รักข้ามขั้น

รักข้ามขั้น

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-17
โดย:  THE FLYING CATอัปเดตเมื่อครู่นี้
ภาษา: Thai
goodnovel16goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
10บท
24views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

เรื่องราวความรักของ ‘ปั้น’ พนักงานร้านสะดวกซื้อ และ ‘จิณณ์’ ลูกชาย ส.ส. ชื่อดัง สองคนที่ต่างขั้วและต่างมีปมในใจ แต่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ความรักครั้งนี้จะสมหวังได้อย่างไร มาร่วมลุ้นไปด้วยกัน!

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

 ในยามค่ำคืนของประเทศที่ทั้งปีแทบไม่เคยสัมผัสอากาศหนาว แม้จะล่วงเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ตาม แต่วันนี้อุณหภูมิกลับลดต่ำลงอย่างน่าประหลาดใจ ลมหนาวพัดกระโชกเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงที่มีแต่ตึกสูง ทั้งที่ปกติไม่ค่อยมีปรากฏการณ์แบบนี้ให้เห็นมากนัก

 ทว่าถึงอากาศภายนอกจะเย็นยะเยือกเพียงใด มันกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับไอร้อนบนใบหน้าของผมที่กำลังร้อนผ่าวจนแทบไหม้ หัวใจที่เคยเป็นปกติกลับเต้นโครมครามรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก แรงอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ภายในเดือดพล่านจนเอาชนะความหนาวเย็นได้อย่างราบคาบ

 เบื้องหน้าของผม คือชายตัวสูงที่กำลังยืนมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสงไฟสลัวภายในร้านอาหารลอดผ่านลำตัวของเราสองคนจนเห็นเป็นเงาท่ามกลางเสียงดนตรีและเสียงแก้วกระทบกันที่ดังแว่วมาแต่ไกล ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โชคยังดีที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อที่กำลังผุดขึ้นไม่หยุดเพราะความประหม่า

 “นายจะขออะไรล่ะปั้น รีบบอกมาสิ” อีกฝ่ายเอ่ยถามพลางกอดอก ราวกับมั่นใจว่าสิ่งที่ผมจะขอ เขาสามารถหามาให้ได้อย่างแน่นอน

 “ทุกอย่างเลยเหรอครับ”

 “อืม ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเงินทอง พี่สามารถหามาให้นายได้ทุกอย่างเลย”

 “เอ่อ…ผมไม่ได้ต้องการเงินทองหรือชื่อเสียงอะไรพวกนั้นหรอกครับ”

 “แล้ว…นายต้องการอะไร”

 “ผม…เอ่อ…ผม…ผมขอแค่ชอบพี่ได้ไหมครับ”

 “หมายความว่าไง”

 “ผมชอบพี่ครับ ชอบมานานแล้วด้วย” ผมกำมือแน่นพลางกล่าวคำบอกรัก ในใจก็ได้แต่คิดว่าถ้าอีกฝ่ายปฏิเสธจะต้องทำอย่างไรต่อ ทว่าความกังวลนั้นกลับมาไวกว่าที่คิด เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พร้อมท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

 “เหอะ! นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร”

 “ผมรู้…ผมรู้ว่าผมไม่คู่ควรกับพี่ แต่ขอเถอะนะครับ ขอให้ผมได้ชอบพี่แบบนี้ได้ไหมครับ ถึงจะชอบอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่เป็นไร”

 “นายตลกจังนะปั้น...” เขาพ่นคำพูดออกมาแทบจะในทันที ใบหน้าของเขาถึงจะมีแสงไฟส่องผ่านเพียงนิด แต่ก็พอรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแบบไหน คงจะทำสีหน้าดูถูกกันเหมือนทุกครั้ง

 “ไม่คิดเลยว่านายจะใฝ่สูงแบบนี้… คิดว่าชอบฉันแล้วจะทำให้ตัวเองสูงส่งขึ้นมาบ้างล่ะสินะ”

 “ไม่ใช่…ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย พี่เข้าใจผิดแล้ว”

 “จะไม่ใช่ได้อย่างไร พวกนายก็เหมือนกันทั้งหมดนั่นแหละ เข้าหาฉันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”

 “ผมชอบพี่จริง ๆ นะครับ ผลประโยชน์อะไรแบบนั้นไม่มีอยู่ในหัวผมเลย ผมก็แค่รู้สึกดีตอนอยู่กับพี่เท่านั้น” ผมอธิบายทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเชื่อ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

 “รู้สึกดี? อย่าลืมสิว่าสถานะของเรามันเริ่มมาจากตรงไหน...” พี่จิณณ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เขาใช้เป็นประจำ

 “บอกแล้วไงว่าอย่าเอาใจลงมาเล่นกับความสัมพันธ์แบบนี้ พวกเราก็แค่คู่สัญญานายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น นายก็แค่ทำหน้าที่ให้ฉันเลิกยาได้ก็พอ ในเมื่อนายทำผิดสัญญาก่อน เท่ากับสัญญานี้จะต้องเป็นโมฆะ”

 อีกฝ่ายจ้องลึกเข้ามาในดวงตา พลางยกยิ้มด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ราวกับกำลังนึกสมเพชในตัวผม

 “และคำขอที่อยากได้... นายก็จะไม่มีวันได้มันไปเด็ดขาด”

 “หมาย… หมายความว่าไงครับ”

 “ฉันไม่มีวันชอบนายยังไงล่ะ และนายก็ไม่มีสิทธิ์มาชอบฉันด้วย เข้าใจใช่ไหม... ไอ้ขยะ”

 ผมหน้าเหวอทันทีกับประโยคหยุดเวลาที่อีกฝ่ายพ่นออกมา ไม่คิดเลยว่าคำว่า “ไอ้ขยะ” ที่มักได้ยินอยู่บ่อยครั้ง จะบาดลึกกินใจได้ถึงเพียงนี้ เสียงดนตรีที่ดูสนุกสนานดังแว่วมาแต่ไกล ราวกับต้องการเยาะเย้ยผมที่กล้าดีบอกความในใจที่เก็บซ่อนมานานให้อีกฝ่ายฟัง ร่างกายทั้งร่างเริ่มชาหนึบ แม้กระทั่งขาที่ก้าวถอยหลังยังไม่มีแรงจะขยับ

 “ผม…ผม...ผมเข้าใจแล้ว” ถึงแม้ใจจะยังลังเล อยากเค้นถามออกไปว่าแล้วก่อนหน้านี้ ความอ่อนโยนและสายตาที่ผมเคยได้รับมันคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเห็นความเยือกเย็นบนใบหน้าเขา ในท้ายที่สุดผมก็ต้องยอมแพ้

 “เข้าใจง่ายก็ดี หวังว่านับจากนี้จะไม่เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก”

 อีกฝ่ายทิ้งท้ายประโยคใจร้าย ก่อนจะขยับถอยห่างแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไป ราวกับไม่ต้องการเห็นหน้าคนอย่างผมแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

 “เข้าใจง่ายก็ดี หวังว่านับจากนี้จะไม่เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก”

 พี่จิณณ์ทิ้งท้ายประโยคใจร้าย ก่อนขยับถอยห่างเดินจากไป เร่งรีบราวกับไม่ต้องการเห็นหน้าคนอย่างผมอีกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว 

 ถึงจะทำใจมาบ้างแล้วกับการถูกปฏิเสธ แต่พอเอาเข้าจริงมันกลับหนักหนากว่าที่คิดไว้มาก ผมยอมแพ้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา

 ผมผิดเองที่คิดว่าดอกฟ้าอย่างพี่จิณณ์จะหันมามองหมาวัดอย่างผม ทั้งที่คอยอุ้มชูดอกฟ้าและฟูมฟักให้เติบโตพ้นพื้นดินแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายกลับมองเห็นผมเป็นเพียงคนที่ทำดีด้วยเพื่อหวังผลประโยชน์ แถมยังตราหน้ากันว่าเป็นแค่ไอ้ขยะจน ๆ ริอาจจะไปเทียบเท่ากับคนอย่างเขา

 ทั้ง ๆ ที่คิดว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกเดียวกันแท้ ๆ แต่มันกลับไม่ใช่เลยสักนิด มันผิดที่ตรงไหนกันนะ ผิดที่เวลา ผิดที่สถานะ หรือผิดที่เราโคจรมาเจอกันตั้งแต่แรก

 ผมก้มหน้ามองพื้นปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า ภาพตรงหน้าพร่าเลือนรางไม่ต่างจากอนาคตของผม มองไปมองมาก็อดนึกย้อนกลับไปเมื่อปีก่อนไม่ได้...วันแรกที่ผมได้เจอกับเขา

•♥•*•♥•

 เรื่องราวของพวกเราสองคนมาถึงจุดนี้ได้ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน หลังจากที่ผมได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นการเรียนภาคค่ำ แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่นำมาจ่ายค่าเทอมล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งสิ้น

 แสงนีออนสีขาวนวลในร้านสะดวกซื้อแผ่ซ่านจนแสบตา มันทำหน้าที่ประโลมโลกให้ดูสะอาดสะอ้านเกินจริง ผิดกับความเหนื่อยล้าที่กัดกินผมมาตลอดทั้งคืน เช้าวันใหม่ที่ไม่ค่อยสดใสของพนักงานร้านสะดวกซื้อ ท่ามกลางมนุษย์กะดึกที่สภาพไม่ต่างจากศพเดินได้ ผมคือหนึ่งในนั้น มนุษย์กะดึกที่แม้แต่ซอมบี้ยังต้องเรียกพี่

 เมื่อผลักประตูออกจากร้านที่แทบจะเป็นบ้านหลังที่สอง กลิ่นอายยามเช้าของกรุงเทพฯ กลับไม่ได้สดชื่นอย่างที่คิด มันผสมปนเปไปด้วยกลิ่นท่อระบายน้ำ และกลิ่นควันไอเสียของรถที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ผมถอนหายใจยาวเหยียดพลางกระชับสายเป้ที่เริ่มขาดรุ่ย ก่อนจะเดินทอดน่องไปตามฟุตบาทสภาพจะพังแหล่มิพังแหล่ มุ่งหน้าสู่ป้ายรถเมล์ป้ายประจำ

 ระหว่างทางสายตาก็เหม่อมองไปยังตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป แสงสีทองของพระอาทิตย์กำลังอาบไล้ตึกสูงหรูหราชวนมอง แต่มันช่างห่างไกลจากโลกของผมเหลือเกิน โลกที่เริ่มต้นและจบลงในสลัมแออัดท้ายซอย ที่ซึ่งเสียงทะเลาะวิวาทของข้างบ้านคือนาฬิกาปลุก และกลิ่นกับข้าวจากเตาถ่านคือสัญญาณบอกว่าเรายังมีชีวิตอยู่

 ผมชื่อ ‘ปั้น’ ปัญจพล ขยันทำกิจ อายุยี่สิบสี่ปี หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตก็ทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้ ผมจึงเติบโตมาจากการชุบเลี้ยงของป้าแต๋ม ป้าแท้ ๆ ที่เป็นทอมรุ่นใหญ่ใจนักเลง ป้าแต๋มสอนให้ผมรู้จักกำหมัดมากกว่าการคุกเข่าขอร้อง แกบอกเสมอว่า 'คนจนอย่างเรา ถ้าไม่สู้ก็โดนเหยียบจนจมดิน' ผมเห็นป้าต้องตากแดดตากฝนขี่วินมอเตอร์ไซค์ส่งผมเรียนตั้งแต่เด็ก ภาพความลำบากเหล่านั้นหล่อหลอมให้ผมมีกำแพงสูงลิ่วยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกคนรวยที่มักจะมองคนจนราวกับเป็นมดปลวกตัวกระจ้อยร่อยที่จ้องจะแทะบ้านของพวกเขา

 ผมเดินไปได้ไม่นานก็พบป้ายรถเมล์ขนาดใหญ่ที่หน้าปากซอย ยืนรอไม่นาน รถเมล์คันเก่าคร่ำครึสีแสดเหวี่ยงตัวเข้าจอดเทียบป้ายเสียงดังลั่น ผมแทรกตัวขึ้นไปเบียดเสียดกับฝูงชนเหล่าพี่น้องชาวรถเมล์ไปตามเส้นทางที่คุ้นชิน จวบจนรถมาจอดรับผู้โดยสารหน้าคอนโดหรูหราใจกลางเมือง

 และนั่นคือวินาทีที่ผมได้สบตากับชายหนุ่มคนหนึ่ง อีกฝ่ายดูเหมือนหลุดออกมาจากหน้าจอโทรทัศน์ ผิวขาวจัดและใบหน้าใสกิ๊กราวกับเข้าคลินิกเสริมความงามมาทุกวัน เขาเดินขึ้นรถด้วยมาดคุณชายในชุดเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาวกริบ ก่อนจะเดินมาหยุดยืนข้างผมพร้อมกับเกาะที่ราวจับอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบราวเหล็กไว้เบา ๆ ราวกับรังเกียจขี้ไคลสะสมที่ผ่านมือคนมานับล้าน

 “สกปรกชะมัด” ชายตรงหน้าสบถเบา ๆ พลางทำจมูกย่น พยายามจะยืนตัวตรงให้ดูสง่าที่สุดท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดจนจะกลายเป็นปลากระป๋องอยู่รอมร่อแล้ว

 ผมลอบมองชายคนนั้น ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด โชคดีที่อีกฝ่ายไม่งัดผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชูเปียกอะไรเถือก ๆ นั้นออกมาเช็ดก่อนจับ ไม่งั้นคงได้ถูกพี่กระเป๋ารถเมล์ไล่ลงจากรถอย่างแน่นอน

 แต่แล้วไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจู่ ๆ พี่โชเฟอร์นึกครึ้มอะไรขึ้นมา แกเล่นโชว์สกิลเบรกกระชากวิญญาณจนคนหัวทิ่มกันทั้งคัน! และในจังหวะนั้นเอง ร่างสูงโปร่งที่ยืนแอ็กท่าเกาะราวเก้ ๆ กัง ๆ อยู่เมื่อครู่ก็เสียหลักจนศูนย์ถ่วงพังพินาศ ล้มเอนลงมาคว้าหมับเข้าที่เอวของผมไว้พอดิบพอดี

 “เฮ้ย!... คุณทำอะไรเนี่ย!” ผมตะโกนลั่นด้วยความตกใจ พยายามจะผลักแผ่นอกกว้างที่เบียดประชิดเข้ามาให้ห่างออกไป

 “ก็...รถมันเบรกอะครับ จะให้ทำยังไง” อีกฝ่ายโต้กลับอ้อมแอ้ม

 ทว่าสถานการณ์กลับยิ่งวิกฤตมากกว่าเดิม เมื่อฝูงปลาซาร์ดีนล็อตใหม่พากันเบียดทะลักขึ้นมา แรงกระแทกจากทุกทิศทุกทางบีบให้ผมโผเข้าหาแผ่นอกกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นว่าพวกเราสองคนต้องยืนเบียดเสียดแนบชิด จนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

 ใบหน้าใสกิ๊กของเขาอยู่ห่างจากผมไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายจนผมเคลิ้มไปวินาทีหนึ่ง แต่พอเห็นสายตาหยิ่งผยองนั่นมองสบลงมาเหมือนผมเป็นแค่ที่ยึดเกาะกันตาย สายตานั้นทำให้สติที่เตลิดไปไกลดีดกลับมาทันที

 “ปึก!”

 “โอ๊ยยยยย!”

 ผมรวบรวมแรงทั้งหมดกระทืบลงบนหลังเท้าของเขาเต็มแรง! รองเท้าผ้าใบหนา ๆ บดขยี้ลงบนรองเท้าหนังราคาแพงจนร่างสูงสะดุ้งตัวลอย อีกฝ่ายเผลอปล่อยมือจากเอวของผมแล้วเสียหลักถลันวืดไปข้างหน้าท่ามกลางฝูงชนที่เพิ่งเบียดขึ้นมา 

 แม้ผมจะหลุดพ้นจากมือปลาหมึกนั่นมาได้ แต่คนรับไม้ต่อกลับเป็นป้ากระเป๋ารถเมล์แทน เพราะชายคนนั้นดันเสียหลัก ฝ่ามือขยำเข้าที่หน้าอกไซซ์จัมโบ้ของแกเต็ม ๆ

 “ว้ายยย! ไอ้ลามก! ไอ้โรคจิต!” ป้ากระเป๋ารถเมล์แผดร้องเสียงหลง พลางใช้กระบอกตั๋วสเตนเลสคู่ใจฟาดโครมเข้าที่หัวของอีกฝ่ายอย่างแรง จนฝากระบอกตั๋วเปิดออกและทำเอาเหรียญด้านในร่วงกราวเกลื่อนเต็มพื้นรถ

 เสียงเอะอะโวยวายนั้นทำให้ผู้โดยสารทุกคนต่างหันมามองเป็นตาเดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่ลุงโชเฟอร์ที่รีบจอดรถ แล้วคว้าประแจเดินตรงดิ่งมาหาชายคนนั้น

 “เฮ้ย! มึงทำเชี่ยอะไรวะ! จะปล้ำเมียกูหรือไงวะ! ลงไปเดี๋ยวนี้นะไอ้โรคจิต ถ้ามึงไม่ลงป้ายนี้ กูจะเลี้ยวรถเข้าโรงพักแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้เลย!”

 แทนที่จะสลด พ่อหนุ่มโรคจิตกลับยืดตัวตรงจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ แววตาที่เคยเลิ่กลั่กเปลี่ยนเป็นความโอหังตามสันดานเดิม เขาชี้นิ้วใส่หน้าลุงโชเฟอร์พลางแผดเสียงลั่นรถด้วยความถือดี

 “ไอ้คนขับรถกระจอกอย่างมึง! กล้าไล่กูลงจากรถเหรอวะ มึงรู้รึเปล่าว่ากูเป็นลูกใคร!”

 ลุงโชเฟอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาดังลั่นรถ แล้วสวนกลับด้วยประโยคที่ทำเอาคนทั้งคันฮากันจนท้องแข็ง

 “อ้าว ไอ้เด็กนี่... ขนาดมึงยังไม่รู้ว่าตัวเองลูกใคร แล้วกูจะไปรู้ได้ไงวะ!”

 “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”

 เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมไปทั่วรถ อีกฝ่ายหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู เขาอ้าปากค้างเหมือนจะด่าต่อแต่ดันนึกคำพูดไม่ออกเสียดื้อ ๆ ถึงแม้จะมีบุคลิกดูดีเพียงใดแต่เมื่อโดนลุงขับรถเมล์ด่าจนเสียหมา มันก็น่าสมเพชจนผมเองยังอดขำไม่ได้

 “มึงลงไปเลยนะ! ถ้ามึงไม่ลงกูจะเอาประแจฟาดหัวให้แตกเลยคอยดู!”

 ลุงยกประแจขึ้นมาทำท่าจะฟาดลงไปที่หัวของชายโรคจิตคนนั้น อีกฝ่ายเลยจำใจเดินลงจากรถไป ในที่สุดบรรยากาศบนรถก็กลับมาสงบอีกครั้ง ทว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ยอมง่าย ๆ เพราะในขณะที่รถเคลื่อนออกจากป้าย เสียงสบถสุดท้ายก็ตะโกนไล่หลังตามมา

 “ไอ้แก่ มึงจำหน้ากูไว้เลย! อีกสามวันมึงเจอกูแน่!”

 “เหอะ คิดว่ากูกลัวหรือไงวะ”

 ลุงโชเฟอร์บ่นอุบพลางสะบัดหน้ากลับมาเหยียบคันเร่งออกรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามจะเบียดตัวกลับไปหาที่ยืนดี ๆ ทว่าสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับวัตถุสีดำเงาที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นรถ มันคือกระเป๋าสตางค์หนังแท้ใบหรูที่เจ้าของน่าจะทำร่วงไว้ตอนที่ชุลมุนเมื่อครู่

 ผมก้มลงเก็บมันขึ้นมาพลางเปิดสำรวจดูข้างในเล่น ๆ บัตรเครดิตนับสิบใบโชว์ความมั่งคั่งที่ขัดกับสภาพของเจ้าของ ด้านในมีบัตรประชาชนที่ซ่อนอยู่ในซอกหลับของบัตรหลากสี ‘จิณณ์ณภัทร วรโชติเมธี’ ใบหน้าหล่อเหลาแต่กวนประสาทในบัตรจ้องกลับมาหาผมราวกับจะหาเรื่อง

 “หึ... จิณณ์ณภัทรงั้นเหรอ? ชื่อก็ออกจะเพราะ แต่ไม่น่าเป็นคนโรคจิตเลย” ผมพึมพำกับตัวเองพลางพลิกบัตรไปมา นามสกุลยาวเหยียดที่มองดูก็รู้ว่าตระกูลต้องใหญ่โตระดับเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่กิริยามารยาทดูจะสวนทางกับนามสกุลไปไกลลิบ

 “หน้าตาออกจะดี ทำลายสมาคมคนหล่อหมด” ผมส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก่อนจะยัดกระเป๋าสตางค์ราคาแพงใบนั้นลงในเป้ 

 และแผนการสั่งสอนก็เริ่มผุดขึ้นในหัว ความจริงผมกะจะเอาไปส่งคืนที่สถานีตำรวจใกล้ ๆ แล้ว แต่พอนึกถึงสีหน้าผยองตอนที่มันด่าลุงโชเฟอร์ หรือตอนที่มันจงใจจับเอวผม ก็ทำให้ผมตัดสินใจยึดกระเป๋านั้นไว้ก่อน

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
10
บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ในยามค่ำคืนของประเทศที่ทั้งปีแทบไม่เคยสัมผัสอากาศหนาว แม้จะล่วงเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ตาม แต่วันนี้อุณหภูมิกลับลดต่ำลงอย่างน่าประหลาดใจ ลมหนาวพัดกระโชกเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงที่มีแต่ตึกสูง ทั้งที่ปกติไม่ค่อยมีปรากฏการณ์แบบนี้ให้เห็นมากนัก ทว่าถึงอากาศภายนอกจะเย็นยะเยือกเพียงใด มันกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับไอร้อนบนใบหน้าของผมที่กำลังร้อนผ่าวจนแทบไหม้ หัวใจที่เคยเป็นปกติกลับเต้นโครมครามรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก แรงอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ภายในเดือดพล่านจนเอาชนะความหนาวเย็นได้อย่างราบคาบ เบื้องหน้าของผม คือชายตัวสูงที่กำลังยืนมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสงไฟสลัวภายในร้านอาหารลอดผ่านลำตัวของเราสองคนจนเห็นเป็นเงาท่ามกลางเสียงดนตรีและเสียงแก้วกระทบกันที่ดังแว่วมาแต่ไกล ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โชคยังดีที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อที่กำลังผุดขึ้นไม่หยุดเพราะความประหม่า “นายจะขออะไรล่ะปั้น รีบบอกมาสิ” อีกฝ่ายเอ่ยถามพลางกอดอก ราวกับมั่นใจว่าสิ่งที่ผมจะขอ เขาสามารถหามาให้ได้อย่างแน่นอน “ทุกอย่างเลยเหรอครับ” “อืม ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเงินทอง พี่สามารถหามาให้นายได้ทุกอย่างเลย” “เอ่อ…ผ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-10
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2 ไอ้โรคจิตปะทะไอ้โจรกระจอก
ทว่าวงล้อแห่งกรรมมันหมุนวนเร็วกว่าที่คิด เพราะยังไม่ทันข้ามคืน ผมกลับต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่ขณะที่ผมกำลังยืนหาวหวอด ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อท่ามกลางความเงียบสงัดยามดึก ประตูอัตโนมัติพลันเปิดออก พร้อมกับที่ผมส่งเสียงต้อนรับลูกค้าเหมือนอย่างเช่นทุกครั้ง“ยินดีต้อนรับครับ...”ผมเอ่ยทักทายยังไม่ทันจบประโยค ร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตแบรนด์เนมก็ก้าวพรวดเข้ามาในร้าน ก่อนจะตะคอกเสียงดังลั่น“นายใช่ไหม... ที่ขโมยกระเป๋าสตางค์ฉันไป!”ท่ามกลางแสงไฟนีออนสลัวที่กะพริบถี่สลับกับความมืดมิดในซอยเปลี่ยว เข็มนาฬิกาเหนือตู้แช่ขยับเดินช้า ๆ บ่งบอกเวลาตีสองซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับพนักงานกะดึกอย่างผม แต่นั่นยังไม่อันตรายเท่ากับหายนะตรงหน้าใบหน้าหล่อเหลาที่จ้องกันเขม็งราวกับจะฆ่ากันให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ ทำให้ผมรู้สึกกลัวไม่น้อย“ค...คุณว่าอะไรนะครับ” ผมถามในขณะที่เท้าขยับถอยหนี“ฉันถามว่า...นายเอากระเป๋าสตางค์ฉันไปใช่ไหม!” เขาตอบพลางเอาขยี้ผมอย่างหัวเสีย พลางจ้องมองผมด้วยสายตาคาดคั้นใบหน้าที่ตรึงเครียด มันบ่งบอกว่าเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าผมเป็นคนขโมยกระเป๋านั้นมา ผมชะงักเล็กน้อยก่อน
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-10
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3 การขอบคุณ
หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ตำรวจมาเก็บหลักฐาน ในที่สุดพวกเขาก็จับคนร้ายได้สำเร็จ มันหนีไปได้ไม่ไกลนักเพราะถูกไอ้โรคจิตซัดจนน่วม ไปนอนแผ่หราหมดสภาพอยู่ริมฟุตบาทหน้าปากซอย“หากไม่มีอะไรแล้ว งั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ” พี่ตำรวจเจ้าของคดีเอ่ยลาพลางยกมือไหว้ผมกับพี่นิก ก่อนจะหันไปไหว้ลาไอ้โรคจิตที่ยืนกอดอกวางมาดอยู่ไม่ไกลหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพากันกลับไปจนหมดแล้ว พี่นิก เจ้าของร้านวัยสี่สิบห้าปีก็หันมาหาผม พลางเอื้อมมือมาตบไหล่เบา ๆ เป็นเชิงปลอบใจ“น้องปั้น... คงกลัวมากเลยสินะ โชคดีจริงๆ ที่คุณคนนั้นมาช่วยได้ทัน ไม่งั้น... พี่ไม่อยากจะนึกเลย” พี่นิกพูดพลางทำหน้าเศร้า“ผมไม่เป็นไรครับพี่นิก ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง”“เราเป็นลูกจ้างพี่นะ... ก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว ว่าแต่เราเถอะ... เดินไปขอบคุณเขาสักหน่อยสิ เขาอุตส่าห์ช่วยเราเอาไว้”ขอบคงขอบคุณอะไรกันล่ะพี่นิก! ไอ้โรคจิตนั่นมันเพิ่งขยำหน้าอกผมซะเต็มแรง แถมก่อนหน้านี้ยังแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ ทำท่าเหมือนจะฆ่ากันให้ตายอยู่รอมร่อ!ทว่านั่นก็ทำได้แค่คิดในใจ ก่อนจะก้มหน้าตอบรับด้วยภาวะจำยอม“ได้ครับ...พี่นิก”“อืม ๆ งั้นพี่ฝากร้านด้วยนะ พอดีพี่ฝากเจ้าตัวเล็กไ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-12
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4 เปิดเรียนวันแรก
หลังจากคืนวุ่นวายที่ร้านสะดวกซื้อ ผมก็ไม่เห็นไอ้โรคจิตคนนั้นอีกเลย ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอันแสนจะเบื่อหน่ายตามปกติ จนกระทั่งเช้าวันจันทร์ที่เป็นวันเปิดเทอมวันแรกมาถึงเช้าที่ไม่สดใสเท่าไหร่นักสำหรับคนเลิกกะดึกอย่างผม แต่ภารกิจสำคัญคือการตรงดิ่งไปซื้อชุดนักศึกษาเพิ่ม แม้จะมีอยู่หนึ่งชุแล้วก็ตาม ใจจริงผมก็แอบลังเลว่าจะใส่ชุดพนักงานไปเรียนดีไหม เพราะหลังจากเรียนเสร็จผมก็ต้องบึ่งไปเข้ากะดึกต่ออยู่ดี แต่เมื่อคิดไปคิดมา ความรู้สึกรักสถาบันกลับมีมากกว่าเงินในกระเป๋า เงินเดือนอันน้อยนิดจึงถูกแบ่งมาซื้อชุดเพิ่มอีกหนึ่งชุด เผื่อวันใดมีกิจกรรมรับน้อง ผมจะได้หยิบมันมาใส่ดีกว่าใส่ชุดพนักงานร้านสะดวกซื้อเป็นไหน ๆช่วงเย็นหลังจากนอนจนเต็มอิ่มแล้ว ผมก็แบกร่างขึ้นรถเมล์มาที่มหาวิทยาลัย โดยไม่ลืมยัดชุดพนักงานเอาไว้ในกระเป๋าเป้ เมื่อเท้าเหยียบลงหน้าคณะนิติศาสตร์ ผมก็มองซ้ายมองขวาหาทำเลเหมาะ ๆ กะว่าจะหาเก้าอี้ม้านั่งสักตัว เพื่อนั่งกินอะไรรองท้องก่อนเข้าเรียนทว่ายิ่งเดินเข้าใกล้ตึกเรียนเท่าไหร่ ผมกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นกลุ่มนักศึกษาทั้งชายและหญิงยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างคึกคักผ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-16
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5 เพื่อนร่วมชั้น
 แต่แล้วความคิดที่จะหนีไปให้พ้นวิถีคนบ้าก็ต้องพังทลายลง เมื่อผมหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ได้เพียงอึดใจเดียว เงาร่างสูงโปร่งที่เดินตามหลังมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ก็เอื้อมมือหนามายกกระเป๋าเป้ที่ผมวางจองไว้บนเก้าอี้ข้างกายออกอย่างวิสาสะ แล้วเอามาวางแหมะไว้บนตักผมแทน“…!?”ก่อนที่พี่แกจะถือดีควักผ้าไหมอิตาลีผืนบางเฉียบออกมาปูรองบนเบาะเก้าอี้ แล้วหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างหน้าตาเฉย“เฮ้ย! ทำอะไรเนี่ย!” ผมร้องลั่นพลางขยับตัวหนีจนแทบตกเก้าอี้ แต่สายตาคมกริบคู่เดิมกลับตวัดมองมาอย่างเอาเรื่องรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทำเอาผมถึงกับสะดุ้งเฮือกไปหนึ่งที คำประท้วงที่เตรียมไว้กลายเป็นหมัดย้อนศรกลับมาอุดปากตัวเองทันควัน สายตาที่เขาจ้องมามันฟ้องชัดเจนว่าที่นั่งทุกตัวในห้องนี้ หรือแม้กระทั่งความสงบสุขของผม เขาจะบุกรุกหรือยึดครองเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ“ก็นั่งเก้าอี้ไง ถามได้”คำตอบนั้นทำเอาผมหน้าเหวอไปต่อไม่ถูก ผมกับขนมผิงหันมาสบตากันด้วยความช็อก เพราะอีกฝ่ายก็โดนชายชุดสูทตามราวีไม่ต่างกัน
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-16
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6 ไม่ควรสงสาร
หลังจากนั้นผมก็พยายามยืดหลังตรง จ้องสไลด์ของอาจารย์โรสเขม็งราวกับมันเป็นเลขเด็ดงวดหน้า ทั้งที่ในหูข้างซ้ายมีแต่เสียงงึมงำกวนประสาทไม่หยุดในขณะเดียวกัน สถานการณ์ฝั่งขวามือ ขนมผิงกับพี่ศิลาก็กำลังคุยทำความรู้จักกันอยู่ ทั้งคู่คุยอะไรกันนั้นทีแรกผมก็ไม่ได้ยินถนัด เหตุเพราะมัวแต่แบ่งสมาธิไปสวดมนต์ไล่สัมภเวสีข้างกายอยู่ แต่ก็พอเริ่มจับใจความสำคัญได้ ว่าพี่ศิลากำลังยื่นข้อเสนอให้ขนมผิงเป็นติวเตอร์ให้ ราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ฟังดูแล้วน่าสนใจเลยทีเดียว“ห้าร้อย... สองชั่วโมงก็พันนึงแล้วนะน้องผิง น้องล้างจานทั้งวันยังไม่ได้เท่าพี่ให้เลยนะ”สอนสองชั่วโมง ได้ตั้งหนึ่งพันบาทผมตาโตลุกวาว พลางคำนวณว่าต้องเข้างานกี่ชั่วโมงถึงจะได้เงินก้อนนั้นมาไว้ครอบครอง แต่ยังไม่ทันที่คิดคำนวณเสร็จ แรงสะกิดบนไหล่ขวาก็ทำให้ผมต้องดึงสติกลับมา“อะไรครับ??” ผมหันไปหาพี่จิณณ์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด“เพื่อนนายนี่ฮ็อตไม่เบาเลยนะ…ถูกทาบทามโดยเจ้าของบริษัทรับเหมาชื่อดังเลยนะนั่ส” พี่จิณณ์กล่าวพลางทำหน้ายียวน“แล้วยังไงครับ”“นายไม่สนใจบ้างเหรอ?? ฉันจะจ่ายให้เยอะกว่าเขาเป็นสิบเท่า เอาไหม??”แต่ละคำที่หมอนี่พูดออกมา มันไม่เกรง
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-17
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7 อดไม่ได้ที่จะเห็นใจ
หลังจากที่คุณชายจิณณ์พ่นคำร้ายกาจใส่ผมในช่วงเบรก บรรยากาศตอนกลับมานั่งที่เดิมในห้องเรียนก็อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก คนใจร้ายยังคงนั่งอยู่บนผ้าไหมอิตาลีผืนเดิม แผ่นหลังเหยียดตรงเป๊ะราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใบหน้าของเขานั้นซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเขาไม่ได้ขยับน้ำแร่ขึ้นมาพ่นแกล้งผมอีก ไม่แม้แต่จะหันมามองข้ามไหล่เหมือนทุกครั้ง มือเรียวสวยนั่นกุมปากกาค้างไว้เหนือสมุดโน้ตที่ยังคงว่างเปล่า ผมแอบเห็นปลายนิ้วของเขาสั่นเล็กน้อยเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงท้องเริ่มร้องประท้วงออกมาเบา ๆไม่! ฉันจะไม่สนใจเขา ไม่สนใจเสียงท้องร้องนั่นเด็ดขาด!ผมย้ำเตือนตนเองพลางแสร้งทำเป็นสนใจสไลด์หน้าชั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย พยายามไม่ใส่ใจท่าทางโงนเงนของอีกคน ที่ดูเหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ ส่วนทางฝั่งขวา พี่ศิลาก็ยังคงมุ่งมั่นสร้างความประทับใจให้ขนมผิงไม่หยุดหย่อนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงที่ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง พี่จิณณ์ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาแค่นั่งนิ่งเป็นหุ่นปั้นประดับห้องเรียนอยู่แบบนั้น ร่างกายแบกศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้เอาไว้จนหลังแข็ง ผมที่ตอนแรกโกร
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-17
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8 ถูกไหว้วานให้ดูแลไอ้โรคจิต
สามสิบนาทีต่อมา บรรยากาศภายในบ้านไม้หลังเล็กที่ล้อมรอบไปด้วยสังกะสีเก่าคร่ำคร่า มันดูจะคับแคบลงถนัดตาเมื่อมีผู้ชายตัวโตหน้าตาดีสองคนเข้ามานั่งเบียดกันอยู่ข้างใน บ้านของผมที่สร้างขึ้นมาอย่างลวก ๆ ไม่ว่าใครมองผ่านเข้ามา ก็แทบบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่านี่มันไม่ใช่บ้านพี่จิณณ์นั่งหน้าบอกบุญไม่รับ อยู่บนเสื่อน้ำมันลายการ์ตูน สภาพของเขาตอนนี้ดูไม่ได้เลยสักนิด กลิ่นหอมสะอาดที่เคยมีบัดนี้เหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นแกงเขียวหวาน เสื้อเชิ้ตและกางเกงราคาแพงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบพริกแกงสีเขียว เนื้อตัวดูไม่ต่างจากคนจรจัดข้างถนนผมอมยิ้มมองอีกฝ่ายด้วยความสะใจ ไม่ไกลนักมีเสียงเคาะกระทะดังออกมา นั่นคือเสียงป้าแต๋มที่กำลังเร่งมือทอดไข่เจียวอยู่ในครัว กลิ่นไข่เจียวหอมฟุ้งลอยมาเตะจมูกชวนให้น้ำลายสอ จนผมอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองน้ำพริกกะปิกับปลาทูทอดตัวย่อมที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าพวกเราสามคนนั่งหน้าสำรับข้าว โดยมีพี่ศิลานั่งขัดสมาธิด้วยท่าทางนิ่งสงบ ผิดกับพี่จิณณ์ที่นั่งตัวสั่นเทา แววตายังคงเลื่อนลอยเหมือนเช่นเคย“ว่าอย่างไร... นายจะเอาอย่างไรกันแน่จิณณ์ นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันเป็นเพื
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-17
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9 ทำหน้าที่ดูแลคุณชาย
หลังจากที่คุณชายจิณณ์เขมือบไข่เจียวบ้านผมจนหมดเกลี้ยง อุปสรรคใหม่ของผมก็คือการพาอีกฝ่ายไปอาบน้ำ ผมยืนกอดอกมองคนตัวใหญ่ที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงประท้วงราวกับเด็กน้อยวัยเก้าขวบ ทั้งที่สภาพตอนนี้คราบน้ำแกงเขียวหวานแห้งกรังจนแทบจะกลายเป็นลวดลายใหม่บนเสื้อเชิ้ตราคาแพงของพี่แกอยู่แล้ว“ไม่! ฉันไม่อาบน้ำเย็น! และนี่อะไร... จะให้ฉันแก้ผ้าอาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติหรือไง? ให้ตายฉันก็ไม่อาบ!” พี่จิณณ์แผดเสียงขึ้นมาพร้อมสะบัดหน้าหนีไปทางกองไม้เก่าข้างห้องน้ำอย่างดื้อรั้น“คุณจะเรื่องมากไปถึงไหนเนี่ย! อาบ ๆ ไปเถอะครับ ผมจะได้รีบไปนอน!” ผมเริ่มหมดความอดทน ในมือข้างขวาถือผ้าเช็ดตัวผืนเก่า อีกข้างถือสบู่ก้อนที่ใช้จนเกือบจะเหลือแค่แผ่นบาง ๆ เตรียมยัดใส่มือให้เขา“นายจะให้คนอย่างฉันอาบน้ำในสถานที่แบบนี้เนี้ยนะ... ฝันไปเถอะ! สู้ฉันไม่อาบเสียยังจะดีกว่า” เขาปรายตากลับมามองห้องน้ำสังกะสีที่มีรูโหว่พอให้แมวลอดได้ ด้วยสายตาขยะแขยงเต็มทน“ไม่ต้องเลย! ถ้าคุณไม่อาบ ผมไม่มีวันยอมให้คุณกลับเข้าไปนอนข้างในเด็ดขาด เหม็นกลิ่นพริกแกงจะตายชัก”
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-17
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 10 ขอหลบหน้าชั่วคราว
เช้าวันถัดมา อากาศตอนตีห้ายังคงเย็นเยียบจนเห็นไอหมอก จาง ๆ ผู้คนในสลัมเริ่มตื่นขึ้นมาทำมาหากิน ไม่ต่างจากป้าแต๋มที่ลุกขึ้นมาทำอาหารตั้งแต่เช้าตรู่กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น ผสมผสานกับเสียงเคาะกระทะของป้าแต๋ม ทำให้ผมเริ่มขยับกายท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่คุ้นเคย ก่อนจะพลิกตัวไปมาด้วยความเคยชิน แต่ทว่าพลิกยังไงก็ไม่ขยับ ราวกับมีบางสิ่งดึงรั้งเอวไว้ พร้อมกับความรู้สึกอุ่นรอบกายอุ่นจังผมซุกหน้าเข้าหาไออุ่นอย่างลืมสติ ก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ มันคือเสียงหัวใจมนุษย์ที่กำลังเต้นอยู่ข้างหูในที่สุดสติอันเลื้อนลอยของผมก็กลับคืนมา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตา พร้อมกับภาวนาว่าสิ่งที่ได้ยินอยู่นี้คือความฝัน แต่เมื่อลืมตาจนเห็นภาพชัดเจนก็ต้องพบกับฝันร้ายเพราะภาพตรงหน้าคือแผงอกใหญ่ แถมเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าไอ้โรคจิตกำลังจ้องมา นั่นทำให้ผมรู้สึกสังหรใจแปลก ๆ ว่าอีกฝ่ายคงฉวยโอกาสมากอดกันเป็นแน่“เฮ้ย…อะไรวะเนี้ย” ผมตกใจตะโกนลั่น พลางดิ้นรนออกจากแขนแกร่งที่พยายามดึงรั้งผมไว้“อย่าโวยวายสิ เดี๋ยวป้านายก็ต้อ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-07-17
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status