่าจะไม่โดดเด่น…จะอยู่เงียบ ๆ จนกว่าความจริงจะเปิดเผยออกมาเองเธอถอนหายใจยาว กดเสียงสั่นไว้ในลำคอ“ฉันจะไม่ร้องไห้อีก”จะไม่มีวันให้ใครมองว่าเธออ่อนแออีกต่อไป...รวมถึงเขาด้วย — คิรันในอีกมุมหนึ่งของเมือง…มายด์นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟารับแขกของคอนโดหรู ดวงตาฉายแววพอใจหลังจากที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้อีกคนฟัง
คิรันนั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว ที่พักหรูบนตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ เงียบ… เงียบเกินไป จนเขาเริ่มได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัดเจนเกินความจำเป็นหลังจากเมื่อคืนเขาถูกไอรีนไล่กลับมาด้วยแววตาผิดหวังปนเจ็บลึก ความรู้สึกผิดบางอย่างก็กัดกินเขาอย่างเงียบเชียบและต่อเนื่อง มันรุนแรงพอ ๆ กับความรู้สึกอื่นที่ตีกันวุ่นวายอยู่ในหัวใจของผู้ชายที่ชื่อ คิรันความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ ความโกรธในอดีต มันกำลังกลืนกินสิ่งดี ๆ ที่เขากำลังจะมีกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองยังมีหัวใจอยู่...ไอรีนเขาหลับตาลง ย้อนกลับไปนึกถึงวันแรกที่ได้พบเธอ... วันนั้นเธอกำลังถือแก้วกาแฟ เดินตรงออกมาจากร้านที่เขาไปบ่อยตั้งแต่เปิดกิจการใหม่ ๆความจริงแล้ว...มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยเขาตั้งใจเดินตัดหน้าเธอเองตั้งใจให้เธอชนเขาเพราะอยากมีข้ออ้าง… เพื่อเริ่มต้นทำความรู้จักเธอไม่ได้สวยหยาดฟ้าหรือโดดเด่นกว่าใครในร้านนั้นแต่ในแววตาของเธอ... เขาเห็นบางอย่างความเข้มแข็ง ความดื้อรั้น ความไม่ยอมแพ้มัน
เสียงเครื่องบดกาแฟทำงานดังครืดคราด ผสมกับเสียงพนักงานพูดคุยกันเบา ๆ ในร้านกาแฟของบริษัท ‘วัชรานนท์ กรุ๊ป’ ตึกสูงระฟ้ากลางใจเมืองที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับประเทศไอรีน วรากร นักศึกษาปีสุดท้าย คณะสถาปัตย์ ทำงานพาร์ทไทม์ในคาเฟ่เพื่อส่งตัวเองเรียน เจ้าของความสูง 165 ซม. หุ่นดี ผิวขาวอมชมพู ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน ผมยาวตรงสีดำขลับ สาวน้อยกำลังง่วนอยู่กับการชงลาเต้ให้ลูกค้า มือเรียวสั่นเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้า เพราะนี่เป็นกะเช้าของเธอที่เริ่มตั้งแต่หกโมงตรงเธอไม่รู้เลยว่าในวินาทีต่อมา โชคชะตาจะพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง…บรรยากาศในร้านที่เคยสงบเงียบเปลี่ยนไปทันทีเมื่อ ร่างสูงสง่าในชุดสูทแบรนด์หรู ก้าวเข้ามาในร้าน พร้อมกับออร่าอันเยือกเย็นและทรงพลัง พนักงานหลายคนรีบยืนตัวตรงแทบจะทันที บางคนก้มหน้า บางคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาด ๆคิรัน วัชรานนท์ วิศวกรหนุ่มหล่อ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ ของประเทศ ‘วัชรานนท์ กรุ๊ป’ นักธุรกิจหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหด เถื่อน และไร
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกระเบื้องแกรนิตของตึก ‘วัชรานนท์ กรุ๊ป’ อย่างต่อเนื่อง ไอรีนเดินตามหลังร่างสูงสง่าไปด้วยความกดดัน แม้เธอจะมีความสูงพอสมควร แต่เมื่อเดินข้างคิรัน เธอกลับรู้สึกตัวเล็กลงไปถนัดตา ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเลยตั้งแต่ออกจากร้านกาแฟ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด“จะพาฉันไปไหนคะ?” ไอรีนอดถามขึ้นมาไม่ได้ ขณะที่กำลังขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดของตึก“ห้องทำงานของฉัน” คิรันตอบเสียงเรียบ พลางกดรหัสลับเพื่อเข้าไปยังชั้นพิเศษไอรีนเม้มริมฝีปากแน่น ไม่กล้าถามอะไรต่อ แต่สมองของเธอเริ่มหาทางออกจากสถานการณ์นี้ต้องทำยังไงก็ได้… ให้ไม่ต้องทำงานกับเขา!เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับสำนักงานที่กว้างขวาง หรูหรา เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้สนและหนังจากโซฟาหรูแตะจมูกของเธอ“คุณคิรัน?” เสียงทุ้มของชายอีกคนดังขึ้นมาจากห้องทำงานห้องเล็กห้องหนึ่งไอรีนหันไปมอง ก่อนจะพบกับชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่สวมสูทสีกรมท่า ดูภูมิฐานแต่อ่อนโย
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของยามเช้า ไอรีนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ ร่างกายของเธอหนักอึ้งจากความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับวันแรกของการทำงาน เธอถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันใหม่เมื่อเธอมาถึงบริษัทซึ่งเป็นตึกสูงระฟ้าในย่านธุรกิจ หัวใจของเธอเต้นแรง เธอก้าวเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับพนักงานคนอื่น ๆ ที่ดูยุ่งอยู่กับโทรศัพท์มือถือหรือเอกสารในมือ บรรยากาศเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครพูดคุยกันมากนักไอรีนเดินเข้าไปในแผนกบริหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานหลักของผู้ช่วยส่วนตัวของคิรัน เธอพบกับธันวา ผู้ช่วยคนเก่งของคิรันที่คอยแนะนำเธออย่างเป็นมิตร“คุณไอรีน คุณต้องเข้าไปพบคุณคิรันก่อนนะครับ” ธันวากล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แต่แฝงด้วยความเห็นใจไอรีนพยักหน้าก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องทำงานของคิรัน ซึ่งกว้างขวางแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นชา โต๊ะทำงานของเขาถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบไร้ที่ติ ไม่มีอะไรเกินจำเป็น ทุกอย่างดูเป็นทางการและสมบูรณ์แบบคิรันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานของเขา ดวงตาคมกริบของเขาเงยขึ้นมามองเธอเพียงชั่วคร
วันถัดมาหลังจากการประชุมที่ตึงเครียดในบริษัท คิรันตัดสินใจให้ไอรีนเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันเพื่อช่วยงานในโปรเจกต์สำคัญกับลูกค้ารายใหญ่ ไอรีนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะไม่เคยคิดว่าเธอจะมีโอกาสได้ไปทำงานต่างประเทศกับคิรันและลูกค้าระดับนี้มาก่อนเช้าวันนั้น ไอรีนตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ความตื่นเต้นปะปนกับความกังวลทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างกายต้องการจะออกวิ่งไปข้างหน้า แต่ใจกลับเต็มไปด้วยความกลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาด การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหนๆ เพราะไม่เพียงแค่ต้องทำงานให้สำเร็จ แต่เธอยังต้องเจอกับคิรันที่เข้มงวดอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเธอลุกจากเตียงอย่างรวดเร็วและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันสำคัญ ไอรีนเลือกใส่ชุดเดรสเรียบง่ายสีดำเข้มที่ดูสง่างาม ไม่หวือหวาเกินไปแต่ก็ยังคงดูดึงดูด สะท้อนความมั่นใจในตัวเอง แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าระดับสูงและคิรันที่เข้มงวด แต่เธอก็มั่นใจว่านี่คือการเลือกที่ดีที่สุดในการสะท้อนภาพลักษณ์ที่เธอต้องการแสดงออกการเดินทางไปสนามบินนั้นค่อนข้างเงียบสงัด บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยความเงียบที่ไม่สามารถหลบหลีกได้ เสียงเครื่องปรับอ
บรรยากาศในงานเลี้ยงยังคงดำเนินไปอย่างคึกคัก แขกผู้มีเกียรติต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างออกรส ไอรีนพยายามรักษาท่าทีและอยู่ใกล้คิรันให้มากขึ้น หลังจากที่ถูกเตือนเมื่อครู่ แต่ก็ยังอดรู้สึกอึดอัดกับท่าทีที่เขาแสดงออกมาไม่ได้เธอเดินหลบมุมออกมาจากกลุ่มลูกค้าคนสำคัญของบริษัท และบังเอิญได้พบกับกลุ่มนักธุรกิจที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส พวกเขาเป็นกลุ่มสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ซึ่งบังเอิญเป็นสายงานที่ไอรีนหลงใหลมาตลอด เธอเรียนสถาปัตย์ปีสุดท้ายแล้ว และมีความฝันที่จะเป็นสถาปนิกในอนาคต“คุณสนใจด้านการออกแบบสถาปัตย์เหรอ?” หนึ่งในนักธุรกิจเอ่ยถามหลังจากที่เธอเริ่มสนทนาเกี่ยวกับโครงสร้างอาคารเชิงนิเวศอย่างลืมตัว“ใช่ค่ะ ฉันกำลังศึกษาอยู่ปีสุดท้าย และหวังว่าจะได้ทำงานในสายนี้จริง ๆ” ไอรีนตอบด้วยดวงตาเป็นประกาย เสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและตื่นเต้นกลุ่มนักธุรกิจหัวเราะอย่างเป็นมิตร “น่าสนใจมาก! เรากำลังมองหาคนรุ่นใหม่ไฟแรงแบบคุณอยู่พอดี”เธอไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดของเธอและความสนใจของเธอไปกระทบสายตาของใครบางคนที่กำลั
เสียงดนตรีจากงานเลี้ยงยังคงก้องอยู่ในหัวของไอรีน แม้ว่าจะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ภาพคืนนั้นยังคงชัดเจนโดยเฉพาะ… คำพูดของเขา "เธอเป็นของฉัน"และรอยจูบที่จู่โจมอย่างเร่าร้อน…เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคิรันถึงทำแบบนั้น เขาไม่เคยแสดงออกถึงความสนใจในตัวเธอมาก่อนเลยสักครั้ง มีแต่ความเย็นชาและคำพูดเฉียบคมที่กดดันเธอตลอดเวลา แต่คืนนั้นเขากลับทำราวกับว่าเธอเป็นของเขาจริง ๆ คำพูดที่หนักแน่นและสายตาที่ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธได้ยังคงตามหลอกหลอนเธอมันทำให้เธอรู้สึกสับสน… และหวั่นไหวเพราะแบบนั้น ไอรีนจึงตัดสินใจว่าเธอจะต้องตีตัวออกห่างจากเขาตั้งแต่เช้าวันแรกที่กลับมาทำงานหลังงานเลี้ยง ไอรีนก็เริ่มต้นแผนการหลีกเลี่ยงคิรัน เธอพยายามไม่เข้าไปในห้องทำงานของเขาโดยไม่จำเป็น และหากเขาเรียกพบ เธอจะพาธันวาเข้าไปด้วยเสมอเพื่อไม่ให้ต้องอยู่กับเขาตามลำพัง“พี่ธันวาคะ วันนี้ช่วยเข้าไปกับฉันหน่อยได้ไหมคะ?” ไอรีนถามพลางยิ้มหวานธันวาขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้า “ได้สิ แต่ทำไม—”“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันแค่คิดว่าเราควรทำงา
คิรันนั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว ที่พักหรูบนตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ เงียบ… เงียบเกินไป จนเขาเริ่มได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัดเจนเกินความจำเป็นหลังจากเมื่อคืนเขาถูกไอรีนไล่กลับมาด้วยแววตาผิดหวังปนเจ็บลึก ความรู้สึกผิดบางอย่างก็กัดกินเขาอย่างเงียบเชียบและต่อเนื่อง มันรุนแรงพอ ๆ กับความรู้สึกอื่นที่ตีกันวุ่นวายอยู่ในหัวใจของผู้ชายที่ชื่อ คิรันความหวาดระแวง ความไม่เชื่อใจ ความโกรธในอดีต มันกำลังกลืนกินสิ่งดี ๆ ที่เขากำลังจะมีกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองยังมีหัวใจอยู่...ไอรีนเขาหลับตาลง ย้อนกลับไปนึกถึงวันแรกที่ได้พบเธอ... วันนั้นเธอกำลังถือแก้วกาแฟ เดินตรงออกมาจากร้านที่เขาไปบ่อยตั้งแต่เปิดกิจการใหม่ ๆความจริงแล้ว...มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยเขาตั้งใจเดินตัดหน้าเธอเองตั้งใจให้เธอชนเขาเพราะอยากมีข้ออ้าง… เพื่อเริ่มต้นทำความรู้จักเธอไม่ได้สวยหยาดฟ้าหรือโดดเด่นกว่าใครในร้านนั้นแต่ในแววตาของเธอ... เขาเห็นบางอย่างความเข้มแข็ง ความดื้อรั้น ความไม่ยอมแพ้มัน
“ทุกอย่างที่ทำให้เขาเข้าใจเธอผิด ฉันจัดการเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ ภาพถ่าย คลิป หรือแม้แต่คำพูดของบางคนในแผนก... ฉันจงใจวางไว้ให้เขาได้ยินด้วยตัวเอง เพื่อจะได้ ‘ผิดหวัง’ กับเธอจนถอนตัว”“เพราะเธอไม่คู่ควรกับเขา”เสียงของมายด์ในวันนั้น ยังคงก้องอยู่ในหัวไอรีน แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม คำสารภาพตรง ๆ ว่าทุกอย่างเป็นแผนการของเธอ มันเหมือนมีใครเอามีดมาแทงกลางใจ หยดเลือดหยดแรกคือความเจ็บปวด...แต่สิ่งที่ตามมาไม่ใช่น้ำตาอีกต่อไปแต่เป็น “เปลวไฟ”เปลวไฟในดวงตาที่ไม่ยอมแพ้ไอรีนยืนอยู่หน้ากระจก แต่งตัวเตรียมออกไปทำงาน สวมชุดเชิ้ตเรียบง่าย กางเกงผ้าทรงตรง ไม่มีสีสัน ไม่มีลวดลายเหมือนเคย เพราะเธอเลือกแล้วว่าจะไม่โดดเด่น…จะอยู่เงียบ ๆ จนกว่าความจริงจะเปิดเผยออกมาเองเธอถอนหายใจยาว กดเสียงสั่นไว้ในลำคอ“ฉันจะไม่ร้องไห้อีก”จะไม่มีวันให้ใครมองว่าเธออ่อนแออีกต่อไป...รวมถึงเขาด้วย — คิรันในอีกมุมหนึ่งของเมือง…มายด์นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟารับแขกของคอนโดหรู ดวงตาฉายแววพอใจหลังจากที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้อีกคนฟัง
“อะไรนะ!? พี่คิรันต่อยพี่?”เสียงกรีดของมายด์ดังลั่นทันทีที่ประตูห้องปิดลง เธอมองภาคินที่ยกมือแตะมุมปากตัวเองอย่างหงุดหงิด ก่อนโยนแจ็กเก็ตลงโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ“แค่หมัดเดียว ไม่ตายหรอก” ภาคินตอบเรียบ ๆ น้ำเสียงไร้ความสำนึกแม้แต่น้อย“แต่มันหมายความว่าเขาเลือกยัยนั่น...ต่อหน้าทุกคน!” มายด์กัดฟันแน่น ดวงตาวาวโรจน์เหมือนเปลวไฟที่ลามไม่หยุด“เขาไม่เคยมองฉันแบบนั้นเลย...แม้แต่ตอนที่ฉันบอกเลิก!”ภาคินหัวเราะในลำคอ“แน่ล่ะ ตอนนั้นเธอเลือกฉัน” เขาเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์ออกมาแล้วกระดก“แต่ตอนนี้...เขาเลือกเธอคนนั้นแทนต่างหาก”มายด์เดินกระแทกส้นสูงเข้ามา ดึงขวดเบียร์ออกจากมือเขาแล้วปาใส่ถังขยะด้วยท่าทีโมโหจัด“ฉันจะไม่ยอมให้ยัยบ้านั่นแย่งพี่คิรันไปง่าย ๆ แน่!”“ถ้างั้นก็อย่าใช้อารมณ์” ภาคินปรายตามองเธอ“ไม่งั้น เธอก็ไปอาละวาดใส่ไอรีนอีกสิ ดีไม่ดีคิรันจะเข้าไปบังให้เธออีกรอบ แล้วครั้งนี้อาจไม่ได้แค่หมัดเดียวที่ฉันโ
เกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม... ที่ไอรีนไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงเขาอีกตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตคิรัน ทุกอย่างเหมือนโลกหมุนช้าลง แต่เธอกลับต้องฝืนก้าวเดินต่อไป แม้ในใจจะยังสั่นไหวทุกครั้งที่เผลอคิดถึงแววตาดุดันที่เคยมองมา หรือเสียงทุ้มต่ำที่เคยกระซิบถ้อยคำแสนอบอุ่นในคืนเหงา"ถ้าแกจะร้องไห้อีก ฉันจะเทน้ำใส่หัวแล้วนะไอรีน!" พลอยตะโกนลั่นจากหน้าประตูห้องนอน มือถือแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบมาขู่"ไม่ได้ร้องแล้วน่า..." ไอรีนปาดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะฝืนยิ้ม"แค่...แค่ยังหายใจไม่เต็มปอดก็เท่านั้นเอง"“มันต้องใช้เวลานิดนึง” พลอยถอนหายใจ ก่อนจะนั่งลงข้างเพื่อนรักแล้วลูบหัวเบา ๆ“แต่ฉันอยู่ตรงนี้ไง ไม่ให้แกจมอยู่กับความเสียใจนานหรอก”หญิงสาวพยักหน้ารับเบา ๆ เธอรู้ดีว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่มีเพื่อนรักแบบพลอยอยู่ข้าง ๆ ในช่วงเวลาที่ชีวิตดูเหมือนพังลงจนแทบไม่มีอะไรเหลือแต่โลกภายนอกยังหมุนต่อ...เป็นช่วงเดียวกับที่ต้องทำเรื่องจบการศึกษา ไอรีนใช้เวลาช่วงนั้นจดจ่อกับเอกสารและการเตรียมตัว หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้
เสียงครางปะทะกับเสียงกระแทกอย่างบ้าคลั่ง...เตียงใต้ร่างสั่นคลอนตามแรงสะโพกที่กระหน่ำซ้ำเข้าไปโดยไม่ปรานี น้ำเสียงหอบพร่าของเขาดุดันจนแทบเป็นเสียงคำราม“เจ็บใช่ไหม?” เขากระซิบเสียงต่ำข้างหูเธอพลางจิกสะโพกเธอไว้แน่น“ก็ดี…เพราะฉันก็เจ็บไม่ต่างกัน ที่เห็นเธอจะหนีจากฉันไปทั้งที่ยังเป็นของฉันแบบนี้!”ไอรีนกัดริมฝีปากแน่น เธอเจ็บ ทั้งกายและใจ แต่ร่างกายกลับทรยศเธออย่างน่าอายสะโพกของเธอขยับตอบสนองอย่างไม่อาจควบคุม — ทั้งที่สมองร้องห้าม หัวใจก็กลับเต้นแรงจนปวดหนึบคิรันกดเธอลงแนบเตียงแล้วงับต้นคอขาวเนียนอย่างแรง“ขบ” จนขึ้นรอยแดงช้ำเหมือนเครื่องหมายสาปแช่งของคนรักโรคจิตและทุกครั้งที่เธอพยายามผละหนี เขากลับ “กระแทก” เข้ามาหนักกว่าเดิม ราวกับต้องการสั่งสอน“นี่ถือว่าเป็นค่าชดเชยสัญญา…ไอรีน”เสียงเขากระซิบเย็นเยียบ ชัดถ้อยชัดคำ“ถือว่า ‘จ่ายหนี้’ ให้ฉันด้วยร่างกายเธอ ก่อนหมดสัญญา”คำพูดของเขาแทงเข้าไปในหัว
เสียงฝีเท้าที่ก้าวหนักๆ ดังสะท้อนก้องในห้องที่เงียบงัน ไอรีนกัดฟันแน่น ข่มน้ำตาที่กำลังจะไหลไม่ให้หลุดออกมา เธอกำลังจะเดินผ่านเขาไป กำลังจะปล่อยให้หัวใจที่แหลกละเอียดนี้ได้หลบหนีไปให้ไกลที่สุด...แต่ทันทีที่ก้าวขาเพียงครึ่งเดียว ร่างสูงก็พุ่งเข้ามากระชากแขนเธออย่างแรงจนตัวเธอเซถลาเข้าสู่อ้อมกอดของเขา“เธอไม่มีสิทธิ์ไปจากฉัน!”เสียงเข้มต่ำกร้าวแตกต่างจากท่าทีสุขุมที่เขาเคยใช้ในทุกๆ วัน มันร้อนแรงและกราดเกรี้ยวจนร่างบางสั่นสะท้าน“ปล่อยนะ! คิรัน ปล่อยฉัน!” ไอรีนดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อผลักเขาออกไป แต่เหมือนกับยิ่งดิ้น... อ้อมกอดนั้นยิ่งแน่นขึ้นริมฝีปากหยักบดขยี้ลงมาบนกลีบปากของเธออย่างบ้าคลั่ง ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงแรงอารมณ์ที่เอ่อล้นและรุนแรงเกินควบคุม ไอรีนพยายามขืนตัว แต่เพียงนิดเดียวเท่านั้น ก่อนที่คิรันจะรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอีกครั้งเขาผละออกเพียงนิดเพื่อสบตากับดวงตาคู่สวยที่เปียกชื้นด้วยน้ำตา ใบหน้าของเธอสั่นไหว แก้มเปียกชุ่มจนใจเขาแทบขาด แต่ในความโกรธเขากลับไม่ยอมปล่อยมือ
เย็นวันนั้น ท้องฟ้าคลุมด้วยเมฆหม่น เหมือนเป็นลางไม่ดีตั้งแต่แรกเสียงฝีเท้าหนักแน่นของคิรันก้องสะท้อนในโถงคอนโดหรู เขาลากไอรีนที่ขัดขืนเบา ๆ ตามติดมาด้วยท่าทีเงียบขรึมไม่พูดไม่จา มือหนาบีบข้อมือเธอแน่นจนแทบระบม แต่ไอรีนไม่เอ่ยปากร้องสักคำ สีหน้าเธอเย็นชาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทุกอย่างเหมือนเดิมเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา—แต่คืนนี้แตกต่างเพราะคนที่ยืนรออยู่ในห้องคือ 'มายด์' ผู้หญิงที่คิรันเคยเมินเฉยไม่ไยดี"พี่คิรัน..." มายด์ยิ้มดีใจเมื่อเห็นเขา แต่รอยยิ้มกลับชะงักค้าง เมื่อสายตาเหลือบมาเห็นไอรีนที่ยืนอยู่ข้างกายชายหนุ่มบรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกคิรันไม่แม้แต่จะเหลือบมองไอรีนด้วยซ้ำ เขาก้าวเข้าไปหามายด์ตรง ๆ โน้มตัวลงกระซิบข้างหูหญิงสาวร่างบาง พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน"นั่งลง กินข้าวด้วยกัน"น้ำเสียงสั่งการเย็นเยียบไม่เปิดโอกาสให้ใครปฏิเสธโต๊ะอาหารถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน มีเทียนไขกับไวน์ราคาแพง ไอรีนนั่งลงตามคำสั่ง ทั้งที่มือเย็นเฉียบเหมือนถูกแช่แข็งเธอไม่ถาม ไม่พูด ไม่แ
น้ำเสียงหวานหยดนั้นเจือด้วยนัยยะชัดเจนคิรันขบกรามแน่น เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ ความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดเหมือนกำลังจะขาดผึงในไม่กี่วินาทีโรงแรม...กับภาคิน...สองคำนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขาไม่หยุด สุมเชื้อเพลิงลงในไฟแห่งความระแวงที่กำลังคุโชนอย่างบ้าคลั่ง"ไอรีน..." เขาคำรามออกมาเสียงต่ำในลำคอ ราวสัตว์ป่าที่ถูกกระตุ้นจนขาดสติธันวาที่ยืนอยู่ไม่ห่าง หน้าซีดลงทันที รีบโค้งตัวขอตัวออกไปอย่างรู้ว่าไม่ควรอยู่ในที่นั้นต่อแม้แต่วินาทีเดียวแววตาคมปลาบของคิรันวาบขึ้นด้วยโทสะ ราวกับมีระเบิดลูกใหญ่ระเบิดกลางอกประตูห้องเพิ่งปิดลงไม่นาน ไอรีนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล"คุณเรียกฉันเหรอคะ..." น้ำเสียงเธอเบาราวกับกลัว"เอ่อ...ฉันแค่บอกสิ่งที่เห็นนะคะ" มายด์ทำท่าทางเหมือนหวังดี ก่อนจะชำเลืองไปทางไอรีนด้วยสายตาเยาะเย้ย แล้วรีบขอตัวออกจากห้อง ทิ้งรอยยิ้มเหยียดไว้อย่างไม่ปิดบังคิรันลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ ดวงตาสีดำคมกริบตวัดมองมาอย่างเย็นชาเยือกแข็ง"เมื่อคืนเธอไปไหนมา" เสียงเขานิ่งแต่แฝงแรงกดดันมหาศาล"ฉัน...ไปนอนที่ห้
คิรันยังคงไม่ปล่อยไอรีนไป หลังจากคืนโหดร้ายคืนนั้นเขาบังคับให้เธอย้ายกลับมาอยู่ที่คอนโดฯ โดยไม่มีทางเลือกคำพูดมีน้อย แต่สายตาเย็นชาและการกระทำที่กดดันนั้นชัดเจนเกินพอแม้ไม่มีโซ่ตรวนพันธนาการ แต่ไอรีนก็รู้ดี... เธอกำลังถูกกักขังในห้องกว้างใหญ่ที่ควรจะรู้สึกปลอดโปร่ง บัดนี้กลับเหมือนกรงเหล็กหนาวเย็น ที่มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาของเขาไล่ต้อนเธอจนแทบขยับหนีไม่ได้สภาพความสัมพันธ์ในตอนนี้ คือการอยู่ด้วยกันอย่างเย็นชาและระวังภัยเขาไม่เคยเอ่ยคำว่ารักอีกเลย แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปไอรีนสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งในใจเขา ทว่ากำแพงหวาดระแวงที่เขาสร้างขึ้นก็หนาแน่นจนเธอเอื้อมไม่ถึงทุกครั้งที่สบตาเธอ คิรันเหมือนกำลังต่อสู้กับตัวเอง... แต่ก็เลือกที่จะกักขังเธอเอาไว้แทนที่จะเชื่อใจไอรีนกัดฟันอดทนในความทุกข์ที่ไม่มีทางหนีไปได้ได้แต่เว้นระยะห่างจากเขา เงียบ... และนิ่งให้มากที่สุดไม่เรียกร้อง ไม่อ้อนวอน และไม่แสดงความอ่อนแอแต่คิรันเองก็ไม่ได้โง่เขารู้... ว่ากำลังทำร้ายคนที่เขาหวงแหนที่สุดด้วยมือของตัวเอง