LOGIN"สวัสดีค่ะ"
หนูนายืนรอรับเด็ก ๆ ที่หน้าศูนย์เด็กเล็ก วันนี้เช้าวันจันทร์แถมยังฝนตกอีกด้วย จึงสร้างความลำบากในการเดินทางมาโรงเรียนของเด็ก ๆ พอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครหยุดหรือมาสายสักคน เด็ก ๆ มากันครบแล้วหนูนากับครูฟ้าก็ปิดประตูศูนย์และเริ่มทำการสอนส่วนครูติ๋วก็นำรายงานไปส่งนายกที่เทศบาลตำบล ศูนย์เด็กเล็กกับเทศบาลตำบลอยูในบริเวณเดียวกัน แต่คั่นด้วยสนามหญ้าที่กว้างมาก หากไม่มีธุระปะปังที่จะต้องติดต่อกันจริง ๆ แล้วคนที่เทศบาลตำบลกับคุณครูที่ศูนย์เด็กเล็กแทบจะไม่ได้พบเจอหน้ากันเลย พี่ติ๋วขอเข้าพบนายกเทศมนตรี ซึ่งวันนี้ว่างพอดีไม่ได้มีโครงการออกไปตรวจงานข้างนอกหรือไปประชุมที่อำเภอ "นายก สวัสดีค่ะ" สิงห์จึงเงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า "อ้าวพี่ติ๋ว สวัสดีครับ" ยกมือไหว้ผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า "นั่งครับพี่ มีอะไรรึเปล่า ?" "พี่เอารายงานเกี่ยวกับเด็ก ๆ มาให้นายกดูจ้ะ เมื่อวันเสาร์กับวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้พี่กับคุณครูพากันไปเยี่ยมบ้านเด็ก ๆ พบว่ามีปัญหาเรื่องความเป็นอยู่อยู่สองสามคน จึงอยากจะมาปรึกษาหากอยากของบประมาณไปช่วยเหลือ" "ไหนครับพี่ ?" ครูติ๋วจึงยื่นแฟ้มที่อยู่ในมือให้นายกสิงห์ เขารับไปดูสักครู่ก็เงยหน้าขึ้น "ไม่น่าจะมีปัญหานะครับพี่ งบประมาณเราก็มี แต่ผมขอไปสำรวจด้วยตัวเองอีกครั้งได้ไหม ?" "ได้ค่ะ" พี่ติ๋วสุดแสนยินดีที่เด็กนักเรียนตัวน้อยของเธอจะได้รับความช่วยเหลือ สิงห์หรือนายกเทศมนตรีสิงห์ วัฒนาวรงค์ เพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีได้เพียงปีเดียว และชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย แม้จะเพิ่งลงเล่นการเมืองท้องถิ่นได้ไม่นาน แต่ตอนที่เขายังไม่ได้รับตำแหน่งเขาก็คอยช่วยเหลือชาวบ้านอยู่เสมอ เพราะพ่อของสิงห์เป็นกำนันเก่า เขาจึงได้ช่วยงานพ่ออยู่บ่อย ๆ แม้ว่าเพิ่งจะรับตำแหน่งได้เพียงปีเดียวแต่การบริหารงานของนายกสิงห์ก็นำความเจริญหลาย ๆ อย่างมาสู่ตำบลนี้ มีโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ เช่นน้ำประปาที่มันเดี๋ยวไหลเดี๋ยวไม่ไหล นายกสิงห์ก็ของบประมาณมาพัฒนาปรับปรุงจนดีขึ้น น้ำไหลทุกวันสร้างความสะดวกสบายให้ชาวบ้านในตำบลเป็นอย่างมาก จนมีคนคาดการณ์ว่าหากเขาลงรับเลือกตั้งสมัยหน้าอีก ตำแหน่งนายกเทศมนตรีก็คงจะเป็นของเขาอีกเป็นสมัยที่สอง เมื่อบรรลุจุดประสงค์แล้วพี่ติ๋วก็ขอตัวกลับไปที่ศูนย์เด็กเล็ก สิงห์จึงอ่านเอกสารที่เขาอ่านค้างไว้เมื่อครู่ต่อ "นางสาวธิดารัตน์ อมรวงศ์ นามสกุลเหมือนกันด้วยแฮะ" พึมพำกับตัวเองแล้วก็พลิกดูสำเนาทะเบียนบ้านของเธอ ปรากฏชื่อมารดาคือ 'หนึ่งฤทัย'บิดาคือ 'อมรเทพ' หรือเธอจะเป็นลูกสาวของคนในอดีตของเขาจริง ๆ ทนความรู้สึกอยากรู้ไม่ไหวเขาจึงขับรถไปที่ศูนย์เด็กเล็ก "อ้าว..สิงห์" พี่ติ๋วเอ่ยทักทายผู้มาเยือน "ผมดูรายงานที่พี่ส่งให้ผมแล้ว จึงอยากจะไปสำรวจที่บ้านของเด็ก ๆ ตอนนี้เลยครับ" พี่ติ๋วยิ้มอย่างดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนตระหนักถึงปัญหาของเด็ก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคน ๆ นั้นเป็นถึงนายกเทศมนตรีของตำบล "ผมอยากให้ครูสักคนไปกับผมด้วยครับ" ที่จริงเขาก็อยากจะระบุไปเลยว่าเป็นคุณครูที่ชื่อหนูนา แต่ก็เกรงว่ามันจะเป็นการเจาะจงเกินไป "ได้สิ เดี๋ยวพี่ให้ครูหนูนาไปกับสิงห์ด้วย" เมื่อได้ฟังชื่อของคนที่จะไปกับเขาด้วยสิงห์ก็ดีใจจนเนื้อเต้นแต่ต้องเก็บอาการไว้ แล้วพี่ติ๋วก็เดินออกจากห้องพักครูเพื่อไปตามหนูนา สิงห์จึงนั่งรอ สักครู่หนึ่งพี่ติ๋วก็เดินนำหนูนาเข้ามาหาเขา "หนูนานี่นายกเทศมนตรีประจำตำบลของเรา นายกสิงห์ หรือคุณลุงของปอร์เช่" หนูนายกมือไหว้และกล่าวทักทาย "สวัสดีค่ะคุณสิงห์" "สวัสดีครับ" เขาก็กล่าวทักทายเธอเช่นกัน พร้อมกับลอบพิจารณาหน้าตาของเธอ เมื่อได้มองใกล้ ๆ ชัด ๆ แบบนี้เขาแน่ใจทันที่ว่าหนูนาต้องมีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งฤทัยแน่ ๆ "คุณสิงห์เขาจะไปดูบ้านของเด็กที่เราของบประมาณไป ด้วยตัวเอง พี่จึงอยากให้หนูนาไปกับคุณสิงห์ด้วย" หนูนาพยักหน้าอย่างไม่ขัดข้อง ดีจริงความช่วยเหลือจะได้ไปถึงเด็ก ๆ เร็ว ๆ "เราจะไปยังไงคะ ? ไปกันกี่คน" พี่่ติ๋วจึงหันไปมองหน้าสิงห์เป็นเชิงถาม เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน สิงห์จึงบอกกล่าวแก่พี่ติ๋วและหนูนาให้รับรู้ "ไปรถของทางเทศบาลครับ มีผม เจ้าหน้าที่กองช่างอีกสองคน แล้วก็คุณ" ประโยคสุดท้ายเขาหันไปพูดกับหนูนา เธอก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ "ไปตอนบ่ายดีกว่าไหมคะ ? เพราะนี่ก็จะเที่ยงแล้ว ทานข้าวกันก่อนดีกว่า" เธอเสนอแนะ พี่ติ๋วกับนายกสิงห์ก็ไม่ขัดข้อง "ถ้างั้นผมไปทานข้าวก่อน เดี๋ยวกลับมารับคุณที่นี่ตอนบ่ายโมงตรง" พูดจบแล้วเขาก็กลับไปยังเทศบาลตำบลที่อยู่คนละฟากฝั่งสนามหญ้าเพื่อไปหาข้าวกิน ส่วนหนูนาก็กลับไปช่วยครูฟ้าดูแลเด็ก ๆ ต่อ ช่วงพักเที่ยงเป็นอะไรที่จะต้องระวังเป็นพิเศษเพราะว่าที่นี่จะเน้นสอนให้เด็ก ๆ ได้ทำอะไรด้วยตัวเองให้มากที่สุด เช่นกินข้าวเอง เก็บถาดอาหารเอง โดยมีคุณครูดูแลอย่างใกล้ชิด หนูนาจึงไม่อยากออกไปในช่วงเวลานี้ เพราะถ้ามีพี่ติ๋วกับครูฟ้าแค่สองคนจะต้องลำบากมากแน่ ๆ ในการดูแลเด็กวัยกำลังซนถึงสามสิบคน มีเธอเพิ่มอีกคนแม้จะช่วยไม่ได้มากแต่ก็คงช่วยแบ่งเบาได้บ้าง เด็ก ๆ ทานข้าวกันเสร็จแล้วครูทั้งสามจึงได้ผลัดกันไปทานข้าว จนกระทั่งถึงเวลาบ่ายโมงตรงหนูนาจึงได้ออกมายืนรอนายกเทศมนตรีสิงห์ที่บริเวณหน้าศูนย์เด็กเล็ก ประมาณสิบนาทีรถกระบะสี่ประตูที่ติดสติ๊กเกอร์คำว่า 'เทศบาลตำบลโคกกกม่วง' ก็แล่นมาจอดใกล้ ๆ เธอ สิงห์เปิดกระจกและกวักมือเรียกเธอ หนูนาจึงเดินไปขึ้นรถ เธอเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้วรถก็เคลื่อนตัวออกไป หนูนานั่งเบาะหลังคู่กับเขา ส่วนคนขับรถและคนที่นั่งคู่กับคนขับคือเจ้าหน้าที่กองช่าง "เธอคิดว่าเราควรจะช่วยเหลืออะไรเด็กเหล่านั้นบ้าง ?" "บ้านของเด็กทั้งสามคนจะพังมิพังแหล่อยู่แล้วค่ะ อันดับแรกดิฉันคิดว่าน่าจะซ่อมแซมบ้านก่อน" สิงห์เอามือจับที่คางอย่างใช้ความคิด ซึ่งเป็นกิริยาท่าทางที่เขามักจะทำเสมอในเวลาที่เขาไม่รู้ตัว หนูนามองกิริยานั้นของเขาอย่างทึ่ง ๆ เพราะมันดูดีและมีเสน่ห์มาก ๆ "เดี๋ยวเราก็คงจะได้รู้กันว่าจะต้องช่วยอะไรบ้าง"เกือบบ่ายสามสิงห์ก็มาถึงร้านประจำที่นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ เขาจอดรถที่หน้าร้านและเดินจูงมือเธอเข้าไป ผู้หญิงที่อัคนีสนใจ แล้วไงล่ะหนูนาคือผู้หญิงที่เขารัก วันนี้ล่ะเขาจะแนะนำกับเพื่อน ๆ ทุกคนให้ได้รู้ว่าหนูนาคือคนที่เขารัก เดินตรงไปยังโต๊ะประจำก็พบว่าไอ้พวกเพื่อนตัวดียังไม่มีใครมาสักคน เด็กเสิร์ฟรีบเดินมาจัดโต๊ะให้คนทั้งสอง และเมื่อสิงห์กับหนูนานั่งลงเรียบร้อยแล้ว อัคนีก็โทรมาหาสิงห์"รู้สึกยังไงก็บอกกับเธอซะ ขืนชักช้าข้าจะแย่งนะเว้ย"พอวางสายจากอัคนีสิงห์ก็นึกขอบใจเพื่อน ๆ นี่พวกมันคงรวมหัวกันเพื่อให้เขาสารภาพรักกับหนูนา เธอเงยหน้าขึ้นจากเมนูสอบถามเขา"เพื่อน ๆ ของคุณสิงห์ล่ะคะ ?""พวกมันมาไม่ได้แล้วล่ะ""อ้าว..ไหงงั้นล่ะคะ ?""ไม่เป็นไรหรอก พวกมันไม่มาเราก็ทานกันสองคน""ถ้างั้นพอแล้วล่ะค่ะ เพราะหนูนาสั่งไปหลายอย่างแล้ว"พูดจบก็ส่งเมนูให้เด็กเสิร์ฟไป แล้วก็ยกน้ำขึ้นจิบวันนี้เธอรู้สึกว่าสิงห์มีท่าทางแปลก ๆ โดยเฉพาะสายตาของเขาที่ส่งความหวานเชื่อมมาให้เธอตลอดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงอาหารและเบียร์ก็ทยอยมา เมื่อได้ครบแล้วทั้งสองคนก็ลงมือทานข้าวกันเงียบ ๆ"ครูครับผมรักครู เราแต่งงานกันได้ไหม ?
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จแล้ว สิงห์ก็อาสาเก็บล้างถ้วยชามเพราะมือของหนูนายังเจ็บอยู่ แม้เธอจะบอกว่าหายแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะทำเองโดยที่มีปอร์เช่เป็นลูกมือ ในเมื่อสิงห์ยืนยันแบบนั้นเธอจึงขอตัวไปอาบน้ำเพราะรู้สึกปวดหัวคงเพราะคิดมากเรื่องของเขา พอสิงห์ล้างถ้วยชามเสร็จหนูนาก็อาบน้ำเสร็จพอดี"คุณดาวน่ะเธอมาขอข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์"จู่ ๆ สิงห์ก็เอ่ยออกมา "เล่าให้ฟังทำไมคะ ?""ผมไม่อยากให้ครูเข้าใจผิด"พูดจบเขาก็อุ้มปอร์เช่เดินออกไปนอกบ้าน"ครูครับ กลับก่อนน้า บ๊าย ๆ"เธอจึงเดินออกไปส่งลุงกับหลานที่หน้าบ้าน พร้อมกับโบกมือบ๊าย ๆ ตอบกลับหนูน้อย สิงห์เองก็ยิ้มกว้างให้เธอเช่นกัน ส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูหล่อและสดใสขึ้นหลายเท่า คำอธิบายทื่อ ๆ สั้น ๆ ของเขาทำให้หนูนายิ้มออกมาได้ แต่อาการปวดหัวยังคงมีอยู่จึงเดินไปหยิบยาพาราที่อยู่ในกล่องยาซึ่งวางอยู่บนหลังตู้เย็นกินไปหนึ่งเม็ดและปิดบ้านปิดไฟเตรียมตัวเข้านอนเพราะตอนนี้ก็เกือบสองทุ่มแล้ว"ลุงสิงห์ คุณครูอยู่คนเดียวทำไมเราไม่ชวนครูมาอยู่ด้วยล่ะ ?"ปอร์เช่เอ่ยถามลุงของเขาในตอนที่หนูน้อยกำลังจะเข้านอนและลุงสิงห์มาเล่านิทานให้ฟังเพราะย่าน้อยยั
อัคนีเห็นอาการของสิงห์แล้วก็ชักจะทนไม่ไหว เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเพื่อหาทางช่วยเหลือให้สิงห์กับหนูนาได้ลงเอยกัน"แกแน่ใจนะโว้ยว่าสิงห์กับครูรักกันจริง"คิมหันต์ถามย้ำกับอัคนีอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังไอ้สิงห์มันแห้งเหี่ยวตายแน่"อัคนีตอบเพื่อนไปอย่างมั่นใจ เมื่อได้คำตอบที่หนักแน่นจากอัคนีเพื่อนทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะช่วยให้สิงห์กับหนูนาสมหวังเสียงปะทัดดังมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงใกล้ออกพรรษาแบบนี้ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะจุดประทัดเล่นกัน มันเป็นค่านิยมที่มีมานานแล้ว หนูนาเองก็เคยจุดเล่นตอนเป็นเด็ก หลังจากออกพรรษาก็จะเปิดเทอมและก็จะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัววันนี้ปอร์เช่มาเล่นกับเธอที่บ้าน สิงห์มาส่งหนูน้อยเพราะวันนี้เขาต้องทำงาน ส่วนย่าน้อยก็ไปเตรียมขนมนมเนยเพื่อจะเอาไว้ทำบุญในวันออกพรรษา ขนมที่คนอีสานทำในวันสำคัญทางศาสนาแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นข้าวต้มมัด ข้าวต้มผัด และขนมจีนน้ำยา คนเป็นครูแบบเธอก็รออิ่มท้องได้เลย เพราะผู้ปกครองของเด็ก ๆ มักจะเอามาฝากเธอเป็นประจำ พอนึกถึงผู้ปกครองของเด็ก ๆ ขึ้นมาหนูนาก็นึกถึงวันนั้น ตกลงแล
หนูนาเข้าไปนั่งรอเขาในห้องเริ่มรู้สึกมึน ๆ เพราะกินเบียร์หมดไปเกือบขวดแล้ว สิงห์หิ้วขวดเบียร์ที่เหลือตามเธอเข้ามา"เปิดให้หน่อย"ส่งเบียร์อีกขวดให้เขาเพื่อให้เขาเปิดให้ กินไปกินมารสชาดก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดอาจจะเป็นเพราะลิ้นของเธอคุ้นชินกับรสชาดของเบียร์แล้วก็ได้ สิงห์รับขวดเบียร์มาเปิดและส่งให้เธอ เขาคงได้แค่จิบ ๆ เบา ๆ เท่านั้นแหละคงเมาไม่ได้เพราะดูทรงแล้วครูสาวอาจเมาแล้วอาละวาด"อือ..เบียร์มันรสชาดดีแบบนี้นี่เองถึงได้ชอบกินกัน"เริ่มพูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น และเมื่อเริ่มมีแอลกอฮอล์อยู่ในสายเลือด ความยับยั้งชั่งใจก็มีน้อยความใจกล้าหน้าด้านก็เริ่มเยอะขึ้น"คุณสิงห์ขออะไรปู่กับย่าคะ ขอเนื้อคู่รึเปล่า ?"หนูนาหมายถึงปู่ศรีสุทโธกับย่าศรีประทุมมา "อุ๊บ..แค่กก"สิงห์สำลักเบียร์ทันที สบตากับเธอตรง ๆ"หนูนาก็ขอเหมือนกันนะ ขอให้คนที่หนูนารัก รักหนูนาตอบ""อัคนีมันก็รักครูนะ""ม่ายย..หนูนาไม่ได้รักคุณหินแต่หนูนารักคุณสิงห์"พูดเสียงยานคางแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ หัวใจของสิงห์เต้นตึกตัก นี่หนูนากำลังสารภาพรักกับเขาใช่ไหม เธอพูดออกมาจากใจหรือพูดเพราะความเมา แต่มีคนบอกว่าคนเมามักพูดความจริงนี่นา
บ่ายโมงครึ่งก็มาถึงคำชะโนด ใช้เวลาในการเดินทางสี่ชั่วโมงกว่า ย่าน้อยกับปอร์เช่ตื่นเต้นกันมาก คนก็เยอะด้วย ทั้งสี่คนเข้าไปไหว้ปู่ศรีสุทธิโธ และย่าศรีประทุมมา พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตคำชะโนดมีลักษณะเป็นเกาะลอยน้ำ ที่เต็มไปด้วยต้นชะโนด เป็นสถานที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา เข้าไปภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น อากาศภายนอกที่ร้อน เมื่อมาอยู่ที่นี่จะรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก เพราะปกคลุมด้วยป่าต้นชะโนดขนาดใหญ่ทั่วบริเวณ ต้นชะโนด เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะประหลาดลักษณะคล้ายกับต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกัน ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีอยู่เฉพาะที่นีแห่งเดียวเท่านั้นเมื่อเดินจนทั่วบริเวณเกาะคำชะโนดแล้วทั้งสี่คนก็เตรียมตัวกลับแต่แล้วจู่ ๆ ฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมา ผู้คนวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ย่าน้อยกับปอร์เช่ได้ที่หลบฝนตรงร้านขายดอกไม้ ส่วนสิงห์กับหนูนาหลบอยู่ที่ร้านขายส้มตำ "หนาวไหม ?"เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะเธอเปียกเขาจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดน้ำตามใบหน
เด็ก ๆ ปิดเทอมแล้วแต่กว่าคุณครูจะได้หยุดก็ต้องเคลียส์งานและเอกสารอีกหลายอย่าง อากาศในช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมีสายลมหนาวพัดมาเอื่อย ๆ แล้ว ท้องทุ่งนากลายเป็นสีเหลืองทอง วันนี้ถือว่าเป็นวันปิดเทอมที่คุณครูได้หยุดจริง ๆ หนูนาจึงตื่นสายที่สุดในรอบหลายปี เธอตื่นหกโมงเช้าเพื่อมาสัมผัสสายลมหนาว ความเหงาแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ คิดถึงคนตัวโตขึ้นมาอีกแล้วล่าสุดที่เธอเจอสิงห์ก็คือเมื่อสามอาทิตย์ก่อนตอนที่เขากลับมาจากการไปอบรมที่ต่างจังหวัด เขาเอาของฝากมาให้เธอที่บ้านและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยหนูนามองซิ่นไหมผืนสวยที่สิงห์ซื้อมาฝากเธอ ถ้าจะให้ใส่เป็นผ้าซิ่นหนูนาก็ไม่ค่อยถนัดเธอจึงคิดจะนำซิ่นไหมผืนนั้นไปตัดเป็นชุดจะได้ใส่ไปทำงานด้วย นอกจากคิดถึงคนตัวโตแล้วหนูนาก็คิดถึงปอร์เช่ด้วย เพราะตั้งแต่ปิดเทอมเธอก็ไม่ได้เจอหนูน้อยเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปหาปอร์เช่และบางทีอาจจะเจอกับเขาด้วยก็ได้ เธอคิดถึงข้อความในสมุดไดอารี่ของแม่ขึ้นมา 'การที่เราได้รักใครมันดีที่สุดแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม'เธออ่านไดอารี่ของแม่จบไปหลายสิบรอบแล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เปิ
สิงห์ไปหาป้าเจ้าของบ้านเช่าที่หนูนาเช่าอยู่ เพื่อเจรจาขอซื้อบ้านพร้อมที่ดินหลังน้อยหลังนั้น ป้าแกก็ไม่ปฏิเสธเพราะช่วงนี้แกไม่ค่อยสบายเจ็บออด ๆ แอด ๆ สามีก็เสียไปหลายปีแล้ว ลูกสาวที่มีเพียงคนเดียวก็หนีตามผู้ชายไปหลายปีไม่ยอมส่งข่าว แกต้องการเงินไปใช้รักษาตัว อีกอย่างเพราะเป็นนายกเทศมนตรีสิงห์ป้าจึงย
เสียงเครื่องตัดหญ้าเริ่มดังขึ้นแล้ว แสงแดดก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หนูนารีบผัดกะเพราให้เสร็จเพื่อที่จะได้ไปช่วยสิงห์หอบหญ้าที่ตัดออกไปทิ้ง เธอสวมหมวกผ้าและสวมเสื้อแขนยาว แล้วก็หาหมวกใบเล็กไปให้ปอร์เช่ด้วย"ป้ะเราไปหอบหญ้ากัน"เอ่ยปากชวนหนูน้อยแล้วก็เดินไปหยิบคราดไม้ไผ่ที่ใช้สำหรับกวาดหญ้าและกวาดใบไม้โ
โครงการสร้างบ้านให้เด็กนักเรียนเสร็จแล้ว วันเสาร์นี้ทางศูนย์เด็กเล็กและทางเทศบาลประจำตำบลจึงได้เข้าไปตรวจเยี่ยมเพื่อดูความเรียบร้อยสวยงาม จะได้ทำการส่งมอบให้เจ้าของบ้านอย่างเป็นทางการคุณครูที่ศูนย์เด็กเล็กทั้งสามคน นายกเทศมนตรีสิงห์ และเจ้าหน้าที่กองช่างทุกคนต้องไปด้วย หนูนาจึงต้องตื่นแต่เช้าเพราะ
"อุ๊ย..ขอโทษค่ะ"หนูนารีบกล่าวขอโทษคนที่เธอเดินชนทันที พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงออกมาเช็ดกาแฟเย็นที่หกเลอะเทอะชุดข้าราชการสีกากีตรงบริเวณหน้าอกของเขาคนนั้น วันนี้เธอมีธุระต้องเข้ามาที่ว่าการอำเภอ เพราะบัตรประชาชนของเธอหาย"ไม่เป็นไรครับ"เสียงทุ้มกล่าวกับหนูนา พร้อมกับคว้าแขนของเธอให้ห







