Masukเรื่องราวความรักของ ‘ปั้น’ พนักงานร้านสะดวกซื้อ และ ‘จิณณ์’ ลูกชาย ส.ส. ชื่อดัง สองคนที่ต่างขั้วและต่างมีปมในใจ แต่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ความรักครั้งนี้จะสมหวังได้อย่างไร มาร่วมลุ้นไปด้วยกัน!
Lihat lebih banyakในยามค่ำคืนของประเทศที่ทั้งปีแทบไม่เคยสัมผัสอากาศหนาว แม้จะล่วงเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ตาม แต่วันนี้อุณหภูมิกลับลดต่ำลงอย่างน่าประหลาดใจ ลมหนาวพัดกระโชกเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงที่มีแต่ตึกสูง ทั้งที่ปกติไม่ค่อยมีปรากฏการณ์แบบนี้ให้เห็นมากนัก
ทว่าถึงอากาศภายนอกจะเย็นยะเยือกเพียงใด มันกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับไอร้อนบนใบหน้าของผมที่กำลังร้อนผ่าวจนแทบไหม้ หัวใจที่เคยเป็นปกติกลับเต้นโครมครามรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก แรงอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ภายในเดือดพล่านจนเอาชนะความหนาวเย็นได้อย่างราบคาบ
เบื้องหน้าของผม คือชายตัวสูงที่กำลังยืนมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสงไฟสลัวภายในร้านอาหารลอดผ่านลำตัวของเราสองคนจนเห็นเป็นเงาท่ามกลางเสียงดนตรีและเสียงแก้วกระทบกันที่ดังแว่วมาแต่ไกล ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โชคยังดีที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อที่กำลังผุดขึ้นไม่หยุดเพราะความประหม่า
“นายจะขออะไรล่ะปั้น รีบบอกมาสิ” อีกฝ่ายเอ่ยถามพลางกอดอก ราวกับมั่นใจว่าสิ่งที่ผมจะขอ เขาสามารถหามาให้ได้อย่างแน่นอน
“ทุกอย่างเลยเหรอครับ”
“อืม ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเงินทอง พี่สามารถหามาให้นายได้ทุกอย่างเลย”
“เอ่อ…ผมไม่ได้ต้องการเงินทองหรือชื่อเสียงอะไรพวกนั้นหรอกครับ”
“แล้ว…นายต้องการอะไร”
“ผม…เอ่อ…ผม…ผมขอแค่ชอบพี่ได้ไหมครับ”
“หมายความว่าไง”
“ผมชอบพี่ครับ ชอบมานานแล้วด้วย” ผมกำมือแน่นพลางกล่าวคำบอกรัก ในใจก็ได้แต่คิดว่าถ้าอีกฝ่ายปฏิเสธจะต้องทำอย่างไรต่อ ทว่าความกังวลนั้นกลับมาไวกว่าที่คิด เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พร้อมท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
“เหอะ! นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร”
“ผมรู้…ผมรู้ว่าผมไม่คู่ควรกับพี่ แต่ขอเถอะนะครับ ขอให้ผมได้ชอบพี่แบบนี้ได้ไหมครับ ถึงจะชอบอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่เป็นไร”
“นายตลกจังนะปั้น...” เขาพ่นคำพูดออกมาแทบจะในทันที ใบหน้าของเขาถึงจะมีแสงไฟส่องผ่านเพียงนิด แต่ก็พอรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแบบไหน คงจะทำสีหน้าดูถูกกันเหมือนทุกครั้ง
“ไม่คิดเลยว่านายจะใฝ่สูงแบบนี้… คิดว่าชอบฉันแล้วจะทำให้ตัวเองสูงส่งขึ้นมาบ้างล่ะสินะ”
“ไม่ใช่…ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย พี่เข้าใจผิดแล้ว”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร พวกนายก็เหมือนกันทั้งหมดนั่นแหละ เข้าหาฉันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”
“ผมชอบพี่จริง ๆ นะครับ ผลประโยชน์อะไรแบบนั้นไม่มีอยู่ในหัวผมเลย ผมก็แค่รู้สึกดีตอนอยู่กับพี่เท่านั้น” ผมอธิบายทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเชื่อ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“รู้สึกดี? อย่าลืมสิว่าสถานะของเรามันเริ่มมาจากตรงไหน...” พี่จิณณ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เขาใช้เป็นประจำ
“บอกแล้วไงว่าอย่าเอาใจลงมาเล่นกับความสัมพันธ์แบบนี้ พวกเราก็แค่คู่สัญญานายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น นายก็แค่ทำหน้าที่ให้ฉันเลิกยาได้ก็พอ ในเมื่อนายทำผิดสัญญาก่อน เท่ากับสัญญานี้จะต้องเป็นโมฆะ”
อีกฝ่ายจ้องลึกเข้ามาในดวงตา พลางยกยิ้มด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ราวกับกำลังนึกสมเพชในตัวผม
“และคำขอที่อยากได้... นายก็จะไม่มีวันได้มันไปเด็ดขาด”
“หมาย… หมายความว่าไงครับ”
“ฉันไม่มีวันชอบนายยังไงล่ะ และนายก็ไม่มีสิทธิ์มาชอบฉันด้วย เข้าใจใช่ไหม... ไอ้ขยะ”
ผมหน้าเหวอทันทีกับประโยคหยุดเวลาที่อีกฝ่ายพ่นออกมา ไม่คิดเลยว่าคำว่า “ไอ้ขยะ” ที่มักได้ยินอยู่บ่อยครั้ง จะบาดลึกกินใจได้ถึงเพียงนี้ เสียงดนตรีที่ดูสนุกสนานดังแว่วมาแต่ไกล ราวกับต้องการเยาะเย้ยผมที่กล้าดีบอกความในใจที่เก็บซ่อนมานานให้อีกฝ่ายฟัง ร่างกายทั้งร่างเริ่มชาหนึบ แม้กระทั่งขาที่ก้าวถอยหลังยังไม่มีแรงจะขยับ
“ผม…ผม...ผมเข้าใจแล้ว” ถึงแม้ใจจะยังลังเล อยากเค้นถามออกไปว่าแล้วก่อนหน้านี้ ความอ่อนโยนและสายตาที่ผมเคยได้รับมันคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเห็นความเยือกเย็นบนใบหน้าเขา ในท้ายที่สุดผมก็ต้องยอมแพ้
“เข้าใจง่ายก็ดี หวังว่านับจากนี้จะไม่เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก”
อีกฝ่ายทิ้งท้ายประโยคใจร้าย ก่อนจะขยับถอยห่างแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไป ราวกับไม่ต้องการเห็นหน้าคนอย่างผมแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
“เข้าใจง่ายก็ดี หวังว่านับจากนี้จะไม่เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก”
พี่จิณณ์ทิ้งท้ายประโยคใจร้าย ก่อนขยับถอยห่างเดินจากไป เร่งรีบราวกับไม่ต้องการเห็นหน้าคนอย่างผมอีกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
ถึงจะทำใจมาบ้างแล้วกับการถูกปฏิเสธ แต่พอเอาเข้าจริงมันกลับหนักหนากว่าที่คิดไว้มาก ผมยอมแพ้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา
ผมผิดเองที่คิดว่าดอกฟ้าอย่างพี่จิณณ์จะหันมามองหมาวัดอย่างผม ทั้งที่คอยอุ้มชูดอกฟ้าและฟูมฟักให้เติบโตพ้นพื้นดินแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายกลับมองเห็นผมเป็นเพียงคนที่ทำดีด้วยเพื่อหวังผลประโยชน์ แถมยังตราหน้ากันว่าเป็นแค่ไอ้ขยะจน ๆ ริอาจจะไปเทียบเท่ากับคนอย่างเขา
ทั้ง ๆ ที่คิดว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกเดียวกันแท้ ๆ แต่มันกลับไม่ใช่เลยสักนิด มันผิดที่ตรงไหนกันนะ ผิดที่เวลา ผิดที่สถานะ หรือผิดที่เราโคจรมาเจอกันตั้งแต่แรก
ผมก้มหน้ามองพื้นปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า ภาพตรงหน้าพร่าเลือนรางไม่ต่างจากอนาคตของผม มองไปมองมาก็อดนึกย้อนกลับไปเมื่อปีก่อนไม่ได้...วันแรกที่ผมได้เจอกับเขา
•♥•*•♥•
เรื่องราวของพวกเราสองคนมาถึงจุดนี้ได้ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน หลังจากที่ผมได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นการเรียนภาคค่ำ แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่นำมาจ่ายค่าเทอมล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งสิ้น
แสงนีออนสีขาวนวลในร้านสะดวกซื้อแผ่ซ่านจนแสบตา มันทำหน้าที่ประโลมโลกให้ดูสะอาดสะอ้านเกินจริง ผิดกับความเหนื่อยล้าที่กัดกินผมมาตลอดทั้งคืน เช้าวันใหม่ที่ไม่ค่อยสดใสของพนักงานร้านสะดวกซื้อ ท่ามกลางมนุษย์กะดึกที่สภาพไม่ต่างจากศพเดินได้ ผมคือหนึ่งในนั้น มนุษย์กะดึกที่แม้แต่ซอมบี้ยังต้องเรียกพี่
เมื่อผลักประตูออกจากร้านที่แทบจะเป็นบ้านหลังที่สอง กลิ่นอายยามเช้าของกรุงเทพฯ กลับไม่ได้สดชื่นอย่างที่คิด มันผสมปนเปไปด้วยกลิ่นท่อระบายน้ำ และกลิ่นควันไอเสียของรถที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ผมถอนหายใจยาวเหยียดพลางกระชับสายเป้ที่เริ่มขาดรุ่ย ก่อนจะเดินทอดน่องไปตามฟุตบาทสภาพจะพังแหล่มิพังแหล่ มุ่งหน้าสู่ป้ายรถเมล์ป้ายประจำ
ระหว่างทางสายตาก็เหม่อมองไปยังตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป แสงสีทองของพระอาทิตย์กำลังอาบไล้ตึกสูงหรูหราชวนมอง แต่มันช่างห่างไกลจากโลกของผมเหลือเกิน โลกที่เริ่มต้นและจบลงในสลัมแออัดท้ายซอย ที่ซึ่งเสียงทะเลาะวิวาทของข้างบ้านคือนาฬิกาปลุก และกลิ่นกับข้าวจากเตาถ่านคือสัญญาณบอกว่าเรายังมีชีวิตอยู่
ผมชื่อ ‘ปั้น’ ปัญจพล ขยันทำกิจ อายุยี่สิบสี่ปี หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตก็ทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้ ผมจึงเติบโตมาจากการชุบเลี้ยงของป้าแต๋ม ป้าแท้ ๆ ที่เป็นทอมรุ่นใหญ่ใจนักเลง ป้าแต๋มสอนให้ผมรู้จักกำหมัดมากกว่าการคุกเข่าขอร้อง แกบอกเสมอว่า 'คนจนอย่างเรา ถ้าไม่สู้ก็โดนเหยียบจนจมดิน' ผมเห็นป้าต้องตากแดดตากฝนขี่วินมอเตอร์ไซค์ส่งผมเรียนตั้งแต่เด็ก ภาพความลำบากเหล่านั้นหล่อหลอมให้ผมมีกำแพงสูงลิ่วยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกคนรวยที่มักจะมองคนจนราวกับเป็นมดปลวกตัวกระจ้อยร่อยที่จ้องจะแทะบ้านของพวกเขา
ผมเดินไปได้ไม่นานก็พบป้ายรถเมล์ขนาดใหญ่ที่หน้าปากซอย ยืนรอไม่นาน รถเมล์คันเก่าคร่ำครึสีแสดเหวี่ยงตัวเข้าจอดเทียบป้ายเสียงดังลั่น ผมแทรกตัวขึ้นไปเบียดเสียดกับฝูงชนเหล่าพี่น้องชาวรถเมล์ไปตามเส้นทางที่คุ้นชิน จวบจนรถมาจอดรับผู้โดยสารหน้าคอนโดหรูหราใจกลางเมือง
และนั่นคือวินาทีที่ผมได้สบตากับชายหนุ่มคนหนึ่ง อีกฝ่ายดูเหมือนหลุดออกมาจากหน้าจอโทรทัศน์ ผิวขาวจัดและใบหน้าใสกิ๊กราวกับเข้าคลินิกเสริมความงามมาทุกวัน เขาเดินขึ้นรถด้วยมาดคุณชายในชุดเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาวกริบ ก่อนจะเดินมาหยุดยืนข้างผมพร้อมกับเกาะที่ราวจับอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบราวเหล็กไว้เบา ๆ ราวกับรังเกียจขี้ไคลสะสมที่ผ่านมือคนมานับล้าน
“สกปรกชะมัด” ชายตรงหน้าสบถเบา ๆ พลางทำจมูกย่น พยายามจะยืนตัวตรงให้ดูสง่าที่สุดท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดจนจะกลายเป็นปลากระป๋องอยู่รอมร่อแล้ว
ผมลอบมองชายคนนั้น ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด โชคดีที่อีกฝ่ายไม่งัดผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชูเปียกอะไรเถือก ๆ นั้นออกมาเช็ดก่อนจับ ไม่งั้นคงได้ถูกพี่กระเป๋ารถเมล์ไล่ลงจากรถอย่างแน่นอน
แต่แล้วไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจู่ ๆ พี่โชเฟอร์นึกครึ้มอะไรขึ้นมา แกเล่นโชว์สกิลเบรกกระชากวิญญาณจนคนหัวทิ่มกันทั้งคัน! และในจังหวะนั้นเอง ร่างสูงโปร่งที่ยืนแอ็กท่าเกาะราวเก้ ๆ กัง ๆ อยู่เมื่อครู่ก็เสียหลักจนศูนย์ถ่วงพังพินาศ ล้มเอนลงมาคว้าหมับเข้าที่เอวของผมไว้พอดิบพอดี
“เฮ้ย!... คุณทำอะไรเนี่ย!” ผมตะโกนลั่นด้วยความตกใจ พยายามจะผลักแผ่นอกกว้างที่เบียดประชิดเข้ามาให้ห่างออกไป
“ก็...รถมันเบรกอะครับ จะให้ทำยังไง” อีกฝ่ายโต้กลับอ้อมแอ้ม
ทว่าสถานการณ์กลับยิ่งวิกฤตมากกว่าเดิม เมื่อฝูงปลาซาร์ดีนล็อตใหม่พากันเบียดทะลักขึ้นมา แรงกระแทกจากทุกทิศทุกทางบีบให้ผมโผเข้าหาแผ่นอกกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นว่าพวกเราสองคนต้องยืนเบียดเสียดแนบชิด จนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
ใบหน้าใสกิ๊กของเขาอยู่ห่างจากผมไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายจนผมเคลิ้มไปวินาทีหนึ่ง แต่พอเห็นสายตาหยิ่งผยองนั่นมองสบลงมาเหมือนผมเป็นแค่ที่ยึดเกาะกันตาย สายตานั้นทำให้สติที่เตลิดไปไกลดีดกลับมาทันที
“ปึก!”
“โอ๊ยยยยย!”
ผมรวบรวมแรงทั้งหมดกระทืบลงบนหลังเท้าของเขาเต็มแรง! รองเท้าผ้าใบหนา ๆ บดขยี้ลงบนรองเท้าหนังราคาแพงจนร่างสูงสะดุ้งตัวลอย อีกฝ่ายเผลอปล่อยมือจากเอวของผมแล้วเสียหลักถลันวืดไปข้างหน้าท่ามกลางฝูงชนที่เพิ่งเบียดขึ้นมา
แม้ผมจะหลุดพ้นจากมือปลาหมึกนั่นมาได้ แต่คนรับไม้ต่อกลับเป็นป้ากระเป๋ารถเมล์แทน เพราะชายคนนั้นดันเสียหลัก ฝ่ามือขยำเข้าที่หน้าอกไซซ์จัมโบ้ของแกเต็ม ๆ
“ว้ายยย! ไอ้ลามก! ไอ้โรคจิต!” ป้ากระเป๋ารถเมล์แผดร้องเสียงหลง พลางใช้กระบอกตั๋วสเตนเลสคู่ใจฟาดโครมเข้าที่หัวของอีกฝ่ายอย่างแรง จนฝากระบอกตั๋วเปิดออกและทำเอาเหรียญด้านในร่วงกราวเกลื่อนเต็มพื้นรถ
เสียงเอะอะโวยวายนั้นทำให้ผู้โดยสารทุกคนต่างหันมามองเป็นตาเดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่ลุงโชเฟอร์ที่รีบจอดรถ แล้วคว้าประแจเดินตรงดิ่งมาหาชายคนนั้น
“เฮ้ย! มึงทำเชี่ยอะไรวะ! จะปล้ำเมียกูหรือไงวะ! ลงไปเดี๋ยวนี้นะไอ้โรคจิต ถ้ามึงไม่ลงป้ายนี้ กูจะเลี้ยวรถเข้าโรงพักแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้เลย!”
แทนที่จะสลด พ่อหนุ่มโรคจิตกลับยืดตัวตรงจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ แววตาที่เคยเลิ่กลั่กเปลี่ยนเป็นความโอหังตามสันดานเดิม เขาชี้นิ้วใส่หน้าลุงโชเฟอร์พลางแผดเสียงลั่นรถด้วยความถือดี
“ไอ้คนขับรถกระจอกอย่างมึง! กล้าไล่กูลงจากรถเหรอวะ มึงรู้รึเปล่าว่ากูเป็นลูกใคร!”
ลุงโชเฟอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาดังลั่นรถ แล้วสวนกลับด้วยประโยคที่ทำเอาคนทั้งคันฮากันจนท้องแข็ง
“อ้าว ไอ้เด็กนี่... ขนาดมึงยังไม่รู้ว่าตัวเองลูกใคร แล้วกูจะไปรู้ได้ไงวะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมไปทั่วรถ อีกฝ่ายหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู เขาอ้าปากค้างเหมือนจะด่าต่อแต่ดันนึกคำพูดไม่ออกเสียดื้อ ๆ ถึงแม้จะมีบุคลิกดูดีเพียงใดแต่เมื่อโดนลุงขับรถเมล์ด่าจนเสียหมา มันก็น่าสมเพชจนผมเองยังอดขำไม่ได้
“มึงลงไปเลยนะ! ถ้ามึงไม่ลงกูจะเอาประแจฟาดหัวให้แตกเลยคอยดู!”
ลุงยกประแจขึ้นมาทำท่าจะฟาดลงไปที่หัวของชายโรคจิตคนนั้น อีกฝ่ายเลยจำใจเดินลงจากรถไป ในที่สุดบรรยากาศบนรถก็กลับมาสงบอีกครั้ง ทว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ยอมง่าย ๆ เพราะในขณะที่รถเคลื่อนออกจากป้าย เสียงสบถสุดท้ายก็ตะโกนไล่หลังตามมา
“ไอ้แก่ มึงจำหน้ากูไว้เลย! อีกสามวันมึงเจอกูแน่!”
“เหอะ คิดว่ากูกลัวหรือไงวะ”
ลุงโชเฟอร์บ่นอุบพลางสะบัดหน้ากลับมาเหยียบคันเร่งออกรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามจะเบียดตัวกลับไปหาที่ยืนดี ๆ ทว่าสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับวัตถุสีดำเงาที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นรถ มันคือกระเป๋าสตางค์หนังแท้ใบหรูที่เจ้าของน่าจะทำร่วงไว้ตอนที่ชุลมุนเมื่อครู่
ผมก้มลงเก็บมันขึ้นมาพลางเปิดสำรวจดูข้างในเล่น ๆ บัตรเครดิตนับสิบใบโชว์ความมั่งคั่งที่ขัดกับสภาพของเจ้าของ ด้านในมีบัตรประชาชนที่ซ่อนอยู่ในซอกหลับของบัตรหลากสี ‘จิณณ์ณภัทร วรโชติเมธี’ ใบหน้าหล่อเหลาแต่กวนประสาทในบัตรจ้องกลับมาหาผมราวกับจะหาเรื่อง
“หึ... จิณณ์ณภัทรงั้นเหรอ? ชื่อก็ออกจะเพราะ แต่ไม่น่าเป็นคนโรคจิตเลย” ผมพึมพำกับตัวเองพลางพลิกบัตรไปมา นามสกุลยาวเหยียดที่มองดูก็รู้ว่าตระกูลต้องใหญ่โตระดับเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่กิริยามารยาทดูจะสวนทางกับนามสกุลไปไกลลิบ
“หน้าตาออกจะดี ทำลายสมาคมคนหล่อหมด” ผมส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก่อนจะยัดกระเป๋าสตางค์ราคาแพงใบนั้นลงในเป้
และแผนการสั่งสอนก็เริ่มผุดขึ้นในหัว ความจริงผมกะจะเอาไปส่งคืนที่สถานีตำรวจใกล้ ๆ แล้ว แต่พอนึกถึงสีหน้าผยองตอนที่มันด่าลุงโชเฟอร์ หรือตอนที่มันจงใจจับเอวผม ก็ทำให้ผมตัดสินใจยึดกระเป๋านั้นไว้ก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่
เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ
พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ
เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..











