LOGINฝนเทกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถูเข่อหานปลดเสื้อตัวนอกออก เขาหันมาคลุมทับบนศีรษะของสุ่ยตัวตัว
“พี่หญิง ท่านเป็นเด็กดีรอข้าตรงนี้เงียบ ๆ” ฝ่ามือกว้างลูบลงบนศีรษะหญิงสาวด้วยความอ่อนโยน หากแต่เขากลับยิ้มออกมาแค่เพียงริมฝีปาก แววตามิได้ยิ้มตามไปด้วย
สุ่ยตัวตัวเริ่มหวาดกลัวพิกล เพราะในแววตาคู่นั้นมีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาดูดุดันแข็งกร้าวมากกว่าเมื่อก่อน
“กลัวหรือ?”
สุ่ยตัวตัวกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก นางส่ายหน้าแทนคำตอบ ชายหนุ่มกลับยิ้มมุมปากประหนึ่งรู้ว่านางกำลังโกหก ที่จริงแววตาของนางได้ฟ้องเขาว่ากำลังหวาดกลัว นางกลัวเขาไม่ใช่กลัวโจรพวกนี้
ไม่นานวงล้อมของเหล่าชายฉกรรจ์ก็บีบแคบเข้ามาเรื่อย ๆ ชายร่างยักษ์คนหนึ่งวิ่งพุ่งเข้ามาหมายปะทะกับถูเข่อหานโดยตรง แต่ก็ถูกชายหนุ่มยันฝ่าเท้าใส่กลางอกจนร่างปลิวกระแทกต้นไม้เข้าเต็มแรง
อั๊ก!
ชายคนนั้นเจ็บจนหน้าเขียวคล้ำ เขางอตัวทุรนทุราย คนที่เหลือตกตะลึงพร้อมใจหยุดชะงัก สายตาพวกเขาหลุกหลิกลังเล นึกไม่ถึงว่าเพียงฝ่าเท้าเดียวก็เล่นเอากระดูกซี่โครงคนถูกถีบหักเสียงดังสนั่น
“กลัวอะไร เขาตัวคนเดียวแถมยังดูเด็ก ลุยพร้อมกัน!” หัวหน้าโจรตะโกนเรียกความฮึกเหิม
“เช่นนั้นก็ลองดู” ริมฝีปากได้รูปขยับยิ้มดุจปีศาจ
อ้อมแขนแกร่งโอบเอวคอดมาหลบข้างกายตน จากนั้นคว้าอาวุธสังหารขนาดเหมาะมือขึ้นมาอย่างชำนาญ เสียงกลไกถูกขยับดังแกร็ก ถูเข่อหานยื่นแขนเหยียดตรง ปลายของมันจ่อไปยังศีรษะของอีกฝ่าย
ปัง!
สิ้นเสียง หัวหน้าโจรร่างสูงใหญ่ก็ล้มฟุบลงโดยไม่ทันประชิดตัวของเขาด้วยซ้ำ
สุ่ยตัวตัวตาเบิกกว้าง อาวุธในมือของเขาทำให้นางตกตะลึง นอกจากอานุภาพความรุนแรงที่เผยออกมันยังแฝงกลิ่นอายสังหารน่ากลัวยิ่งกว่ามัจจุราชในเงามืด หญิงสาวตัวสั่นสะท้านเมื่อเห็นโลหิตจากศีรษะของโจรที่ล้มลงเจิ่งนองผสมน้ำฝน
ถูเข่อหานรับรู้ถึงความหวาดกลัวของคนข้างกาย เขาปลดสายรัดข้อมือของตนเดี๋ยวนั้น แล้วใช้มันผูกปิดดวงตาให้กับหญิงสาว
เสียงทุ้มกระซิบ “ไม่ต้องดู ข้าอยู่ตรงนี้ใครก็ทำร้ายท่านไม่ได้”
สุ่ยตัวตัวได้สติ นางรีบคว้ามือของเขาเอาไว้ท่ามกลางความมืดมิด จากนั้นส่ายหน้าระรัว “เจ้าอย่าฆ่าคน หากถูกจับได้จะเป็นเรื่องใหญ่”
ถูเข่อหานค่อย ๆ ลูบศีรษะคนข้างกาย “เรื่องนี้พี่หญิงไม่ต้องกังวล ปิดหูของท่านให้ดีก็พอ”
บรรดาโจรที่เหลือขาสั่นพรึบผับ จะเดินหน้าต่อก็ไม่กล้า จะหนีก็ยิ่งก้าวไม่ออก พวกเขาไม่เคยพบเห็นอาวุธที่ฆ่าคนภายในพริบตาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมองไปยังสภาพศพสุดอนาถของหัวหน้า พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกกลัวจนแทบฉี่ราด ท่าทีโอหังในตอนแรกไม่หลงเหลือ มีเพียงความขี้ขลาดที่กำลังเกาะกินจิตใจ
“คุณชาย พวกเราผิดไปแล้ว พวกเราจะไม่ทำอีกแล้ว”
โจรที่เหลือรีบวางอาวุธแล้วร้องขอชีวิต ทว่าท่าทีแข็งกร้าวของถูเข่อหานกลับไม่ลดหย่อนลงสักนิด
ท่อนขาสูงขยับใกล้เข้ามาแช่มช้า ฝ่ามือกว้างยังเล็งอาวุธสังหารไปตรงหน้าอย่างไม่อนาทรร้อนใจ
เขาแสยะยิ้ม “คนเช่นพวกเจ้าปล่อยไปก็รังแต่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ถ้าข้าเป็นเขาคงไว้ชีวิตสุนัขของพวกเจ้าแล้ว โชคไม่ดีเองที่ดันมาพบกับข้า เพราะข้ากับเขานั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเรียกหาความเมตตาจากข้า!”
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!...
เสียงลั่นไกดังติดกันไปเกือบสิบครั้ง ร่างชายฉกรรจ์ทั้งหมดฟุบลงบนพื้นจมกองโลหิต แม้แต่เสียงร้องก็ไม่ทันดังออกมา ศีรษะพวกเขาถูกเจาะทะลวงจนดวงตาเบิกค้าง ของเหลวสีแดงฉานไหลรวมกับหยาดน้ำฝนดุจทะเลโลหิต กลิ่นคาวคลุ้งทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียนชวนอาเจียนยิ่งนัก
สุ่ยตัวตัวแทบล้มทั้งยืน แม้นางมองไม่ชัดแต่ก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของความตาย ร่างระหงเอนเอียงกระเท่เร่ นางใจเต้นแรงจนแทบหน้ามืด ก่อนขาทั้งสองจะยืนไม่ไหว ร่างของนางก็ลอยขึ้นเหนือพื้นไปเสียก่อน
“เรากลับกันเถอะ”
สุ่ยตัวตัวตัวแข็งค้างประหนึ่งดินปั้นไม้แกะสลัก นางไม่กล้ากระทั่งหายใจแรง เสียงลมหวีดหวิวดังอยู่ข้างหู เพียงชั่วพริบตาก็รู้สึกว่าตนเองถูกยัดเข้ามาด้านในที่แห่งหนึ่ง ร่างกายไม่ได้ปะทะสายฝนแล้ว ทว่ากลิ่นคาวโลหิตยังคงเด่นชัด
“ออกรถ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงล้อไม้เคลื่อนบดไปตามเส้นทางเปียกแฉะ เพราะฝนยังเทลงมาอย่างหนักทำให้การเดินทางไม่ราบรื่นนัก
ถูเข่อหานช่วยปลดผ้าปิดตาออกให้หญิงสาวแช่มช้า เขาส่งยิ้มให้กับนาง ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นกลับไม่เหมือนก่อน
สุ่ยตัวตัวผงะจนหลังชนกำแพง
คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “กลัวหรือ”
สุ่ยตัวตัวกลืนน้ำลายลงคอ นางพยายามทำใจให้สงบ เมื่อก่อนถูเข่อหานไม่เคยทำเรื่องหยาบคายต่อหน้าของนาง ทว่าตอนนี้เขาช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนนัก ยิ่งคำพูดที่เขาทิ้งเอาไว้ก่อนหน้าก็ยิ่งทำให้สุ่ยตัวตัวเกิดความสงสัย หรือว่ามีใครกำลังสวมรอยเป็นเขากันแน่
“เจ้าไม่ใช่เขา”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงเย็นยะเยือก “พี่หญิง…จะไม่ใช่ข้าได้อย่างไร ไม่เชื่อท่านก็มองหน้าของข้าให้ชัดสิ”
ถูเข่อหานยื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาว ใบหน้าของพวกเขาห่างกันเพียงลมหายใจกั้น
สุ่ยตัวตัวหายใจติดขัด นางกวาดตามองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างถ้วนถี่ ตอนนี้มีคราบโลหิตเป็นละอองเกาะอยู่ตามข้างแก้มของเขาที่เพิ่มขึ้นมา หากมีใครแปลงโฉมอย่างน้อยก็ต้องทิ้งรอยบาดแผลเอาไว้สักที่ ทว่าใกล้เพียงนี้ก็ยังไม่เห็น หรือแสงจากโคมไฟสว่างไม่พอ
“เป็นอย่างไร มีส่วนไหนผิดปกติหรือไม่”
สุ่ยตัวตัวส่ายหน้า ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล ถูเข่อหานในยามนี้กำลังทำให้นางรู้สึกอึดอัด นางจึงเลือกเบือนหน้าหนีไม่สบตาคู่นั้นอีก อย่างน้อยก็ขอตั้งหลักเสียก่อน
รอยยิ้มปีศาจเผยขึ้นอีกแล้ว ลมหายใจอุ่นระอุยังเป่ารดใบหูของนางจนขนอ่อนบนกายพร้อมใจลุกเกรียว
“ในเมื่อไม่มี เหตุใดต้องห่างเหินกับน้องชายเช่นนี้ มาเถอะพี่หญิง ข้าว่าท่านคงหนาวมากเลยใช่หรือไม่ ข้าจะให้ความอบอุ่นแก่ท่านเอง”
ก่อนจะถูกเขาคว้าตัวเอาไว้ สุ่ยตัวตัวก็ทำตัวลีบโยกตัวออกไปนั่งอีกฝั่ง “ไม่ต้อง ข้าไม่หนาว”
ถูเข่อหานแค่นยิ้ม เขาย้ายตัวเองกลับไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามหญิงสาว “อยู่ ๆ ก็นึกรังเกียจข้า ก่อนหน้าทั้งจับมือทั้งขี่หลังไม่เห็นท่านเป็นเช่นนี้เลย”
สุ่ยตัวตัวตวัดตามองเข้ม “ข้าบอกเจ้าว่าอย่าสังหารพวกเขา เหตุใดไม่เชื่อฟัง”
ชายหนุ่มหน้ากระตุก พริบตาก็ยิ้มมุมปาก “ที่แท้ก็โกรธเรื่องนี้หรือ ท่านไม่ต้องกลัว ป่านนี้คงถูกเก็บกวาดเรียบร้อยไปแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
“คนเลวอย่างไรก็เลวอยู่วันยังค่ำ ท่านจะโกรธเคืองน้องชายผู้นี้ให้ได้เลยหรือ”
สุ่ยตัวตัวหรี่ตาลงจนแคบ แม้ภายนอกแสดงท่าทีแข็งกร้าวใส่เขา ทว่าภายในใจของนางกลับประหม่ายิ่งนัก หากเป็นถูเข่อหานเขาจะไม่พูดเช่นนี้ เขาไม่มีทางยอมรับว่าตนเองเป็นน้องชาย วัน ๆ เขาเอาแต่กรอกหูนางว่าโตแล้ว ไฉนถูเข่อหานตรงหน้าของนางจึงพร่ำพูดคำว่าน้องชายออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“องค์ชาย ฝนตกทำให้หน้าดินถล่มติดกันหลายพื้นที่ เกรงว่าหากกลับวังตอนนี้คงไม่ไหว อีกไม่กี่ลี้มีศาลเจ้าหงอวิ๋นอยู่ ไม่ทราบจะประทับตรงนั้นก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
อาต้าลี่สารถีจำเป็นถามความเห็น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็แวะก่อนแล้วกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังได้รับคำสั่ง อาต้าลี่ก็บังคับรถม้าให้มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าหงอวิ๋นด้วยความรวดเร็ว
“ข้าบอกเจ้าหรือว่าให้หยุดพัก”
“พี่หญิง ท่านอย่าดื้อสิ หากรั้นจะไปอาจมีอันตรายถึงชีวิต ม้ามองฝ่าความมืดไม่ได้ หากมันทะยานตกเหวจะทำเช่นไร”
“ข้าว่าตกเหวยังดูน่าปลอดภัยกว่าอยู่กับเจ้าในสภาพตอนนี้ รู้หรือไม่ว่าน้ำเสียงและท่าทีแปลกประหลาดของเจ้ากำลังทำให้ข้ารู้สึกกลัว” สุ่ยตัวตัวโพล่งออกไปตามที่ใจนึก
นางไม่อาจอยู่กับเขาตามลำพังในสถานการณ์หมิ่นเหม่ได้ สุ่ยตัวตัวต้องการรู้ก่อนว่าแท้จริงมีสิ่งใดเกิดขึ้นกันแน่
รอยยิ้มของชายหนุ่มค่อย ๆ เลือนหาย
สุ่ยตัวตัวเพิ่งสำนึกเสียใจก็ไม่ทันแล้ว นางไม่ควรผลีผลาม เพราะถูเข่อหานในตอนนี้ดั่งถูกผีสิง
อยู่ ๆ เอวของนางก็ตึงวืดเมื่อถูกฝ่ามือกว้างยกจนตัวปลิว ซ้ำยังมานั่งแหมะลงบนตักของเขาเพียงชั่วพริบตา
หญิงสาวทำตัวแข็งขืน แต่แล้วนางก็ถูกเขาโอบจากทางเบื้องหลังไว้แน่น ซ้ำยังถูกพันธนาการข้อมือเอาไว้ สลัดอย่างไรก็ไม่ยอมหลุด
“ปล่อยข้านะ”
“พี่หญิง กับเขาท่านใส่ใจเพียงนั้น แล้วทำไมกับข้าท่านถึงได้ทำท่ารังเกียจเช่นนี้”
สุ่ยตัวตัวใจเต้นระส่ำ “นี่เจ้าไม่ใช่เขาจริงหรือ เจ้าเอาเขาไปไว้ที่ใด!?”
ชายหนุ่มหัวเราะเย็นยะเยือก “ท่านลองเดาดูสิ ตอนนี้เขาดิ้นรนอยากพบท่านมากเลยล่ะ แต่ข้าไม่อนุญาตก็เท่านั้นเอง กว่าข้าจะได้พบท่านไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นข้าจะไม่ยอมจากท่านไปง่าย ๆ เด็ดขาด”
สุ่ยตัวตัวสติขาดผึง ยิ่งคิดก็ยิ่งพบแต่เพียงหมอกหนา
‘หมายความว่าอย่างไร?’
หลังอภิเษกสุ่ยตัวตัวก็ส่งจดหมายบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับพี่ชายทั้งสองทราบ สุ่ยจื่ออันได้อ่านก็โมโหจนไฟออกปาก นึกไม่ถึงว่าถูเข่อหานเล่นแรงเพียงนี้ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของน้องสาว ถูเข่อหานยุบวังหลังทั้งหมดทิ้ง เขากลายเป็นฮ่องเต้หนึ่งเดียวในแผ่นดินที่ชื่อเสียงขจรไกลเรื่องรักเดียว เป็นแบบอย่างให้บุรุษใต้หล้ากระนั้นยังมีบรรดาชายมากอนุอีกหลายคนที่ไม่ชอบฮ่องเต้เช่นเขา เพราะถึงอย่างไรบุรุษต้องยิ่งใหญ่กว่าผืนฟ้า แต่ถ้ามองย้อนประวัติชีวิตของฮ่องเต้อายุน้อยผู้นี้ให้ดี มิใช่ว่าเขาขึ้นมาบนจุดสูงสุดได้เพราะหัวใจรักที่หนักแน่นหรือสุ่ยจื่ออันอ่านข้อความในจดหมายจนถึงบรรทัดสุดท้ายก็ส่ายหน้าพลางอมยิ้ม เขาบรรจงจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี ในเมื่อน้องสาวได้เคียงคู่กับคนที่นางรักและเขาก็รักนาง เพียงเท่านี้ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกเจ้าของร่างสูงโอบเอวคอดกิ่วจากทางเบื้องหลัง เขาหนุนคางลงบนไหล่แคบ “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนี้ กำลังทำอะไรลับหลังสวามีอยู่หรือ”เสียงใสหัวเราะคิก “เปล่าทำลับหลังเสียหน่อย พี่ใหญ่กับพี่รองตอบจดหมายกลับมา รู้หรือเปล่าว่า
สุ่ยตัวตัวรู้สึกว่าเขาสุขุมมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังซ่อนความเป็นเด็กเมื่ออยู่กับนาง“หานเอ๋อร์”“พี่หญิง ข้าไม่ชอบคำว่าหานเอ๋อร์ ข้าโตแล้ว”“ต่อให้เจ้าโตก็ยังเด็กกว่าข้า”“ข้าไม่เด็กแล้ว หากท่านไม่เชื่อไว้ข้าจะพิสูจน์ให้เห็น ต่อไปท่านจะได้เลิกเรียกข้าว่าหานเอ๋อร์เสียที”“เช่นนั้นเจ้าอยากให้ข้าเรียกว่าอะไร”“ท่านพี่”“แบร่ ฝันไปเถอะ”“ก็ได้ ๆ ถ้าจะให้ถูกต้อง ท่านต้องเรียกข้าว่า สวามี ไม่ใช่หรือ”หญิงสาวหน้าร้อนผ่าวทันที นางไม่มีคำใดให้โต้กลับ จึงแสร้งเฉไฉมองทิวทัศน์สองข้างทางถูเข่อหานอมยิ้ม ในยามที่นางเขินอายน่ารักจนหัวใจเขาเต้นระรัว“อ๊ะ น้ำตกสวยจัง”“อยากไปหรือไม่”“อื้อ”ไม่ช้าเขาก็ควบม้ามาหยุดลงที่ริมน้ำตก ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวลงมา พวกเขาหย่อนกายนั่งลงตรงโขดหินที่มีละอองน้ำปลิวมากระทบให้พอเย็นชุ่มฉ่ำสุ่ยตัวตัวเริ่มบทสนทนาแรกก่อน “เหตุใดเจ้าต้องจากไปไม่บอกข้า”“เพราะข้ากลัวว่าหากข้าตายไปจริง ๆ ท่านจะลำบาก ถ้าข้าหายไปเลย แล้วปล่อยให้ท่านโกรธเกลียดข้า ทำเช่นนี้ต่อไปท่านจะไ
ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มติดขัด หน้าอกด้านซ้ายเต้นระส่ำอย่างไม่อาจควบคุม นางยังไม่พร้อมสู้หน้าเขา จึงตัดสินใจคว้าผ้าคลุมเจ้าสาวมาคลุมศีรษะของตนเอาไว้ พลางได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะแผ่วเบาผ่านลำคอยิ่งทวีความประหม่าให้มีมาก สุ่ยตัวตัวมองเห็นเท้าอีกฝ่ายก้าวมาหยุดไม่ห่างจากตน ร่างสูงยอบกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าสุ่ยตัวตัวแทบหยุดหายใจ นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้ ดูเหมือนเขาไม่ได้มาร้ายทั้งยังยื่นมือส่งมาเบื้องหน้า เขานิ่งอยู่อย่างนั้น รอคอยการยอมรับจากหญิงสาวด้วยความอดทนสุ่ยตัวตัวลังเล มือทั้งสองยังคงกำกริชเอาไว้อย่างเหนียวแน่น นางไม่ยื่นมือกลับไปเขาก็ไม่ยอมเคลื่อนไหว แม้แต่ปริปากสักคำก็ยังไม่ทำ ราวกำลังกดดันให้นางไม่มีทางเลือกสุ่ยตัวตัวทำใจดีสู้เสือ “ฝ่าบาท พระวรกายของพระองค์สูงส่งเทียมฟ้า ทำเช่นนี้คงไม่เหมาะกระมังเพคะ”เขาเริ่มขยับตัวอีกครั้ง สุ่ยตัวตัวคิดว่าอีกฝ่ายยอมถอดใจถอยห่างออกไป ทว่าหาได้เป็นเช่นนั้น เขากำลังโน้มตัวใกล้เข้ามาต่างหาก นางรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นระอุเป่าผ่านปราการผืนผ้าบางอย่างเด่นชัดมือหนาเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นเนิบช้า สุ่ยตัว
รุ่งเช้ายามเหม่า [1] ชุยช่านช่วยสุ่ยตัวตัวหวีผมไปก็น้ำตาคลอไป เสียงสะอื้นของนางทำให้คนที่ได้ยินต้องยิ้มเอ็นดูออกมา“ไม่ต้องร้อง ข้าไปแต่งงาน ไม่ได้ไปตายเสียหน่อย”“ฮึก ฮื่อ…องค์หญิง ท่านไม่ไปไม่ได้หรือเพคะ หรือถ้าท่านไม่เปลี่ยนพระทัยจริง ๆ ก็ให้หม่อมฉันติดตามไปปรนนิบัติท่านเถิด”สุ่ยตัวตัวคว้ามือสาวใช้เอาไว้ แม้ชุยช่านดูแลข้างกายนางได้ไม่นาน แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ การไปครั้งนี้นางไม่อยากให้ใครจากบ้านเกิดไปลำบากกับนางทั้งนั้น เพราะสุ่ยตัวตัวก็ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าที่เลือกเดินอยู่ถูกต้องหรือไม่ หากผิดพลาดขึ้นมา นางจะขอรับความเสี่ยงไว้เพียงลำพัง“เจ้าอยู่ที่นี่ย่อมดีที่สุด เจ้าเองก็ไม่อยากจากบ้านเกิดไปไกลใช่หรือไม่”ชุยช่านเม้มปาก “แต่องค์หญิงก็ไม่อยากจากไปเช่นกันนี่เพคะ”“ทำไมจะไม่ล่ะ เจ้าก็รู้ว่าข้าหัวแข็งเพียงใด หากข้าไม่เต็มใจใครจะกล้าบังคับข้า ต่อไปไม่มีข้าแล้วเจ้าก็ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี”“ฮื่อ…องค์หญิง…”“ไม่ต้องร้อง พอแล้ว ๆ” สุ่ยตัวตัวกอดปลอบเด็กสาวร่างอว
อยู่ ๆ หญิงสาวก็เผยโฉมที่ท้องพระโรง บรรยากาศด้านในเงียบเชียบ นายทหารเฝ้าประตูรีบถลาเข้ามา“องค์รัชทายาท กระหม่อมห้ามแล้วแต่องค์หญิงทรง…”“ช่างเถอะ”“พ่ะย่ะค่ะ”สตรีร่างระหงย่างกรายตรงเข้ามาด้วยท่วงท่างามสง่า นางปรายตามองเหล่าคณะทูตจากแคว้นหานโจว พยายามกวาดสายตาเพื่อมองหาคนที่คุ้นเคยแต่กลับไม่มี“น้องหญิงเจ้ากำลังเล่นซนอะไร กลับออกไป เรื่องนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะตัดสินใจเอง หากเจ้าไม่เต็มใจผู้ใดก็บังคับเจ้าไม่ได้” สุ่ยจื่ออันรีบขวางสุ่ยตัวตัวคิดมาดีแล้ว นางกำลังหาทางไปเยือนหานโจวอยู่พอดี การใช้วิธีนี้นับว่าไม่เลว หากคำพูดในวันนั้นของถูเข่อหานเป็นจริง นางเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่แน่หากเขารู้ว่านางตัดสินใจแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ถูเข่อหานต้องไม่มีทางนิ่งดูดาย แต่ถ้าเขาไม่โผล่มาชิงเจ้าสาวนางจะเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้วจริง วันเข้าหอนางสัญญาจะกัดลิ้นตายแล้วลงไปตามหาเขาที่ปรโลกเสีย อย่างน้อยก็ไม่ผิดต่อบ้านเมือง และยังไม่ผิดต่อตัวนางกับเขา‘เจ้าบีบบังคับพี่หญิงเองนะ หากเจ้าไม่โผล่มา ข้าจะเกลียดเจ้าไปชั่วชีวิต ต่อให้เจ้าตายไปแล้วข้าก็จะตา
สุ่ยตัวตัวเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง นางเอาแต่ร้องฟูมฟายไม่กินไม่ดื่ม ไม่ว่าผู้ใดเกลี้ยกล่อมก็ไม่ใจอ่อน กระทั่งบังเอิญเหลือบไปเห็นบันทึกเล่มหนึ่งที่วางทิ้งไว้สุ่ยตัวตัวปาดคราบน้ำตาส่ง ๆ จากนั้นลุกไปหยิบมันขึ้นมา‘พี่หญิง ต่อไปหากเกิดอะไรขึ้น ท่านจะเชื่อใจข้าได้หรือไม่ ท่านต้องรอข้าไม่ว่าจะได้ยินอะไรมาก็ตาม ข้าไม่มีทางทอดทิ้งท่าน’เสียงของถูเข่อหานสะท้อนขึ้นในหัว ทำให้นางรู้สึกมีหวัง สุ่ยตัวตัวพลิกเปิดบันทึกหน้าแรกด้วยมือสั่นเทาที่แท้บันทึกเล่มนี้ก็คือบทนิยายเรื่องหนึ่ง สุ่ยตัวตัวกวาดสายตาอ่านไปทีละตัวอักษร นางใช้เวลาและสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่บรรยายออกมาเหล่านั้นสุ่ยตัวตัวยิ่งอ่านก็ยิ่งพบแต่ความตื่นตะลึง ราวกับตนกำลังติดตามชีวิตคนคนหนึ่งอย่างชัดเจน ประหนึ่งผู้บรรยายเป็นพระเจ้าที่กวาดสายตาก็มองทะลุทุกสรรพสิ่งแน่นอนว่าเรื่องราวที่ถูกบรรยายเอาไว้ ตรงกับการใช้ชีวิตของนางทั้งหมด ไม่ว่าสถานะครอบครัว บุคลิกนิสัยส่วนตัว ล้วนตรงกับนางไม่มีผิดเพี้ยนสุ่ยตัวตัวใจเต้นระส่ำ ที่แท้ชีวิตของนางก็ถูกควบคุมไว้ด้วยปลายพู่กันอย่างที่ถูเข่อหานเคยบอก สุ







