เข้าสู่ระบบเสี่ยวกวางบินสับสนอยู่เหนือป้ายบอกทางไปเรือนพักรับรองทักษิณของเจียงหมิงเจ๋อ “5 วันแล้ว ครั้งนี้ข้าไร้สติรับรู้ไปถึง 5 วัน ครั้งแรก 1 วัน ครั้งที่ 2 หายไป 3 วัน ครั้งนี้ถึงกับสติขาดหายไป 5 วัน ถ้าเป็นเช่นนี้ ช่วงเวลาที่มีสติรับรู้จะลดลงไปเรื่อยๆ เกิดสิ่งใดกับข้ากันแน่” เสี่ยวกวางทบทวนความทรงจำ มันรู้สึกว่าความจำของมันขาดหายเป็นช่วงๆ มาสักระยะหนึ่งแล้ว มันจึงบันทึกวันเวลาไว้ที่ทางเข้าเรือนรับรอง เส้นเวลาที่บันทึกไว้ ทำให้มันรู้ว่าระยะเวลาการรับรู้สิ่งต่างๆ ของมันเริ่มลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มันเกรงว่าอีกไม่นานการรับรู้ของมันอาจ สูญหายไปอย่างสมบูรณ์ การที่มันคิดว่า วันหนึ่งมันอาจลืมเลือนเจียงหมิงเจ๋อ ซึ่งทำให้มันทรมานใจกว่าการพรากเอาชีวิตมันไปเสียอีก “โอ้ นั่นมิใช่เสี่ยวกวาง สัตว์อสูรของพี่เจียงหรือ บินเรื่อยเปื่อยจนหลงทางอีกแล้วกระมังเจ้าตัวเล็ก มานี่เร็วเดี๋ยวพี่เจียงออกมาก็โดนบ่นอีก” มู่โหย่วอวี้ที่สวมชุดฝึกตนสีชาดของสำนักหงอวิ๋น เดินมากับมู่เหม่ยหลาน พวกเขาพบเห็นเสี่ยวกวางที่บินวนเวียนเหนือแผ่นป้ายบอกทาง ก็จำได้ว่าเป็นสัตว์อสูรของเจียงหมิงเจ๋อ จึงได้ร้
สำนักหงอวิ๋น เป็นสำนักฝึกตนชั้นต้น ขนาดใหญ่ในแผ่นดินเทียนเหมิน ตั้งอยู่ในเมืองหงอวิ๋น สอนผู้ฝึกตน ระดับพื้นฐานจนถึงระดับกลาง จำนวนหลายหมื่นคน อีกทั้งมีความมั่งคั่งร่ำรวยสูสีกับสำนักเทียนหนานของเฉินกงหมิงยู่แม้จะมิได้มีลำดับต้นตระกูลยาวนานเท่าก็ตาม อาคารของสำนักใช้สีแดงและทองเป็นหลัก ยิ่งใหญ่สง่างาม สมเป็นสำนักฝึกตนที่มั่งคั่งอันดับต้นๆ ของเทียนเหมิน ด้านเรือนรับรองที่มู่เฟยฉีจัดไว้ให้เจียงหมิงเจ๋อ เป็นเรือนที่ดีที่สุดของสำนัก มันตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาห่างไกลจากลานฝึกยุทธที่วุ่นวาย ทัศนียภาพโดยรอบทั้งงดงามและเงียบสงบ มีกับดักอาคมป้องกันถี่ยิบ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่สำนักหงอวิ๋นมีให้เจียงหมิงเจ๋อ เมื่อเจียงหมิงเจ๋อเดินทางมาถึง ก็พบคณาจารย์และศิษยานุศิษย์ผู้ฝึกตนเป็นจำนวนมาก รอต้อนรับพวกเขาอยู่ที่ลานจอดเรือเหาะ ทุกคนได้ทราบข่าวถึงการมาเยือนของอาคันตุกะผู้ระดับมีฝีมือสูงส่ง จะไม่ให้พวกเขาตื่นเต้นได้อย่างไร หลังจากวานรปีศาจตัวปลอมปรากฏตัว วานรปีศาจตัวจริงก็หายไป พวกเขาเชื่อว่าวานรปีศาจตัวจริงต้องโดนสังหารแล้วแน่นอน มิเช่นนั้นจะทนให้ผู้อื่นสวมรอยเป็นตนเองได้อย่างไร
แม้นในท้องทะเลลึกจะมืดมิดและหนาวเย็น แต่บรรยากาศหน้าถ้ำหัวใจจ้าวสมุทร กลับเต็มไปด้วยความรุ่มร้อน เจียงหมิงเจ๋อนั่งรอจนข้ามวัน จากรุ่มร้อน เริ่มหัวร้อนขึ้นมาแล้ว ถึงกับต้องถีบประตูถ้ำอย่างเหลืออด เขามีเวลาจำกัดยิ่ง ถ้าไม่เอาไม้ตีแยกนกยวนยางออกจากกัน ไม่รู้จะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ ป่านนั้นวิญญาณเฉินฮ่าวหลานมีหวังสลายไปก่อนแล้ว “เจ้าอสูรไร้ยางอายพวกเจ้าคิดจะบำเพ็ญคู่ไปถึงเมื่อไหร่ ถ้าเจ้าไม่ออกมาเดี๋ยวนี้อย่าหาว่าข้าใจร้าย” เจียงหมิงเจ๋อส่งความร้อนเข้าไปต้มอสูรไร้ยางอายทั้งสอง ประตูถ้ำค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มร่างกำยำกับสาวงามร่างกายแบบบาง ในอาภรณ์ยับย่นและฉีกขาด สวมใส่แบบลวกๆ ขาดความเรียบร้อยอย่างยิ่ง “ท่านปรมาจารย์ นี่คือเทพอสูรเต่าดำ ท่านพี่...ท่านนี้คือท่านปรมาจารย์เจียงที่ช่วยเหลือข้า ออกมาจากโรงประมูล และรอดพ้นจากการโดยหลอมเป็นอัญมณี อีกทั้งยังคุ้มกันข้าจากเจ้าปลาคุนเพื่อมาพบท่าน เรื่องราวมากมายข้าจะค่อยๆ เล่าให้ท่านฟังทีหลัง” เทพอสูรอสรพิษดำแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน แต่มือนางยังคงลูบไล้ไต่ไปยังแผ่นอกเปลือยเปล่าของเทพอสูรเต่าดำอย่างไม่วางมือ สีหน้านางนั้นเต็มไปด้ว
หมู่บ้านเป่ยไห่หมิงจู เป็นหมู่บ้านติดชายฝั่งทะเล ทัศนียภาพงดงามสมเป็นไข่มุกน้ำงามแห่งทะเลเหนือ ชาวเมืองนอกจากเปิดรับผู้ฝึกตนที่ต้องการมาพำนักพักผ่อนก่อนออกเดินทางสู่แผ่นดินอื่นแล้ว ยังประกอบอาชีพหาสัตว์น้ำและสมบัติทางท้องทะเลเลี้ยงชีพอีกด้วย ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากเทพอสูรเสวียนอู่สัตว์เทพแห่งท้องทะเล ชาวบ้านให้ความเคารพกับเทพเสวียนอู่เป็นอย่างยิ่ง จึงสร้างเป็นรูปสักการะองค์เทพด้วยหยกสีดำเป็นรูปเต่าดำมีงูพันรอบตัวอยู่กลางท้องทะเล โดยรวมๆ แล้ว หมู่บ้านนี้ ค่อนข้างสงบสุข ชาวบ้านแต่ละคนล้วนมีความสุขและฐานะไม่เลว ในเนื้อเรื่องเดิมเฉินฮ่าวหลานมาที่หมู่บ้านนี้ หลังจากนี้ 5 ปี เขาถูกส่งมาที่ยังหมู่บ้านเพื่อปราบปรามปีศาจวารี ซึ่งหนีมาจากรอยแตกของภพมาร จำนวนมหาศาลจนเทพอสูรแห่งท้องทะเลไม่สามารถกำจัดได้หมด จึงร้องขอความช่วยเหลือไปยังสำนักเทียนหนาน เมื่อเฉินฮ่าวหลานช่วยกำจัดปีศาจวารีและช่วยซ่อมผนึกรอยแยกสำเร็จ เทพอสูรเสวียนอู่ได้มอบน้ำตานางเงือกซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งท้องทะเลซึ่งใช้ในการผนึกประตูภพมารให้เฉินฮ่าวหลานเป็นการตอบแทน น้ำตานางเงือกเป็นอัญมณีสีเขียวอมฟ้า ซึ่งนอกจากจะใ
“ไม่ ไม่ ไม่ ข้าไม่ไป พี่เจียงอย่างทิ้งข้าไปขอรับ ท่านก็รู้ ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ข้าจะเดินทางกลับสำนักผู้เดียวได้อย่างไร ท่านช่วยชีวิตข้ามาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ท่านจะปล่อยข้าให้ตายอย่างเดียวดายได้หรือขอรับ” หลังจากออกมาจากเขตแดน มู่โหย่วอวี้ ก็เอาแต่กอดขาพี่เจียงผู้อ่อนโยนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาโอดครวญจะให้เจียงหมิงเจ๋อไปส่งเขาที่สำนักให้ได้ หากมู่โหย่วอวี้มองทะลุเข้าไปในเขตแดนได้ เขาจะได้เห็นพี่เจียง ไม่ได้ใจดีอย่างที่เขาคิด “หยุดๆ คุณชายมู่ …มู่โหย่วอวี้ เจ้าฟังก่อน ข้ามีภารกิจเร่งด่วน มิอาจไปส่งเจ้าได้ เจ้าๆ ท่านปล่อยขาข้าสักค.. ”แค๊วก!!! กางเกงที่ผ่านศึกใหญ่ กับปีศาจผีดิบมาอย่างหนักหน่วงเดิมทีก็แทบเป็นผ้าขี้ริ้วอยู่แล้ว โดนมู่โหย่วอวี้ ดึงขาดจนท่อนขาเรียวยาวโผล่พ้นออกมา แต่มู่โหย่วอวี้ก็มิได้สนใจ ยังคงกอดขาเขา แน่นดุจกอเอี๊ยะหนังสุนัข สลัดอย่างไรก็ไปหลุด เจ้าเด็กผู้นี้เจอเมื่อไหร่ ก็ล้วนก่อปัญหาให้เขาได้ตลอดเวลา “นะขอรับ ท่านพี่เจียง ผู้อาวุโสเจียงท่านไปกับข้าเถอะขอรับ ถือโอกาสไปเอาอสูรอาชาลมกรดด้วย เอ๋..” มู่โหย่วอวี้ ที่มัวแต่กอดแข้งกอดขาเจียงหมิงเ
“ไม่ ไม่ ไม่ ข้าไม่ไป พี่เจียงอย่างทิ้งข้าไปขอรับ ท่านก็รู้ ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ข้าจะเดินทางกลับสำนักผู้เดียวได้อย่างไร ท่านช่วยชีวิตข้ามาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ท่านจะปล่อยข้าให้ตายอย่างเดียวดายได้หรือขอรับ” หลังจากออกมาจากเขตแดน มู่โหย่วอวี้ ก็เอาแต่กอดขาพี่เจียงผู้อ่อนโยนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาโอดครวญจะให้เจียงหมิงเจ๋อไปส่งเขาที่สำนักให้ได้ หากมู่โหย่วอวี้มองทะลุเข้าไปในเขตแดนได้ เขาจะได้เห็นพี่เจียง ไม่ได้ใจดีอย่างที่เขาคิด “หยุดๆ คุณชายมู่ …มู่โหย่วอวี้ เจ้าฟังก่อน ข้ามีภารกิจเร่งด่วน มิอาจไปส่งเจ้าได้ เจ้าๆ ท่านปล่อยขาข้าสักค.. ”แค๊วก!!! กางเกงที่ผ่านศึกใหญ่ กับปีศาจผีดิบมาอย่างหนักหน่วงเดิมทีก็แทบเป็นผ้าขี้ริ้วอยู่แล้ว โดนมู่โหย่วอวี้ ดึงขาดจนท่อนขาเรียวยาวโผล่พ้นออกมา แต่มู่โหย่วอวี้ก็มิได้สนใจ ยังคงกอดขาเขา แน่นดุจกอเอี๊ยะหนังสุนัข สลัดอย่างไรก็ไปหลุด เจ้าเด็กผู้นี้เจอเมื่อไหร่ ก็ล้วนก่อปัญหาให้เขาได้ตลอดเวลา “นะขอรับ ท่านพี่เจียง ผู้อาวุโสเจียงท่านไปกับข้าเถอะขอรับ ถือโอกาสไปเอาอสูรอาชาลมกรดด้วย เอ๋..” มู่โหย่วอวี้ ที่มัวแต่กอดแข้งกอดขาเจียงหมิงเ







