로그인บ้านของมะลิคือบ้านหลังแรกที่ถูกเลือก ที่บ้านมีเพียงคุณยายอยู่คนเดียว ส่วนพ่อกับแม่ของมะลิไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ นาน ๆ ถึงจะกลับมาที
"คุณยาย สวัสดีครับ" สิงห์กล่าวทักทายคุณยายที่กำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้าน "สวัสดีจ้า คุณนายก มา ๆ กินน้ำกินท่ากันก่อน" ผู้คนในชนบทโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ต่างก็มีน้ำใจ แขกไปใครมาก็มักจะต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี "ไปยังไงมายังไงล่ะพ่อคุณถึงได้มาถึงนี่ ?" คุณยายของน้องมะลิถาม "เราจะมาช่วยซ่อมแซมบ้านให้คุณยายครับ" คุณยายหันไปมองบ้านที่ผุพังของตัวเองแล้วก็หันมามองที่หน้าของนายกเทศมนตรีอีกที "จริงเหรอพ่อหนุ่ม ?" สิงห์พยักหน้า เจ้าหน้าที่กองช่างทั้งสองคนและตัวของสิงห์เองก็เข้าไปสำรวจบริเวณบ้านของคุณยายว่าจะต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง หนูนานั่งคุยกับคุณยายเรื่องของน้องมะลิระหว่างที่รอ "มะลิเป็นเด็กน่ารักค่ะ เข้ากับเพื่อนได้ดี เรียนรู้ได้เร็ว" "อีหลีติครู ? ฝากดูแลมันด้วยเด้อ โตขึ้นยายไม่อยากให้มันลำบากเหมือนยาย พ่อกับแม่มันก็พึ่งไม่ค่อยได้หรอก" "ได้ค่ะคุณยาย" หนูนารับปากคุณยายแข็งขัน พร้อมกับสำรวจสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านของลูกศิษย์ตัวน้อยไปด้วย ป่าหญ้ารกทึบและขยะที่อยู่รอบ ๆ บ้าน แบบนี้ควรจะทำความสะอาดด้วย อีกเรื่องก็คือปลูกฝังเรื่องสุขลักษณะให้คุณยาย เธอนั่งวางแผนเงียบ ๆ ในใจและอาจจะต้องปรึกษาหารือท่านนายกเทศมนตรีด้วยในเรื่องนี้ กินเวลาอยู่นานโขเหมือนกันกว่าจะตกลงกันได้ว่าต้องทำอะไรบ้างและต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการซ่อมแซมบ้านของน้องมะลิ "ไปต่อเลยไหมครับพี่สิงห์ ?" จอมหนึ่งในเจ้าหน้าที่กองช่างถาม "เรากลับก่อนละกันพรุ่งนี้ค่อยไปต่อ" ได้คำตอบจากสิงห์แล้วเจ้าหน้าที่กองช่างทั้งสองคน หนูนาและสิงห์ก็กล่าวลาคุณยายและเดินไปขึ้นรถ ส่วนคุณยายก็ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างไปรับมะลิที่ศูนย์เด็กเล็ก เมื่อขึ้นรถมาแล้ว เอกเจ้าหน้าที่กองช่างอีกคนก็พูดกับสิงห์ "งานใหญ่เลยนะครับเนี่ย บ้านคุณยายต้องซ่อมแซมหลายจุดเลย" "อือ..เดี๋ยวเราค่อยประชุมกันอีกที" เมื่อได้คำตอบจากนายกเทศมนตรีสิงห์แล้วทุกคนก็นิ่งเงียบและตรงกลับไปที่เทศบาลตำบลเลย ลงจากรถแล้วหนูนาก็มองไปที่ศูนย์เด็กเล็กอย่างท้อแท้เพราะแดดตอนบ่ายสามกว่า ๆ แบบนี้ช่างท้าทายครีมกันแดดที่เธอทามาในตอนเช้าเหลือเกินหากต้องเดินลัดสนามกลับไปที่ศูนย์เด็กเล็ก ครั้นจะขอให้คนไปส่งเธอก็เกรงใจ ทุกคนคงลืมล่ะมั้งว่ามีเธอร่วมทางมาด้วย เพราะตอนขากลับเธอเงียบมาตลอดทาง สิงห์ที่กำลังจะเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขาสังเกตเห็นท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของหนูนาก็เข้าใจได้ทันที แดดร้อนขนาดนี้จะปล่อยผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ให้ฝ่าไปก็กระไรอยู่ เขาจึงหยิบร่มที่วางอยู่แถวนั้นซึ่งเป็นของใครก็ไม่รู้และเอาไปให้เธอ "เอ้า..ร่มให้ยื้มเดี๋ยวค่อยเอามาคืน" หนูนารับมาอย่างงง ๆ "ขอบคุณค่ะ" แต่ก็เอ่ยปากขอบคุณเขา กางร่ม หอบแฟ้มเอกสาร พร้อมกับรองเท้าคัทชู เดินลัดสนามหญ้าเพื่อกลับไปที่ศูนย์เด็กเล็ก ในตอนแรกที่เขาเดินมาหาเธอ หนูนาคิดว่าเขาจะขับรถไปส่งเธอซะอีก อุตส่าห์แอบชื่นชมในใจ ที่ใหนได้ให้ยืมร่ม "เป็นไงบ้างหนูนา ?" "ไม่มีปัญหาอะไรค่ะพี่ติ๋ว" เด็ก ๆ กลับบ้านไปหมดแล้ว พี่ติ๋วกับครูฟ้ากำลังช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียน และเก็บโต๊ะเก็บเก้าอี้ หนูนาจึงตรงเข้าไปช่วย ห้าโมงเย็นคุณครูทั้งสามถึงได้ออกจากโรงเรียน หนูนาแวะไปตลาดนัดก่อนเพื่อไปหาอะไรกิน เธอซื้อลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกย่าง และปลาทูนึ่ง พอเอาของที่ซื้อมาใส่ตะกร้าหน้ารถเธอก็เห็นร่มสีชมพูวางอยู่ในนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าควรจะเอาร่มไปคืนท่านนายกเทศมนตรีผู้ที่มีน้ำใจล้นเหลือ บ้านเช่าของเธอกับบ้านของเขาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแต่คนละคุ้ม เธออยู่คุ้มเหนือส่วนเขาอยู่คุ้มใต้ ก็ถือว่าอยู่ห่างกันพอสมควรไม่ใช่ทางผ่านด้วยแต่ไม่เป็นไร ถือซะว่าไปเยี่ยมปอร์เช่ละกัน ขับมอเตอร์ไซค์เวฟ 100 คันสีแดงมาถึงบ้านของเขา กดออดหน้าบ้าน รอสักพัก ย่าน้อยก็มาเปิดประตูรั้ว "สวัสดีค่ะ" เธอกล่าวทักทายคุณย่าของปอร์เช่ "อ้าวคุณครู เข้ามาก่อนจ้ะ" หนูนาหิ้วถุงลูกชิ้นปิ้งและถุงปลาหมึกย่างพร้อมกับร่มคันสีชมพูที่อยู่ตะกร้าหน้ารถเข้าไปด้วย ปอร์เช่ที่กำลังระบายสีอยู่ที่กระท่อมน้อยวิ่งมาหาเธอทันที "คนเก่ง ทำอะไรอยู่คะ ?" "ระบายสีฮับ" จูงมือเธอให้เดินไปดูผลงานของเขา "ว้าว..สวยมากเลย แต่หนูต้องระวังไม่ให้มันเลยเส้นน้า" หนูน้อยพยักหน้า รูปที่ปอร์เช่กำลังระบายอยู่นั้นเป็นรูปกระต่ายซึ่งเป็นการบ้านที่ครูฟ้าสั่ง เป็นธรรมดาที่เด็กวัยนี้ ( สามขวบถึงสี่ขวบ ) จะระบายสีเลยเส้นเพราะข้อมือยังไม่ค่อยแข็งแรงทำให้ควบคุมการขีดเขียนได้ไม่ค่อยดี "ครูมาหาปอร์เช่บ่ ?" "ด้วยค่ะ แล้วอีกอย่างหนูเอาร่มมาคืนท่านนายก" พร้อมกับยื่นร่มคันเล็กสีชมพูให้ย่าน้อยไป ท่านเอื้อมมือมารับและวางไว้ข้าง ๆ ตัว "สิงห์ยังไม่กลับหรอกครู มืด ๆ โน่นแหละ จะรอไหม ?" คราวนี้ย่าน้อยพิจารณารูปร่างหน้าตาของครูสาวไปด้วย เพราะตอนที่เธอมาคราวนั้นมากันหลายคนจึงยังไม่ได้มองให้เต็มตา วันนี้จึงถือโอกาสพิจารณาอีกรอบ หน้าตาคล้ายกับใครน้า ย่าน้อยก็นึกไม่ออก แต่ก็รู้สึกว่าหน้าตาของครูสาวคนนี้คุ้นตาของท่านมาก "ไม่หรอกค่ะคุณย่า หนูแค่เอาร่มมาคืนเฉย ๆ เล่นกับปอร์เช่สักแป๊บก็จะกลับแล้ว เอ่อ..คุณย่าคะ" เธอหยุดเว้นวรรคนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ "หนูมีลูกชิ้นปิ้งกับปลาหมึกย่างมาด้วย ปอร์เช่ทานได้ไหมคะ ?" "ถ้าไม่เผ็ดก็ทานได้จ้ะครู" เมื่อคุณย่าอนุญาติหนูนาจึงส่งลูกชิ้นปิ้งให้ปอร์เช่หนึ่งไม้โดยที่ไม่ได้จิ้มน้ำจิ้ม และหักปลายไม้ที่แหลม ๆ ออกก่อนเพื่อป้องกันอันตราย ที่เธอถามก่อนเพราะบางครอบครัวก็มีข้อจำกัดในการทานอาหารของเด็กเล็ก ๆ ทั้งคู่ หนูนากับปอร์เช่ทานลูกชิ้นปิ้งกับปลาหมึกย่างจนหมดแล้ว ปอร์เช่จึงลงมือทำการบ้านต่อ หนูนาคิดว่าควรจะกลับได้แล้ว กำลังจะเอ่ยขอตัวกลับฝนเจ้ากรรมก็ดันตกลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมยังตกแรงซะด้วย "ฝนตกหนักเลย" เสียงย่าน้อยพูดออกมาแข่งกับเสียงฝน "ให้ฝนหยุดตกก่อนค่อยกลับนะครู" หนูนาพยักหน้ารับอย่างเซ็ง ๆ หน้าฝนแบบนี้คงต้องพกเสื้อกันฝนไว้ด้วยแล้วล่ะ ปอร์เช่ทำการบ้านเสร็จแล้วฝนก็ยังไม่หยุดตก คุณย่าน้อยจึงชวนคุณครูเข้าไปในบ้านเพราะตอนนี้เริ่มมืดแล้ว "ครู..ดูท่าฝนคงจะไม่หยุดตกง่าย ๆ หรอกเราเข้าบ้านกันดีกว่า" เธอไม่ปฏิเสธ เก็บของช่วยปอร์เช่และเดินจูงมือเด็กน้อยขึ้นบ้านไป บ้านหลังนี้หลังใหญ่มาก เป็นเรือนไทยประยุกต์และสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ยกใต้ถุนสูง พื้นที่ใช้สอยอยู่บนบ้านทั้งหมด ทั้งห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำเกือบบ่ายสามสิงห์ก็มาถึงร้านประจำที่นัดกับเพื่อน ๆ ไว้ เขาจอดรถที่หน้าร้านและเดินจูงมือเธอเข้าไป ผู้หญิงที่อัคนีสนใจ แล้วไงล่ะหนูนาคือผู้หญิงที่เขารัก วันนี้ล่ะเขาจะแนะนำกับเพื่อน ๆ ทุกคนให้ได้รู้ว่าหนูนาคือคนที่เขารัก เดินตรงไปยังโต๊ะประจำก็พบว่าไอ้พวกเพื่อนตัวดียังไม่มีใครมาสักคน เด็กเสิร์ฟรีบเดินมาจัดโต๊ะให้คนทั้งสอง และเมื่อสิงห์กับหนูนานั่งลงเรียบร้อยแล้ว อัคนีก็โทรมาหาสิงห์"รู้สึกยังไงก็บอกกับเธอซะ ขืนชักช้าข้าจะแย่งนะเว้ย"พอวางสายจากอัคนีสิงห์ก็นึกขอบใจเพื่อน ๆ นี่พวกมันคงรวมหัวกันเพื่อให้เขาสารภาพรักกับหนูนา เธอเงยหน้าขึ้นจากเมนูสอบถามเขา"เพื่อน ๆ ของคุณสิงห์ล่ะคะ ?""พวกมันมาไม่ได้แล้วล่ะ""อ้าว..ไหงงั้นล่ะคะ ?""ไม่เป็นไรหรอก พวกมันไม่มาเราก็ทานกันสองคน""ถ้างั้นพอแล้วล่ะค่ะ เพราะหนูนาสั่งไปหลายอย่างแล้ว"พูดจบก็ส่งเมนูให้เด็กเสิร์ฟไป แล้วก็ยกน้ำขึ้นจิบวันนี้เธอรู้สึกว่าสิงห์มีท่าทางแปลก ๆ โดยเฉพาะสายตาของเขาที่ส่งความหวานเชื่อมมาให้เธอตลอดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงอาหารและเบียร์ก็ทยอยมา เมื่อได้ครบแล้วทั้งสองคนก็ลงมือทานข้าวกันเงียบ ๆ"ครูครับผมรักครู เราแต่งงานกันได้ไหม ?
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จแล้ว สิงห์ก็อาสาเก็บล้างถ้วยชามเพราะมือของหนูนายังเจ็บอยู่ แม้เธอจะบอกว่าหายแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะทำเองโดยที่มีปอร์เช่เป็นลูกมือ ในเมื่อสิงห์ยืนยันแบบนั้นเธอจึงขอตัวไปอาบน้ำเพราะรู้สึกปวดหัวคงเพราะคิดมากเรื่องของเขา พอสิงห์ล้างถ้วยชามเสร็จหนูนาก็อาบน้ำเสร็จพอดี"คุณดาวน่ะเธอมาขอข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์"จู่ ๆ สิงห์ก็เอ่ยออกมา "เล่าให้ฟังทำไมคะ ?""ผมไม่อยากให้ครูเข้าใจผิด"พูดจบเขาก็อุ้มปอร์เช่เดินออกไปนอกบ้าน"ครูครับ กลับก่อนน้า บ๊าย ๆ"เธอจึงเดินออกไปส่งลุงกับหลานที่หน้าบ้าน พร้อมกับโบกมือบ๊าย ๆ ตอบกลับหนูน้อย สิงห์เองก็ยิ้มกว้างให้เธอเช่นกัน ส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูหล่อและสดใสขึ้นหลายเท่า คำอธิบายทื่อ ๆ สั้น ๆ ของเขาทำให้หนูนายิ้มออกมาได้ แต่อาการปวดหัวยังคงมีอยู่จึงเดินไปหยิบยาพาราที่อยู่ในกล่องยาซึ่งวางอยู่บนหลังตู้เย็นกินไปหนึ่งเม็ดและปิดบ้านปิดไฟเตรียมตัวเข้านอนเพราะตอนนี้ก็เกือบสองทุ่มแล้ว"ลุงสิงห์ คุณครูอยู่คนเดียวทำไมเราไม่ชวนครูมาอยู่ด้วยล่ะ ?"ปอร์เช่เอ่ยถามลุงของเขาในตอนที่หนูน้อยกำลังจะเข้านอนและลุงสิงห์มาเล่านิทานให้ฟังเพราะย่าน้อยยั
อัคนีเห็นอาการของสิงห์แล้วก็ชักจะทนไม่ไหว เขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเพื่อหาทางช่วยเหลือให้สิงห์กับหนูนาได้ลงเอยกัน"แกแน่ใจนะโว้ยว่าสิงห์กับครูรักกันจริง"คิมหันต์ถามย้ำกับอัคนีอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังไอ้สิงห์มันแห้งเหี่ยวตายแน่"อัคนีตอบเพื่อนไปอย่างมั่นใจ เมื่อได้คำตอบที่หนักแน่นจากอัคนีเพื่อนทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะช่วยให้สิงห์กับหนูนาสมหวังเสียงปะทัดดังมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงใกล้ออกพรรษาแบบนี้ เด็ก ๆ ในหมู่บ้านจะจุดประทัดเล่นกัน มันเป็นค่านิยมที่มีมานานแล้ว หนูนาเองก็เคยจุดเล่นตอนเป็นเด็ก หลังจากออกพรรษาก็จะเปิดเทอมและก็จะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัววันนี้ปอร์เช่มาเล่นกับเธอที่บ้าน สิงห์มาส่งหนูน้อยเพราะวันนี้เขาต้องทำงาน ส่วนย่าน้อยก็ไปเตรียมขนมนมเนยเพื่อจะเอาไว้ทำบุญในวันออกพรรษา ขนมที่คนอีสานทำในวันสำคัญทางศาสนาแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นข้าวต้มมัด ข้าวต้มผัด และขนมจีนน้ำยา คนเป็นครูแบบเธอก็รออิ่มท้องได้เลย เพราะผู้ปกครองของเด็ก ๆ มักจะเอามาฝากเธอเป็นประจำ พอนึกถึงผู้ปกครองของเด็ก ๆ ขึ้นมาหนูนาก็นึกถึงวันนั้น ตกลงแล
หนูนาเข้าไปนั่งรอเขาในห้องเริ่มรู้สึกมึน ๆ เพราะกินเบียร์หมดไปเกือบขวดแล้ว สิงห์หิ้วขวดเบียร์ที่เหลือตามเธอเข้ามา"เปิดให้หน่อย"ส่งเบียร์อีกขวดให้เขาเพื่อให้เขาเปิดให้ กินไปกินมารสชาดก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดอาจจะเป็นเพราะลิ้นของเธอคุ้นชินกับรสชาดของเบียร์แล้วก็ได้ สิงห์รับขวดเบียร์มาเปิดและส่งให้เธอ เขาคงได้แค่จิบ ๆ เบา ๆ เท่านั้นแหละคงเมาไม่ได้เพราะดูทรงแล้วครูสาวอาจเมาแล้วอาละวาด"อือ..เบียร์มันรสชาดดีแบบนี้นี่เองถึงได้ชอบกินกัน"เริ่มพูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น และเมื่อเริ่มมีแอลกอฮอล์อยู่ในสายเลือด ความยับยั้งชั่งใจก็มีน้อยความใจกล้าหน้าด้านก็เริ่มเยอะขึ้น"คุณสิงห์ขออะไรปู่กับย่าคะ ขอเนื้อคู่รึเปล่า ?"หนูนาหมายถึงปู่ศรีสุทโธกับย่าศรีประทุมมา "อุ๊บ..แค่กก"สิงห์สำลักเบียร์ทันที สบตากับเธอตรง ๆ"หนูนาก็ขอเหมือนกันนะ ขอให้คนที่หนูนารัก รักหนูนาตอบ""อัคนีมันก็รักครูนะ""ม่ายย..หนูนาไม่ได้รักคุณหินแต่หนูนารักคุณสิงห์"พูดเสียงยานคางแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ หัวใจของสิงห์เต้นตึกตัก นี่หนูนากำลังสารภาพรักกับเขาใช่ไหม เธอพูดออกมาจากใจหรือพูดเพราะความเมา แต่มีคนบอกว่าคนเมามักพูดความจริงนี่นา
บ่ายโมงครึ่งก็มาถึงคำชะโนด ใช้เวลาในการเดินทางสี่ชั่วโมงกว่า ย่าน้อยกับปอร์เช่ตื่นเต้นกันมาก คนก็เยอะด้วย ทั้งสี่คนเข้าไปไหว้ปู่ศรีสุทธิโธ และย่าศรีประทุมมา พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิตคำชะโนดมีลักษณะเป็นเกาะลอยน้ำ ที่เต็มไปด้วยต้นชะโนด เป็นสถานที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้าน เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของพญานาคปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา เข้าไปภายในพื้นที่ของคำชะโนด จะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น อากาศภายนอกที่ร้อน เมื่อมาอยู่ที่นี่จะรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก เพราะปกคลุมด้วยป่าต้นชะโนดขนาดใหญ่ทั่วบริเวณ ต้นชะโนด เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะประหลาดลักษณะคล้ายกับต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกัน ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีอยู่เฉพาะที่นีแห่งเดียวเท่านั้นเมื่อเดินจนทั่วบริเวณเกาะคำชะโนดแล้วทั้งสี่คนก็เตรียมตัวกลับแต่แล้วจู่ ๆ ฝนก็ตั้งเค้าและตกลงมา ผู้คนวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ย่าน้อยกับปอร์เช่ได้ที่หลบฝนตรงร้านขายดอกไม้ ส่วนสิงห์กับหนูนาหลบอยู่ที่ร้านขายส้มตำ "หนาวไหม ?"เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะเธอเปียกเขาจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดน้ำตามใบหน
เด็ก ๆ ปิดเทอมแล้วแต่กว่าคุณครูจะได้หยุดก็ต้องเคลียส์งานและเอกสารอีกหลายอย่าง อากาศในช่วงเดือนตุลาคมเริ่มมีสายลมหนาวพัดมาเอื่อย ๆ แล้ว ท้องทุ่งนากลายเป็นสีเหลืองทอง วันนี้ถือว่าเป็นวันปิดเทอมที่คุณครูได้หยุดจริง ๆ หนูนาจึงตื่นสายที่สุดในรอบหลายปี เธอตื่นหกโมงเช้าเพื่อมาสัมผัสสายลมหนาว ความเหงาแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ คิดถึงคนตัวโตขึ้นมาอีกแล้วล่าสุดที่เธอเจอสิงห์ก็คือเมื่อสามอาทิตย์ก่อนตอนที่เขากลับมาจากการไปอบรมที่ต่างจังหวัด เขาเอาของฝากมาให้เธอที่บ้านและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยหนูนามองซิ่นไหมผืนสวยที่สิงห์ซื้อมาฝากเธอ ถ้าจะให้ใส่เป็นผ้าซิ่นหนูนาก็ไม่ค่อยถนัดเธอจึงคิดจะนำซิ่นไหมผืนนั้นไปตัดเป็นชุดจะได้ใส่ไปทำงานด้วย นอกจากคิดถึงคนตัวโตแล้วหนูนาก็คิดถึงปอร์เช่ด้วย เพราะตั้งแต่ปิดเทอมเธอก็ไม่ได้เจอหนูน้อยเลย เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปหาปอร์เช่และบางทีอาจจะเจอกับเขาด้วยก็ได้ เธอคิดถึงข้อความในสมุดไดอารี่ของแม่ขึ้นมา 'การที่เราได้รักใครมันดีที่สุดแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม'เธออ่านไดอารี่ของแม่จบไปหลายสิบรอบแล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เปิ
ตอนนั้นโลกทั้งใบของเขาเป็นสีชมพู จนกระทั่งในเย็นวันหนึ่งก่อนเลิกเรียน"สิงห์ เราเลิกกันเถอะ"หนึ่งฤทัย อมรวงศ์ พูดกับเขาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่ทั้งคู่กำลังทำความสะอาดห้องเรียนตามตารางเวรอยู่ในห้องเรียน"ล้อเล่นใช่ไหมหนึ่ง ?"สิงห์ถามเธอยิ้ม ๆ แต่หนึ่งส่ายหน้า"หนึ่งไม่ได้ล้อเล่น หนึ่งพูดจ
หนูนาตื่นแต่เช้าแม้วันนี้จะเป็นเช้าวันเสาร์ก็ตาม เพราะวันนี้ทางศูนย์เด็กเล็กมีโครงการไปเยี่ยมเยือนบ้านของนักเรียน เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเธอก็ควบเวฟ 100 สีแดงมุ่งตรงไปที่ศูนย์เด็กเล็กเพราะนัดกับครูฟ้าและหัวหน้าศูนย์ที่นั่น"สวัสดีค่ะ พี่ติ๋ว สวัสดีค่ะพี่ฟ้า"หัวหน้าศูนย์เด็กเล็กมีชื่อว่า 'พี่ติ
"ปอร์เช่ สวัสดีครับ"หนูนา หรือธิดารัตน์ อมรวงศ์ คุณครูสาว เอ่ยทักทายลูกศิษย์ตัวน้อยด้วยน้ำเสียงที่สดใสอ่อนโยน หนูน้อยปอร์เช่ยกมือไหว้"วันนี้คุณพ่อมาส่งเหรอคะ ?" ปอร์เช่แหงนหน้ามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ข้าง ๆ ตัวเองพร้อมกับกอดขาเขาเอาไว้แน่น เธอจึงไปแกะแขนลูกศิษย์และดึงเจ้าตัวเล็กออกมา ในคราแรกเจ้า
พรุ่งนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก หนูนา รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ทำหน้าที่ครูเต็มตัวหลังจากที่ได้ทำการฝึกสอนและฝึกปรือฝีมือจนกระทั่งเรียนจบ เธอเลือกเรียนครูเพราะว่ามันเป็นความใฝ่ฝันของแม่ผู้ล่วงลับ แต่เพราะเป็นคนขี้เหงา พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุได้เพียงหนึ่งขวบ ปู่







