LOGINหญิงใบ้ ผู้เคยถูกครอบครัวดูแคลนใครจะรู้ว่านางคือดวงวิญาณของสายลับที่มาจากอีกโลก เพื่อปกปิดความลับที่น่าอับอายของตนเซี่ยชิงหลีจึงถูกทำร้ายโดยป้าสะใภ้ ทำให้เซี่ยชิงหลีอีกคนเข้ามาสวมร่างแทน
View More‘ทุกความทรงจำอันเจ็บปวดมิจางหาย ติดตามดังฝันร้าย ความทุกข์ใดๆ ล้วนตอกตรึงประหนึ่งอุปสรรคใหญ่ โชคชะตามิอาจหลีกเลี่ยงได้โดยง่าย ทว่ากลับคุ้มค่าที่จะลองเสี่ยง’
*********
กลีบบุปผาชอกช้ำมิอาจรัดรึงได้แนบแน่นเช่นแรกรุ่น
#นิยายรักสายดราม่า
#ปาดน้ำตาเบาๆ
#ต้นร้ายปลายดี
#ย้อนเวลา
********
หากมีโอกาสในชีวิตอีกสักครา หลี่ชางผู้นี้ขอสัญญาว่า
จะรักเพียงเฮ่อเหลียน และจะมีเพียงเฮ่อเหลียน นางเดียวตลอดไป...
*****
หมายเหตุ
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายธรรมดา ตัวละครเป็นปุถุชนคนธรรมดา
มีรักโลภโกรธหลงเช่นคนทั่วไป
ไม่มีเทพ ไม่มีเซียน ไม่มีการต่อสู้ด้วยพลังเหนือธรรมชาติ
ไม่มีเรื่องในวัง ไม่มีเรื่องการแย่งชิงอำนาจ หรือการชิงไหวชิงพริบใดๆ
เป็นเพียงเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของสามีภรรยาคู่หนึ่งเท่านั้น
********
เขาคือคหบดีหนุ่มรูปงาม เจ้าของวงหน้าหล่อเหลา นามว่าหลี่ชาง[1] ผู้มีรักมั่นคง รักเดียวใจเดียวต่อภรรยานามว่า เฮ่อเหลียน[2] ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ทว่าด้วยเหตุผลหรืออารมณ์พาไปไม่อาจทราบ ทำให้เขาเกิดทำผิดต่อภรรยาครั้งแล้วครั้งเล่า ทรมานนางทั้งกายทั้งใจ จนนางหัวใจแหลกสลายหนีไปไม่หวนกลับมา
ทุกอย่างในชีวิตของหลี่ชาง ล้วนสายจนเกินไป ยากแก้ไขในทุกสิ่ง มีเพียงต้องย้อนเวลากลับมาเท่านั้น!
หากมีโอกาสในชีวิตอีกสักครา หลี่ชางผู้นี้ขอสัญญาว่า
จะรักเพียงเฮ่อเหลียน
และจะมีเพียงเฮ่อเหลียนนางเดียวตลอดไป...
[1]昌อ่านว่าชาง แปลว่ารุ่งเรือง
[2]莲 อ่านว่าเหลียน แปลว่าดอกบัว
***ต้องบอกก่อนว่า นางเอกมิได้เป็นสายลับนักฆ่าทะลุมิติมานะค๊า
นางเอกเป็นเพียงสตรีธรรมดาในห้องหอ
***
ขอย้ำอีกครั้งเพื่ออรรถรสในการอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ
นางเอกยังคงเป็นนางเอก มิได้มีวิญญาณใครมาสิงร่างจนมีใจออกห่างพระเอก
นางมีรักลึกซึ้งกับพระเอกมากค่ะ
และครึ่งเรื่องแรกนี้ อย่าได้ถามหาความสุขใดๆ
โปรดเตรียมใจ หากตอนต่อๆ ไปจะเริ่มหลั่งน้ำตา
***
สวัสดีค่ะ หลี่หงมาพร้อมนิยายสายดราม่าปาดน้ำตาเบาๆ กับเรื่อง ‘ขอโอกาสรักอีกครั้ง’ เรื่องนี้หลี่หงได้แรงบันดาลใจจากการอ่านนิยายจีนโบราณเกี่ยวกับสามีคนดีที่ต้องมีสามภรรยาสี่อนุ ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ ทำให้ต้องมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวหลังเรือนของวาณิชหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งภรรยาเอกหนึ่งคนและมีอนุเพิ่มมาอีกสองคนด้วยเหตุผลของการสืบทายาทเพศชาย การบรรยายชี้ให้เห็นทั้งมุมมองของฝ่ายหญิงกับความรู้สึกทุกข์ระทมเกินพรรณนาต่อสามีมากภรรยา และมุมมองเหตุผลของฝ่ายสามี ที่จำต้องมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน
แน่นอนว่าหลี่หงยังคงเน้นเรื่องราวของความรักที่สุขสมหวัง ทว่าอาจมีหน่วงๆ บ้างตามแบบฉบับชายหญิงในยุคจีนโบราณ ที่มีหลังเรือนเป็นสามีมากภรรยา เพิ่มเติมเล็กน้อยด้วยการย้อนเวลากลับมาแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต ตามพล็อตสมัยนิยม
เพียงแต่หลี่หงไม่เน้นการแก้แค้นแบบโหดร้ายเลือดสาดใดๆ นะคะ
หน่วงช่วงแรก หวานซึ้งช่วงหลัง สุขนิยมแสนดีเว่อร์วัง
ขอให้สนุกไปกับจินตนาการของหลี่หง ปาดน้ำตาทิ้งไปหากมันไหลออกมาเอง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
********
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้เป็นแนวดราม่า สะกิดต่อมความรู้สึกอย่างรุนแรง
หากอดทนอ่านได้จนถึงตอนที่ 25 หลี่หงของคารวะด้วยน้ำบอระเพ็ดสามจอก!!!
หลังจากนั้น เราก็จะได้วิ่งเล่นที่ทุ่งดอกไม้สีหวาน แล้วดื่มน้ำผึ้งเดือนห้าด้วยกันค่า
“ผ่านไปนานขนาดนี้ เจ้ายังทำให้ข้าชอบหน้าไม่ได้”องค์ชายใหญ่หัวเราะเบาๆ“ผ่านไปนานขนาดนี้ เจ้าก็ยังปากไม่ดีเช่นเดิม” แม้คำพูดจะฟังดูคล้ายสงครามน้ำลายกำลังจะก่อตัวขึ้น แต่แววตาของทั้งคู่กลับแสดงออกว่ามิได้ถือสาต่ออีกฝ่ายเซี่ยชิงหลีมองภาพเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มอันเจิดจ้า นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสองคนนี้ ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนัก แต่ก็ยังไม่อาจทำให้พวกเขาหยุดตีกันได้ไม่นานนัก หลี่หลันฮวาและเซี่ยฉางเยี่ยนลงจากรถม้าและเดินเข้ามาพร้อมเซี่ยชิงเป่าที่กำลังจะแต่งงานในปีหน้า และบุตรชายวัยห้าขวบอย่างเซี่ยชิงหลงที่วิ่งเล่นไปรอบๆ อย่างสนุกสนานถัดมาคือรถม้าจากตำหนักองค์ชายใหญ่ที่มี ชินอ๋องและพระชายากำลังอุ้มบุตรสาวของโอวหยางชิงเฟิงเดินเข้ามาพร้อมถานจิ่งอี้ ที่อยู่ด้านหลังส่วนโอวหยางโม่เหิง บุตรชายตัวน้อยของเซี่ยชิงหลี บัดนี้กำลังดึงชายเสื้อของบิดาอย่างออดอ้อน“ดูสิ เด็กๆ โตขึ้นทุกปี อีกไม่นานคงวิ่งทั่วเรือนจนไม่มีใครตามทันแล้วกระมัง” เมื่อนางเอ่ยจบ ทุกคนพลันหัวเราะออกมาพร้อมกันในระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยอย่างออกรส รถม้าของตำหนักองค์หญิงพลันแล่นเข้ามา หลี่เยว่หยาง องค์หญิงตงหยาง และบุตรชาย
เขาเคยละเลยบุตรชาย เคยปล่อยให้ความลำเอียงและความหลงใหลบดบังสายตา จนมองไม่เห็นความทุกข์ของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางความเย็นชาของตน“พ่อผิดเอง...หนานเฟิง” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยสีหน้าสำนึกผิด พร้อมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ข้าไม่คู่ควรเป็นบิดาของเจ้า”เขาก้มศีรษะลงต่ำ ราวกับยอมรับโทษทัณฑ์จากสวรรค์ที่ตนหลีกเลี่ยงมานาน ความเสียใจและความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก แต่เขาก็รู้ดีว่า...ทุกความเสียใจไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกเมื่อข่าวเรื่องที่มู่หรงฮ่าวหลุนถูกตัดสินโทษ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง เซี่ยจื่ออี้ได้รอมู่หรงหนานเฟิงกลับมาเพื่อที่จะพูดคุยกับเขาภายในห้องหนังสือ แสงแดดยามเย็นส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่เข้ามาเป็นลำ มู่หรงหนานเฟิงนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ สีหน้าของชายหนุ่มแลดูสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในฤดูหนาว เมื่อเซี่ยจื่ออี้เอ่ยเล่าเรื่องราวการไต่สวนจบลง พร้อมทั้งสีหน้าของเสนาบดีมู่หรงในตอนนั้น“ข้า...เข้าใจแล้ว” น้ำเสียงเรียบเฉยดังขึ้น แววตาของชายหนุ่มยังคงดูปกติดั่งเดิม ไม่มีท่าทีพอใจหรือดีใจ ที่คนที่เคยรังแกตนเองในวัยเด็กมีจุดจบที่น่าสังเวชเช่นนั้นเซี่ยจื่ออี้มองอยู่ครู่
ชายหนุ่มดึงลู่เหยาเหยาให้หลบไปด้านหลัง ดวงตาเย็นชามองคนเหล่านั้นนิ่ง ร่างกายชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีทั้งหมดคือผลจากการที่เซี่ยชิงหลีเคยบังคับให้เขาออกกำลังกาย และฝึกท่าต่อสู้ทุกเช้า วันนี้ทุกอย่างล้วนไม่สูญเปล่าเสียงหมัดกระทบเนื้อดัง “ปัง!” “ผลัวะ!” นักเลงคนแล้วคนเล่าล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว บางคนหมดสติทันทีโดยไม่ทันได้ร้องขอชีวิตมู่หรงฮ่าวหลุนที่ยืนรออยู่ไม่ไกลถึงกับหน้าซีด เขาไม่คิดว่าหลี่หมิงเจ๋อจะต่อสู้ได้เก่งถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มพยายามหลบหนีแต่ไม่ทันแล้ว เพราะหลี่หมิงเจ๋อทะยานเข้าไปคว้าคอเสื้อของเขาเอาไว้แน่น“เจ้าคิดว่าความอับอายของตนเอง จะสามารถลบล้างได้ด้วยการทำร้ายข้างั้นหรือ” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นแผ่วเบาข้างใบหู“วันนี้ข้าจะให้เจ้ารู้ ว่าความยุติธรรมยังมีอยู่ในแผ่นดินนี้”หลี่หมิงเจ๋อลากตัวมู่หรงฮ่าวหลุนที่ดิ้นรนสุดแรงไปยังศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเซี่ยจื่ออี้เมื่อถึงหน้าศาล เจ้าหน้าที่ต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง หลี่หมิงเจ๋อในชุดเรียบง่ายทว่าเปื้อนฝุ่นและยับย่นเล็กน้อย ลากชายหนุ่มผู้แต่งกายหรูหรามีรอยช้ำเต็ม
“มีใครอยู่หรือไม่เจ้าคะ” เสียงหวานใสดังขึ้นจากหน้าประตูไม้ของเรือนตระกูลหลี่ หลี่หมิงเจ๋อที่กำลังจัดเอกสารอยู่ภายในห้องทำงานเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเดินออกไปเปิดประตูด้วยความสงสัยเมื่อบานประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง ใบหน้างดงามอ่อนหวานราวภาพวาด ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส จนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนแสงนั้นช่างแสบตานัก“ท่านคือคุณชายหลี่ หลี่หมิงเจ๋อใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพหลี่หมิงเจ๋อขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า“ชะ...ใช่ ข้าเอง ไม่ทราบว่าคุณหนูมีธุระอันใดกับข้าหรือ”หญิงสาวยิ้มบาง พลางยอบกายให้ชายหนุ่ม“บิดาของข้าคือลู่หมิงเช่อ พ่อค้าจากเมืองหนานหยางเจ้าค่ะ ส่วนข้าคือลู่เหยาเหยา ท่านพ่อส่งข้ามาพบเพื่อเจรจาเรื่องการค้าผ้าไหมและชา ข้าได้ยินว่าท่านเป็นผู้ดูแลกิจการของตระกูลหลี่ในส่วนนี้ จึงมาขอเข้าพบ”หลี่หมิงเจ๋อพยักหน้าช้าๆ“เช่นนั้นเชิญคุณหนูลู่เข้ามาข้างในก่อนเถิด”เมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากดอกเหมยที่ปลูกไว้ข้างกำแพงลอยมาตามลม หญิงสาวหันมองรอบกายด้วยความสนใจ“เรือนของท่
บรรยากาศภายในรถม้า บัดนี้มีแต่ความกดดันและความอึดอัด เซี่ยชิงหลีมองคนทั้งสองที่เอาแต่นั่งเงียบสลับไปมา ก่อนร่างบางจะเปรยเบาๆ ราวกับพูดคนเดียว“เฮ่อ! รถม้าคันนี้ช่างเล็กจริงๆ ข้าและลูกน้อยอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออกแล้ว”หญิงสาวยิ้มบาง พร้อมกับมองหน้าชายหนุ่ม โอวหยางชิงเฟิงเหมือนจะรู้ถึงแผนการของหญิงสาว
“ได้...เช่นนั้นก็รีบไปซะ และอย่าได้กระทำเช่นนี้อีก เพราะเมื่อใดที่ข้าพบหน้าเจ้า อย่างแรกที่ข้าจะทำคือตัดลิ้นสองแฉกของเจ้าทิ้งเป็นอันดับแรก” หญิงสาวเอ่ยข่มขู่เบาๆ ก่อนจะผินหน้าไปทางสตรีผู้ถูกรังแก พร้อมกับยื่นมือไปให้อีกฝ่าย“มาเถอะคุณหนู ให้ข้าไปส่งเจ้ากลับบ้าน”ท่าทางใจดีและรอยยิ้มอันอบอุ่นของสตรี
“ข้าจะไปเรือนหลัง!” น้ำเสียงเย็นเยียบของชายหนุ่มดังขึ้น จนข้ารับใช้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าตอบรับไม่นานนัก องค์ชายใหญ่และองครักษ์ผู้ติดตามก็ได้ก้าวเข้าไปภายในเรือนที่ถูกสร้างเอาไว้สำหรับเหล่าสตรี ซึ่งไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ อาศัยอยู่“ไปลากพวกนางออกมาให้หมด!!”บัดนั้น...แสงตะเกียงพลันถูกจุดขึ้นทั่วลานหน
การสอบวันที่สองยามโฉ่ว (1.00-3.00) ความเงียบงันในห้องสอบถูกเจือด้วยเสียงของสายฝนที่ตกกระทบกระเบื้องหลังคา น้ำฝนซึมรั่วผ่านรอยแตกลงมาเป็นหยดๆ ตรงมุมห้อง อากาศยามนี้เย็นเฉียบจนบัณฑิตหลายคนต้องห่อเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเซี่ยจื่ออี้นั่งตัวตรง มือข้างหนึ่งค่อยๆ จุ่มพู่กันลงในหมึกที่เริ่มข้นเพราะความชื้น












reviewsMore