เวลาผ่านไปอย่างยาวนาน ซึ่งตลอดเวลาสองพี่น้องตระกูลไป๋สลับกันเฝ้าดูอาการของเด็กชายอย่างไม่คลาดสายตา พวกเขาคอยวัดชีพจร สังเกตการหายใจ และเช็ดตัวให้เมื่อเขามีไข้ขึ้น ทุก ๆ ชั่วโมงที่ผ่านไป อาการของเด็กน้อยก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ออกมากินข้าวกันเถอะลูก” เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นอย่างเป็นห่วง
“นายออกไปก่อน พอนายกินอิ่มพี่ค่อยออกไป”
ไป๋เหวินหยางพยักหน้ารับ แม้ใจอยากจะค้านว่าให้พี่สาวออกไปกินก่อนแต่เขารู้ดีว่าคนเป็นพี่ต้องไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน
ทางด้านครอบครัวไป๋เมื่อไม่เห็นไป๋เหวินซีออกมาด้วย ทุกคนต่างก็สงสัย
“ซีซีล่ะลูก” ไป๋กั๋วเฉียงอดไม่ได้ที่จะถามถึงลูกสาวคนโต
“พี่บอกว่าให้ผมออกมากินก่อนครับ” ไป๋เหวินหยางพูดก่อนจะรีบพุ้ยข้าวเข้าปากจนแทบจะไม่คีบกับข้าวเลยทีเดียว
“ช้า ๆ ไม่ต้องรีบ ย่าจะเข้าไปช่วยเฝ้าพวกหลานก็ไม่ยอม นี่ดีนะที่แม่ของต้าเป่ายอมกลับบ้านไปกินข้าวกินปลาบ้าง ย่าละกลัวหล่อนจะเป็นลม” หญิงวัยกลางคนพูดพร้อมกับไม่ลืมคีบกับข้าวใส่ถ้วยให้หลานชาย
“ขอบคุณครับย่า” ไป๋เหวินหยางกล่าวเสียงอู้อี้ก่อนจะรีบกินและรีบไปเปลี่ยนเวรกับพี่สาว
“ผมอิ่มแล้วครับ”
ไป๋เหวินหยางวางตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นทันที เขาไม่รอช้า รีบเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างรวดเร็วยังไม่ทันที่จะกลืนน้ำลงคอดีด้วยซ้ำ
ภาพที่เขาเห็นคือไป๋เหวินซีกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่เด็กชายต้าเป่าไม่วางตา แม้จะเห็นได้ชัดว่าเธอเองก็อ่อนเพลียเต็มที
“พี่ ไปกินข้าวเถอะ ตรงนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของผมเอง”
ไป๋เหวินซีหันมามองน้องชาย ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เธอลุกขึ้นยืนเพื่อตรวจดูอาการของต้าเป่าเป็นครั้งสุดท้าย
“ไข้ลดลงแล้ว ชีพจรก็สม่ำเสมอดี... เฝ้าดูเขาให้ดีนะ ถ้ามีอะไรผิดปกตินายต้องรีบเรียกพี่ทันทีเลย”
“ครับพี่” เหวินหยางรับคำเสียงหนัก
“หยางหยาง นายเป็นน้องชายที่ดีที่สุดเลย” เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มบางที่หาได้ยาก ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
คำชมของพี่สาวนั้นทำให้หัวใจของเด็กชายพองโต เขารู้สึกว่าความพยายามทบทวนความรู้ของเขานั้นไม่สูญเปล่าเลย
เมื่อเหวินซีเดินออกมาที่โต๊ะอาหาร พ่อกับแม่และย่าก็กำลังรอเธออยู่ ซ่งซูเฟินรีบตักข้าวต้มร้อน ๆ ใส่ถ้วยให้ลูกสาวอย่างไม่รอช้า ในถ้วยนั้นมีเนื้อปลาส่วนที่ดีที่สุดและยังมีเนื้อไก่ที่ป้าหม่าเพิ่งจะนำมามอบให้เมื่อเช้าเพื่อเป็นการขอบคุณอยู่หลายชิ้น
“กินเยอะ ๆ นะลูก ดูสิผอมลงไปหมดแล้ว” ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรักและความห่วงใย
ไป๋กั๋วเฉียงไม่ได้พูดอะไร แต่เขาใช้ตะเกียบคีบไข่เค็มชิ้นใหญ่ที่สุดจากในจานใส่ลงไปในถ้วยของลูกสาว... เป็นการแสดงความรักในแบบของชายที่พูดไม่เก่ง
“พรุ่งนี้... ชาวบ้านเขาจะมารอกันแต่เช้าเลยนะหลาน” หลิวซื่อเหม่ยเอ่ยขึ้น “เตรียมตัวไหวรึเปล่า ถ้าเหนื่อยเกินไปก็เลื่อนไปก่อนได้นะ”
“หนูไหวค่ะย่า” เธอตอบเสียงหนักอย่างมั่นใจ “ยิ่งเราเริ่มเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้นค่ะ อีกอย่างหนูก็มีย่าอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือคะ ย่าเป็นหมอสมุนไพรที่เก่งมากในหมู่บ้านของเราเลย” คำกล่าวอย่างอ่อนหวานของเธออดที่จะทำให้หลิวซื่อเหม่ยยกยิ้มอย่างเอ็นดูออกมาไม่ได้
“ปากหวานเสียจริงหลานย่า” หล่อนกล่าวพลางยกมือขึ้นลูบหัวของหลานด้วยความรัก... ขณะที่บทสนทนาอันอบอุ่นกำลังดำเนินไปนั้นเอง ก็มีเสียงคนเรียกดังขึ้นที่หน้าบ้าน
“หมอน้อยไป๋... หมอน้อยไป๋อยู่ไหมจ๊ะ”
ทุกคนหันไปมองหน้ากันก่อนที่ไป๋กั๋วเฉียงจะลุกไปเปิดประตู และภาพที่ปรากฏก็คือครอบครัวของต้าเป่า... ทั้งพ่อ แม่ และปู่ย่าของเด็ก ยืนรออยู่ด้วยท่าทีที่นอบน้อม
“ทุกคน เข้ามาก่อนครับ ต้าเป่ายังหลับอยู่เลย” ไป๋กั๋วเฉียงเข้าใจดีว่าครอบครัวนี้มาเพราะอะไร
ครอบครัวของต้าเป่าเดินเข้ามาในบ้านตระกูลไป๋ด้วยท่าทางเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาวางตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยไข่ไก่สดและไก่บ้านตัวอ้วนพีลงบนพื้น
“รบกวนแล้ว คือพวกเรามาขอรับตัวต้าเป่ากลับบ้านนะ ไม่รู้ว่าหลานของฉันเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงแหบพร่าของชายวัยเดียวกับหลิวซื่อเหม่ยดังขึ้น
“เด็กอาการดีขึ้นมากแล้วละ” หลิวซื่อเหม่ยเป็นฝ่ายเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่ตอนนี้เวลาก็เย็นย่ำแล้ว อีกอย่างคนป่วยเพิ่งจะฟื้น การย้ายไปย้ายมาคงจะไม่ดีนัก ดังนั้นฉันคิดว่าให้เขานอนอยู่บ้านเราสักคืนก็คงไม่เป็นไรหรอก”
คำกล่าวของเธอทำให้ครอบครัวของต้าเป่าค่อนข้างลังเล พวกเขามองหน้ากันไปมาจนไปหยุดอยู่ผู้นำของครอบครัว
“แต่มันจะไม่เป็นการรบกวนเกินไปหรอกหรือ” ปู่ของเด็กชายแย้งอย่างกังวล
ในตอนนั้นเองที่ไป๋เหวินซีซึ่งกินข้าวเสร็จแล้วก็เดินออกมาจากหลังบ้านพอดี การปรากฏตัวของเธอทำให้ทุกสายตาพากันจับจ้องมาทางเด็กหญิงเป็นจุดเดียว
เธอเดินตรงไปที่ห้องนอนของตัวเองที่ตอนนี้กลายเป็นห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวไปแล้ว เธอตรวจดูอาการของต้าเป่าอย่างคล่องแคล่วต่อหน้าครอบครัวของเขา ทั้งการวัดชีพจร ตรวจดูสีผิว และสังเกตการหายใจหลังจากที่เธอนำอุปกรณ์ที่ได้มาจากมิติออกจากร่างของเด็กน้อยจนหมดสิ้น
“ย่าพูดถูกค่ะ” ไป๋เหวินซีหันมากล่าวกับทุกคนด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและน่าเชื่อถือ
“การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวไม่ใช่ความคิดที่ดี โดยเฉพาะหลังจากได้รับพิษรุนแรง ร่างกายของน้องยังต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสนอทางออก “ให้ต้าเป่าพักฟื้นอยู่ที่นี่อีกสักหนึ่งคืนเพื่อความปลอดภัยนะคะ พรุ่งนี้เช้าถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี หนูจะไปส่งเขาที่บ้านด้วยตัวเองค่ะ”
คำพูดของหมอน้อยไป๋ถือเป็นคำตัดสินอันสิ้นสุด ครอบครัวของต้าเป่ายอมรับในทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง พวกเขากล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะขอตัวกลับไปโดยไม่ยอมรับสิ่งของที่นำมาคืน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณในความมีน้ำใจของบ้านไป๋ในครั้งนี้
ไป๋เหวินซีมองตามแผ่นหลังของครอบครัวนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองสภาพบ้านของตัวเองที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนสถานพยาบาลจำเป็น ทั้งเคสทำคลอดฉุกเฉินเมื่อสองวันก่อน และเคสงูกัดในวันนี้...
(บ้านของเราไม่ใช่โรงพยาบาล... การทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องดีแน่) เธอคิดในใจ (มันไม่ปลอดภัย ไม่ถูกสุขลักษณะ และยังเป็นการรบกวนครอบครัวอีกด้วย... ถ้าหาก... ถ้าหากในหมู่บ้านมีสถานปฐมพยาบาลสักแห่ง... สถานที่สะอาด ๆ ที่มีไว้สำหรับดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นโดยเฉพาะ...)
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเธอเป็นครั้งแรก มันคือประกายไฟเล็ก ๆ ที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางปัญหาที่เธอเพิ่งเผชิญ
[ตรวจพบแนวคิดริเริ่มของโฮสต์... ปลดล็อกภารกิจรองสายรากฐานแห่งการแพทย์ ก่อตั้งสถานพยาบาลชุมชนเหิงหลง] [รางวัลภารกิจ: แต้มทักษะ +200 แต้มพิมพ์เขียวห้องปฐมพยาบาลมาตรฐานระดับ 1]
(แต้มก็น่าสนใจ แต่พิมพ์เขียวห้องปฐมพยาบาลนั้นน่าสนใจยิ่งกว่า) เธอคิด แต่เธอก็รู้ดีว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่เด็กอายุ 14 อย่างเธอจะทำเพียงคนเดียวได้
หลังจากที่ส่งแขกเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในครอบครัวก็กลับมานั่งรวมกันในห้องนั่งเล่น
“ย่าคะ... พ่อคะ... หนูมีเรื่องอยากจะปรึกษา”
เธอเริ่มต้นเล่าความคิดของเธอเรื่องการสร้างสถานปฐมพยาบาลเล็ก ๆ ประจำหมู่บ้านขึ้นมา
“ทุกคนคิดว่ามันพอจะเป็นไปได้ไหมคะ” ผู้ใหญ่ภายในบ้านมองหน้ากัน ก่อนที่จะเงียบฟังคำพูดของลูก/หลานของตนต่อไป
“ตราบใดที่ถนนยังขาด เราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นอีกเมื่อไหร่ การมีสถานที่... ที่เป็นจุดศูนย์กลางที่สะอาดและพร้อมสำหรับดูแลคนป่วยเบื้องต้น น่าจะดีกว่าการที่ทุกคนต้องวิ่งมาที่บ้านของเรานะคะ”
ไป๋กั๋วเฉียงและซ่งซูเฟินฟังลูกสาวพูดด้วยความทึ่งในความคิดที่โตเกินวัยของเธอ เช่นเดียวกับคนเป็นย่าที่ตอนนี้หล่อนมองเห็นภาพได้ทะลุปรุโปร่ง หญิงวัยกลางคนพยักหน้าช้า ๆ เป็นการเห็นพ้องต่อความคิดนี้ของหลานสาว
“เป็นความคิดที่ดีมากหลานย่า... แต่การจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านคนอื่น ๆ ก่อน” น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความสุขุม
“เอาไว้วันพรุ่ง... หลังจากที่เราสอนการปฐมพยาบาลให้ชาวบ้านเสร็จ... เราค่อยนำเรื่องนี้มาปรึกษากับหวังเทียนกัน”