LOGINเรื่อง อสุราจอมราชัน เป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่อยู่บนจักรวาลนิยายของเจียงหมิงเจ๋อ โดย เขาจะแบ่งภพในจักรวาลนี้ ออกเป็น 3 ภพ คือภพอสูร ภพมาร และภพผู้ฝึกตนมนุษย์ เรียกว่า จักรวรรดิเทียนเหมิน
เฉินฮ่าวหลาน พระเอกของเรื่อง เป็นลูกครึ่งของราชาอสูรปีศาจ และมารดาเป็นอัจฉริยะผู้ฝึกตนแห่งโลกบำเพ็ญ ซึ่งเจียงหมิงเจ๋อไม่ได้ใส่รายละเอียดลงไปมากนัก เพียงเขียนว่าก่อนที่บิดามารดาของเฉินฮ่าวหลาน จะเสียชีวิต ทั้งสองได้ใช้พลังทั้งหมดหลอมเป็นผลึกคุมอสูรและเม็ดทองคำผนึกไว้ในตันเถียนของเขา
ซึ่งทำให้เขามีดัชนีทองคำตั้งแต่เกิด และเมื่อระดับฝึกตนถึงจินตัน จึงได้สร้างเม็ดทองคำของตนเอง ทำให้มีเม็ดทองคำในร่าง 2 เม็ด ความเร็วในการเลื่อนระดับพลังจึงเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแห่งโลกบำเพ็ญเพียร
ต่อมาเขาต้องการบีบคั้นตัวเอกของเรื่อง จึงหาเหตุแบบส่งๆ ให้สำนักฝึกตนของท่านตาและศิษย์ทั้งหมดถูกสังหารล้างสำนัก เหลือเพียงเฉินฮ่าวหลานที่หนีออกมาได้อย่างโดดเดียว
แม้นว่าเขาจะไร้แรงสนับสนุนจากครอบครัว เขายังคงทดสอบเข้าเรียน ที่ยอดเขาเลี่ยงหรงด้วยความหวังจะพลิกฟื้นชีวิต แต่ซือจุนผู้สอนวิชาคุมอสูรของเขา ได้ล่วงรู้ความลับเรื่องเม็ดทองคำและผลึกควบคุมอสูรของเฉินฮ่าวหลาน จึงเกิดความละโมบอยาก และพยายามหาทุกวิถีทางในการแย่งชิงมาเป็นของตน
จากนั้นเนื้อหาก็เริ่มเข้มข้น มีการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบ ทั้งการตามล้างแค้นและแสวงหาโชคชะตา เจียงหมิงเจ๋อใช้ความเจ็บแค้นเกลียดชังเป็นแรงผลักดันในการดำเนินเรื่อง
พระเอกได้รับโชควาสนามากมาย ทั้งเคล็ดวิชา โอสถ อาวุธ สตรี เพื่อความสนุกสนานสะใจ เขาได้สร้างบทละครที่บิดเบี้ยวอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อส่งเฉินฮ่าวหลานขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดิมารควบคุม 3 โลกด้วยหัวใจที่มืดบอด เป็นทรราชที่ปกครองแผ่นดินทั้งเบื้องบนเบื้องล่างอย่างโหดร้ายทารุณ
เจียงหมิงเจ๋อ เข้ามาในเนื้อเรื่องตอนที่เฉินฮ่าวหลาน อายุ 14 และมายังถ้ำน้ำแข็งพันปีระหว่างออกจากสำนักเพื่อไปฝึกประสบการณ์ ในตอนนี้หากเป็นเนื้อเรื่องในต้นฉบับเดิม นอกจากเฉินฮ่าวหลานจะได้ทำสัญญากับอสูรพยัคฆ์หิมะพันปีแล้ว ยังได้รับการกระตุ้นผลึกควบคุมอสูรด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มออร่าให้พระเอกในต้นเรื่อง
แต่ที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านี้คือสิ่งใด หนุ่มน้อยเยาว์วัยฉายแววหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่ใบหน้ากลับซีดขาวไร้สีเลือด
มีเพียงคราบเลือดแห้งกรังไหลจากมุมปากที่ขบแน่น ริมฝีปากถูกกัดจนปริแตก ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าเขาเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนหมดลมหายใจ คนที่ถูกควักเอาผลึกคุมอสูรออกขณะที่ยังมีชีวิต ต้องเจ็บปวดปานใดกัน
เจียงหมิงเจ๋อ โกรธจนตัวสั่น น้ำตาเขาไหลมิอาจระงับได้ หากแม้นว่าเขาเข้ามาเร็วกว่านี้ แม้เพียงสักนิด อาจหยุดยั้งมันได้
แต่น่าเสียดายที่คำว่า หากแม้นว่านั้นมันไม่มีจริง…เดรัจฉานเหล่านั้นเขาจะลากมันออกมาชำระบัญชีนี้
“ระบบ!! เขาตายแล้วใช่ไหม บอกผมใครเป็นคนทำ ไอ้สารเลวมันอยู่ที่ไหน ผมจะเอาเลือดมันเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเขา!!” เจียงหมิงเจ๋อคำรามเสียงสั่น
[โฮสต์ครับ โปรดระงับโทสะ ตอนนี้พวกเรายังตรวจสอบไม่พบว่าคนทะลุมิติใช้ร่างไหนอยู่
แต่โลกนิยายยังไม่พังทลาย หมายความว่า พระเอกยังไม่ตาย ภารกิจเร่งด่วนคือต้องทำให้ดวงวิญญาณเข้าร่างเขาให้ได้ก่อน]
“แต่ เขาไม่มีลมหายใจแล้ว” เจียงหมิงเจ๋อเอามืออังจมูกของเด็กหนุ่ม ผิวเขาขาวซีดราวกระดาษทั้งกระด้างและเย็นชืด
[หากเป็นโฮสต์ต้องหาทางช่วยเขาอย่างได้แน่นอนครับ เพราะนี่เป็นโลกที่คุณสร้างขึ้น ไม่มีใครรู้เรื่องต่างๆ ได้ดีเท่าคุณอีกแล้ว และนี่คือภารกิจของคุณ คือนำร่างพระเอกออกจากถ้ำ และฟื้นคืนชีพให้เขาอย่างเร่งด่วน เรามีเวลาภารกิจเพียง 49 วัน ก่อนวิญญาณที่ล่องลอยอย่างไร้ทิศทางของเขาจะแตกสลายไปจริงๆ]
ในถ้ำหิมะพันปี รอบกายของเขาเป็นสีขาวโพลน มันยังคงมีประกายระยิบระยับของเกล็ดน้ำแข็ง ช่างงดงามเหลือเกิน
แต่หนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ เขาใช้เวลากว่าหนึ่งก้านธูป* ในการสงบสติอารมณ์รวบรวมกระบวนการความคิด
เรื่องอสุราจอมราชัน เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขาเขียนขึ้น แต่หลังจากนั้น ก็ได้แต่งมีนิยายในจักรวาลเดียวกัน แต่ตั้งอยู่บนจักรวรรดิอื่นๆ ตามมากอีกหลายเรื่อง ยังมีทั้งเคล็ดลับวิชา หรือสูตรโอสถต่างๆ ที่ยังไม่ได้เกิดในนิยายเรื่องนี้ หรือความลับต่างๆ ที่มีการเปิดเผยในเรื่องอื่นๆ ที่มีแต่เขาเท่านั้นที่สามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ได้
วิธีการฟื้นคืนชีพก็เช่นกัน เขาเคยเขียนไว้ในนิยายเรื่องอื่นๆ หากนิยายของเขาเชื่อมต่อจักรวาลเดียวกันดังว่า เขาจะสามารถพลิกแพลงเอาเคล็ดวิชา และสูตรตำราต่างๆ มาปรับใช้ได้ในนิยายเรื่องนี้
เจียงหมิงเจ๋อตกลงใจเดิมพันดูสักครั้งและหากสิ่งที่เขาคิดเป็นจริง โอกาสที่พระเอกของเขาจะคืนชีพก็มีทางแล้ว
ในที่สุดเจียงหมิงเจ๋อก็เงยหน้าขึ้น และนำร่างเฉินฮ่าวหลาน วางราบลงเพื่อตรวจร่างไร้วิญญาณ เขาเป็นผู้เขียนเรื่องนี้เอง ดังนั้นจึงนับว่าคุ้นชิน และสามารถจดจำขั้นตอนต่างๆ ในการเดินลมปราณได้ แต่ทฤษฎีกับการปฏิบัตินั้น มันย่อมแตกต่าง เขาไม่มั่นใจว่าจะสามารถเดินลมปราณได้จริงตามที่เขียนหรือไม่
กระแสลมปราณค่อยๆ ถูกส่งออกมาจากปลายนิ้ว หมอกจางโอบล้อมร่างของเฉินฮ่าวหลาน เสื้อสีขาวราวหิมะของเด็กหนุ่ม อาบย้อมด้วยสีแดงฉานของโลหิต บริเวณหน้าท้องฉีกขาดเป็นรูทะลุ เจียงหมิงเจ๋อค่อยๆ ส่งพลังเข้าไปตรวจสอบภาย
เขาพบว่านอกจากจุดตันเถียนที่ว่างเปล่าแล้ว ยังมีบาดแผลกว้างและลึกไปถึงกระดูกสันหลัง แสดงให้เห็นว่า นอกจากผลึกคุมอสูรแล้ว เม็ดทองคำที่เป็นรากฐานของการฝึกตนยังโดนควักออกไปด้วย กระดูกทั้งร่างล้วนแหลกละเอียด กล้ามเนื้อเสียหายหมดสิ้น
หากไม่รักษาในจุดนี้ก่อน เมื่อช่วยชีวิตกลับมาได้ ย่อมไม่ต่างอะไรกับคนพิการ ผู้กระทำการนั้นลงมืออำมหิตถึงที่สุด เขาได้จดจำภาพนี้ไว้แล้ว และต้องส่งคืนกลับไปร้อยเท่าพันทวี
การหาวิธีเรียกดวงวิญญาณเฉินฮ่าวหลานเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่การฟื้นฟูร่างกายจึงนับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด นอกจากนี้ เขาต้องหาวิธีเก็บรักษาร่างไม่ให้เสียหายด้วย
เขาทดลองเดินพลังอีกครั้ง สร้างม่านคุ้มกันร่างเฉินฮ่าวหลานไว้ เป็นม่านคุ้มกันที่ถักทอเป็นตาข่ายถี่ยิบ มีความแข็งแกร่งอย่างมาก การสร้างม่านคุ้มกันในลักษณะนี้ ต้องสิ้นเปลืองพลังปราณวิญญาณอย่างยิ่ง คนทั่วไปย่อมไม่สร้างด้วยวิธีเช่นนี้ และไม่สามารถฟื้นพลังได้เร็วดั่งที่เขาเป็น
ดูเหมือนจะเป็นดังที่ระบบบอกเขาไว้ พลังของเขาสามารถเรียกใช้ได้ไม่จำกัด ทำให้เขาโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง
ก่อนจะเดินเข้าไปในถ้ำชั้นใน เขาหันกลับไปตรวจดูม่านคุ้มกันอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ถึงแม้ ม่านคุ้มกันจะแข็งแกร่ง และ น้ำแข็งพันปีในถ้ำจะช่วยรักษาร่างไว้ชั่วคราว แต่เขาก็ยังอดห่วงไม่ได้ ในขณะนั้นมีดวงแสงสีทองเล็กๆ ได้ติดตามเจียงหมิงเจ๋อเข้าไปในถ้ำส่วนในอย่างช้าๆ
น้ำตาที่ไหลในตอนแรก ตอนนี้เป็นเกล็ดน้ำแข็งเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้เขาเริ่มรำคาญอย่างมาก แต่พอยกมือจะเช็ดออก ก็กระทบโดนของแข็งๆ บนหน้า เขาเพิ่งได้สำรวจมองร่างนี้อย่างจริงจัง
บนเงาสะท้อนของแผ่นน้ำแข็งภายในถ้ำ ปรากฏภาพชายหนุ่มท่าทางมืดมนคนหนึ่ง ใส่ชุดสีเทาขมุกขมัว ทั้งเก่าและซอมซ่อ มีสัญลักษณ์หยกห้อยลายเมฆ ตรงกลาง สลักตัวอักษรเทียนหนานสีขาว บ่งบอกว่าเป็นศิษย์ระดับล่างของสำนักเทียนหนาน ซึ่งเป็นสำนักฝึกตนของท่านตาพระเอก
บริเวณใบหน้ามีหน้ากากไม้เก่าคร่ำคร่าปกปิดตั้งแต่หน้าผากจรดปลายคาง ทั่วทั้งร่างดูชำรุดผุพัง ถ้าไม่มีดวงตา คงจะแยกระหว่างเขากับกองขยะเปียกได้ยาก
“4946 ออกมาเดี๋ยวนี้ เจ้าก้อนนี่มันอะไรกัน จะส่งมาทั้งทีทำไมไม่หาให้มันดีๆ กว่านี้หน่อย ดูหน้ากากบ้าบอนี่”
[เรื่องนี้คุณจะโทษผมทั้งหมดก็ไม่ได้นะครับ ก็คุณเร่งผมเสียขนาดนั้น ร่างนี้เป็นซากศพที่อยู่ใกล้ที่สุด และสถานะดีที่สุดที่หาได้แล้ว ถึงจะพิกลพิการไปบ้าง แต่ก็ยังไม่เน่าเปื่อยนะครับ] เสียงโมโนโทน ไร้ซึ่งความสำนึกเสียใจตอบกลับ
“ผมต้องขอบคุณ คุณใช่ไหม ผมไม่อยากเถียงกับระบบที่พึ่งพาไม่ค่อยจะได้อย่างคุณจริงๆ เขาใส่ชุดของสำนักเทียนหนาน แต่เท่าที่ดูจากสภาพของร่างนี้ไม่น่าเป็นศิษย์ของเทียนหนานได้ และผมก็ไม่เคยเขียนถึงคนคนนี้ในนิยายเลย เขาเป็นใครมาจากไหนกัน”
[โลกนิยาย มันมีวิถีของตัวเองที่จะสร้างองค์ประกอบ อื่นๆ ที่ทำให้โครงเรื่องที่คุณสร้างไว้มันสมบูรณ์
คุณเองก็คงไม่ได้เขียนรายละเอียดทุกๆ อย่างบนโลกนี้ลงไปใช่ไหมครับ อย่างเช่นร่างนี้ เป็นตัวประกอบที่ตายตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรในเรื่อง เป็นตัวประกอบรับกระสุน ที่ไว้กล่าวถึงความดุร้ายของอสูรพยัคฆ์หิมะเท่านั้น
เดิมทีเขาเป็นคนสติไม่สมประกอบอยู่แล้ว แต่ได้ปรมาจารย์โอสถเมตตาสงสาร และชุบเลี้ยงไว้ ให้ช่วยปลูกสมุนไพร รดน้ำ แลกกับอาหารและที่อยู่
และในระหว่างที่เขาเดินเข้าป่าหาสมุนไพร ก็โดนสัตว์อสูรฆ่าตาย ประวัติขาวสะอาดมากขอรับ ไร้ญาติ ไร้ชื่อ ไร้พลังวัตร ส่วนศิษย์ร่วมสำนักเรียกว่าหมอนี่ว่า ป๋ายชือ (เจ้าโง่) ครับ]
"แต่คุณก็น่าจะหาร่างที่ดีกว่านี้สักหน่อย ไม่ได้หรือคนผู้นี้ทั้งอัปลักษณ์ และยังเป็นใบ้อีก คุณไม่พอใจที่ผมขอดัชนีทองคำใช่ไหมหืม!" ถ้าบอกว่าไม่ตั้งใจเขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
[โฮสต์ไม่คิดว่าเขาเหมือนคุณมากหรือครับ]
“เหมือนตรงไหนกัน เจ้าระบบบ้า!!!”
เขาจำไม่ได้ว่าจริงๆ ว่าได้สร้างตัวละครแบบเจ้าหนุ่มมืดมนที่เขาใช้ร่างกายผู้นี้ขึ้นมาเมื่อไหร่
แต่โลกนิยายคงมีวิถีของมันเองอย่างที่ระบบบอก เพราะถึงแม้ว่าพวกเรื่องปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกลงไป แต่ก็จำเป็นจะต้องมีเพื่อเติมเต็มให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
จึงเป็นสาเหตุว่า บางเรื่องถึงแม้ว่าเขาเป็นผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้น เขาเองก็ไม่กระจ่างแจ้ง แต่ถึงอย่างนั้น ก็จะมีบางเรื่องที่เขารู้ แต่ไม่ได้เขียนข้อมูลเชิงลึกลงไปในนิยาย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เขารู้เพียงผู้เดียว
ดังเช่นเจ้าอสูรพยัคฆ์หิมะ มันมีความลับซึ่งเขาได้กล่าวไว้ในตอนพิเศษที่เขาเขียนไว้ แต่ยังไม่ได้เปิดให้อ่าน
ก็คือเหตุที่อสูรพยัคฆ์หิมะตนนี้อยู่ในถ้ำนี้ เพราะมันเฝ้าบงกชคืนวัฏ ซึ่งเป็นกระสายโอสถระดับเซียน ใช้หลอมโอสถทิพย์คืนวิญญาณ แต่กรรมวิธียุ่งยากเป็นอย่างยิ่ง และกว่าที่คัมภีร์หลอมโอสถคืนวิญญาณปรากฏ ก็ภายหลังจากนี้อีกหลายพันปี
จุดแสงสีทองยังคงติดตามแผ่นหลังอันเหยียดตรง ชายหนุ่มผู้ที่ทั้งร่างไม่อาจมองเห็นความสมบูรณ์ได้เลย แต่สำหรับมัน บุรุษผู้นี้ กลับองอาจสง่างาม น่ามอง ทุกย่างก้าวของเขาล้วนหนักแน่นมั่นคง
ช่างมีความย้อนแย้งเป็นอย่างยิ่ง แต่มันยังคงบินตามเขาอย่างห่างๆ ท่ามกลางความเย็นเยียบและเงียบสงัดของถ้ำหิมะ
เจียงหมิงเจ๋อรู้ถึงการคงอยู่ของจุดแสงที่ตามเขามาตลอดนี้แล้ว แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเป็นอริจากมัน มันอาจอสูรแมลงที่มีอยู่มากมายในโลกนี้ ซึ่งไม่มีพิษภัยอะไร ชายหนุ่มจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะมีเรื่องสำคัญยังรอเขาไปสะสางอยู่
-----------------------------------------------------------------
หนึ่งก้านธูป-เท่ากับเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
ระดับการบำเพ็ญเพียร (ไม่ต้องท่องจำก็ได้ค่ะมีไว้เพื่อแยกระดับสูงต่ำของการฝึกตนเท่านั้น)
1. เลี่ยนชี่ คือ ปรับปรุงลมปราณ
2. จู้จี คือ สร้างรากฐานลมปราณ
3. หนิงม่าย คือ ควบรวมชีพจร
4. จินตัน คือ สร้างแกนลมปราณ หรือ สร้างเม็ดพลังทองคำ
5. หยวนอิง คือ ปราณก่อกำเนิด
6. ฝ่านซู คือ คืนสู่ว่างเปล่า
7. ต้าเฉิง คือ สู่มหายาน
การรับโลหิตจอมมารเข้ามาในร่างหาใช่เรื่องง่าย หากผู้รับมอบไม่มีพลังวัตรที่แข็งแกร่งเพียงพอ คนผู้นั้นถ้าไม่วิกลจริตก็ต้องร่างระเบิดแหลกเหลว ซึ่งจอมมารผู้เฒ่า เมื่อล่อลวงให้เฉินฮ่าวหลานให้แบกทั้งความแค้น และภพมารของตนไว้ ก็ไม่สนใจว่าเฉินฮ่าวหลานจะมีชีวิตอยู่จนเป็นจอมมารแทนเขา หรือร่างระเบิดจิตใจวิกลจริตไปแล้วหรือไม่ เขาได้ละสังขารไปสู่สะพานไน่เหอเพื่อพบกับฮูหยินของเขาอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ และทิ้งให้เฉินฮ่าวหลานต่อสู้ดูดซับกับโลหิตพญามารตามลำพัง โดยไม่อยู่คอยชี้แนะใดๆ ทั้งสิ้น การที่เฉินฮ่าวหลานต้องพยายามดูดซับโลหิตจอมมารอย่างเร่งรีบ ทำให้ทั้งทางด้านอารมณ์และร่างกายเกิดการต่อต้านแปรปรวนอย่างหนัก บัดเดี๋ยวคลุ้มคลั่ง บัดเดี๋ยวดุร้าย บัดเดี๋ยวสุขสันต์ บัดเดี๋ยวซึมเซา เล่นเอาเฉินฮ่าวหลานต้องสะกดข่ม จนกระอักโลหิตกองโตอยู่หลายครั้ง ทางร่างกายยิ่งเปลี่ยนแปลงราวพายุ ในช่วงหนึ่งถ้วยชา ก็แปรเปลี่ยนนับ 10 รูปแบบ เดี๋ยวสูงใหญ่ บัดเดี๋ยวผอมบาง บัดเดี๋ยวเด็ก บัดเดี๋ยวแก่ชรา ร่างเขายุบขยายปานลูกหนังเป่าลม พองแล้วแฟบ แฟบแล้วพอง นับร้อยนับพันครั้ง จนผิวหนังแตกเป็นริ้วๆ หากเขามิใช่มีพรสวรรค์ที่ด
เฉินฮ่าวหลานแบกหงอ้ายเหริ่นลัดเลาะมาตามเส้นทางที่อีกฝ่ายชี้บอก และทะลุออกมาได้อย่างไม่ยาก แม้นในช่วงแรกหงอ้ายเหริ่นจะชี้บอกทางสะเปะสะปะ คล้ายจำทางไม่ค่อยได้ แต่ในช่วงหลังๆ ดูเหมือนหงอ้ายเหริ่นจะเกิดความจำดีขึ้นมาฉับพลัน ชี้ทางออกจากป่ามายาได้ถูกทางแล้ว เมื่อหลุดออกมาจากป่ามายาที่เต็มไปด้วยกับดักและอสูรดุร้ายแล้วเฉินฮ่าวหลานจึงผ่อนลมหายใจลง การเข้าแดนลับครั้งนี้ได้ผลพลอยได้ไม่น้อย นอกจากอาวุธชั้นเซียนจำนวนมากแล้ว ยังได้สมุนไพรล้ำค่า และผลึกอสูรชั้นสูงที่สามารถเป็นวัตถุดิบในการหลอมโอสถของเจียงหมิงเจ๋ออีกไม่น้อย แม้นเจียงหมิงเจ๋อสามารถใช้โอสถของเลี่ยงหรงได้อย่างไม่จำกัด แต่เจ้าตัวกลับรังเกียจว่าโอสถเหล่านั้นระดับไม่สูงพอที่จะให้พวกเขาใช้ จึงมักหลอมโอสถใช้เอง ดังนั้นโอสถที่เฉินฮ่าวหลานใช้ตลอดมา จึงเป็นโอสถชั้นสูงที่เจียงหมิงเจ๋อเป็นผู้หลอมมากับมือทั้งสิ้น ซึ่งหากคนภายนอกรู้คงต้องตาร้อนอย่างมิอาจระงับได้ "โอ๊ย! หลัง หลังข้า พี่เฉินหลังข้า" หงอ้ายเหริ่นร้องโวยวาย เฉินฮ่าวหลานแบกเขาชนซ้ายกระแทกขวาไปตลอดทาง หากจะกล่าวว่าในคราแรกเรียกบาดเจ็บ ตอนนี้ต้องกล่าวว่าถึงกับบาดเจ็บสาหัสแล้ว
“เจียง…เจียงหมิงเจ๋อเช่นนั้นหรือ” เฉินฮ่าวหลานตะลึงงันอยู่ครู่ใหญ่ เขาตรวจร่างกายคนผู้นั้น พบว่ายังมีลมหายใจอยู่ จึงได้นำขึ้นจากน้ำทำการป้อนโอสถและเดินพลังรักษาอาการบาดเจ็บให้ ใช้เวลาไม่นานขนตางอนยาวของบุรุษชุดขาวเริ่มขยับไหว “ท่านเป็นผู้ช่วยเหลือข้าจากปีศาจวารีเช่นนั้นหรือ” เสียงแหบพร่าจากชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อเขาค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น จึงพบว่าคนผู้นี้คล้ายเจียงหมิงเจ๋ออย่างมาก ต่างที่ดวงตาของเขาแม้นจะมีดวงตาหงส์คิ้วกระบี่คมกริบเช่นเดียวกัน แต่ดวงตาของเจียงหมิงเจ๋อมักเจือด้วยไปด้วยความอ่อนโยน สามารถหลอมละลายหัวใจผู้คนได้เสมอ “ปีศาจวารีเช่นนั้นหรือ ข้าไม่เห็นพวกมัน เมื่อข้ามาถึงก็พบเพียงท่านหมดสติที่ริมน้ำผู้เดียว จึงช่วยท่านขึ้นมา เกิดสิ่งใดขึ้นเช่นนั้นหรือ” “ข้าถูกประตูเหลียงหวายดูดพัดเข้ามาที่ป่านี้ จนแยกจากสหายร่วมสำนัก รู้ตัวอีกทีก็เดินวนไปวนมาอยู่ในป่ามิอาจออกไปได้ กระทั่งรู้สึกอ่อนล้าจึงมาพักอยู่ริมน้ำนี้ ไม่นึกว่าจะมีปีศาจวารีต้องการจับข้ากินเป็นอาหาร โชคดีนักที่ท่านมาพบก่อน พวกมันจึงพากันหนีไป ข้าแซ่หง นามอ้ายเหริ่น ขอทราบนามอันสูงส่งของท่านผู้มีพระคุณได้หรือไม่”
การปรากฏของพื้นที่หลังประตูมิติ ของแดนลับเหลียงหวายในแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกันดังที่เทพพยากรณ์ได้กล่าวไว้ แต่ที่แน่นอนว่าแดนที่ปรากฏขึ้นนี้ ต้องอุดมไปด้วยปราณทิพย์บริสุทธิ์ เล่ากันว่าแม้นได้เข้ามานั่งสมาธิดูดซับไอปราณทิพย์ที่นี่ในเวลาไม่กี่วันโดยไม่ต้องทำสิ่งใดเพิ่มเติม ก็สามารถยกระดับการฝึกตนของผู้ฝึกตน ได้เหมือนอยู่โลกภายนอกหลายปี นอกจากในส่วนของสิ่งล้ำค่าหายากที่อาจพบเห็นได้หากมีวาสนาเช่นพืชสมุนไพรล้ำค่า หรือสัตว์อสูรหายากแล้ว ในบางสถานที่ยังพบอาวุธเวทย์และสินแร่ต่างๆ ที่ถูกซุกซ่อนและกลบฝังเมื่อครั้งสงครามสวรรค์อีกเป็นจำนวนไม่น้อย ดังนั้นการเข้ามาร่วมแสวงหาโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวายจึงเป็นที่ใฝ่ฝันของผู้ฝึกตนทุกคน แต่หลังประตูแดนลับนี้กลับสงวนไว้เฉพาะสำนักเหลียงหวายเท่านั้น ไม่นึกว่าในการแต่งตั้งเจ้าสำนักในครั้งนี้ ทางเหลียงหวายถึงกับใจกว้าง เชื้อเชิญผู้ฝึกตนทั่วอาณาจักรกว่า 2 พันคนเข้าร่วมด้วย นับว่าน่าแตกตื่นตกใจอย่างมาก แรงดึงดูดจากพายุหมุนทำให้พวกผู้ร่วมแสวงหาโชคชะตาถูกพัดกระจัดกระจาย จนแยกกลุ่มออกจากกัน พวกเขาเข้ามาในสถานที่แปลกประหลาดจนไม่รู้ทิศเหนือใต้ ยิ่งไม
เมื่อครั้งเฉินฮ่าวหลานเร่งรีบเดินทางไปเลี่ยงหรงเพื่อเข้าไปนำสมุนไพรจากแปลงเพาะปลูกที่ห้องตระหนักรู้กลับไปที่เหลียงหวาย เขารับรู้ว่ายามนั้นเจียงหมิงเจ๋อค่อนข้างรับมือกับเหตุการณ์ปรสิตระบาดเพียงลำพังอย่างตึงมือ ทั้งต้องหลอมโอสถประคองอาการผู้ติดเชื้อ และ คิดวิธีหลอมโอสถกำจัดตัวหนอนปรสิต ด้วยความร้อนใจจึงบุกเข้าไปหุบเขาโอสถกลางดึกคืนนั้น แบกรั่วจือซือจุนมาที่เหลียงหวายด้วย กว่าจะสอบถามกันรู้ความเขาก็ถูกรั่วจือซือจุนทุบตีไปหลายที ความจริงแล้วถ้าบอกกับนางดีๆ นางยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมาเหลียงหวาย เพราะนอกจากจะต้องการมาช่วยเหลือซือจุนแล้ว นางยังคิดถึงปรมาจารย์หลิวซิงอย่างยิ่ง ครั้นมาถึงหน้าประตูเหลียงหวายยังไม่ทันได้หายใจหายคอ นางก็เห็นเฉินฮ่าวหลานเหาะขึ้นไปโจมตีเขตแดนอย่างบ้าคลั่ง ที่เฉินฮ่าวหลานบอกกับเจียงหมิงเจ๋อว่า เขตแดนของจางเจียห่าวนั้นมีจุดอ่อน เขากับปรมาจารย์หลิวซิงช่วยกันโจมตีจนกระทั่งเกิดรอยร้าวนั้น ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ความจริงแล้ว เขตแดนของจางเจียงห่าวนั้นแข็งแกร่งยิ่ง ปรมาจารย์หลิวซิงโจมตีเพียงฝ่ามือเดียวก็ถูกแรงสะท้อนระดับต้าเฉิงกระแทกจนบาดเจ็บ เฉินฮ่าวหลาน
เจียงหมิงเจ๋อถูกจางเจียห่าว ดันร่างจนแผ่นหลังสัมผัสผืนหญ้าชื้นแฉะ มือทั้ง 2 ถูกรวบไว้อย่างแน่นหนา จางเจียห่าวแข็งแกร่งกว่าเขา ทั้งรูปร่างและในด้านระดับการฝึกตน ยิ่งในหลายวันนี้เขาเคี่ยวเข็ญพลังวัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลอมโอสถจำนวนมากแจกจ่ายให้ชาวเมืองผู้ติดเชื้อ ร่างกายเขาเองก็อ่อนล้าจนแทบยืนไม่อยู่ ยิ่งเขาต่อต้านขัดขืน จางเจียห่าวดูเหมือนยิ่งบ้าคลั่ง เขาเองก็เป็นบุรุษผู้หนึ่งเช่นกัน ถ้าอีกฝ่ายดื้อรั้นต่อต้านเขามากเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นท้าทายมากเท่านั้น เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเป็นตัวเขาเองที่ตกในสภาพวิกฤตินี้มาก่อน และวิกฤตครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียเอกราช!! "เดี๋ยว!! จางเจียห่าว อาห่าวเจ้าอย่าวู่ว่าม ถ้าเจ้าเมาก็กลับไปนอนเสีย ข้าไม่ได้ชอบเจ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ " "ไม่!! อาหมิงเข้ารอวันนี้มานับร้อยปี ข้ารอเจ้ามานานเหลือเกินแล้ว เจ้าเองก็รักข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ขอให้ข้าเป็นคู่บำเพ็ญกับเจ้าในครั้งนั้น ความขลาดเขลาของข้าที่ปฏิเสธเจ้าในวันนั้น มันทำให้ข้าสำนึกเสียใจมาจนทุกวันนี้ ชีวิตที่ไม่มีเจ้ามันไร้ความหมายยิ่งนัก ข้ายอมสละทุกสิ่งเพื่อเจ้าแล้ว อาหมิงเ







