เข้าสู่ระบบในสายตาของคนทั้งอำเภอ ‘พ่อเลี้ยงภูผา’ คือเสือร้ายแห่งไร่ภูผาตะวัน ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีที่สุขุม ดุดัน และเด็ดขาดจนไม่มีใครกล้าสบตา ทว่า... ภายใต้หน้ากากไร้ความรู้สึกนั้น เขากลับแอบซ่อน 'โหมดไมโครเวฟ' ที่อบอุ่นที่สุด เอาไว้เพื่อดูแลเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่เงียบๆ มาโดยตลอด ‘แก้วตา’ เด็กหนุ่มสู้ชีวิตวัยสิบเก้าปี ผู้มีผิวขาวจัดและพวงแก้มระเรื่อดั่งลูกพีชสุก เขาเป็นลูกชายคนงานเก่าแก่ที่เจียมเนื้อเจียมตัว และแอบรักผู้มีพระคุณมาดดุคนนี้จนหมดหัวใจ แต่เพราะกำแพงฐานะที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว แก้วตาจึงเลือกที่จะซ่อนความรักนั้นไว้ แล้วก้มหน้าทำงานหนักเพื่อหาเงินช่วยพ่อและสู้เพื่ออนาคต
ดูเพิ่มเติมสายลมหนาวระลอกแรกของปีพัดผ่านยอดดอยสูง หอบเอาไอหมอกสีขาวละมุนลอยล่องลงมาคลุมเคลือทิวเขาและผืนดินของไร่ ภูผาตะวัน จังหวัดเชียงใหม่
ในช่วงปลายฝนต้นหนาวเช่นนี้ ใบของต้นพลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและร่วงหล่น ทิ้งให้ผลพลับกลมแป้นสีส้มสดนับหมื่นนับแสนลูกห้อยระย้าอยู่เต็มกิ่งก้าน ราวกับมีคนนำโคมไฟดวงเล็ก ๆ ไปประดับไว้ทั่วทั้งหุบเขา บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายดินชื้นแฉะหลังสายฝนโบกมือลา และกลิ่นหอมหวานจาง ๆ ของผลไม้เมืองหนาวที่กำลังสุกปลั่งได้ที่ เป็นสัญญาณว่าฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวายและอบอุ่นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ที่บริเวณลานคัดแยกผลผลิตท้ายแปลงพลับ เสียงพูดคุยจอแจของคนงานดังฝ่าสายหมอกยามเช้า ทุกคนต่างเร่งมือทำงานกันอย่างขันแข็งเพื่อรีบนำผลผลิตส่งเข้าโรงงานและแพ็กส่งออกให้ทันตามออเดอร์ ท่ามกลางภาพความวุ่นวายนั้น มีร่างของเด็กหนุ่มตัวเล็กคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงผลพลับลงตะกร้าอย่างตั้งอกตั้งใจ แก้วตา ในวัยสิบเก้าปีอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลายสกอตตัวโคร่งที่ดูจะใหญ่กว่าขนาดตัวไปมาก ปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นมาจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นข้อมือขาวบาง ผิวพรรณของเด็กหนุ่มขาวจัดและเนียนละเอียดอมชมพูระเรื่อตรงพวงแก้มกลมทั้งสองข้าง ดูไปแล้วช่างคล้ายกับผิวของลูกพีชสุกท่ามกลางน้ำค้างแข็ง ดวงตาเรียวรีดั่งเมล็ดอัลมอนด์ทอประกายความมุ่งมั่น ทุกครั้งที่เขาขยับกาย รอยยิ้มละมุนตาจะแต้มแต่งบนใบหน้าหวานเสมอ จนทำให้คนงานรุ่นป้าต่างมองด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร แก้วตาเพิ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกจากโรงเรียนประจำอำเภอด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของรุ่น เขามีความฝันอยากจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยใหญ่ในเมืองหลวง อยากเรียนรู้เรื่องบัญชีและการจัดการเพื่อนำกลับมาพัฒนาบ้านเกิด แต่ความจริงอันแสนโหดร้ายกลับทำให้ฝันนั้นต้องพับเก็บใส่กล่องไว้ก่อน เพราะฐานะทางบ้านที่มีเพียง ลุงอิน ผู้เป็นพ่อ เป็นเสาหลักเพียงคนเดียว แถมยังมีหนี้สินก้อนโตจากการรักษาพยาบาลของแม่ผู้ล่วงลับที่ยังต้องชดใช้ สำหรับแก้วตาแล้ว การเป็นเด็กสู้ชีวิตไม่ได้ทำให้เขารู้สึกท้อแท้ แววตาของเขายังคงเปี่ยมไปด้วยความหวังและความกตัญญู เด็กหนุ่มเลือกที่จะหันหลังให้รั้วมหาวิทยาลัยแล้วก้าวเข้าสู่ร่มเงาของไร่ภูผาตะวันอย่างเต็มตัว เพื่อทำงานใช้แรงงานแบ่งเบาภาระของพ่อ และเก็บหอมรอมริบเงินทุกบาททุกสตางค์ไว้สำหรับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง “แก้วตา! ทางนี้ลูก เขยิบตะกร้ามาทางพ่อหน่อยเร็ว” เสียงทุ้มเครือของลุงอิน หัวหน้าคนงานเก่าแก่ตะโกนเรียก ลูกชายรีบยกตะกร้าหวายใบย่อมวิ่งเหยาะ ๆ ฝ่าดงหญ้าที่มีหยาดน้ำค้างเกาะพราวเข้าไปหาทันที “มาแล้วครับพ่อ แก้วคัดลูกพลับไซส์ใหญ่พิเศษแยกไว้ให้แล้วครับ ลูกพวกนี้ผิวเนียนกริบ ไม่มีรอยแมลงเจาะเลย พ่อเอาไปขึ้นทะเบียนตรงนู้นได้เลยครับ” เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วเอ่ยขึ้นพลางส่งยิ้มกว้างจนตาหยีดั่งดวงจันทร์เสี้ยว ลุงอินรับตะกร้าไปพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก สายตามองลูกชายด้วยความรู้สึกผิดลึก ๆ ในใจที่ไม่มีปัญญาส่งเสียให้ลูกได้เรียนต่อตามที่ใจหวัง “เออ ดีมาก... พลับรุ่นแรกของปีนี้หวานฉ่ำนัก พ่อเลี้ยงท่านเน้นย้ำเรื่องการคัดเกรดเป็นพิเศษ เพราะต้องส่งเข้าห้างสรรพสินค้าในเมืองและเตรียมแพ็กส่งออก ถ้าระบบบัญชีและการคัดแยกมีปัญหา พวกเราจะโดนตำหนิเอาได้” เมื่อได้ยินคำว่า พ่อเลี้ยง หัวใจดวงน้อยที่อยู่ใต้เสื้อลายสกอตตัวโคร่งก็พลันกระตุกวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ จนซับสีระเรื่อเข้มขึ้น ภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคายดุดัน ทว่ามีนัยน์ตาสีเข้มลึกล้ำชวนให้ใจสั่นสะท้านแล่นเข้ามาในหัวสมองทันที พ่อเลี้ยงภูผา หรือ นายภูผา ตะวันรุ่ง เจ้าของไร่ผลไม้และชาขนาดยักษ์ผู้ทรงอิทธิพลในแถบนี้ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีผู้มีบุคลิกสุขุม นิ่งขรึม และเด็ดขาดจนคนงานต่างพากันเกรงกลัว เขาเป็นคนพูดน้อยแต่ทุกคำพูดล้วนเฉียบขาด ทว่าภายใต้มาดนิ่งสนิทและดุดันกับคนทั่วไป ภูผากลับเป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของแก้วตา เขาคือคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของแก้วตาในวันที่มืดแปดด้าน คอยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แม่ และแอบส่งเสียค่าเทอมให้แก้วตามาตลอดจนจบมัธยมปลายโดยไม่เคยทวงถามสิ่งใดตอบแทน แก้วตาแอบรักผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่จำความได้... รักในความเด็ดเดี่ยว รักในแผ่นหลังกว้างที่ดูพึ่งพาได้เสมอ และรักในความใจดีที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าบึ้งตึงนั่น ทว่าเด็กหนุ่มก็เจียมตัวอยู่เสมอว่าตนเองเป็นใคร เป็นเพียงลูกชายคนงานในไร่ที่ต้อยต่ำ การได้แอบมองอยู่ห่าง ๆ และคอยตั้งใจทำงานตอบแทนบุญคุณจึงเป็นสิ่งเดียวที่แก้วตาบังอาจทำได้ในชาตินี้ ขณะที่สองพ่อลูกกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงผลไม้ สายลมหนาวก็พัดแรงขึ้นอีกระลอก พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังของรถกระบะโฟร์วิลคันใหญ่ที่ดังใกล้เข้ามา รถคันคุ้นตาแล่นมาจอดสนิทที่ท้ายแปลงพลับ ประตูรถเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่กำยำในชุดกางเกงยีนส์เนื้อหนาและเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้มที่ขับให้บุคลิกดูดิบเถื่อนทว่าสง่างาม รองเท้าบูทหนังเหยียบลงบนผืนดินชื้นแฉะ ท่วงท่าการก้าวเดินนั้นเต็มไปด้วยความมั่นคงและมีอำนาจ ใบหน้าคมครัดเคร่ง ตาดุคมเข้ม คิ้วหนาพาดเฉียง ยิ่งขับให้เขาดูเป็นเสือร้ายที่น่าเกรงขามประจำผืนป่าแห่งนี้ “เป็นยังไงบ้างลุงอิน ผลผลิตปีนี้ได้ตามเป้าไหม” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังกังวานขึ้น พ่อเลี้ยงภูผาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าจุดรับซื้อ สายตาคมกริบกวาดมองรอบบริเวณด้วยความถี่ถ้วนตามนิสัยคนทำงานละเอียด ลุงอินรีบถอดหมวกสานออกแล้วก้มหัวให้ด้วยความเคารพ “เรียบร้อยดีครับพ่อเลี้ยง ปีนี้ฝนทิ้งช่วงได้จังหวะ ทำให้พลับหวานกว่าปีที่แล้วมากครับ น้ำหนักดี ผิวสวย ฝั่งนี้แก้วตาเพิ่งคัดเกรดพรีเมียมเสร็จพอดีครับ” ทันทีที่ลุงอินเอ่ยชื่อลูกชาย นัยน์ตาคมดุของภูผาก็ตวัดสายตาไปมองร่างเล็กที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังลุงอินทันที ทันทีที่สายตาสองคู่ประสานกัน แก้วตาก็สะดุ้งน้อย ๆ แล้วรีบก้มหน้าลงจนคางชิดอก มือเรียวเล็กประสานกันแน่นอยู่ข้างหน้าด้วยความประหม่า หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ ภูผามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่อนแสงลงโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ความดุดันที่เคยมีต่อคนงานนับร้อยมลายหายไปสิ้นเมื่อได้เห็นแก้มกลม ๆ สีชมพูระเรื่อและท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวน่าเอ็นดูนั่น ภูผาเห็นแก้วตามาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก วิ่งเล่นร้องไห้ตามก้นลุงอินในสวน จนกระทั่งตอนนี้... เด็กน้อยในวันนั้นเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มที่งดงาม บริสุทธิ์ และส่งกลิ่นหอมละมุนราวกับดอกไม้ป่าท่ามกลางสายหมอกในไร่ของเขา “เรียนจบแล้วใช่ไหมแก้วตา” ภูผาถาม เสียงทุ้มนั้นนุ่มนวลลงกว่าตอนที่คุยกับลุงอินหลายส่วน “ครับ... จบแล้วครับพ่อเลี้ยง” แก้วตาอ้อมแอ้มตอบ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาตรง ๆ “แล้วเรื่องมหาวิทยาลัยล่ะ ที่ฉันเคยบอกลุงอินว่าจะส่งเรียนต่อ ทำไมไม่เห็นมาบอก” คิ้วหนาของเจ้าของไร่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาคมฉายแววดุขึ้นมาเมื่อคิดว่าเด็กตรงหน้าอาจจะละทิ้งโอกาสทางการศึกษาที่เขาตั้งใจจะมอบให้ แก้วตาก็รีบเงยหน้าขึ้นโบกไม้โบกมือพัลวัน ใบหน้าหวานตื่นตระหนกเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะโกรธ “มะ...ไม่ใช่แบบนั้นครับพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงมีพระคุณกับครอบครัวเรามากเกินไปแล้วครับ แก้ว...แก้วอยากทำงานหาเงินช่วยพ่อก่อนครับ อยากแบ่งเบาภาระหนี้สิน ไม่อยากรบกวนเงินของพ่อเลี้ยงอีกแล้วครับ” ภูผานิ่งไป สายตาคมกวาดมองสำรวจร่างเล็กที่ดูบอบบางเกินกว่าจะมาตรากตรำทำงานหนักในสวนพลับ ผิวขาว ๆ นั่นถ้าต้องตากแดดตากลมข้ามวันข้ามคืนคงได้ไหม้เกรียม และมือเรียวสวยคู่นั้นก็ไม่ควรจะต้องมาหยาบกร้านเพราะงานใช้แรงงานหนัก เด็กโง่... คิดว่าเขาจะยอมปล่อยให้ไปลำบากตากแดดตากลมข้ามปีหรืออย่างไร ภูผาคิดในใจด้วยความขัดใจระคนเอ็นดู “ทำงานในไร่เหรอ? ตัวเล็กแค่นี้จะไปยกเข่งพลับไหวได้ยังไง ลมหนาวพัดมาแรง ๆ ก็คงปลิวไปตามลมแล้วมั้ง” ภูผาแกล้งดุ เสียงเข้ม ทว่าแววตากลับระยิบระยับด้วยความขบขัน “ไหวครับ! แก้วแข็งแรงมากนะครับพ่อเลี้ยง ดูสิ แก้วช่วยพ่อยกตะกร้าตั้งแต่เช้าแล้ว” แก้วตาไม่พูดเปล่า ยอมเบ่งกล้ามแขนลีบ ๆ ที่แทบไม่มีเนื้อหนังให้คนตัวโตดูเพื่อพิสูจน์คำพูด ท่าทางสู้ชีวิตแต่แฝงความซื่อเดียงสานั้นทำให้ภูผาต้องลอบยิ้มในใจ แต่ใบหน้าภายนอกยังคงรักษามาดนิ่งสนิทเอาไว้ ชายหนุ่มขยับก้าวเข้าไปใกล้ร่างเล็กอีกหนึ่งก้าว ส่งผลให้กลิ่นกายบุรุษเพศผสมกลิ่นไอหนาวจากตัวเขาอบอวลล้อมรอบตัวแก้วตาจนคนตัวเล็กแทบจะลืมหายใจ มือหนาเอื้อมไปดึงหมวกสานใบเก่าที่แก้วตาสวมอยู่ให้ลงมาบดบังใบหน้าหวานแผ่วเบาเพื่อหลบแสงแดดที่เริ่มจัดขึ้น “ปากดี... ตัวเท่าลูกพลับพรีเมียมแค่นี้ จะทำอะไรก็ระวังหน่อยแล้วกัน ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ลุงอินจะไม่มีกะจิตกะใจทำงาน” พ่อเลี้ยงภูผาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามนิสัย ทว่าประโยคนั้นกลับแฝงกระแสความห่วงใยไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะหันไปสั่งงานลุงอินต่ออีกสองสามประโยคแล้วเดินกลับไปที่รถกระบะคันใหญ่ แก้วตายืนนิ่งค้าง มือเล็กจับปีกหมวกสานที่พ่อเลี้ยงเพิ่งสัมผัสเมื่อครู่ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก แก้มกลมที่เคยเป็นสีชมพูระเรื่อบัดนี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สายตาที่มองตามท้ายรถกระบะที่เคลื่อนตัวออกไปเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่ นี่เป็นเพียงวันแรกของการเริ่มต้นทำงานในฐานะคนงานของไร่อย่างเต็มตัว แม้จะยังไม่รู้ว่าวันข้างหน้าต้องเจอกับงานหนักแค่ไหน แต่เพียงแค่มีความห่วงใยอันอบอุ่นดั่งแสงตะวันยามเช้าของพ่อเลี้ยงภูผาที่คอยแผ่ซ่านเข้ามาละลายลมหนาวในใจ... แก้วตาก็ตระหนักได้ทันทีว่า ต่อให้ต้องเหน็ดเหนื่อยอีกสักเท่าไร เขาก็พร้อมที่จะสู้เพื่ออยู่ที่นี่ ใต้ร่มเงาของภูผาตะวันแห่งนี้ตลอดไปกลิ่นหอมกรุ่นของขี้ผึ้งและตอกไม้ไผ่ที่ผ่านการดัดเป็นโครงโชยอบอวลไปทั่วชานระเบียงกว้างของเรือนใหญ่ในเย็นวันต่อมา ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมม่วงเข้มขณะที่พระอาทิตย์อัสดงลาลับขอบดอยสูง ทิ้งไว้เพียงแสงเรืองดวงไฟสีส้มรำไรตรงปลายฟ้า ลมหนาวระลอกใหญ่พัดมาจนยอดต้นพลับไหวเอน ใบไม้สีแดงส้มร่วงหล่นสู่ผืนดินชื้นแฉะ ค่ำคืนนี้เป็นคืนสำคัญของคนเมืองเหนือ... เทศกาลยี่เป็งหรือวันลอยกระทงที่คนงานในไร่ภูผาตะวันต่างพากันหยุดพักผ่อนเพื่อเตรียมฉลองเทศกาลหลังจากตรากตรำเก็บเกี่ยวผลผลิตมาแรมเดือน บนเรือนใหญ่บัดนี้เงียบสงบลงกว่าทุกวัน แก้วตากำลังนั่งชันเข่าอยู่บนเสื่อกกผืนหนา มือบางประคองโครงโคมลอยกระดาษว่าวสีขาวนวลอย่างระมัดระวัง นิ้วเรียวเล็กที่แปะพลาสเตอร์ยาแผ่นบางค่อย ๆ ใช้พู่กันแตะสีอะคริลิกสีส้มแปะระบายเป็นรูปผลพลับกลมแป้นลูกเล็ก ๆ ลงบนผืนกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ รอยยิ้มละมุนตาแต้มแต่งบนใบหน้าหวานทุกครั้งที่ปลายพู่กันลากผ่าน “วาดรูปอะไรน่ะ... แก้วตา” เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังที่ดังขึ้นเหนือหัว ทำเอาแก้วตาที่กำลังใช้สมาธิถึงกับสะดุ้งสุดตัว เด็กหนุ่มรีบวางพู่กันแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ก
หลังคลื่นลมแรงในใจสงบลงท่ามกลางละอองหมอกที่ท้ายแปลง ความเงียบเชียบทว่าหนักแน่นก็เข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง แก้วตายังคงทำหน้าที่คอยช่วยงานบนเรือนใหญ่ตามเดิม ปลายนิ้วชี้ที่ถูกเศษกระเบื้องบาดบัดนี้มีเพียงผ้าพันแผลสะอาดครอบทับไว้ แผลกายนั้นไม่กี่วันก็ตกสะเก็ด หากแต่แผลใจจากคำนินทาและกรอบความต่างชั้นกลับยังต้องการเวลาเยียวยา สิ่งเดียวที่กระต่ายน้อยใช้ยึดเหนี่ยวในยามประหม่า คือผ้าเช็ดหน้าผืนหนาของพ่อเลี้ยงภูผาที่ถูกซักตากจนแห้งกรุ่น และพับเก็บไว้อย่างดีในกระเป๋าเสื้อข้างซ้าย... แนบสนิทกับตึกตักของก้อนเนื้อข้างใน บ่ายคล้อยของวันใหม่ แดดสีเหลืองนวลสาดส่องลงมากระทบลานปูนหน้าส่วนออฟฟิศบริหาร ไล่ไอชื้นจากน้ำค้างให้ระเหยกลายเป็นไอจาง ๆ แก้วตาหอบแฟ้มสรุปยอดจองผลพลับสดก้าวลงมาจากเรือนใหญ่เพื่อส่งต่อให้ผู้จัดการไร่ หลังจากส่งมอบงานและพูดยิ้มแย้มกับผู้อาวุโสเสร็จ เด็กหนุ่มก็ขอตัวเดินเลี่ยงมาทางซอกอาคารเพื่อหวังจะกลับขึ้นไปทำงานต่อ "อ้าว น้องแก้วตาครับ..." เสียงทักทายที่นุ่มนวลทว่าไม่คุ้นหูดังขึ้นจากหัวมุมตึก ดึงให้เรียวเท้าเล็กต้องชะงักลง ก่อนจะพบว่าปลัดอนันต์ ในชุดลำลองดูผ่อ
สายลมหนาวพัดกรรโชกหอบเอาไอหมอกสีขาวจัดลงมาปกคลุมทั่วทั้งแปลงพลับท้ายไร่ ภูผาตะวัน จนขาวโพลนไปหมด ละอองความชื้นแฉะของผืนดินหลังรอยฝนทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็นและอ้างว้าง แก้วตาวิ่งกระหืดกระหอบฝ่าดงหญ้าที่เปียกปอนมาหยุดยืนอยู่หลบมุมข้างลังไม้ใบเก่าหลังโรงเรือนคัดแยก ทั่วทั้งร่างเล็กสั่นเทาไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเหน็บที่พัดปะทะผิวเนื้อ ทว่าแผ่ซ่านมาจากความเจ็บปวดลึกซึ้งภายในอก “ฮึก... ฮือ...” เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางสีพีชที่บัดนี้สั่นระริก แก้วตานั่งคุกเข่าซุกหน้าลงกับหัวเข่าของตัวเอง สองมือบางกอดกระชับเสื้อไหมพรมตัวโคร่งสีครีมที่พ่อเลี้ยงภูผาซื้อไว้ให้แน่น ราวกับจะอาศัยความอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่ช่วยประคองหัวใจดวงน้อยที่กำลังสั่นคลอน หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มใสจนเปียกชุ่ม ขับเน้นให้ผิวแก้มกลมดูซีดเซียวลงทันตา ปลายนิ้วชี้เรียวบางของเด็กหนุ่มยังมีหยาดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย นึกถึงตอนที่เศษกระเบื้องบาดเข้าที่ผิวเนื้อเนียน ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่ตวาดก้องตำหนิความซุ่มซ่ามของเขาต่อหน้าคุณหนูศิ
สายหมอกยามเช้าของวันใหม่โรยตัวหนาทึบจนมองเห็นทิวเขาเบื้องหน้าเป็นเพียงเงาสลัว อุณหภูมิบนดอยลดต่ำลงจนทำให้หยาดน้ำค้างแข็งเกาะพราวอยู่บนผลพลับสีส้มสดที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว บรรยากาศรอบกายเงียบสงบและเยือกเย็น มีเพียงเสียงนกป่าร้องระงมฝ่าม่านหมอกสีขาวละมุน ภายในห้องทำงานเรือนใหญ่ ความเงียบเชียบยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แก้วตานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม มือบางพลิกหน้าเอกสารสัญญาซื้อขายใบชาอย่างเชื่องช้า ดวงตาเรียวรีเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นระยะ ในหัวยังคงหมุนวนอยู่กับเรื่องราวคุณหนูศิรินทร์ที่แว่วเข้าหูมาเมื่อวันก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้อแข็ง ๆ มาจุกอยู่ที่คอจนอึดอัด “แก้วตา... สัญญาของสุรพลพานิชอยู่ไหน” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของพ่อเลี้ยงภูผาดังทำลายความเงียบ ชายหนุ่มนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน นัยน์ตาคมกริบจับจ้องมาที่ร่างเล็กอย่างพินิจพิจารณา “อ๊ะ... นี่ครับพ่อเลี้ยง แก้วแยกใส่แฟ้มสีน้ำเงินไว้ให้แล้วครับ” แก้วตาสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะรีบหยิบแฟ้มเอกสารเดินเข้าไปส่งให้คนตัวโตที่โต๊ะ พยายามประคองกิริยาให้สำรวมและเว้นระยะห่างตามหน้าที่ที่พึงกระทำ ภูผาร