บทที่ 1
พระแม่คะ....
“ข้าพเจ้านางสาวนภาภัสร์ ธีรกุลชัย ขอให้การงานของลูกก้าวหน้าเงินทองไหลเข้ามารัวๆ จนร้องขอชีวิต ปังจนไม่หวาดไม่ไหวด้วยเถิด สาธุ” คำอธิษฐานดังขึ้นในใจหลังจากกล่าวคาถาบูชาจบ
กลิ่นธูปควันเทียนอบอวลไปทั่วบริเวณ แม้ว่าจะมีผู้คนเดินขวักไขว่สัญจรไม่ขาดสาย ทว่ากลับให้ความรู้สึกถึงความขลังในเวลาเดียวกัน สถานที่แห่งนี้เป็นจุดเช็คอินของเหล่าสายมูทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยและต่างชาติที่หลั่งไหลกันมาขอพรตามสิ่งที่ใจปราถนา
อินฟลูสาวสวยเจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนสวมเสื้อผ้าสีชมพูหวานเข้าเซ็ท สองมือเล็กถือภาชนะรูปทรงแบนที่วางดอกบัวสีชมพูแปดดอกไว้ด้านบน รวมไปถึงผลไม้สีแดงมงคลและน้ำเปล่าอีกด้วย
หลังจากทำพิธีกรรมตามความเชื่อครบทุกขั้นตอนแล้ว นภาภัสร์ หรือ พิมพ์ดาว ก็เดินออกมาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมรักษาซึ่งท่าทีอ่อนน้อมและศรัทธา ใบหน้าสวยยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความพึงพอใจ ประหนึ่งว่าพรที่ขอนั้นได้บรรลุผลแล้วเสียอย่างนั้น
“ไงแก ขออะไรไปรอบนี้?” นัท เพื่อนสาวคนสนิทเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็แน่นอนเพราะว่าทั้งสองคนมีอะไรก็มักจะบอกกันหมดทุกเรื่องไม่มีปิดบัง
“ไม่น่าถาม” เจ้าของใบหน้าสวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจพร้อมหยักไหล่
“งานกับเงินอีกแล้วสินะแก” สีหน้าของเธอบ่งบอกได้ว่ากำลังเหนื่อยใจกับเพื่อนคนนี้ขั้นสุด
“ก็แหงสิแก ไม่ขอเงินกับงานแกจะให้ฉันขออะไร”
นภาภัสร์เดินตรงไปยังค่าเฟ่ใกล้ๆ พลางหันมามองหน้าเพื่อนสาวที่ทำกำลังกรอกตามองบนใส่เธอ
“ยัยดาวแกยี่สิบหกแล้วนะ แกควรจะขอผู้ค่ะ”
“สติเนอะยัยนัท ทุกวันนี้ไม่มีผัวอยู่ได้ แต่ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้ค่า~” นิ้วเรียวสวยดีดขึ้นข้างใบหูของเพื่อนรักเพื่อเรียกสติกลับคืนมา ก็เพราะว่าเพื่อนของเธอนั้นเน้นขอพรเกี่ยวกับความรักเพียงอย่างเดียวไม่ว่ากี่ปีต่อกี่ปีที่ผ่านมา
“แต่เราก็สามารถมีผัวแล้วก็มีเงินควบคู่กันไปได้นะแก” คนที่ไม่สนใจเรื่องเงินเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพื่อโน้มน้าวจิตใจ เพราะเธอรู้ดีว่าพิมพ์ดาวนั้นบ้างานขนาดไหน มีคนมาตามจีบก็ไม่เคยสนใจ
แชทไม่อ่านไลน์ไม่ตอบ
ออนตลอดแต่บอกว่านอนแล้ว
ฟีลนั้นเลยแหละ
“ฉันขอมีแค่เงินกับงาน จบนะ” อินฟลูสาวเปิดประตูคาเฟ่เข้าไปก่อนจะเดินไปสั่งมัจฉะของโปรดแล้วไปนั่งที่มุมประจำของร้าน ก่อนที่เพื่อนตัวดีจะเดินตามมานั่งฝั่งตรงข้าม
“รอบนี้ขอไปกี่ล้านคะ?” นัทยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใช้ศอกค้ำกับโต๊ะเอาไว้ สายตาคู่สวยหรี่มองหน้าอินฟลูเอนเซอร์สาวสวยอย่างรอคำตอบ
“ความลับย่ะ” พิมพ์ดาวย่นจมูกใส่ยัยเพื่อนช่างเผือกอย่างระอา ก่อนจะหยิบมือถือในกระเป๋าขึ้นมาเช็คดูตารางานของเธอ
“รวยไม่ไหวแล้วแม่คุณ เงินในบัญชีเอาออกมาใช้บ้างเถอะ”
“สาธุเลยค่ะ ขอให้ฉันรวยสมพรปากแกนะยัยนัท” สองมือเรียวสวยยกขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อมรับความรวยที่อีกฝ่ายกล่าวมาด้วยความเต็มใจ
พิมพ์ดาวเป็นผู้หญิงที่ขยันหาเงินเอามากๆ เรียกได้ว่าบ้างานสุดๆ ไปเลยดีกว่า เงินที่หามาได้เธอก็เลือกที่จะเก็บเอาไว้มากกว่าใช้ บางทีก็เอาไปแปรเป็นสินทรัพย์อย่างอื่น เช่น ที่ดิน หรืออสังหาพวกคอนโดให้เช่า รวมไปถึงพวกการซื้อหุ้นและกองทุนเก็บเอาไว้
ที่ต้องขยันหาเงินและงกขนาดนี้ก็เพราะว่าเธอไม่มีพ่อแม่ พิมพ์ดาวเติบโตมากับตาและยายที่ทำไร่ทำสวนเลี้ยงดูเธอกับน้องชายมาจนโต เพราะไม่อยากให้ตากับยายต้องลำบากเธอจึงขยันสร้างความมั่นคงในชีวิตเอาไว้
ส่วนเรื่องความรักไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยมีอยู่ในเศษเสี้ยวความคิดเลยแม้แต่น้อย ชีวิตมีแต่งานและเงินเท่านั้น
เพราะเธอถือคติที่ว่า.....
‘ไม่มีผัวอยู่ได้ แต่ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้’
สนาม Grand Prix
เสียงคำรามของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์หกสูบไร้เทอร์โบขนาดสี่จุดศูนย์ลิตรที่กำลังทำงานดังกระหึ่มต่อเนื่องไปทั่วท้องสนามแข่งราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปล่อยออกจากกรง
มือหนาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดชัดเจนกำพวงมามลัยแน่น ปลายรองเท้าเหยียบคันเร่งจมลึก ก่อนที่เครื่องยนต์จะตอบสนองทันทีด้วยแรงกระชากที่ผลักร่างกำยำแนบชิดกับเบาะหนัง
เสียงลมปะทะตัวรถดังสนั่น สายตาคมกริบจ้องมองไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นไม่แม้แต่จะกระพริบ พวงมาลัยหักเข้าโค้งด้วยความชำนาญอย่างแม่นยำ ตามด้วยร่างกายที่เอนเอียงไปตามแรงเหวี่ยง
ไม่ถึงสามนาทีสัตว์ร้ายเจ้าของเสียงคำรามดุดันก็เล่นเข้าเส้นชัยชนะอย่างขาดลอย ก่อนที่เสียงแห่งความดีใจของกองเชียร์จะดังไปทั่วสนาม เสียงคนดูตะโกนเรียกชื่อเจ้าของรถดังไม่ขาดสาย
เสียงยางเสียดสีกับพื้นแทร็กดังยาวก่อนจะค่อยๆ เงียบลง Porsche 911GT3 RS ชะลอความเร็วลงช้าๆ เคลื่อนตัวมาจอดสนิทในพิทเลน ทิ้งไว้เพียงความร้อนระอุที่ยังอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ
มือหนาปลดเข็มขัดนิรภัยด้วยท่าทางไม่รีบร้อนนัก ก่อนจะผลักประตูออกแล้วก้าวลงจากรถทันทีทั้งที่ยังสวมหมวกกันน็อคอยู่
ร่างสูงโปร่งยืดตัวเต็มความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตร แผงอกแน่นและแผ่นหลังตึงภายใต้ชุดแข่งนั้นยิ่งเพิ่มดาเมจความน่าค้นหาเข้าไปอีกเท่าตัว
เจ้าของรถสีดำคู่ใจยืนพิงข้างรถอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังสงบจิตใจ มือหนายกขึ้นปลดสายล็อกใต้คางออกอย่างชำนาญ ก่อนจะดึงหมวกกันน็อคออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับลูกครึ่งญี่ปุ่น
ผมสีน้ำตาลเข้มที่ยุ่งเมื่อครู่คลายตัวออกมาเล็กน้อย กรอบหน้าคมมีเหงื่อเม็ดเล็กเกาะบางๆ ยิ่งขับให้เจ้าของใบหน้าฟ้าประทานดูน่ามองขึ้นไปอีก
เหล่าสตาฟกรูเข้ามาหาตัวรถราวกับระบบออโต้ไพลอต เพราะทุกอย่างถูกซ้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนต่างรีบทำหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี
อคิณ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนที่จะถอยออกมาปล่อยให้ทีมงานทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสะดวกมากขึ้น
“ได้ฉลองอีกแล้วสินะ” ตฤน เจ้าของสนามแข่งวัยสามสิบห้าเอ่ยแซวลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่จริงจังนัก เรียกสายคมกริบของคนเป็นญาติผู้น้องให้หันไปมองด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ทว่ากลับไม่จริงจังนัก
“ผับผม?” นักแข่งหนุ่มถามหยั่งเชิงขึ้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าลูกชายของพี่สาวแม่นั้นคิดอะไรอยู่
“แล้วจะที่ไหนอีกล่ะ”
“ไม่เบื่อบ้างรึไง?” ที่ถามเพราะว่าไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็จะต้องไปที่ร้านของเขาเสมอ ทั้งที่สามารถไปร้านอื่นบ้างก็ได้
“ทีมึงเป็นนักแข่งมึงยังไม่เบื่อเลย” คำตอบที่แสนจะยียวนกวนประสาททำเอานักแข่งหนุ่มเริ่มจะมีน้ำหู
“ผมว่าผมเริ่มจะเบื่อละ”
“เห้ยได้ไงล่ะ มึงไม่แข่งแล้วใครจะมาสร้างชื่อให้เฮียวะ” เจ้าของสนามเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะหากว่าไอ้หนุ่มลุกครึ่งแดนปลาดิบนี่เอาจริงไม่แข่งต่อ รายได้ของเขาต้องหายไปในพริบตาแน่ๆ
“ไม่ใช่ปัญหาของผม” คนที่ไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนเรื่องการเงินพูดขึ้นด้วยท่าที่หย่อนอารมณ์
“เอ่า ไอ้น้องเวรนี่”
“ผมลูกคนโต” คนถือไพ่เหนือกว่ายักไหล่ให้อย่างไม่หยี่ระทำเอาอีฝ่ายต้องรีบยกเอาความสัมพันธ์ทางสายเลือดเข้ามาเกี่ยวข้องทันที
“แม่มึงเป็นน้องแม่เฮีย”
“อ้างสิทธิ์ความเป็นลูกผู้พี่?” คิ้วหนาเลิกขึ้นหรี่ตามองคนอายุมากกว่าที่กำลังทวงสิทธิ์ทางอ้อม
“เออสิวะ”
“เบื่อตาแก่นี่ฉิบหาย” นักแข่งหนุ่มถอนหายใจเฮือกให้ให้กับเจ้าของสนามที่คิดอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด
“ไอ้เด็กเวรนี่แม่ง”
ถ้าไม่ติดว่าเป็นน้องกูตบหัวทิ่มไปละ
หลังจากลับฝีปากกันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาที่ราชาสนามจะต้องไปทำหน้าที่ที่เหลืออยู่ให้ครบ
อคิณเดินไปรับรางวัลพร้อมกับถ่ายรูปกับนักแข่งท่านอื่นๆ รวมไปถึงเหล่าสปอนเซอร์ทั้งหลายที่พี่ชายตัวดีเสนอหน้ารับมาแบบมัดมือชกโดยไม่ปรึกษาสักคำ
นี่ถ้าไม่ติดว่าเขารักการขับรถเอามากๆ คงได้เทหมดทุกแบรนด์แน่ๆ เพราะว่าอคิณเป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ด ไม่ชอบการสนทนากับผู้คนที่ไม่สนิทมากนัก
หลังจากต้องปั้นหน้ายิ้มธุรกิจมาเนิ่นนานเกือบชั่วโมง ก็ถึงเวลาที่พ่อหนุ่มนักแข่งจะได้พักผ่อนร่างกายและสมองที่เหนื่อยล้าสะสมมานาน เพราะว่าก่อนแข่งต้องทำการฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
ร่างสูงเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงพนักโซฟาตัวยาวเพื่อพักสายตาที่เหนื่อยล้ามาค่อนวัน แต่ทว่าความสงบที่มีเมื่อครู่กลับต้องอันตรธานหายไปเมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นรบกวนอีกครั้ง
“เฮียมีอะไรจะบอก….พอ” ยังไม่ทันจบประโยคเสียงทุ้มติดรำคาญก็ดังแทรกขึ้นมาราวกับรู้ว่าญาติผู้พี่กำลังจะเอ่ยอะไรออกมา
“ไม่รับ ไม่ทำ ไม่ถ่าย ไม่เซ็นอะไรทั้งนั้น” พ่อหนุ่มอินโทรเวิร์ดตอบกลับเสียงเรียบทั้งที่ยังนอนหลับตาอยู่
“มึงไม่รอให้เฮียพูดให้จบก่อนวะ” เจ้าของสนามถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เมื่อถูกญาติผู้น้องปฏิเสธแบบไม่เหลือเยื่อใย
“ที่เฮียรับมาแบบมัดมือชกมันก็เกินพอละ อย่าให้ผมต้องไปฟ้องคุณป้าว่าเฮียใช้แรงงานผม”
อ่า ไอ้เด็กเวรนี่เอาแม่กูมาอ้าง
เพราะว่าแม่ของตฤนนั้นรักและเอ็นดูอคิณเอามากๆ ถ้ารู้ว่าลูกชายตัวดีใช้งานหลานรักหัวแก้วหัวแหวนแบบนี้ มีหวังเจ้าของสนามGrand Prix ได้ถูกบ่นหูชาแน่ๆ
“อคิณ มึงอย่าใจร้ายกับเฮียดิ” คนเป็นพี่ตัดพ้อเสียงเศร้า ก็เพราะว่าไอ้เด็กตรงหน้ากำลังดวงขึ้นมีแต่เหล่าแบรนด์สปอร์ตทั้งหลายสนใจ แต่เจ้าตัวมันดันไม่รับเพราะบ้านมันรวยอยู่แล้ว
“เฮีย ผมไม่อยากให้อะไรมากระทบการเรียน” เพราะแค่ดูแลผับกับแข่งรถเขาเองก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว ถ้ารับงานเพิ่มเข้ามาอีกมีหวังได้เรียนจบทีหลังเพื่อนแน่ๆ
“แต่มีอีกแค่งานเดียว รับให้เฮียหน่อยดิ” เดือนหน้าตฤนมีแพลนที่จะจ้างอินฟลูเอนเซอร์สาวมาช่วยโปรโมทสนาม จึงคิดว่าน้องชายของเขาน่าจะเหมาะสมกับการเป็นหน้าเป็นตาของสนามมากที่สุด
ก็ทั้งหล่อ ทั้งสูง เสปคสาวๆ เลยแหละ
“ไม่”
“แค่ถ่ายงานกับอินฟลูสาวสวยงานเดียวเองมึง เป็นการโปรโมทสนามให้เฮียด้วยไง”
“ไม่มีทาง”
“แต่น้องดาวเค้าทั้งสวยทั้งน่ารักนะมึง”
“แล้วยังไง?” ประโยคล่อซื้อของเจ้าของสนามไม่ได้ทำให้นักแข่งหนุ่มตื่นเต้นแม้แต่น้อย เพราะเขาไม่ได้สนใจเรื่องสาวๆ เลยสักนิด ต่อให้จะสวยราวกับนางฟ้าขนาดไหนก็ไม่มีผลหรอก
“เออ กูให้คนอื่นทำก็ได้”
“ก็แค่นั้น” พูดจบก็ปิดเปลือกตาลงพักสายตาที่เหนื่อยล้ามาเกือบครึ่งค่อนวัน ปล่อยให้ปัญหาไปตกอยู่ที่เจ้าของสนามที่กำลังนั่งกุมขมับเพื่อหาทางออก