INICIAR SESIÓNบทที่ 3 ถ้าไม่ชอบ จะไม่ทำ
คอนโดอินทราราราม
ห้องได๋
ไอ้อาการนี้กลับมาอีกแล้วสินะ อาการคิดมากเวลาที่ทำอะไรเกินขอบเขตของคำว่า ‘เพื่อน’ อย่างที่เห็นว่าฉันตัดสินใจตอบปฏิเสธงานคุณอิ้งแทนภีม ฉันรู้ว่าภีมต้องเปิดอ่านข้อความที่ฉันตอบให้เขาแน่ ๆ เพราะแบบนี้ฉันถึงคิดมากว่าเขาจะสงสัยหรือเปล่า สงสัยว่าเพื่อนอย่างฉันแอบ ‘ข้ามเส้น’ ของคำว่าเพื่อนไปไกลแล้ว และมันก็กู่ไม่กลับแล้วด้วย
จุดเริ่มต้นของความรู้สึกมันมาจากคำว่าขอบคุณ หลังจากที่ฉันเป็นอิสระจากป้าแล้ว ภีมยังช่วยให้ฉันได้มีที่ซุกหัวนอนก็คือที่นี่ ตอนนั้นฉันไม่มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังใจดีให้ฉันค่อยทยอยจ่าย เพราะห้องที่ฉันอยู่นี้เคยเป็นของภีมมาก่อน ก่อนที่เขาจะย้ายขึ้นไปอยู่ห้องที่มันลัคชูรีกว่านี้ ห้องนี้เลยกลายเป็นของฉันอย่างถาวร (ถ้าผ่อนหมดแล้วน่ะนะ)
ส่วนเงินที่ได้มาก็หามาจากน้ำพักน้ำแรงของฉันเอง ไม่ใช่แค่ภีมหรอกที่รับวาดรูป ฉันก็รับเหมือนกัน พวกเขาใช้คอนเนคชั่นของตัวเองช่วยให้ฉันมีรายได้ แค่โพสต์เดียวในไอจีของพวกเขา สามารถเรียกลูกค้าให้ติดต่อเข้ามาจ้างงานอย่างล้นหลาม ฉันเลยกลายเป็นคนมีงานทำในขณะที่ยังเรียนอยู่ กลายเป็นคนมีเงินใช้จ่ายในจุดที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้ และหากให้พูดตามตรง ทุกวันนี้ฉันแทบไม่ได้ใช้เงินตัวเองด้วยซ้ำ นอกจากภีมจะคอยช่วยเหลือแล้ว พวกไอ้เดย์ ไอ้ปาย และไอ้คิน ยังหยิบยื่นให้ไม่ต่างจากภีม ฉันเหมือนเจ้าหญิงที่มีองครักษ์คอยดูแลก็ไม่ปาน
และนั่นจึงเกิดเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ฉันมีต่อภีม ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองแค่ซาบซึ้งที่มีเขาคอยช่วยเหลือ แต่หลังจากที่พิจารณาความรู้สึกดี ๆ แล้ว มันเลยคำว่าซาบซึ้งไปไกลมาก ฉันรู้สึกดีกับภีมต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ จากความรู้สึกดีก็แปรเปลี่ยนเป็นความชอบ และสุดท้ายก็รักเขาในที่สุด
แต่ที่ผ่านมาฉันไม่เคยก้าวก่ายชีวิตของภีมเลยนะ ต่างจากตอนนี้ที่ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองยุ่งวุ่นวายกับเขามากเกินไป หรือเป็นเพราะฉันรู้สึกว่าเขากำลัง ‘อ่อย’ ฉันอยู่ก็ไม่รู้ ถึงได้เริ่มทำตัวหวงเขามากขึ้นทุกวัน
ติ๊ด ~
ท่ามกลางความคิดอันวุ่นวาย เสียงแตะคีย์การ์ดประตูห้องก็ดังให้ได้ยิน ไม่นานคนที่อยู่ในความคิดก็โผล่เข้ามาให้เห็นในระยะสายตา ภีมวางข้าวของของตัวเองลงบนโต๊ะอย่างที่ชอบทำ พร้อมตาเหลือบมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่คิ้วเข้ม ๆ จะกระตุกเข้าหากันเล็กน้อย
“กูส่งข้อความบอกแล้วว่าจะมา”
“แล้ว?”
“ทำไมมึงไม่แต่งตัวดี ๆ”
คำถามดังกล่าวทำให้ฉันก้มลงมองสภาพของตัวเอง “กูแต่งไม่ดีตรงไหน มันก็เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นที่กูชอบใส่”
“มันโป๊”
“เหอะ! ทีตัวเองยังชอบกดถูกใจผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊” อดที่จะบ่นไม่ได้ เบะปากใส่ด้วยเลยล่ะ “ทีกูมาห้าม”
“กูห้ามเพราะกูห่วงความปลอดภัยของมึง” ไม่ว่าเปล่าภีมก็เดินเข้ามาใกล้ มากกว่านั้นยังยั้งแขนลงบนโซฟาคร่อมร่างฉันอีกต่างหาก ใบหน้าโน้มเข้ามาใกล้จนฉันต้องเบี่ยงหน้าหนีอย่างตระหนก
“ภีมถอยออกไปนะ!”
“รู้ยังว่าทำไมกูถึงห้ามไม่ให้มึงแต่งตัวโป๊เวลาอยู่กับกู” แต่เขาก็ไม่ถอยออกเลยสักนิด แถมยังก้มหน้าลงมาใกล้กว่าเดิม “ถ้ากูหน้ามืดขึ้นมา กูไม่รับประกันความปลอดภัยของมึงนะได๋”
“มึงพูดอะไร กูเป็นเพื่อนมึงนะ”
“เพื่อนแล้วไง กูสั่งให้มันไม่แข็งใส่มึงได้ไหมล่ะ”
“ไอ้บ้า! หน้าไม่อาย!” แม้ปากจะด่าเขาแบบนั้น แต่หน้าก็อดที่จะร้อนผ่าวกับคำพูดดังกล่าวไม่ได้
“มึงหน้าแดงนะได๋” และเขาคงรู้ถึงได้ก้มลงมาเย้าหยอกกัน “คิดทะลึ่งอยู่เหรอมึงอะ”
“ถอยออกไปเลย! ไม่งั้นกูทุบจริง ๆ ด้วย!” ฉันพยายามใช้ความโมโหกลบเกลื่อนความเขินอาย ยังดีที่ภีมรับฟังและขยับออกห่าง แต่เป็นการขยับที่ทำหน้ากวนประสาทส่งมาให้เห็น ตาคมที่ชอบมองคนอื่นนิ่ง ๆ ประกายความชอบใจให้เห็นเด่นชัด
“ว่าแต่กูกดไลค์รูปใคร” เขาขยับเข้ามานั่งใกล้ฉันอีกครั้ง พร้อมทั้งเอาโทรศัพท์มากดเข้าไอจีให้เห็น
“ถ้ามึงไม่รู้ แล้วกูจะรู้ไหมล่ะ”
“เมื่อกี้มึงบอกว่ากูกดไลค์ผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊” ว่าแล้วภีมก็กดเข้าไปในแท็บกิจกรรมที่กดถูกใจ เพียงเท่านั้นภาพต่าง ๆ ที่เขากดถูกใจไว้ก็โชว์ให้เห็น
“แล้วกูพูดเกินจริงที่ไหน” ฉันพยายามทำหน้าปกติ ไม่แสดงอาการว่ากำลังรู้สึกอะไร “อีกอย่างกูไม่ได้ว่าอะไร แต่มึงก็อย่ามาห้ามเวลากูแต่งตัวโป๊”
“กูแค่ห้ามไม่ให้มึงแต่งโป๊เวลาอยู่สองต่อสอง”
“มึงอันไลค์ทำไม” ความสนใจถูกเปลี่ยนไปยังหน้าจอโทรศัพท์ของภีม เมื่ออยู่ดี ๆ เขาก็ไล่กดอันไลค์ผู้หญิงที่เขาเคยกดให้ก่อนหน้า
“มึงไม่ชอบไม่ใช่เหรอ” อีกฝ่ายตอบกลับหน้าตาย “กูอันไลค์ให้ ถึงแม้ว่ากูจะกดเพราะเรื่องงานก็ตาม”
“ภีมไม่ต้อง กูไม่ได้ไม่ชอบสักหน่อย” ว่าพลางพยายามแย่งโทรศัพท์ของเขา “ภีม!”
“สีหน้ามึงมันฟ้องได๋” พูดจบภีมก็ยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ซึ่งฉันไม่สามารถล้วงเข้าไปได้เลย เพราะมันอยู่ใกล้กับจุดอ่อนไหวกลางกายของเขา
“อยากได้ก็ล้วงดิได๋”
“แล้วแต่มึงเถอะ! อย่าบ่นว่าไม่มีผู้หญิงเข้าหาก็แล้วกัน!”
“ไม่ได้สำคัญ” ทิ้งคำพูดแปลก ๆ ไว้เพียงสั้น ๆ แล้วก็ลุกหนีไปเลย ปล่อยให้ฉันนั่งสมองยุ่งเหยิงอยู่คนเดียว แต่เพียงไม่นานเขาก็เดินกลับมาพร้อมเบียร์กระป๋องในมือ ก่อนจะกดเปิดโทรทัศน์โดยไม่สนใจฉันอีก
“เห็นว่าไปเที่ยวรอบนี้ มีแพลนจะมีเบบี๋ตัวน้อยให้ตระกูลเสนาสวัสดิ์วงศ์ มันคือข่าวลือหรือเรื่องจริงเหรอคะ” เพียงเท่านั้นการสัมภาษณ์หนึ่งก็ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ เป็นสัมภาษณ์ที่ทำให้ฉันสามารถชะงักได้ดีเลยทีเดียว
“เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้นค่ะ อย่างที่เห็นว่าคิวงานของช่อแน่นไปถึงปีหน้า ช่อกับคุณฐาเลยยังไม่มีแพลนในตอนนี้ค่ะ หรือถ้ามีแพลนยังไงจะแจ้งให้พี่ ๆ นักข่าวทราบอีกทีนะคะ”
“ได้เลยค่ะคุณช่อ เชื่อว่ามีชาวเน็ตหลายคนกำลังรอเลี้ยงลูกของคุณช่อผ่านทางออนไลน์แน่นอน”
ยังไม่ทันได้ฟังคำตอบต่อไปของคุณช่อฟ้า เสนาสวัสดิ์วงศ์ ภีมก็กดเชื่อมต่อโทรทัศน์กับเน็ตฟลิกซ์ซะก่อน ภาพของเธอกับข่าวจึงจบเพียงเท่านั้น
เดิมทีคุณช่อฟ้า นามสกุลอรุณสุข ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสนาสวัสดิ์วงศ์เพราะแต่งงานกับศฐา เสนาสวัสดิ์วงศ์ ตระกูลที่บริหารเกี่ยวกับสายการบินในประเทศ เท่าที่ฉันเห็น ชีวิตของเธอไปได้สวยมากเลยทีเดียว กินหรูอยู่สบาย งานแสดงละครของเธอออกโทรทัศน์ให้เห็นตลอดทั้งปี อาจเป็นเพราะเธอได้สามีที่ร่ำรวย และเธอเองก็วางตัวดีต่อสังคม ถึงทำให้มีแฟนคลับรักและชื่นชมอย่างล้นหลาม เธอไม่เคยมีข่าวฉาวเลยสักครั้ง
หรืออาจจะมีแต่ปกปิดไว้ อย่างเช่นฉันคนนี้ ดารินญา อรุณสุข ลูกสาวคนเดียวของช่อฟ้า ที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีในช่วงอายุสิบห้าปี ปล่อยให้ฉันได้อยู่กับขุมนรกตั้งหลายปี
คุณช่อฟ้าพลาดท้องโดยที่คู่นอนของเธอไม่ร่วมรับผิดชอบ กระทั่งฉันอายุได้สิบห้าปี เธอก็ได้พบรักใหม่กับเศรษฐีหนุ่มอย่างศฐา เธอฝันอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก และคุณศฐาก็สามารถผลักดันให้เธอไปยืนอยู่จุดนั้นได้ เธอเลยเลือกทำตามความฝันของตัวเอง และทิ้งความผิดพลาดอย่างฉันไว้ข้างหลัง
‘แม่ขอโทษนะได๋ แต่แม่ทำเพื่อเรานะ ถ้าแม่ได้เป็นดาราดังเราก็จะมีเงินเรียนต่อรู้ไหม’
‘แล้วแม่จะกลับมาหาได๋ไหม เวลาได๋คิดถึงแม่ ได๋ไปหาแม่ได้หรือเปล่า’
‘แม่จะกลับมาหาได๋ ได๋ไม่ต้องไปหาแม่เข้าใจไหมคะ’
ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็ก ฉันเชื่อและทำตามที่คุณช่อฟ้าบอกมาโดยตลอด ฉันไม่ปริปากบอกใครว่าเป็นลูกของคุณช่อฟ้า ไม่งั้นการเป็นดาราของแม่จะพังทลาย อีกทั้งป้าณียังดุด่าและขู่ฉันทุกวัน เพราะป้าได้เงินส่วนแบ่งในเรื่องนี้มหาศาล ฉันเหมือนเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของป้า แต่เป็นทรัพย์สินที่ป้าไม่ทะนุถนอม ถ้าฉันทำผิดหรือโต้แย้งคำใด ป้าก็จะเอาเรื่องแม่มาขู่ให้ฉันทำตามทุกครั้ง
ไม่ต่างจากเรื่องที่ทรงพลพยายามข่มขืนฉัน แต่อย่างที่รู้ว่าฉันได้ภีมช่วยเหลือไว้ แลกกับการบอก ‘ความลับ’ กับเขา
‘พ่อแม่เธอไปไหน ทำไมถึงทนอยู่กับคนแบบนั้น’
‘เราไม่มีพ่อแม่ เราโตมากับป้า’ ฉันทั้งเหนื่อยและเบื่อเต็มที เลยเผลอพูดเรื่องที่ทำให้เขาสงสัย ‘เราหนีไปไหนไม่ได้ เพราะป้าขู่จะแฉความลับของเรา’
‘ความลับอะไร’
‘เราบอกไม่ได้’
‘ถ้าเธอบอกไม่ได้ ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้เหมือนกัน’
เพราะแบบนี้ภีมถึงได้รู้ว่าฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไม่ต่างจากสามคนนั้นที่รู้เช่นกัน ฉันไม่อยากให้ใครพูดถึงชื่อผู้หญิงคนนี้ให้ได้ยิน อยากลืมด้วยซ้ำว่าเป็นลูกของผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวคนนั้น เลยบอกพวกมันว่าห้ามพูดถึงช่อฟ้า เสนาสวัสดิ์วงศ์เด็ดขาด
“มึงโอเค?” เสียงของภีมมาพร้อมกับการสัมผัสที่หัวเบา ๆ ดึงสติฉันกลับมา
“กูไม่ได้เป็นอะไร”
“หน้ามึงไม่ได้บอกแบบนั้น” คิ้วเข้ม ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย “หน้ามึงมันฟ้องว่ากำลังโกรธและเสียใจ”
“มึงไม่ต้องพูดก็ได้ปะ” ความหมั่นไส้กับการกวนประสาทของอีกคน ทำให้ฉันหยิบหมอนขึ้นมาปาใส่เขาอย่างแรง เหมือนเคยที่มือหนาจะจับไว้ทัน
“การยอมรับความจริงไม่ได้น่าอายเสมอไป”
“…”
“ยิ่งมึงยอมรับความจริงได้เร็ว มึงก็จะเสียใจน้อยลง”
“กูเสียใจที่เคยรักผู้หญิงคนนั้น” สุดท้ายฉันก็โกหกผู้ชายคนนี้ไม่ได้อยู่ดี “และกูโกรธที่เขามีชีวิตสุขสบาย ปล่อยให้กูอยู่ในขุมนรกตั้งหลายปี”
“มึงโกรธ แต่มึงก็เลือกที่จะปกป้องเขาตลอด”
“กูปกป้องตัวเองต่างหาก” แอบกลอกตาส่งไปให้คนที่นั่งข้างกาย “ถ้าสังคมรู้ว่าคุณช่อฟ้ามีลูก และลูกของเธอคือกู ชีวิตกูจบเห่แน่”
ที่ว่าจบเห่คือความเป็นส่วนตัว ฉันไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตของฉัน และไม่ต้องการให้ตัวเองไปเป็นสิ่งผิดพลาดในชีวิตของเธอซ้ำสอง ต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว เพราะแบบนี้ฉันถึงได้ปกป้องความลับของตัวเองเสมอมา
“พวกไอ้คินชวนไปกินเหล้า” ท่ามกลางความตึงเครียด ภีมก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหันจนตามไม่ทัน “มึงอยากระบายอารมณ์กับเหล้าไหม ถ้าอยากก็ไปแต่งตัว”
“กูจะแต่งโป๊ ๆ เลยคอยดู”
“เรื่องของมึง” ภีมไหวไหล่ส่งมาให้เห็น แววตาเริ่มกลับมาประกายระยิบระยับอีกครั้ง “อย่าลืมถ่ายรูปอัปลงไอจี กูจะรอกดไลค์ให้มึงคนแรกเลยล่ะได๋”
“…”
“ไลค์ที่แปลว่าชอบ”
คอนโดห้องภีม“อยู่นิ่ง ๆ กูจะเช็ดหน้าให้” มือหนาพยายามจับร่างคนเมาไว้ไม่ให้เธอดิ้น ยังดีที่เสียงของเขาสามารถทำให้เธอหยุดนิ่งได้ เขาจึงสามารถเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าสวยได้ ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามอีกที“อื้อ! มันเย็น!” ได๋ปัดผ้าเปียกที่กำลังลูบหน้าหนีพัลวัน “ภีมมันเย็น!”“มันก็เย็นทุกรอบ มึงจะโวยวายทำไม”“ทำไมต้องดุกูด้วย” จากตอนแรกที่โวยวายเสียงแข็ง กลับกลายเป็นเถียงเสียงอ่อนคล้ายกำลังงอแง ส่วนใบหน้าก็เริ่มสื่อถึงความน้อยอกน้อยใจ “มึงดุกูตลอด มึงไม่เคยรักกูเลย”“ไม่เคยรัก?” ภีมหัวเราะในลำคอแผ่วเบา พลางก้มหน้าลงไปมองสบตาคนเมา “กูไม่เคยรักมึงเหรอได๋”“ใช่! มึงไม่เคยรักกู” ริมฝีปากเล็กขยับพูด ดวงตาหวานฉ่ำเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าให้เห็น “ไม่เหมือนกูที่รักมึงตลอด รักตั้งแต่ปีหนึ่ง”คำสารภาพรักครั้งแรกที่ได้ยินจากปากคนเมา ส่งผลให้ตาคมดำมืดกว่าเดิม เขารู้ว่าเธอรักเขา แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำสารภาพตรง ๆ แบบนี้ แม้จะเป็นการสารภาพที่สติไม่เต็มร้อยก็ตาม แล้วยังไงล่ะ คนเมาไม่โกหกหรอกว่าไหม“กูรักมึง” มือหนาประคองใบหน้าแดงระเรื่อไว้แผ่วเบา “รักมึงตั้งแต่ปีหนึ่งเหมือนกัน”“ไม่จริง” แต่คนเมาก็ยังเป็นค
บทที่ 8 นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวอย่างที่รู้ว่าบาร์ลับมันเป็นเหมือนร้านเหล้าคนรวย ส่วนมากจะมีแต่พวกนักธุรกิจอยากมานั่งผ่อนคลายซะมากกว่า เพราะแบบนี้ไอ้เพื่อนตัวดีถึงได้ให้ฉันเลิกงาน ทั้ง ๆ ที่นั่งได้แค่สองชั่วโมง แล้วพามาต่อที่ร้านเหล้าอีกย่านของสนามแข่ง ซึ่งเฮียกาลก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วแต่ความพึงพอใจของลูกค้าที่จะใช้บริการกี่ชั่วโมง ส่วนพนักงานสามารถกลับบ้านได้หลังจากที่ลูกค้ากลับ ไม่จำเป็นต้องรับลูกค้าต่อแต่อย่างใด“แบบนี้ค่อยใช่ที่ของกูหน่อย” ไอ้คินว่าพลางนั่งมองสาวไปรอบร้าน “อยู่นั่นมองแต่ไอ้ได๋ กูเหี่ยวเฉาหมด”“แล้วใครบอกให้มึงมองไม่ทราบ” อดที่จะเอื้อมมือไปหยิกแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักของมันไม่ได้ แน่นอนว่าคนถูกหยิกก็ร้องโอดโอย สีหน้าสื่อถึงความเจ็บให้เห็นเต็มประดา“มือคนหรือควายวะ มือหนักฉิบหาย”“ใครบอกให้มึงมาว่ากูเอง”“รู้งี้กูไม่ให้ทิปหลักแสนหรอก บริการก็แข็งอย่างกับท่อนไม้”“ไอ้…!” ถลึงตาใส่ไอ้คินพร้อมที่จะกระโจนใส่มัน แต่ก็ถูกภีมคว้าร่างไว้ซะก่อน เลยกลายเป็นว่าร่างเล็ก ๆ ของฉันกำลังเกยก่ายอยู่บนตักของเขา“กูล่ะยอมที่ไอ้ภีมเฝ้ามึงได้” แต่มีหรือว่าไอ้คินจะเงียบปาก แถมยังทำหน้าชอบใจ
วันต่อมา-ได๋-ฉันนอนมองยอดเงินในบัญชีด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เดิมทีฉันมีเงินเก็บอยู่สามล้านกว่าบาท รวมกับที่ทำงานวันแรกอีกห้าแสน และรวมกับที่ทำเมื่อวานอีกห้าแสน นั่นหมายความว่าฉันมีเงินอยู่สี่ล้าน ถ้าให้ขายทรัพย์สินที่มีก็คงจะได้อีกสักห้าแสน เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบซื้อของแบรนด์เนมหรือของหรูหรา ของที่มีได้มาจากเพื่อนชายของตัวเองทั้งนั้น แต่เอาจริง ๆ ฉันก็คงไม่กล้าขายมันหรอก กลัวเพื่อนจะน้อยใจเอาถ้าฉันมีเวลาหาเงินสักหนึ่งเดือนก็คงดี ฉันมั่นใจมากว่าตัวเองหาเงินสิบล้านมาได้แน่นอน แต่นี่ดันผิดแผนไปหมด เหมือนโชคชะตากำลังกลั่นแกล้งกันชัด ๆติ๊ด!“ไอ้ได๋โว้ย!” พร้อมกันนั้นเสียงโวยวายของไอ้คินก็ดังให้ได้ยิน ก่อนจะมีเสียงเพื่อนคนอื่น ๆ ตามมา ฉันละเลิกสิ่งที่คิดแล้วลุกไปแต่งตัวดี ๆ ไม่ได้แปลกใจกับการมาของพวกมัน เพราะเราคุยกันในกลุ่มแชทก่อนหน้าแล้ว และห้องของฉันก็กลายเป็นสถานที่สังสรรค์อีกเช่นเคย“กินเสร็จช่วยกันเก็บล้างด้วยนะมึง” เสียงนี้คือเสียงของฉัน ที่ออกไปโวยวายกับพวกมัน “ทิ้งไว้ให้กูล้างอยู่เรื่อย”“บ่นมาก ๆ ระวังแก่ไวนะมึง” ไอ้เดย์ยิ้มน้อย ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาราวกับบ้านตัวเอง ปล่อยให้ไอ้คิน
บทที่ 7 หน้าเหมือนผัวในอนาคต“แล้วเขายังบอกอีกว่า เขามีทางออกให้ ถ้ากูไม่มีเงินไปคืนจริง ๆ” ได๋พูดต่อหลังจากที่เงียบไปนาน “เขาบอกขอนอนกับกูแค่ครั้งเดียว แล้วหนี้สิบล้านก็หายกัน”คำเอ่ยเล่าของได๋ทำให้ภีมกัดฟันกรอด สีหน้าดุดันมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ที่จริงเขาพอจะเดาออกว่าเสี่ยเจษโผล่หัวมาทำไม ฝ่ายนั้นคงไม่ได้มาแค่ย้ำเตือนหนี้สิบล้านเป็นแน่ และมันก็ไม่ผิดกับที่เขาคิดไว้เลยสักนิด“เรื่องนี้มันจะจบง่ายมาก ถ้ามึงยอมรับการช่วยเหลือของกู” ตาคมมองไปยังคนตัวเล็กที่กำลังนั่งคิดไม่ตก “และมึงจะไม่ต้องมาอยู่ในที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้แต่แรก”ภีมชั่งใจไว้แล้วว่าป้าของได๋จะกลับมาวุ่นวายในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะกลับมาพร้อมปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสิบล้าน หรือขู่ว่าจะเอาความลับของได๋กับช่อฟ้าไปแฉ ในอดีตเขาเพียงทำการขู่ราณีด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมายุ่งกับได๋อีก ภีมมั่นใจมากว่าช่วงเวลานั้นราณีกลัวเขาจริง ๆ และเชื่อว่าเขาทำตามคำขู่แน่นอน อย่างที่รู้ว่าครอบครัวของเขามีทั้งอำนาจและเงิน สามารถปิดปากราณีกับทรงพลได้สบาย ๆ แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิดภีมสงสัยมาตลอดว่
ฉันไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเฮียอีก เพียงแค่เดินออกมาจากห้องทำงานของเฮียเงียบ ๆ และจุดหมายปลายทางก็คงจะหนีไม่พ้นลานจอดรถของที่นี่ คนอย่างภีมไม่ยอมให้ฉันกลับเองเด็ดขาด นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวมากขึ้นทุกที!“เฮียบอกมึงให้ทิปกูสี่แสน” และเมื่อขึ้นมาอยู่บนรถแล้ว ก็หันหน้าไปคุยกับคนขับที่นั่งฟังเพลงรอเงียบ ๆ “มึงให้เยอะไปไหม แค่แสนเดียวกูก็ซาบซึ้งแล้วภีม”พยายามพูดติดตลกกลบเกลื่อนการกระทำแปลก ๆ ของเราสองคน ที่ทำอยู่ในบาร์ลับเมื่อไม่นานมานี้ ทำเหมือนไม่คิดอะไร กลัวว่าระหว่างเรามันจะเต็มไปด้วยความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“กินไร” แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบสนองกับคำพูดของฉันเลยสักนิด แถมยังเปลี่ยนเรื่องหนีอีกต่างหาก“เดี๋ยวกูกลับไปทอดไข่ก็ได้”“มีโจ๊กโต้รุ่งกับแจ่วฮ้อนโต้รุ่งที่มึงชอบ” และภีมก็ยังเป็นภีมอยู่วันยังค่ำ “เลือกมา”“กินโจ๊กก็ได้ง่ายดี” สุดท้ายฉันก็ต้องยอมเขาเหมือนเคย อีกทั้งภีมคงรู้ว่าฉันคงไม่ทอดไข่จริงแน่ ถึงห้องอาจอาบน้ำแล้วนอนเลย เพราะแบบนี้เขาถึงบังคับให้ไปกินข้าวด้วยกันบางทีเขาก็น่ากลัวเหมือนกันนะ รู้ใจฉันไปหมดทุกเรื่องเลยวันต่อมาวันนี้เป็นอีกวันที่ฉันมาทำงานที่บาร์ลับของเฮียกาล
บทที่ 6 ลูกค้ากระเป๋าหนัก‘ถ้ามึงอยากทำก็ทำ’เชื่อไหมว่าฉันดีใจมากที่ภีมอนุญาตให้ฉันทำงาน คิดว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังจะสื่อ เข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานที่บาร์ลับภายในสนามแข่งรถของเฮียกาล แต่แล้วไม่ใช่เลยสักนิด เขายอมให้ฉันทำก็จริง แต่ไม่ยอมปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ!“ภีม มึงจะทำแบบนี้จริงดิ” ถามอย่างเหนื่อยใจเมื่อเห็นลูกค้าหน้าคุ้นนั่งรอที่โต๊ะเจ็ด ซึ่งเป็นการรอที่นั่งอ่านเมนูอาหารไปด้วย สีหน้าสบายใจต่างจากเมื่อวาน ดูก็รู้ว่าเขากำลังกวนประสาทกัน“พนักงานที่นี่พูดกับลูกค้าวีไอพีแบบนี้?” ตาคมเหลือบมองฉันเล็กน้อย แล้วกลับไปมองเมนูเหมือนเดิม “คงต้องคอมเพลนกับเจ้าของร้านแล้วมั้ง”“อย่ากวนประสาท” ฉันดึงเมนูอาหารออกจากมือของเขา พร้อมมองอีกฝ่ายด้วยความจริงจัง “มึงจะมาเฝ้ากูแบบนี้ไม่ได้นะภีม มึงควรปล่อยให้กูทำงาน”บอกตามตรงว่าฉันไม่ได้อึดอัดกับการเฝ้ายามของภีม อุ่นใจซะอีกที่มีคนมาเฝ้าแบบนี้ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงความอุ่นใจ ไม่ใช่ความต้องการที่จะให้เขาเสียเวลาชีวิตมาเฝ้าฉัน มันเหมือนกับว่าฉันกำลังเป็นภาระทางอ้อม ซึ่งฉันไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลยสักนิด “กูปล่อยให้มึงทำงานอยู่นะได๋ แต่มึงไม่ทำเอง”







