เข้าสู่ระบบเธอตาเหลือก เขารู้อีกแล้ว “ทำไมคิดงั้นคะ”
“เพราะถ้าไม่ชอบ คุณคงไม่รับนัดผมหรอก” เขาพูดพลางหยิบแก้วไวน์ขึ้นมา “ว่าไงครับ แต่งกันมั้ย”
เขาพูดถูกทุกอย่าง แต่มากกว่านั้นคือเขารวยล้นฟ้า เขามีทรัพย์สินเงินทองเป็นหมื่นล้าน ซึ่งจะทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตสุขสบายดั่งเจ้าหญิงไปตลอดชาติ
“ฉันจะทำตามสัญญาของคุณปู่ค่ะ”
บารมียิ้มพอใจ “ว่าแต่ ถ้าเราแต่งงานกัน คุณจะย้ายไปอยู่พังงากับผมมั้ยครับ”
“โอวว เอาไงดีคะ”
“คุณยอมย้ายอยู่แล้ว เพราะคุณชอบความท้าทาย”
เธอหัวเราะ “ใช่ค่ะ ฉันชอบความท้าทาย”
เขายิ้มตาพราว มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ความสวยของเธอทำเขาทึ่งไปเลย ไม่คิดว่าคู่หมั้นที่เขาไม่เคยอยากแต่งงานด้วยจะสวยเซ็กซี่ขนาดนี้
ตอนนั้นเอง พนักงานเสิร์ฟสาวเดินมาที่โต๊ะพร้อมถาดอาหารในมือ
ทันทีที่สิรินารีเห็นหน้าพนักงานเสิร์ฟคนนั้นก็ตกใจตาลุกเหลือก เพราะหญิงสาวคนนั้นคือพี่สาวต่างมารดาของเธอนั่นเอง เจ้าของชื่อทิพย์นารา ซึ่งเป็นคู่หมั้นตัวจริงของบารมี อัศวเมฆินทร์ ผู้ชายที่เธออยากได้เป็นสามี
ทิพย์นาราวางจานอาหารลงบนโต๊ะ พลางเหลือบมองหน้าน้องสาวต่างมารดาเล็กน้อย น้องสาวที่ไม่เคยยอมรับว่าเธอเป็นพี่สาว น้องสาวที่เคยเจอกันแค่สามครั้งในชีวิต
ครั้งแรกตอนงานศพคุณย่า ครั้งที่สองตอนคุณปู่ป่วยหนัก และครั้งสุดท้าย ตอนงานศพคุณปู่ ซึ่งทั้งสามครั้ง สิรินารีแสดงความรังเกียจและดูถูกเธออย่างเปิดเผย
และครั้งนี้ก็เช่นกัน ..สิรินารีเหลือบมองหน้าเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน ยิ้มมุมปากแบบดูถูก ตามถนัด
ทิพย์นาราวางจานอาหารลงตรงหน้าชายหนุ่มเรียบร้อย ก่อนจะเดินไปทางสิรินารี เพื่อวางจานอาหารลงตรงหน้าเธอ แต่เจ้าหล่อนแอบยื่นเท้าออกมาขัดขาเธออย่างจงใจ ทำให้เธอเสียหลักล้มคะมำลงบนโต๊ะ อาหารในจานกระเด็นไปโปะหน้าชายหนุ่มเต็มๆ ท่ามกลางความตกใจของคนทั้งห้องอาหาร
“โอ๊ะ!” ฉิบหายแล้ว ประโยคนั้นดังขึ้นในหัวเธอ ก่อนจะเป็นเสียงกรี๊ดโวยวายของเจ้าของรองเท้าส้นสูงที่แอบขัดเธอจนล้ม เจ้าหล่อนลุกขึ้นยืน มองหน้าเธออย่างไม่พอใจ แววตายิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
“อร๊ายย ทำไมซุ่มซ่ามยั้งงี้” ชี้หน้าเธอแล้วก็รีบเดินไปหาชายหนุ่มร่วมโต๊ะ “คุณบารมีเป็นไงบ้างคะ”
ชายหนุ่มปัดเศษอาหารออกจากหน้า แล้วเงยหน้ามองทิพย์นาราด้วยสายตาเขียวปั๊ด “ไล่เธอออกเดี๋ยวนี้!!”
“ถ้าเขายังจำเรื่องหนูไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาหรอกค่ะ ให้เขาใช้ชีวิตของเขาไปเถอะค่ะ อย่าทำอะไรฝืนใจเลย ส่วนหนูจะทำหน้าที่แม่ของลูกให้ดีที่สุด คุณปู่บอกเขานะคะว่าไม่ต้องโทร.มาแล้ว หนูกับลูกสบายดี เจอกันวันคลอดเลยก็ได้ค่ะ”เพราะไม่อยากให้เขาต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เพียงเพราะเธอมีลูกกับเขา เพียงเพราะเขาเป็นพ่อเด็ก มันดูไม่ยุติธรรมกับเขาสักเท่าไหร่เย็นวันนี้ท้องฟ้าสีสวยกระจ่างไปทั้งฟ้า หลังจากกินมื้อเย็นตั้งแต่สี่โมงครึ่งแล้ว เธอก็ออกจากบ้านหลังน้อย เดินลงไปที่ชายหาดของหมู่บ้านเหมือนทุกวันที่ผ่านมา“ไปเดินเล่นกันนะคะลูก” เธอมักจะไปเดินเล่นที่ชายหาด รับลมเย็นๆ จากท้องทะเล ดูพระอาทิตย์ตกเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น ผ่อนคลายอารมณ์และดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยงามในยามโพล้เพล้อย่างมีความสุข“ลูกจ๋า วันนี้ดวงตะวันโต๊โต สวยมากเลย” เธอยืนเท้าเปล่าบนผืนทรายอุ่นๆ มองพระอาทิตย์ดวงโตที่กำลังลดระดับลงจูบกับเส้นขอบทะเล แสงทองเรืองรองไปทั้งฟ้า“อีกไม่นาน เราสองคนจะได้มาวิ่งเล่นที่ชายหาดด้วยกัน นั่งดูพระอาทิตน์ตกดินด้วยกันแล้วนะ แม่อยากกอดลูกที่สุดเลย จะกอดทุกวันไม่ปล่อยเลย”“แล้วพ่อล่ะ” เสียงทักท้วงดังมาจา
แต่เท่าที่รู้มา..สิรินารียกเลิกการหมั้นหมายก่อนทิพย์นาราจะเข้ามานะ และนับตั้งแต่ที่เขาประสบอุบัติเหตุ สิรินารีไม่เคยมาเยี่ยมเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว“แล้วถ้าผมจัดการเรื่องพินัยกรรมไม่ได้ คุณยังจะแต่งกับผมมั้ย”สิรินารีทำหน้าแทบไม่ถูก แต่พยายามยิ้ม “แต่งสิคะ ปริมรักคุณที่ตัวคุณ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองเหมือนยัยนั่น”“งั้น เราถ่ายเซลฟี่กัน แล้วคุณก็ลงไอจี ประกาศให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าเราจะแต่งงานกัน”เธอตาเหลือก “โอ๊ย! ไม่ได้หรอกค่ะ คุณยังไม่หย่าเลย เดี๋ยวฉันก็กลายเป็นมือที่สามหรอก ไม่ได้เลย เสียชื่อหมด เรื่องเก่ายังเคลียร์ไม่จบเลย”บารมียิ้มขำ “งั้นผมจะหย่าพรุ่งนี้ คุณลงไปพังงากับผมเลย ผมหย่ากับทิพย์นาราแล้วก็จดทะเบียนสมรสกับคุณต่อเลย”สิรินารีหยิบแก้วน้ำมาดื่มดับความร้อนในอก เธอชักจะทนนั่งฟังเขาพร่ำเพ้อไม่ไหวละ “คุณจะให้ฉันแต่งกับคนไม่มีอะไรอย่างคุณได้ไงคะ คุณเป็นผู้ชายแบบไหนกันถึงมาขอให้ผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งไปอยู่กับคุณ ทั้งที่คุณไม่เหลืออะไร”บารมีแสร้งทำเป็นอึ้ง “แต่คุณบอกเองว่ารัก คุณรักผมไม่ใช่เหรอ”“ใช่ค่ะ คุณตรงสเป๊กฉันทุกอย่างเลย แต่ตอนนี้คุณขาดไปข้อหนึ่งค่ะ นั่นคือคุณไม่มีเงินมากพอที่จะ
“ผมเข้าใจครับ ว่าคุณทำดีที่สุดแล้ว คุณไม่ได้ทิ้งผมเพราะผมกลายเป็นคนพิการเดินไม่ได้ แต่คุณไม่อาจขัดพวกผู้ใหญ่ได้ ผมเลยจะหย่ากับผู้หญิงคนนั้นครับ”“จริงเหรอคะ!” เธอตาโตเปล่งประกาย ยิ้มมีความหวัง หัวใจเต้นแรงขึ้นๆ “แล้วผู้หญิงคนนั้นจะยอมหรือคะ คุณรวยซะขนาดนั้น เธออยากจับคุณจะตาย”คำก็ผู้หญิงคนนั้น สองคำก็ผู้หญิงคนนั้น สิรินารีไม่รับทิพย์นาราเป็นพี่สาวตรงตามข้อมูลที่สืบมาจริงๆ“ผู้หญิงคนนั้นเป็นพี่สาวของคุณ แล้วทำไมวันนั้น ที่เกิดเรื่องที่นี่ ทำไมคุณทำเหมือนไม่รู้จักล่ะ”เธอหน้าเสียนิดหน่อย “อ๋อ ฉันกลัวผู้หญิงคนนั้นอายน่ะค่ะ ที่มีชีวิตต่างจากฉันมาก เธอเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟนี่คะ ส่วนฉันเป็นดาราดัง แถมมาดินเนอร์กับผู้ชายอย่างคุณ”“อ๋อ ยังงี้เอง”“ว่าแต่ เธอจะยอมหย่าจริงๆ ใช่มั้ยคะ”“ยอมสิครับ โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ว่าคุณปู่ยกมรดกทั้งหมดให้ลูกชายของเธอไปแล้ว”“อะไรนะคะ!!” เธอตกใจอึ้ง “ลูกชายของเธอ หมายความว่าไงคะ??”“ผู้หญิงคนนั้นท้องได้สี่เดือนแล้วครับ ไปซาวด์มาเมื่อสัปดาห์ก่อน ข่าวว่าเป็นเด็กผู้ชาย” ไม่ได้มีแค่สิรินารีหรอกนะที่เขาให้นักสืบตามสืบข้อมูล แต่เขายังส่งนักสืบไปตามสืบเรื่องทิพย์นาราด
“ยัยปุ้มคือเมียแก”คุณปู่ทะนงพูดกับเขาเป็นครั้งที่ร้อย“ไม่จริงครับ คู่หมั้นผมคือสิรินารีต่างหาก”“งั้นแกก็ไปหาคู่หมั้นแกสิ ไปเลย”“ผมไปแน่ครับ แต่ขอทำศัลยกรรมใบหน้าก่อน ผมอยู่กับใบหน้าที่มีแผลเป็นแบบนี้ได้ยังไงตั้ง6-7เดือน ผมใช้ชีวิตอยู่กับหน้าอัปลักษณ์แบบนี้ได้ไงเนี่ย”คุณปู่ทะนงถอนหายใจ ส่ายหน้าระอาใจ “นั่นสิ หลานสะใภ้ฉันอยู่กับคนอย่างแกได้ไงวะ ผู้หญิงที่ฉลาดๆ ไม่มีทางมาอยู่กับแกหรอก หน้าก็อัปลักษณ์ แถมพิการนั่งรถเข็น อย่างคู่หมั้นคนก่อนของแก พอรู้ว่าแกพิการ เขาก็รีบส่งแหวนกลับมาให้แกทันที”บารมีอึ้งไปนิด “เป็นใครก็คง ทำเหมือนเธอ”“แต่ไม่ใช่หลานสะใภ้ของฉัน แกลืมเมียที่แสนดีของแกได้ยังไง หลานสะใภ้ดูแลแกดีแค่ไหนแกรู้รึเปล่า ที่แกกลับมาเดินได้ ที่แกกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ก็เพราะเมียแกทั้งนั้น แกมันไม่ได้เรื่อง มีของมีค่าแต่ไม่ยอมรักษาไว้”บารมีถอนหายใจหนักหน่วง รู้สึกอึดอัดขัดใจ “ก็ผมไม่ได้รักเธอ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจ วันที่ผมไล่เธอไป เธอดูมีความสุขดี ไม่เห็นจะเสียดายอะไรเลย” ทั้งที่ตัวเขาแอบรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก “เธ
ทิพย์นาราหันมองเขา จนกระทั่งรถขับลงมาจากเรือนหอไกลลิบแล้ว“เฮ่อ...” ความรู้สึกในตอนนี้ มันบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยจริงๆ ทั้งดีใจโล่งใจที่เขากลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ก็ใจหายใจสั่นสะท้าน เมื่อคิดว่าอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว อาจจะต้องเลิกราหย่าร้างอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเพราะตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ได้ปรารถนาในตัวเธอ เขาไม่ได้รักเธอ ไม่ได้ต้องการเธอเป็นคู่ชีวิต เธอเป็นแค่เมียคั่นเวลา ที่มารับจ้างท้องลูกของเขาเท่านั้น“นายหัวหายป่วยแล้วหรือครับ” ลุงช้างคนขับรถซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของคุณปู่ทะนงถามด้วยความดีใจ“ค่ะ กลับมาเป็นตัวแสบเหมือนเดิมแล้ว” เธอยิ้มนิดๆ นึกดีใจที่มีส่วนสำคัญทำให้เขากลับมาเป็นปกติได้ ตอนนี้อย่าว่าแต่เดินเลย จะวิ่งหรือขี่ม้าก็ยังได้ “เดือนหน้าจะกลับมาทำงานในฟาร์มเต็มตัวแล้วค่ะ บอกให้คนงานเตรียมรับมือไว้ดีๆ นะคะ เพราะตอนนี้เขาบ้าพลังมาก”ลุงช้างถอนหายใจโล่งอก “โชคดีจริงๆ ครับ กำนันแกจะได้สบายใจซะที ญาติๆ ฝากขอบคุณคุณปุ้มด้วยครับ ที่ดูแลนายหัวอย่างดี จนทำให้อาการดีขึ้นทุกวัน ว่าแต่ คุณปุ้มจะไปไหนครับเนี่ย ทำไมเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย”ทิพย์นารายิ้มไม่ออก ไม่รู้จะตอบลุงช้างยัง
“ก็ได้ค่ะ ฉันอยากจะกลับบ้านอยู่พอดี” เธอลงจากเตียง เดินผ่านหน้าเขาไปที่ตู้เสื้อผ้า เขามองตามเธอไปด้วยสายตาสับสน ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียสิ่งมีค่าไปล่ะ ทำไมบางเสี้ยวในใจกระซิบบอกว่าไม่ให้เธอไปล่ะ“เราแต่งงานกันแล้วจริงเหรอ”“มันไม่สำคัญหรอกค่ะ แต่งแล้วก็หย่าได้ ถ้าคุณรู้เรื่องจากคุณปู่ของคุณแล้ว และอยากจะหย่ากับฉันเมื่อไหร่ คุณก็ติดต่อไปหาฉันแล้วกัน โทรศัพท์ของคุณมีเบอร์ฉันอยู่”เธอหยิบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า โดยมีเขายืนมองด้วยความงงงัน ทำไมเขารู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ นะ“ฉันจำได้ว่า..ฉันเกิดอุบัติเหตุ หรือว่าฉันตายไปแล้ว และตอนนี้ฉันกำลังชดใช้กรรมที่ทำกับเธอไว้ เธอเป็นเจ้ากรรมนายเวรของฉันใช่มั้ย เธอตามมาเอาคืนที่ฉันทำให้เธอถูกไล่ออกจากงาน ที่ฉันเกือบขับรถชนเธอ”เธอหันมาทำหน้ายักษ์ใส่เขา “รู้ตัวแล้วหรือคะว่าทำไม่ดีกับคนอื่นเอาไว้”“เธอทำตัวเองต่างหาก เป็นถึงพนักงานห้องอาหารหรู แต่ซุ่มซ่ามไม่ได้เรื่อง”“ฉันโดนขัดขาต่างหาก ไม่เชื่อคุณก็ติดต่อเพื่อนคุณที่เป็นเจ้าของโรงแรมไปสิ มีหลักฐานจากภาพวงจรปิดชัดเจนเลย ตอนนั้น เขาโทรหาฉันหลายสายเลย เรียกฉันกลับไปทำงาน แต่ฉันมีกรรมที่ต้องชดใช้น







