Se connecter
“ใช่ๆแบบนั้นเลย ที่เคยเห็นเขาทำในคลิปอะ ภูต้องดันเข้ามาอีกสิ ดันอีกนิด อ๊ะ! ทำไมมันเจ็บจังเลยล่ะภูผา” เสียงกำกับจากปากเล็กช่างจำนรรจาสีชมพูจางที่เบื้องล่างนั่น ทำเอาเด็กหนุ่มร่างหนากว่าที่คร่อมทับอยู่ด้านบนต้องหยุด ออกปากแย้งด้วยเสียงแตกพานตามวัย
“เราไม่ควรทำ...แบบนี้เลยฝน” พูดแล้วก็อายอยู่ไม่น้อย
“เถอะน่า ทำเร็ว ๆ เข้า ก่อนที่จะ...โอ๊ะ! โอย มันตึงมากเลยภู แล้วก็ แล้วก็เจ็บนิด ๆ ด้วย” เด็กสาวร้องโอดโอย เขย่าเสียงเล็กน้อย พร้อมยิ้มทะเล้นใส่เด็กหนุ่มที่ใช้ร่างหนากว่าดันตนเองอยู่ เร่งให้อีกฝ่ายออกแรงโถมใส่มากขึ้นอีก ยิ่งเห็นใบหน้าอีกฝ่ายแดงจัด ก็ยิ่งสนุก
“ภูรีบดันเข้ามาอีกสิ ดันอีก ดันเข้ามาอีก อีกนิดภูผา อ๊ะ...”
ภูผามองใบหน้าน่ารักของเด็กสาวที่นอนหน้าแดงอยู่เบื้องล่างใต้เรือนกายของตนก็เรียกอย่างเป็นห่วง หน้าของเขาเองก็แดงไม่แพ้กัน
“ไหวแน่นะฝน”
“เถอะน่า ดันอีก อีกนิดเดียว”
“แต่ภูว่าเราทำแบบนี้...ไม่...”
“ไม่ต้องแต่ ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น ทำเถอะ เร็ว ๆ เข้า”
“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มบอก โหนกแก้มกลายเป็นสีแดงจัด ปลายฝนมองแล้วนึกชอบใจใหญ่ บอกต่ออีกนิด
“อืม...มันเจ็บ แต่รู้สึกดีมากเลยนะภู ถึงว่าคนเขาถึงชอบทำกัน”
เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนี ถามเสียงอ่อย “พอหรือยังครับ”
“อีกนิดสิคะภู อืม…ดีจังเลย เราน่าจะทำแบบนี้ตั้งนานแล้วนะว่าไหม”
เด็กหนุ่มหันขวับมามอง ส่ายหน้า ทำตาดุใส่
“ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย ต่อไปภูจะไม่ตามใจฝนแบบนี้อีกแล้วนะ”
“ทำไมพูดแบบนี้ ไหนตอนเราตกลงคบกัน ภูบอก จะตามใจฝนทุกอย่างไง”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ...” เสียงห้าวแหบแตกพานเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“เงียบไปเลยภูผา พูดแบบนี้แสดงว่าจะเลิกคบกันใช่ไหม”
สิ้นเสียงถอนลมหายใจอย่างจนปัญญาของเด็กหนุ่ม
ประตูห้องนอนถูกไขกุญแจเปิดทันที พร้อมร่างสูงใหญ่ราวภูเขาเฉียดสองเมตรยืนจ้องเด็กวัยรุ่นชายหญิงสองคนบนพื้น
วินาทีนั้นเองที่ใบหน้าของชายคนนั้นขรึมเข้ม แววตาดุดันเหมือนแผดเผาทุกสิ่งอย่างได้ด้วยประกายตาของตนเอง ก่อนที่ชายฉกรรจ์อีกสามคนจะโผล่พรวดตามหลังมา พอเห็นเหตุการณ์ในห้องแล้ว ก็ต่างพากันหลบไม่กล้ามองต่อ บางคนรีบหันไปทางอื่นทันที
เสียงเข้มถามดังขึ้น เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวนอนหงายบนพื้นโดยมีเด็กหนุ่มไม่คุ้นหน้าคร่อมทับอยู่ด้านบน
“นั่น...ทำอะไรกัน”
เด็กหนุ่มขยับตัวออกราวกับร่างนุ่มนิ่มที่คร่อมเมื่อครู่คือของร้อนจัด ปลายฝนยังคงนอนหงาย เจ้าตัวยันศอกมองมาที่บิดา ถามกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด สีหน้าไม่พอใจอยู่พอสมควร
“คุณพ่อใช้กุญแจไขเข้ามาในห้องของลูกแบบนี้ได้ยังไงคะ คุณพ่อกำลังละเมิดความเป็นส่วนตัวอยู่นะคะ”
ขิมแขไม่เคยชอบบรรยากาศเช่นนี้เลย นั่นคือฝนตกลงมาขณะที่เธอต้องขับรถ แม้แค่เพียงลงเม็ดเล็กน้อย ก็จะอึดอัดเหมือนกำลังดิ่งจมลงในน้ำที่ระดับความลึกหลายร้อยเมตร มันคล้ายกับหายใจไม่ออก เป็นอย่างนี้เสมอจนคร้านจะหาคำตอบให้ตัวเองว่าสาเหตุมาจากสิ่งใดกัน
ชะลอความเร็วรถลง ก่อนจอดที่หน้ารั้วสูงทะมึนที่ด้านในเป็นบ้านหลังใหญ่ราวคฤหาสน์ของท่านเคานต์ ดูโดดเดี่ยว อ้างว้าง และมันทำให้เธออึดอัดขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับตอนขับรถฝ่าฝนแทบไม่ผิดเพี้ยนเลยทีเดียว
ขิมแขผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ดับเครื่องยนต์ แล้วเปิดประตูลงไปยืนมองอยู่ครู่เดียว หาสัญญาณเรียกจนพบ ค่อยเดินไปที่มุมประตู ยกมือขึ้นจะกดออดเรียกคนด้านใน พลันนั้นเองที่มีชายฉกรรจ์สี่คนปรากฏตัวขึ้นพร้อมเพรียงกัน แล้วตรงมาที่เธอ ถามด้วยน้ำเสียงห้วนห้าวเหมือนกับหน้าตาของพวกเขา
“มีธุระอะไร”
เธอไม่ได้นึกกลัวกลุ่มชายเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็น กวาดสายตามองคนทั้งหมดอย่างสำรวจพินิจพิจารณาพร้อมประเมินอยู่ครู่เดียว จึงตอบออกไปด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แบบเดียวกับท่าทีของเธอ
“ฉันเป็นแม่ของเด็ก คนที่พวกคุณกำลังกักขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขู่แกอยู่”
ชายฉกรรจ์คนหน้าสุดมองขิมแขนิ่ง แล้วถึงเปิดประตูเล็ก ๆ ให้เธอเข้าไปด้านใน ขิมแขหันกลับไปมองยังรถยนต์คันเล็กของเธอที่จอดรออยู่นอกรั้ว ก่อนพาตัวเองเดินลอดประตูเข้าไปยังบริเวณของบ้านหลังใหญ่ตรงเบื้องหน้านั่น
บัดนี้เธอเหมือนไข่แดง ท่ามกลางชายฉกรรจ์สี่คนที่พากันล้อมหน้าล้อมหลัง บังคับให้เดินตรงสู่ส่วนในสุดของบ้าน
ระหว่างทางเดินเธอพบสวนดอกไม้ข้างบ้านที่ถูกดูแลอย่างดี สวยสดใสกลิ่นหอมอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ตัดกับชุดโต๊ะเก้าอี้ตัวเก่าข้างสวน เกือบจะดูดีอยู่แล้วเชียวหากไม่มีข้าวของเครื่องใช้เก่า ๆ แบบนั้นวางเคียงข้างกัน
ที่นี่มีหลายสิ่งอย่างดูขัดหูขัดตากันอยู่ไม่น้อย
สังเกตเห็นว่าแต่ละจุดของตัวบ้าน จะมีชายรูปร่างลักษณะเดียวกับกลุ่มคนที่นำเธอเดินเข้ามา ยืนคุ้มกันอยู่รอบบริเวณ ไม่ต่างจากค่ายกักกันเท่าไรนัก ถ้าไม่ใช่ที่คุมขังคน ก็ต้องเป็นอาณาบริเวณของพวกบ้าอำนาจแน่ ๆ
ขิมแขเลิกสนใจในส่วนนั้น เดินผ่านประตูขนาดใหญ่เข้าไปด้านในจนถึงโถงกว้าง ค่อยมองเห็นบุตรชายตนเอง ที่ใบหน้าปูดบวม ทั้งยังขึ้นสีเขียวปนม่วงค่อนไปทั้งหน้า นั่งตรงชุดเก้าอี้ที่กลางบ้านนั่น
เธอเรียกบุตรชายด้วยสุ้มเสียงตกใจเล็กน้อย
“ภูผา ทำไมเป็นแบบนี้”
“ลูกชายคุณล่วงละเมิดทางเพศปลายฝนลูกสาวของผม ให้ตำรวจเอาตัวไปดำเนินคดีเลยไหม ฝากขังศาลเยาวชน หรือจะรอพวกสื่อด้วย จะได้จบเรื่องไปเลยทีเดียว”
เสียงกล่าวคมลึกเชิงข่มขู่ดังมาจากชั้นลอยภายในห้องโถงกว้าง ขิมแขหมุนตัวหาต้นตอของเสียง แหงนหน้าขึ้นมองหา แต่ไม่พบ นานราวนาที จึงเห็นเงาแวบหนึ่งทางหางตาตรงบันได พร้อมกับชายร่างใหญ่สามคนปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น
“ว่ายังไง”
คำถามเชิงข่มขู่ดังขึ้นอีกครั้ง
ถึงได้เห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แผ่นหลังตั้งตรงดูสูงสง่า มาดผู้นำ แววตาราวพญาอินทรีย์ดูแข็งแกร่ง กระด้าง คมกล้า ท้าทาย ส่อประกายฮึกเหิมดุดัน ไม่มีความเป็นมิตร ท่าทีกิริยาเยือกเย็นไม่แยแส และการปรากฏกายของเขาทำเอาคนอื่นในนั้นดูเล็กลงไปโดยปริยาย
รวมถึงรูปปั้นเสือขนาดเท่าจริงที่มุมบันไดนั่นด้วย กลายเป็นเพียงรูปปั้นแมวน้อยน่ารักน่าชังไปถนัดตาเมื่อเทียบกับเขา
ขิมแขขมวดคิ้วนิดๆ จ้องคนที่กล่าววาจาข่มขู่เธอด้วยท่วงท่าเป็นธรรมชาติอึดใจ ก็พบว่าเขาเป็นชายคนหนึ่งที่หน้าตาหล่อเข้มมากทีเดียว เห็นแล้วอดนึกถึงนักแสดงชาย ที่เคยเป็นมือกีต้าร์ และร้องนำ อีกทั้งยังควบตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกชื่อดังคนหนึ่งไม่ได้ พึมพำเบา ๆ แต่เพราะห้องโถงนั้นเงียบกริบจึงได้ยินเสียงของเธอดังชัดเจน
“เรา... เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า”
ขิมแขยิ้มอ่อนใจ นึกถึงที่ภูผาโกหกว่าจะไปเข้าค่ายติววิชาการกับเพื่อน ที่ไหนได้ ลูกชายนัดสาวเที่ยวเสียแล้วยังก่อน เธอยังไม่ว่าอะไรในตอนนี้ ตะล่อมถามต่อ“ยังไงล่ะทีนี้ มันเกิดอะไรอีกจากนั้น”“ฝนถูกพวกผู้ชายเกเรในนั้นรุมน่ะครับ แล้วก็ฉุดลากจะพาไปที่อื่น ผมเห็นท่าไม่ดีก็เลย...”ได้ยินแล้วก็พอคาดเดาเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ ถามดักยิ้ม ๆ“เลยไปมีเรื่องกับพวกนั้น เพราะช่วยสาวงาม?”ภูผาพยักหน้าเป็นการตอบรับ โหนกแก้มแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย“ประมาณนั้นครับ”“หล่อชะมัดเลยลูกชายแม่ แต่...” เธอชมก่อนสอนต่อจากนั้น และพ่อตัวดีก็รีบขัดอย่างรู้ทัน“แต่ภูควรไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น” ภูผาบอกเสียงอ่อย ไม่ลืมอ้อนมารดา “แล้วผมก็ถูกซ้อมจนน่วมอย่างที่เห็นนี่ละครับ”ขิมแขเลยอดค้อนส่งให้ไม่ได้“ในงานไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเลยหรือไง น่าแปลกจัง”“มีครับ” ภูผาตอบรับแล้วเล่าเรื่องในตอนนั้นให้ฟังไม่ปิดบัง “แต่พอดีผมกับฝน เราชวนกันว่าจะไปดูดาวตรงจุดที่เขาห้ามเข้า”“อ้อ...” ขิมแขเลยเข้าใจได้ในตอนนั้นเอง ลูกชายของเธอพาเด็กสาวคนนั้นหลบไปดูดาวกันสองต่อสอง ห่างตาคน เลยเปิดโอกาสให้พวกคนไม่ดีใช้จังหวะนี้เข้าไประรานได
“ลูกกับมะ…” นิรันดร์บุ้ยปากไปทางภูผา ใช้สรรพนามเรียกทางนั้นราวกับเอ็นดูเสียเต็มประดา “มันกำลังคร่อมหนูอยู่นะปลายฝน ไม่เห็นจะเหมือนท่ายืดกล้ามเนื้ออะไรเลย”พร้อมกันนั้นมีเสียงแทรกแย้งขึ้น“คุณเรียกลูกชายของฉันว่า ‘มัน’ ”“ก็ใช่ไง” นิรันดร์หลุดมาดในที่สุด เมื่อถูกยั่วยุจากอีกฝ่ายไม่เลิก แล้วย้ำคำเรียกอีกที อย่างต้องการยั่วโทสะเธอกลับบ้าง “ผมเรียกลูกชายของคุณว่า ‘มัน’ ”ขิมแขยืนนิ่งไม่โต้กลับ เพราะเธอเองก็รู้ตัวว่ากำลังจะหลุดโทสะเช่นกัน แต่พอเห็นเขาระเบิดอารมณ์ออกมาก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรเติมเชื้อเพลิงลงไปในตอนนี้ คุยกันด้วยอารมณ์เรื่องไม่มีทางจบลงแน่วันนี้ อีกข้อคือเธอกำลังเสียเปรียบเขาอยู่ ทั้งคน ทั้งสถานที่ล้วนเป็นเขาที่ได้เปรียบ ในใจชักหวาดหวั่นว่าเธอกับภูผาจะออกจากบ้านหลังนี้ได้อย่างปลอดภัย ร่างกายครบสามสิบสองหรือไม่เพราะท่าทางคนพวกนี้เหมือนกับมาเฟีย ไม่ก็พวกอิทธิพลมืดแทบไม่ผิดเพี้ยนเลยน่ะสิพอเห็นเธอไม่ยั่วยุกลับมาอย่างที่คาด นิรันดร์หันไปทางบุตรสาวของตน ภาพยังติดตาไม่หาย อดบ่นต่ออีกไม่ได้ “ลูกบอกว่ายืดกล้ามเนื้ออย่างนั้นหรือครับ ยืดกันแบบไหน ทำไมต้องทำยังกับท่าเมกเลิฟ!”“คุณพ่อ
“เรา... เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า”ขิมแขเผลอตัวพึมพำออกมาเบา ๆ แต่เพราะห้องโถงแห่งนั้นเงียบกริบ จึงได้ยินเสียงของเธอดังกังวานชัดเจนบรรดาลูกน้องที่เป็นชายร่างสูงใหญ่ต่างพากันเหลือบตามองกันเองเป็นนัย ๆ เนื่องจากรู้ดีว่านายของพวกตนเป็นพ่อม่ายเนื้อหอม นอกจากจะหล่อเหลาแล้วยังร่ำรวยอีกด้วย จึงมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่หวังจะสานสัมพันธ์หรือไม่ก็พยายามที่จะจับเขา ซึ่งแต่ละรายก็มีวิธีเข้าหาต่าง ๆ กันไปแล้วมุกที่ว่า ‘เคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า’ ก็เป็นมุกที่ถูกใช้บ่อยเสียจนเรียกได้ว่า ‘แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่’ หากถึงอย่างนั้นชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ยังรักษามารยาทด้วยการสบตากันเงียบ ๆ โดยไม่ได้แสดงท่าที่เย้ยหยันหรือดูหมิ่นเธอแต่อย่างใดแต่พวกเขาก็มั่นใจอีกเช่นกันว่าผู้เป็นนายไม่มีทางเหลียวแลใครอีก นอกจากจะเห็นเป็นแค่คู่ควงชั่วคราวหรือคู่นอนฆ่าเวลาเท่านั้นนิรันดร์เองก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจที่ได้ยินคำถามนั้นจากปากหญิงสาวผู้เป็นแม่ของเด็กหนุ่ม เขาเพียงนิ่งไปเล็กน้อย พร้อมกับมองสำรวจเธอไปพลางใบหน้าเรียวเล็ก ประกอบด้วยเครื่องหน้าที่ดูรวม ๆ แล้วก็นับว่าสวยเฉี่ยว บวกกับส่วนสัดทรวดทรงที่อวบอิ่มเกินตัว ทั้งยังสว
“ใช่ๆแบบนั้นเลย ที่เคยเห็นเขาทำในคลิปอะ ภูต้องดันเข้ามาอีกสิ ดันอีกนิด อ๊ะ! ทำไมมันเจ็บจังเลยล่ะภูผา” เสียงกำกับจากปากเล็กช่างจำนรรจาสีชมพูจางที่เบื้องล่างนั่น ทำเอาเด็กหนุ่มร่างหนากว่าที่คร่อมทับอยู่ด้านบนต้องหยุด ออกปากแย้งด้วยเสียงแตกพานตามวัย “เราไม่ควรทำ...แบบนี้เลยฝน” พูดแล้วก็อายอยู่ไม่น้อย “เถอะน่า ทำเร็ว ๆ เข้า ก่อนที่จะ...โอ๊ะ! โอย มันตึงมากเลยภู แล้วก็ แล้วก็เจ็บนิด ๆ ด้วย” เด็กสาวร้องโอดโอย เขย่าเสียงเล็กน้อย พร้อมยิ้มทะเล้นใส่เด็กหนุ่มที่ใช้ร่างหนากว่าดันตนเองอยู่ เร่งให้อีกฝ่ายออกแรงโถมใส่มากขึ้นอีก ยิ่งเห็นใบหน้าอีกฝ่ายแดงจัด ก็ยิ่งสนุก “ภูรีบดันเข้ามาอีกสิ ดันอีก ดันเข้ามาอีก อีกนิดภูผา อ๊ะ...” ภูผามองใบหน้าน่ารักของเด็กสาวที่นอนหน้าแดงอยู่เบื้องล่างใต้เรือนกายของตนก็เรียกอย่างเป็นห่วง หน้าของเขาเองก็แดงไม่แพ้กัน“ไหวแน่นะฝน” “เถอะน่า ดันอีก อีกนิดเดียว” “แต่ภูว่าเราทำแบบนี้...ไม่...”“ไม่ต้องแต่ ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น ทำเถอะ เร็ว ๆ เข้า”“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มบอก โหนกแก้มกลาย







