Mag-log inเฮริคที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยร้องถาม โดยที่ตัวเองเกือบหัวคะมำไปด้านหน้า เกือบเสียบไปตรงกลางระหว่างเบาะ ดันตัวเองให้กลับมานั่งจุดเดิมที่เลื่อนออกไป ก่อนจะขยับเสื้อสูทราคาแพงเข้าที่ ใบหน้าฉงนคิ้วหนาผูกปมจนนูนสูง
“เฮ้ย...! แย่แล้ว...”
“อะไร?!” เฮริคถามซ้ำ เมื่อเมลสันยังคงอุทานออกมาโดยไม่บอกกล่าวอะไรออกมาเสียที
เมลสันยังคงอ่ำๆอึ่งๆ หน้าซีดเหงื่อแตกซิบๆ กับการละสายตาจากท้องถนน ไม่กี่วินาทีก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นร่างของใครคนหนึ่งในระยะกระชั้นชิด พร้อมเสียงกระแทก ในจังหวะที่เขาแตะเบรกให้รถหยุดอย่างกะทันหัน
“ไม่น่าเล้ย!”
เมลสันเริ่มสบถออกมาอีกครั้ง และนั้นทำให้คนที่นั่งอยู่เบาะหลังเริ่มหมดความอดทนกับการรอคอยคำตอบ
“หากนายไม่ตอบฉันมาอีกคำเดียว ฉันเตะนายแน่ ตกลงเกิดอะไรขึ้น?!”
“เอ่อ สงสัยชนใครเข้าแล้วล่ะ...” เมลสันหันมารายงาน ใบหน้าจืดเจือน
“หือ...ลงไปดูหน่อยสิว่าเป็นอะไรหรือเปล่า!!”
เฮริคสั่งทันที พร้อมโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อดูเหตุการณ์ แต่ก็มองเห็นไม่ถนัด จึงตัดสินใจ เปิดประตู ลงไปดู
เมลสันรีบเปิดไฟกระพริบฉุกเฉิน เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้รถคันอื่นๆ รู้ว่ารถคันของตนกำลังมีปัญหา
“ทำไมซวยอย่างงี้เนี่ย” น้ำเสียงตัดพ้อ บ่นกับตัวเอง เมื่อต้องลงไปนั่งแหมะอยู่บนพื้น จากนั้นจึงรีบเก็บสิ่งของ ที่หล่นกระจัดกระจายเกลื่อนบนถนนอย่างรวดเร็ว
รติกาล คลี่ยิ้ม สายตาจับจ้อง อย่างโล่งใจเมื่อเก็บจนเหลือชิ้นสุดท้าย ก่อนจะยื่นแขนไปสุดเอื้อม เพื่อหยิบชิ้นที่อยู่ไกลสุด แต่สิ่งนั้นเจ้าสิ่งที่หมายตาไว้ กลับกระเด็นไปอีกด้าน จนทำให้เธอหงุดหงิด เพราะจังหวะที่ยื่นมือออกไปคาดคะเนไว้ว่าต้องจับ แล้วยัดเข้าถุงพลาสติกให้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ส่วนที่เธอจับได้ เป็นหัวรองเท้าหนังสีดำสนิทมันปราบจนเกิดเป็นเงาสะท้อน สายตากลมจึงมองไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเห็นใบหน้าเจ้าของรองเท้าหนังราคาแพงนั้น
“อ่ะ?....” ดาราลูกครึ่งคนไหนเนี่ย? เคยเอามาเป็นอิมเมจในนิยายหรือปล่าวหนอ?... คิ้วเรียวขมวดมุ่น ก่อนจะดึงมือกลับ
เฮริคที่จับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลามีไรผมปรกลงมาเล็กน้อย เพราะผมถูกเกล้าไว้อย่างง่ายๆ โดยใช้ไม้คล้ายตะเกียบปักผมไว้ ปล่อยให้ผมตกลงมาข้างๆ ขับใบหน้าเรียวมนให้ดูสะดุดตา แม้จะมีเหงื่อเม็ดใสผุดเต็มใบหน้า หากแต่ความสวยยังคงน่ามองจนเขาเองเกือบแสดงอาการเหมือนคนตะลึง อย่างกับเจอเครื่องประดับที่ถูกตาต้องใจ
และนั้นสายตาเข้มยังจ้องริมฝีปากบางที่อ้าค้าง แม้จะเป็นสภาพไม่น่ามอง ที่ผู้หญิงมองผู้ชายอย่างไม่ไว้ตัว แต่ปากบางจิ้มลิ่มสีชมพู เย้ายวนชวนให้น่ากดทับน่าสัมผัส จนเขาต้องรีบถอนสายตาจากดวงหน้าและริมฝีปากน่าพิสมัยนั้น เพราะหากขืนมองไปนานๆเขาไม่แน่ใจว่า คนอย่างเขาที่ชอบเอาแต่ใจ จะห้ามใจไม่ดึงหล่อนเข้ามาบดจูบซับหาความหวานหอม อย่างคนไร้สามัญสำนึกได้หรือไม่ เพราะแค่เห็นดวงหน้าก็ทำให้น้ำลายที่มีอยู่น้อยนิดถูกกลืนลงท้องอย่างยากลำบากแล้ว
แม่มดชัดๆ... เฮริคบริภาษกับตัวเองในใจ เขานึกชื่นชมหล่อนมากกว่าด่าทอ หล่อนทำให้ไฟในกายเขาลุกโชนได้อย่างน่าแปลก ทั้งที่ไม่ได้สัมผัสผิวกายกันแม้แต่น้อย ผิดกับผู้หญิงคนอื่นๆหากหล่อนไม่เปลื้องผ้ากระโดดค้อมใส่เขาก่อน หรือเขาอดอยากปากแห้งมาเป็นแรมคืน อย่าหวังว่าเขาจะเล่นด้วยกับพวกหล่อน
ยิ่งคิดยิ่งอยากปลดปล่อย... เฮริคถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะรีบสลัดความคิดทิ้ง เมื่อเป้ากางเกงส่วนกลางเริ่มพองขยายตัวจนน่าเกลียด ดีที่ว่าเสื้อสูทตัวยาวบิดบังส่วนนั้นไว้ได้
รติกาลเริ่มปรับสมองประมวลภาพหนุ่มหล่อตรงหน้า สายตากลมโตเพ่งกว้างขึ้น สำรวจคนตรงหน้าใหม่อีกครั้งไม่ว่าการแต่งกายรูปร่างหน้าตา หัวใจรติกาลเต้นแรง ไปพร้อมๆกับสายตาที่ลากผ่านไปตามร่างกายที่มีเสื้อผ้าราคาแพงปิดทับ ดารานายแบบฮอลลีวูด ยังต้องชิดซ้าย...
เมลสันเดินตามลงมาติดๆมองสาวสวยแล้วนึกขำ ต่างกันกับสายตาคมเข้มของเฮริคที่จับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลามีไรผมปรกลงมาเล็กน้อย สำหรับเขามองหล่อน ว่าเป็นภาพที่น่ารักและน่าทะนุถนอมนัก สำหรับผู้หญิงท่าทางซื่อๆตรงหน้า และดีใจที่หล่อนผู้นี้ ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร อย่างที่กลัว ผิดกับเจ้านาย ที่เป็นผู้ชายด้วยกันมองดูก็รู้ ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่...
“คุณ”
เมื่อยิ่งเพ่งมองเฮริคตัดสินใจเอ่ยเรียก ด้วยความรู้สึกบางอย่างเมื่อเขาเจอประกายตาประหม่าอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น
“ฮะ?”
สีหน้าอีหลักอีเหลื่อ ขานตอบพร้อมกระพริบตาปริบๆ เตรียมพร้อมอย่างดุษฎีหากอีกฝ่ายจะต่อว่าอะไรออกมา แต่สิ่งที่ทำให้ตะลึงไปมากกว่านั้น คือภาษาที่ชายหนุ่มรูปงาม เอ่ยออกมาเป็นภาษาเดียวกับเธอต่างหาก!
สาธุ ขอให้พูดได้ไม่กี่ประโยคด้วยเถอะ... รติกาลแอบภาวนาให้ฝรั่งนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ยภาษาของเธอ ให้ได้น้อยที่สุด
“เจ็บตรงไหน เป็นอะไรบ้างหรือป่าว?” เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยสำเนียงไทยอย่างกับเจ้าของภาษามาเอง ทำเอาคนฟังอึ้งค้าง ตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง
“ตกลงคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เฮริคเขาถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อท่าทางเจ้าหล่อนเหมือนคนตกใจอะไรสักอย่าง น่าขันแท้...เฮริคคิด จ้องมองใบหน้านวลเนียนสีแดงเรื่อ อย่างพินิจ
“อ่ะ...”
รติกาล กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วดีดตัวลุกขึ้นเต็มความสูงโดยไม่ลืมหยิบสิ่งของชิ้นสุดท้ายติดมือมาและยัดใส่ถุงทันที โดยไม่กล่าวตอบอีกฝ่ายไป ด้วยว่าลิ้นชาไปชั่วขณะ
เมลสันยืนอยู่อีกด้านเมื่อเห็นว่าหญิงสาวลุกขึ้นยืนได้เองอย่างคล่องแคล้ว ก็มองสำรวจเพื่อความแน่ใจด้วยสายตาตัวเองและเมื่อมองไปดีๆก็พบว่า บนพื้นมีสิ่งของเป็นหลักฐานอย่างดี ว่าต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบหน้ารถเป็นแน่ และสิ่งนั้นคงเป็นสิ่งของที่หญิงสาวหิ้วอยู่ในมือ “เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณ?”
วันสำคัญของชีวิตคู่งานแต่งผ่านไปด้วยความเรียบร้อย บ่าวสาวถูกส่งตัวขึ้นห้อง ซึ่งห้องนอนปนัดดาถูกจัดแต่งเป็นห้องหอ โดยมีเสี่ยเกรียงที่หันไปเข้าวัดเข้าวา จนกลายเป็นที่ไว้วางใจของปนัดดา ทำตัวเป็นพ่องาน ซึ่งช่วยให้แม่ของเธอหายเหนื่อยไปได้เยอะเมื่อทุกคนเข้ามาอยู่กันในห้องบ่าวสาวพร้อมหน้า ปริ่มกล่าวคำอวยพรโดยเสี่ยเกรียงได้รับเกียรติให้เป็นผู้ใหญ่ อวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยเช่นกัน ก่อนจะพากันออกจากห้องไป เพื่อให้บ่าวสาวได้พักผ่อนเมื่อไม่มีคนนอก บรรยากาศในห้อง ก็เต็มไปด้วยเสียงเต้นของหัวใจ ความรู้สึกแปลกใหม่ในวันสำคัญของชีวิตคู่ อย่างแท้จริง... แม้จะอยู่ด้วยกันเกือบทุกวัน แต่เมื่อถึงวันสำคัญ เมื่อถึงวันนี้ ทั้งคู่ก็ยังเกิดความเกร็ง“ลุกขึ้นเถอะ” มนัสบอก พร้อมประคองเจ้าสาวลุกขึ้นจากที่นั่งอยู่ แล้วพากันนั่งลงบนขอบเตียง “เราจะไปเที่ยวฮันนีมูนที่ไหนดี” มนัสเอ่ยขึ้นหลังจากที่เริ่มปรับความรู้สึกตื่นเต้นลง ใบหน้างามหันมามอง“แล้วแต่พี่ หากปลีกตัวออกจากงานได้” เธอรู้ว่างานรัดตัวเขามากแค่ไหน เรื่องฮันนีมูนจึงไม่จำเป็นสำหรับเธอนัก “พี่ต้องจัดการได้อยู่แล้ว ดาเถอะเตรียมตัวให้ ‘ว่าง’ ไว
ขวัญเอ๊ยขวัญมาเธอหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน สภาพของหญิงสาวผมทอง... คลุ้มคลั่ง เพราะหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลาย หล่อนก็ฟื้นขึ้นมา พร้อมกับอาละวาดดึงทึ้งผมของตัวเอง พูดจาวกวน ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกขยายกว้าง ไล่ตีทุกคนที่เข้าใกล้ แม้แต่เธอก็ถูกผลักกระเด็นเมื่อพยายามเข้าไปปลอบขวัญ หล่อนไม่รู้จักใคร! จนต้องช่วยกันจับแล้วมัดมือมัดเท้าส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน และผลตรวจข้างต้น หล่อนไม่ได้ถูกข่มขืนแต่อย่างใด นั่นทำให้เสี่ยเกรียงและเธอเบาใจลง ส่วนอาการคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นต้องดูอาการไปอีกสักระยะ“ขวัญเอ๊ยขวัญมา” เขาเรียกขวัญ อย่างกับเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ“พี่อย่าไปมีผู้หญิงที่ไหนอีกนะ ดากลัว”“ไม่มีครับ จะมีแค่ดาคนเดียว คนที่ผมรักหมดใจ และจะจูงมือเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน” เธอรู้สึกปลื้มในอก เอนตัวก้มลงซบไหล่หนา“ดาคงทนไม่ได้ หากวันนี้ไม่ได้นั่งอยู่ในอ้อมกอดพี่”“เหมือนกัน” เขาตอบด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากคนบนตัก ก่อนจะประคองดวงหน้าแล้วประกบจูบเรียกขวัญซึ่งกันและกันอย่างดูดดื่ม...ปนัชดากลับมาทำงานอีกครั้ง ด้วยความใจอ่อนของมนัส แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว มนัสยื่นคำขาดขอให้เธออยู่บ้าน เพื่อเป็นแม่บ้านอย่างเต็ม
รวบรัดไปไว้ในอ้อมกอดแรงดึง ทำให้ปนัดดาหันมามอง “อึ๋ย ปล่อยดิ มาจับไว้ทำไม” เธอร้องถามพร้อมทำหน้าบูดเบี้ยว แต่คนโดนถามกลับไหวไหล่ พร้อมกันนั้น ก็ดึงร่างบางให้นั่งลงบนตักอุ่นของเขาหน้าตาเฉย!ปนัดดาหน้าชา เมื่ออีกคนเล่นบทหวามแต่เช้า “บ้า ทำแบบนี้ เดี๋ยวใครก็มาเห็นหรอก”“เอ้า ผัวเมียจะหวานกัน ลองใครมายุ่งสิ จะจูบโชว์ให้ดู”คนพูดพร้อมทำหน้าทะเล้นก้มมาหา ปนัดดาย่นคอหนี ค้อนให้ จะงอนต่อก็ทำไม่ลง“คิดถึงคุณจัง” เขาบอกพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เหมือนต้องการย้ำให้รู้ว่านี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วปนัดดาน้ำตารื้นคั่งหน่วยตา เธอไม่ได้กอดตอบ เพราะเขารวบไปไว้ในอ้อมกอดหมดแล้วตั้งแต่แรก เธอจึงเอียงหน้าซบลงบนศีรษะทุยหอมกรุ่นแทน“เรามาคืนดีกันนะ”“ทำไมต้องคืนดีกันล่ะ ไม่ได้โกรธกันสักหน่อย” เธอว่า อีกฝ่ายดันร่างบางบนตักออกห่างเพียงนิด เพื่อสบตาคนพูด“แน่ใจ?” น้ำเสียงจริงจัง หากแต่ใบหน้าที่เคยมีแววกังวลอยู่เต็มเปี่ยม บัดนี้ฉายชัดถึงความสุขในแววตาอย่างเปี่ยมล้นปนัดดาหน้าเจื่อน รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ...นี่เธอ ทำลายความรู้สึกเขามากมาย ถึงเพียงนี้เลยหรอ“พี่มนัส...” คนสำนึกผิดเอ่ยเรีย
การคิดเองเออเองใบหน้าคมเข้มแฝงไปด้วยความน้อยใจ ก้มหน้ามองพื้น รู้สึกความร้อนแล่นไปจุกอยู่ที่หน่วยตา ก่อนจะรีบขยับเปลือกตาเพื่อผ่อนคลายจุดนั้น“ฉันเชื่อว่าลูกสาวฉันมองคนไม่ผิด...แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง” นางถามไปเรื่องอื่นเฉย มนัสจึงปรับเปลี่ยนอารมณ์ตามเกือบไม่ทัน“ยังครับ”“อย่าบอกนะว่าเครียดลงกระเพราะ” คนสูงวัยร้องถามพร้อมกับยิ้มกริ่ม มนัสยิ้มอายๆ แต่ไม่ตอบ นางจึงสรุปว่าที่นางเดาเป็นเรื่องจริง“จะเป็นเจ้าบ่าวอยู่ไม่กี่วันข้างหน้า ต้องดูแลตัวเองบ้าง ใครไม่รักตัวก็ช่าง ขอให้เรา รักตัวเราเองก็พอ” นางให้ข้อคิด“ผมรับฟัง แต่ให้ทำ คงทำไม่ได้... เพราะผมรักปนัดดา เกินกว่าจะปล่อยให้เธอเจ็บปวด ด้วยการคิดเองเออเองอยู่เพียงลำพัง”คำพูดนั้น เขาไม่รู้หรอกว่ามีใครบางคน ซึ่งนอนจมน้ำตา อยู่เพียงลำพังบนเตียงนอน ยิ้มกว้าง ชื่นชมชายหนุ่มอยู่ในใจ...“ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ประเดี๋ยวเรื่องดีๆก็ผ่านเข้ามา” นางเอ่ยเป็นนัย วกกลับมาเรื่องอาหารการกินอีกครั้ง ครั้งนี้นางหว่านล้อม จนว่าที่ลูกเขยเดินตามหลังเข้าห้องครัวไปจนได้“จะนอนที่นี่ หรือจะกลับไปทำงานต่อล่ะ” เมื่อเห็นว่ามนัสรวบช้อนและดื่มน
ไม่ถือโทษไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เมลสันก็มายืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยพิเศษ มนัสที่เดินอยู่ด้านนอก เมื่อผันมาเห็น ก็เดินปรี่เข้ามา “ฉันเสียใจ...” มนัสเอ่ยขึ้น แต่เมลสันได้ยกมือห้ามไว้และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ฉันคิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ไม่คิดว่า เบลล่าจะดึงคนรักนายมาเอี่ยวด้วย น้องฉันร้ายนัก”มนัสหน้าเจื่อน เมื่อรู้แล้วว่าเมลสันทำใจกับเรื่องนี้มาแล้ว และรู้เรื่องเบลล่ามาเมืองไทยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีของมนัส เมลสันอดยิ้มเยือนไม่ได้ เพราะเขาไม่มีอะไรติดใจกับเรื่องที่ขึ้น ตนเองเสียอีกที่รู้สึกเสียใจกับการกระทำที่ขาดความยั้งคิดของเบลล่า หากปนัดดาถูกปล่อยออกนอกชายแดน คงยากจะได้ตัวคืน!“ฉันรู้ว่าเบลล่ามาเมืองไทย เพื่อมาง้อคืนดีนาย”“...ฉันคิดว่า เบลล่าจะปิดนาย เรื่องการมาเมืองไทยซะอีก”“จะปิดได้ยังไง ก็โทร.หาฉันเกือบทุกวัน แล้วฉันนี่แหละที่โอนเงินให้ใช้อยู่ทุกอาทิตย์ แล้วก็ทนฟังเรื่องนายจากปากของเธอ แต่ฉันไม่สนใจ ทำเป็นหูทวนลม แค่โอนเงินให้ หล่อนก็เลิกพร่ำไปเอง แต่เหมือนเดิม เบลล่าไม่เคยรู้คุณค่าของเงิน จ่ายเงินเป็นเบี้ยและไม่คิดหางานทำเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง แต่ทุกบา
ปลอบขวัญกันและกันเมื่อถึงโรงพยาบาลกลายเป็นเขาที่มาช้าที่สุด เพราะทันที่ ที่เขาเดินเข้าไปถึง ซึ่งจุดอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เขาเห็นแม่ปริ่มยืนกอดปนัดดาอยู่และมีเสี่ยเกรียงยืนอยู่ข้างๆมนัสใจชื่นขึ้น หล่อนอยู่โรงพยาบาลไม่ได้เป็นผู้ป่วยอย่างที่เข้าใจแต่แรก...“ปนัดดา...” เขาเรียกชื่อหล่อนออกไป เจ้าของชื่อที่ซบอกอุ่นมารดา เงยหน้าขึ้น สายตานั้นว่างเปล่าจนเขารู้สึกใจหาย“ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”นั่น! มนัสหน้าเสีย ทำอะไรไม่ถูก เหมือนหมัดน็อกดีๆนี่เอง“ไม่ลูก ใจเย็นๆ ลูก” ปริ่มปรามลูกสาวในอ้อมกอดเบาๆ“ไม่ ผู้ชายหลอกลวง ดาไม่อยากเห็นหน้าเขา”น้ำเสียงชิงชังบวกกับสายตาตัดพ้อของคนรัก มนัสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เขาผิดหรือ? มนัสได้แต่ถามตัวเอง โดยเท้าหนายังคงถูกตรึงอยู่กับที่ รู้สึกปวดแปลบในอก แทนที่จะได้กอดปลอบขวัญกันและกัน กลายเป็นว่าเขามาที่นี่ เพื่อให้หล่อนผลักลงเหว “ใจเย็นๆ นะหนูดา เดี๋ยวฉันจะไปถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อน” เสี่ยเกรียงเอ่ยขึ้น แล้วผละจากสองแม่ลูก แล้วมาโอบไหล่ชายหนุ่มที่ตอนนี้ มีสีหน้าหม่นเศร้าอย่างเห็นได้ชัด“ไปไหนครับ?” มนัสถามอย่างแปลกใจ เมื่อชายสูงวัยรั้งไหล่เขาให้เดินออกมา







