Masukเพราะคำสั่งของผู้ใหญ่ เด็กหนุ่มร่างอวบจอมซื่อจึงต้องย้ายเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับคู่หมั้น คุณหมอหนุ่มสุดหล่อผู้เพียบพร้อมประหนึ่งสมบัติของโรงพยาบาล ทว่า...ภายใต้รอยยิ้มอบอุ่นนั้น มันมาจากความจริงใจหรือแท้จริงแล้วจะเป็นเพียงแค่กับดัก เพื่อข้อตกลงบางอย่างกันแน่...? “ถ้าภายใน1นาทีพี่ไม่เห็นหนูนิ่มในห้อง พี่จะไปอุ้มมานะครับ” “พี่อุ้มนิ่มไม่ไหวหรอก” “พี่อุ้มแตงหนูยังได้ หนูนิ่มจะลองไหม”
Lihat lebih banyakเสียงฝีเท้ากระทบพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาดของโรงพยาบาลอย่างรีบเร่ง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงหวอและพยาบาลที่วิ่งกันจนวุ่น แววตาคมของ ปรเมษฐ์ อิทธิวงศ์ หรือ ปริญ กำลังกวาดอ่านรายงานที่ผู้ช่วยยื่นมาให้อย่างใช้สมาธิ
"เคสนี้ต้องอาจารย์หมอประจักษ์เท่านั้น รีบไปตามอาจารย์หมอเลย เดี๋ยวผมจะเข้าไปดูเบื้องต้นให้ก่อน" "รับทราบค่ะ" "ไปพักเถอะหมอปริญ" "ครับอาจารย์" "จริงๆคุณไม่จำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนี้ก็ได้นะ เป็นถึงลูกเจ้าของโรงพยาบาลแต่กลับลงมาดูเคสเองจนดึกดื่นทุกวันเลย" "ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมตั้งใจเรียนหมอมาเพราะอยากช่วยคนจริงๆ" "ดีจริงๆเลยนะ เฮ้อ งั้นผมขอลากลับก่อนแล้วกันเจอกันพรุ่งนี้นะ" ปริญเองก็แยกตัวออกมาเพื่อที่จะกลับไปพักผ่อนที่คอนโดเช่นเดียวกัน ซึ่งตลอดทางเดินมาที่รถ พยาบาลสาวน้อยสาวใหญ่ก็ต่างพากันเหลียวมองพร้อมส่งยิ้มหวาน บอกฝันดีให้ไม่ขาดปาก เพราะความหล่อและความสามารถที่ไม่เป็นสองรองใครทำให้หมอหนุ่มวัย 28ปี ที่ยังไร้แววการมีคู่ครองตกเป็นที่หมายตาของใครหลายคนไม่น้อยเลย "คุณแม่ ทำไมมาอยู่นี่ได้ล่ะครับ ดึกแล้วนะ" เมื่อกลับมาถึงคอนโด ปริญก็ได้เห็นว่าคุณหญิงกนกวรรณ ผู้เป็นแม่มานั่งรออยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าจริงจังแล้ว "แม่มีเรื่องจะคุยด้วย…" และตลอดการฟัง ร่างสูงได้แต่ขมาดคิ้วเป็นปม เมื่ออยู่ๆคุณหญิงแม่ก็มาบอกว่าจะให้เขาหมั้นกับคนที่ชื่อ หนูนิ่ม ทั้งๆที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แค่เพราะเหตุผลทางด้านธุรกิจ ด้วยว่าโรงพยาบาลของพวกเขาเพิ่งได้เซ็นสัญญากับบริษัทของเพื่อนแม่ที่ทำการนำเข้าเครื่องมือการแพทย์ให้เมื่อไม่นานมานี้ แต่อยู่ๆประธานกรรมการบริหารของบริษัทนั้นก็เกิดประสบอุบัติเหตุ และคำขอสุดท้ายของคุณอิศรา รวิปรียาก็คือการฝากฝังมาให้ดูแลชีวิตเด็กหนุ่มคนนั้นต่อ ก่อนจะสิ้นลมไป พอได้ฟังเหตุผลทั้งหมด ร่างสูงก็ไม่รีรอที่จะคัดค้านในทันที "ยังไงผมก็ยืนยันว่าไม่ครับ" "แม่ก็ยืนยันคำเดิมว่าปริญต้องหมั้นเหมือนกัน" "แต่แม่ นี่มันยุคไหนแล้ว การดูแลมันมีตั้งหลายวิธี เรารับน้องเข้ามาดูแลโดยที่แม่ไม่ต้องมาบีบบังคับผมแบบนี้ก็ได้นี่ครับ" "อีกอย่าง แม่ก็บอกเองว่าหนูนิ่มของแม่ยังไม่ตกลงเลย" "ก็เพราะหนูนิ่มยังลังเล มันถึงต้องเป็นหน้าที่ปริญที่ต้องทำให้น้องยอมหมั้นไง แม่พูดไปตั้งยาวปริญไม่ได้ฟังเหรอ" "แต่ผม..." "ปริญฟังแม่นะ หนูนิ่มเพิ่งจะเรียนจบมาไม่นาน น้องไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับงานแม่น้องเลย" "อีกอย่างในอุบัติเหตุครั้งนั้นก็มีหนูนิ่มด้วย หลายๆอย่างมันยังไม่พร้อมที่จะให้น้องเข้ามาดูแลบริษัท" "และเพื่อไม่ให้บริษัททางนั้นมันแย่ อิสราเลยมอบหุ้นของเขาให้แม่ช่วยดูแลไปก่อนชั่วคราว จนกว่าหนูนิ่มจะพร้อม" "แต่แม่จะเข้าไปบริหารโต้งๆเลยมันก็ไม่ใช่เรื่อง เดี๋ยวได้โดนกรรมการบริษัทคนอื่นประท้วงพอดี มันเลยต้องเป็นวิธีนี้" "และถ้าบริษัทนั้นล้ม ปริญอย่าลืมนะว่าโรงพยาบาลเราเซ็นลงทุนกับมันไปมากแค่ไหน เครื่องมือเราก็ยังได้มาไม่ครบ สัญญามัน5ปีเราจ่ายเงินเต็มจำนวนไปแล้ว3ปี ถ้าปล่อยให้คนอื่นมาดูแลบริษัทนั้นแทนแล้วบอกว่าสัญญาของเราเป็นโมฆะและหันไปหาโรงพยาบาลอื่นแทน เราก็ขาดทุนย่อยยับเลยนะ" "ทีนี้ปริญเข้าใจแม่รึยัง" "แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่มากนะแม่" "แม่มีข้อเสนอ..." "เดี๋ยวแม่จะนัดหนูนิ่มให้มากินข้าวกับเรา" "ครับ" "พักผ่อนเถอะ แม่มาเพื่อพูดแค่นี้" ณ. ห้องอาหารของโรงแรม นารินทร์ รวิปรียา หรือ หนูนิ่ม กำลังนั่งอยู่ข้างๆ คุณหญิงกนกด้วยสีหน้าท่าทางที่เกรงเล็กน้อย มือประสานวางไว้บนตัก หันมองซ้ายขวาอย่างตื่นเต้นที่รู้ว่าวันนี้ต้องมาดูตัว "หนูนิ่มหิวรึยังคะ" "ป้าว่าเรามากินกันก่อนเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียหมด" "....." "จะรอพี่ปริญเหรอลูก ไม่ต้องรอก็ได้ค่ะ พี่เขาบอกป้าว่าออกมาแล้วนะ แต่สงสัยรถจะติดเลยช้า" หนูนิ่มพยักหน้าให้ พร้อมตักอาหารให้กับผู้ใหญ่ก่อนตามธรรมเนียม ชั่งรู้จักเอาใจให้คนแก่เอ็นดูเสียจริง ระหว่างนั้นเองเสียงฝีเท้าหนักๆของใครบางคนในชุดทำงานก็ได้เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เร่งรีบ และเมื่อสายตาคมปะทะเข้ากับหนูนิ่มที่นั่งอยู่ข้างคุณหญิงกนก ปริญก็ชะงักไปในทันที ก่อนที่จะก้าวเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างช้าๆ "มาพอดีเลย แม่กับน้องเพิ่งจะเริ่มทาน" "ปริญนี่หนูนิ่ม หนูนิ่มคะพี่ปริญว่าที่คู่หมั้นหนูค่ะ" ทั้งคู่ต่างยกมือไหว้ทักทายกันตามมารยาท แต่สายตาของร่างสูงกลับเอาแต่มองพินิจพิจารณาคู่หมั้นที่แม่หามาให้อย่างไม่หยุดหย่อน ปริญไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหนูนิ่มที่แม่พูดถึงจะเป็นคนที่อวบอ้วนถึงเพียงนี้ ในขณะเดียวกันดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนแฝงประกายระยิบระยับเหมือนแสงดาวของหนูนิ่มก็มองปริญกลับไปด้วยเช่นเดียวกัน ขนตายาวงอนเป็นแพรับกับดวงตาที่ดูมีเสน่ห์นั้นหลบตาลงอย่างไร้เดียงสา เมื่อเผลอสบเข้ากับว่าที่คู่หมั้นสุดหล่อ แก้มอวบอิ่มกลมเป็นพวงน่าหยิกขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ริมฝีปากอมชมพูเม้นเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างน่าเอ็นดูในทันที "ปริญตักอาหารให้น้องหน่อยสิคะ" คุณหญิงกนกพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศ ซึ่งร่างสูงก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย หนูนิ่มจึงรีบก้มหน้าก้มตาพิมพ์ไอแพดยื่นมาให้ในทันที (ขอบคุณครับ) "ทำไมคุณ เอ่อ หนูนิ่ม ไม่พูดแทนละครับ" ปริญถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แฝงความสงสัยเล็กน้อย หนูนิ่มจึงรีบพิมพ์ข้อความใหม่ยื่นให้อีกฝ่ายอ่านอีกครั้ง (ผมพูดไม่ได้ครับ) ซึ่งนั่นก็ทำให้ร่างสูงชะงักไปไม่น้อย พร้อมเงยหน้าขึ้นมามองหนูนิ่มสลบกับผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้างงงวย และคุณหญิงที่เห็นว่าใบหน้าอวบอิ่มของว่าที่ลูกสะใภ้นั้นเริ่มยิ้มเจื่อนลง เธอที่นั่งอยู่ข้างๆจึงรีบพูดเสริมขึ้น "เพราะอุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นน่ะปริญ ที่แม่เล่าให้ฟังว่าคุณอาอิศราท่านประสบอุบัติเหตุ หนูนิ่มที่นั่งอยู่ในรถก็ได้รับบาดเจ็บไปด้วย น้องโดนกระจกบาดแทงเข้าที่กล่องเสียง ทำให้ต้องหัดพูดใหม่" "แต่ว่าตอนนี้น้องเริ่มพูดได้แล้วนะคะ แค่อาจจะช้าหน่อย น้องกำลังหัดพูดเป็นคำๆไป ปริญช่วยน้องฝึกได้นะลูก" สายตาคมมองหนูนิ่มที่พยายามเก็บสีหน้าแต่ทว่าสายตากับหงอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แล้วยิ้มบางส่งไปให้คนน้องเพื่อไม่ให้บรรยากาศเสีย ก่อนจะเริ่มลงมือทานข้าวกัน โดยที่ทั้งคู่แทบไม่ได้มีบทสนทนาอะไรกันเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งหลังกลับมาบ้าน ปริญก็เริ่มพูดกับแม่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมในทันที "ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยนะครับ" "แม่จะให้ผมหมั้นกับเขาจริงๆเหรอ?" "ใช่ ปริญ หนูนิ่มเป็นเด็กดีมากเลยนะ แล้วน้องก็ต้องการใครสักคนมาดูแลปริญก็เห็น" ร่างสูงได้แต่ถอนหายใจฟึดฟัดอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่ก็ไม่อาจจะโต้เถียงต่อได้ เมื่อถูกผู้เป็นแม่มองกดดันผ่านทางสายตาว่าเขาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก "พรุ่งนี้เก็บของกลับมาอยู่บ้านนะคะ แม่จะให้น้องย้ายมาอยู่บ้านนี้ด้วยเหมือนกัน จะได้สนิทกันเร็วๆ" "เดี๋ยวแม่ เราไม่ได้คุยกันเรื่องนี้มาก่อนนี่ครับ" "แม่เพิ่งคิดได้เมื่อกี้" "ผมไม่ย้ายครับ ยังไงก็ไม่ย้าย" "ผมทำงานหนัก บางทีก็กลับดึก ขับรถกลับบ้านไม่สะดวกครับ" "ได้ งั้นปริญเลือกเอาแล้วกันนะคะ ว่าจะให้หนูนิ่มนอนห้องปริญหรือให้นอนอีกห้องในคอนโด" พูดจบคุณหญิงก็เตรียมจะเดินหนีขึ้นบันไดไปในทันที "แม่ แม่อย่ามาเอาแต่ใจใช้มุกมัดมือชกผมแบบนี้นะ" "แม่พูดกับน้องไปแล้ว ไม่คืนคำค่ะ" "อ้อ ถ้าเป็นหมอมันยุ่งนัก ปริญก็เตรียมตัวขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลยแล้วกันเดี๋ยวพรุ่งนี้แม่แต่งตั้งให้เลย แล้วก็รับหนูนิ่มเข้าไปทำงานด้วย ตำแหน่งอะไรก็ได้ที่ใกล้ชิดปริญที่สุด" "เลือกเองดีๆนะคะ อย่าให้แม่ต้องเลือกให้" "ฝันดีค่ะลูกชาย" "แม่กลับมาก่อน แม่!!!" TBC“ตึงมากเลย ปวดมากไหมคะ”“อื้ม”ปริญถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขณะใช้มือนวดคลึงเท้าอวบที่เริ่มบวมเพราะอายุครรภ์ที่มากขึ้น หนูนิ่มท้องแก่เต็มที อีกอาทิตย์เดียวก็จะคลอดแล้ว ทำให้ช่วงนี้ยัยหนูปวดเนื้อปวดตัวไปหมด แถมเจ้าจิ๋วที่อยู่ในท้องก็ไม่จิ๋วสมชื่อเลยสักนิด ตัวก็ใหญ่แถมยังเอาแต่ดิ้นแกล้งคุณแม่แทบทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาที่คุณพ่อออกไปทำงาน ทำให้แม่แมวต้องหิ้วท้องโตๆไปเฝ้าถึงที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง จนโดนอดีตเพื่อนร่วมงานแซวไปหลายรอบเลย“อ้ากกกก ไม่ใช่ขาหมูน้า กัดไม่ได้~!”หนูนิ่มสะดุ้งเฮือกรีบชักขาหนีแทบไม่ทัน เมื่อในตอนที่กำลังจะเคลิ้มหลับ อยู่ดีๆว่าที่คุณพ่อสุดหล่อก็ดันหมั่นเขี้ยวก้มลงไปกัดน่องอวบเข้าให้เต็มปากเต็มคำ“เป็นรอยฟันเลย...”มืออวบลูบขาตัวเองป้อยๆ ทำเสียงงุ้งงิ้งบ่นไม่หยุด แต่แทนที่ปริญจะรู้สึกผิด กลับหัวเราะก่อนจะยื่นมือไปลูบปลอบ“ไม่เบะสิคะ โอ๋น้าาา”“พี่ขอโทษมันหมั่นเขี้ยวไปหน่อย ก็ตอนนี้หนูแน่นทุกส่วนเลย เหมือนมาชเมลโล่นี่นา”“ไม่ต้องเลยน้า เมื่อวานตอนลูกดิ้นพี่ก็กัดท้อง…นิ่ม…จนเป็นรอยฟัน…หลายรอย…เลย”“วันนี้ก็มากัดขาอีก...” หนูนิ่มยังคงทำแก้มพองเป็นปลาปักเป้า จ้องค้อนปริญ
“ออกไปเลย ฮึก นิ่ม...ไม่อยากเห็น...หน้าพี่” หนูนิ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ปาหมอนไล่จนปริญต้องจำใจหันหลังเดินออกไป แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง เสียงเบาหวิวของหนูนิ่มก็...“เดี๋ยว...”“ไปจริงเหรอ”สุดท้ายปริญก็ต้องเดินกลับเข้ามาที่เดิมอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของชั่วโมงนี้“ถอนหายใจ...ทำไม”“ขอโทษครับ”เขาได้แต่ยีฟันให้ยัยเด็กไป ก่อนหนูนิ่มจะหันไปนั่งดูการ์ตูนเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหนึ่งนาทีล้านอารมณ์จริงๆตอนนี้หนูนิ่มท้องได้เกือบหกเดือนแล้ว ซึ่งอารมณ์ของคุณแม่ก็แปรปรวนหนักมาก เดี๋ยวเหม็นเดี๋ยวบอกหอมปริญจนร่างสูงเริ่มทำตัวไม่ถูก ล่าสุดที่ร้องไห้ก็เพราะบอกอยากอมแมวแล้วเขาหาแมวมาให้เล่นในตอนนี้ทันทีไม่ได้ คิดแล้วก็อยากตัดเน็ตยัยเด็กจริงๆช่วงอายุครรภ์มากขึ้นแทบจะไม่มีแล้วเด็กขี้อ้อน มีแต่เด็กขี้แงที่เอะอะก็ร้องไห้ งอน ขึ้นเสียงใส่ตลอดแน่นอนว่าความเป็นหมอช่วยเขาได้มากในการทำความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากฮอร์โมนคนท้อง แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความรู้สึกหนูนิ่มมากขึ้นด้วย ว่าเมื่อก่อนเวลาโดนเขาตะคอกใส่น้องรู้สึกยังไง “เด็ก พรุ่งนี้เราจะได้รู้เพศลูกแล้วนะ ตื่นเต้นไหมคะ”“อื้ม”
เพล้ง!เพล้ง!!เพล้ง!!!เพล้ง!!!!เพล้ง!!!!!เสียงตีหม้อดังลั่นห้องปลุกให้สองร่างที่กำลังนอนกอดกันกลมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที ก่อนจะเจอเข้ากับร่างอวบที่ถือตะหลิวกับหม้อพร้อมเท้าสะเอวมองคนบนเตียงตาเขียวปั้ดอยู่“ปล่อยมือจากหนูนิ่มเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!” เสียงหวานแหลมตะโกนลั่น จนทำให้ปริญต้องขยี้ตารัวๆ หันกลับไปมองหนูนิ่มที่นอนซุกอกอยู่ที แล้วหันกลับไปมองอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงอีกทีด้วยความสับสนอะไรกันวะเนี่ยนั่นก็หนูนิ่ม นี่ก็หนูนิ่มเมาค้างรึเปล่าวะปริญขยี้ตารัวๆ พยายามมองให้แน่ใจเขาไม่ได้แฮงค์จนตาฝาดไปเอง ขณะที่หนูนิ่มรีบโกยผ้าห่มไปยื่นข้างพี่ตัวเองแล้ว เพราะกลัวโดนดุ“จะทำหน้างงอีกนานไหม”“พี่อั้ตแจ้งตำรวจเลยจ้า”“ปีนบ้านชาวบ้านชาวช่องเขาดึกๆ ดื่นๆ แถมยังมาฉวยโอกาสใส่คนในบ้านเขาอีก นิสัยแย่มาก!!” หนูนุ่มเท้าเอวจับตะหลิวชี้หน้าขู่ปริญอย่างเอาเรื่อง“เฮ้ยเดี๋ยว! ใจเย็นก่อนดิอ้วน!” ปริญเผลอหลุดปาก แต่ยังไม่ทันจบประโยคดี ตะหลิวก็ฟาดลงมาที่แขนของเขาเต็มแรงจนสะดุ้ง“โอ๊ย! ตีพี่ทำไมเนี่ย!!”“ใครน้องนาย!”“อย่ามานับญาติกับเรานะ”ร่างสูงแทบอยากทึ้งหัวตัวเอง แค่สถานการณ์ที่มีหนูนิ่มสองคนก็มึนจะ
สุดท้ายหนูนิ่มก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะบอกหรือไม่บอกเรื่องเด็กในท้องกับปริญ แต่ณ.ตอนนี้อยู่กันสองคนกับจิ๋วเขาก็สบายใจดี มีหนูนุ่มรอเป็นแม่ทูนหัว ลุงอาทิตย์ก็ช่วยดูแลแค่นี้ก็พอแล้ว“บี๋~ เอาชุดนี้ไหม”หนูนุ่มชูเสื้อผ้าเด็กอ่อนขึ้นมาให้แฝดน้องดูพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้นจนหนูนิ่มอดเอ็นดูในตัวพี่ชายไม่ได้ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆแล้วยกมือขึ้นมาจีบให้พี่ดู“ใหญ่ไป…จิ๋วตัว…เท่านี้”ยัยนุ่มถึงกับมองตามแล้วย่นจมูก ก่อนจะวางชุดนั้นลงไปอย่างเสียดาย“ทำไมหลานตัวเล็กจัง แบบนี้บี๋ต้องกินเยอะๆน้าหลานเค้าจะได้แข็งแรงๆ”หนูนิ่มได้แต่หัวเราะกับท่าทางตื่นเต้นของแฝดพี่ ดูเหมือนจะมีคนเห่อหลานเอามากจริงๆวันนี้สองแฝดและอาทิตย์พากันออกมาเดินซื้อของใช้สำหรับแม่และเด็ก โดยเฉพาะวิตามินบำรุงครรภ์สำหรับคุณแม่คงต้องซื้อเยอะเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้หนูนิ่มแพ้ท้องหนักมาก เรียกได้ว่าแค่น้ำลายตัวเองยังแพ้ ได้กลิ่นอะไรก็มวนท้องไปหมดจนน้ำหนักลดลงไปถึงห้ากิโลภายในเวลาไม่นาน คุณหมอที่ฝากครรภ์เองก็ดูแลเต็มที่แต่ยังจนปัญญา ได้แต่ให้น้ำเกลือเพื่อประคองร่างกายเท่านั้นสองแฝดเดินควงกันเลือกของไปได้ไม่นานหนูนิ่มก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอีกระล
“อืม อาการอักเสบลดลงเยอะแล้ว แต่ยังต้องระวังเรื่องการใช้เสียงอยู่นะ”(แปลว่าอีกไม่นานนิ่มก็จะหายดีแล้วใช่ไหมครับ)“กล่องเสียงหายอักเสบแล้ว แต่เสียงยังไม่หายครับ ต้องฝึกการออกเสียงกับพี่ต่อไปอีกหน่อย เข้าใจไหมครับคุณหนู”หนูนิ่มพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้ประกบลงบนนิ้วโป้งทำท่าโ
“พรุ่งนี้หนูนิ่มอาจจะต้องทำแบบนี้เพื่อให้บอร์ดบริหารเกิดความเชื่อมั่น ตรงนี้เป็นจุดที่อาจจะผิดพลาดได้ลองอ่านทวนใหม่ดูนะ”“ส่วนเรื่องทีมเดี๋ยวพี่จะช่วยเสริมให้...”“บิบี๋~~เค้าทำกับข้าวเสร็จแล้ว~~~” เสียงร่าเริงสดใสของยัยแมวคนพี่ดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ก่อนจะตามมาด้วยร่างอวบที่แกล้งหลบอยู่หลังประตู รอ
Prin Partผ่านไปหนึ่งอาทิตย์แล้วที่ผมหันไปมองเตียงข้างๆแล้วพบว่ามันว่างเปล่า รู้สึกวูบโหวงในใจอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ชินเลยจริงๆแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราจบกัน ผมจะไม่มีเจ้าเด็กตัวกลมมานอนข้างๆอีกแล้ว ผมได้แต่หยิบตุ๊กตาหมีตัวโปรดของหนูนิ่มขึ้นมากอดแทนเจ้าตัว ซุกหน้าลงกับขนนุ่มๆ สูดดมกลิ่นหอมที่ยังต
หลังจากปล่อยให้ตัวเองร้องไห้คร่ำครวญจนพอใจ ปริญก็ยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อ่อนไหวทั้งหมดทิ้ง พร้อมกับหยาดน้ำตาเพื่อจะไปหาตัวต้นเรื่อง เขาพอแล้ว ความเมตตา ความรู้สึกผิด ไม่ต้องมีมันแล้วรพีกำลังนั่งไขว่ห้างยิ้มอย่างสบายอารมณ์อยู่กับอุ๋ม มือเรียวพลิกแหวนเพชรวงงามบนนิ้วนางข้างซ้า











