INICIAR SESIÓNบทที่ 3 ถ้าไม่ชอบ จะไม่ทำ
คอนโดอินทราราราม
ห้องได๋
ไอ้อาการนี้กลับมาอีกแล้วสินะ อาการคิดมากเวลาที่ทำอะไรเกินขอบเขตของคำว่า ‘เพื่อน’ อย่างที่เห็นว่าฉันตัดสินใจตอบปฏิเสธงานคุณอิ้งแทนภีม ฉันรู้ว่าภีมต้องเปิดอ่านข้อความที่ฉันตอบให้เขาแน่ ๆ เพราะแบบนี้ฉันถึงคิดมากว่าเขาจะสงสัยหรือเปล่า สงสัยว่าเพื่อนอย่างฉันแอบ ‘ข้ามเส้น’ ของคำว่าเพื่อนไปไกลแล้ว และมันก็กู่ไม่กลับแล้วด้วย
จุดเริ่มต้นของความรู้สึกมันมาจากคำว่าขอบคุณ หลังจากที่ฉันเป็นอิสระจากป้าแล้ว ภีมยังช่วยให้ฉันได้มีที่ซุกหัวนอนก็คือที่นี่ ตอนนั้นฉันไม่มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังใจดีให้ฉันค่อยทยอยจ่าย เพราะห้องที่ฉันอยู่นี้เคยเป็นของภีมมาก่อน ก่อนที่เขาจะย้ายขึ้นไปอยู่ห้องที่มันลัคชูรีกว่านี้ ห้องนี้เลยกลายเป็นของฉันอย่างถาวร (ถ้าผ่อนหมดแล้วน่ะนะ)
ส่วนเงินที่ได้มาก็หามาจากน้ำพักน้ำแรงของฉันเอง ไม่ใช่แค่ภีมหรอกที่รับวาดรูป ฉันก็รับเหมือนกัน พวกเขาใช้คอนเนคชั่นของตัวเองช่วยให้ฉันมีรายได้ แค่โพสต์เดียวในไอจีของพวกเขา สามารถเรียกลูกค้าให้ติดต่อเข้ามาจ้างงานอย่างล้นหลาม ฉันเลยกลายเป็นคนมีงานทำในขณะที่ยังเรียนอยู่ กลายเป็นคนมีเงินใช้จ่ายในจุดที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้ และหากให้พูดตามตรง ทุกวันนี้ฉันแทบไม่ได้ใช้เงินตัวเองด้วยซ้ำ นอกจากภีมจะคอยช่วยเหลือแล้ว พวกไอ้เดย์ ไอ้ปาย และไอ้คิน ยังหยิบยื่นให้ไม่ต่างจากภีม ฉันเหมือนเจ้าหญิงที่มีองครักษ์คอยดูแลก็ไม่ปาน
และนั่นจึงเกิดเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ฉันมีต่อภีม ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองแค่ซาบซึ้งที่มีเขาคอยช่วยเหลือ แต่หลังจากที่พิจารณาความรู้สึกดี ๆ แล้ว มันเลยคำว่าซาบซึ้งไปไกลมาก ฉันรู้สึกดีกับภีมต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ จากความรู้สึกดีก็แปรเปลี่ยนเป็นความชอบ และสุดท้ายก็รักเขาในที่สุด
แต่ที่ผ่านมาฉันไม่เคยก้าวก่ายชีวิตของภีมเลยนะ ต่างจากตอนนี้ที่ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองยุ่งวุ่นวายกับเขามากเกินไป หรือเป็นเพราะฉันรู้สึกว่าเขากำลัง ‘อ่อย’ ฉันอยู่ก็ไม่รู้ ถึงได้เริ่มทำตัวหวงเขามากขึ้นทุกวัน
ติ๊ด ~
ท่ามกลางความคิดอันวุ่นวาย เสียงแตะคีย์การ์ดประตูห้องก็ดังให้ได้ยิน ไม่นานคนที่อยู่ในความคิดก็โผล่เข้ามาให้เห็นในระยะสายตา ภีมวางข้าวของของตัวเองลงบนโต๊ะอย่างที่ชอบทำ พร้อมตาเหลือบมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่คิ้วเข้ม ๆ จะกระตุกเข้าหากันเล็กน้อย
“กูส่งข้อความบอกแล้วว่าจะมา”
“แล้ว?”
“ทำไมมึงไม่แต่งตัวดี ๆ”
คำถามดังกล่าวทำให้ฉันก้มลงมองสภาพของตัวเอง “กูแต่งไม่ดีตรงไหน มันก็เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นที่กูชอบใส่”
“มันโป๊”
“เหอะ! ทีตัวเองยังชอบกดถูกใจผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊” อดที่จะบ่นไม่ได้ เบะปากใส่ด้วยเลยล่ะ “ทีกูมาห้าม”
“กูห้ามเพราะกูห่วงความปลอดภัยของมึง” ไม่ว่าเปล่าภีมก็เดินเข้ามาใกล้ มากกว่านั้นยังยั้งแขนลงบนโซฟาคร่อมร่างฉันอีกต่างหาก ใบหน้าโน้มเข้ามาใกล้จนฉันต้องเบี่ยงหน้าหนีอย่างตระหนก
“ภีมถอยออกไปนะ!”
“รู้ยังว่าทำไมกูถึงห้ามไม่ให้มึงแต่งตัวโป๊เวลาอยู่กับกู” แต่เขาก็ไม่ถอยออกเลยสักนิด แถมยังก้มหน้าลงมาใกล้กว่าเดิม “ถ้ากูหน้ามืดขึ้นมา กูไม่รับประกันความปลอดภัยของมึงนะได๋”
“มึงพูดอะไร กูเป็นเพื่อนมึงนะ”
“เพื่อนแล้วไง กูสั่งให้มันไม่แข็งใส่มึงได้ไหมล่ะ”
“ไอ้บ้า! หน้าไม่อาย!” แม้ปากจะด่าเขาแบบนั้น แต่หน้าก็อดที่จะร้อนผ่าวกับคำพูดดังกล่าวไม่ได้
“มึงหน้าแดงนะได๋” และเขาคงรู้ถึงได้ก้มลงมาเย้าหยอกกัน “คิดทะลึ่งอยู่เหรอมึงอะ”
“ถอยออกไปเลย! ไม่งั้นกูทุบจริง ๆ ด้วย!” ฉันพยายามใช้ความโมโหกลบเกลื่อนความเขินอาย ยังดีที่ภีมรับฟังและขยับออกห่าง แต่เป็นการขยับที่ทำหน้ากวนประสาทส่งมาให้เห็น ตาคมที่ชอบมองคนอื่นนิ่ง ๆ ประกายความชอบใจให้เห็นเด่นชัด
“ว่าแต่กูกดไลค์รูปใคร” เขาขยับเข้ามานั่งใกล้ฉันอีกครั้ง พร้อมทั้งเอาโทรศัพท์มากดเข้าไอจีให้เห็น
“ถ้ามึงไม่รู้ แล้วกูจะรู้ไหมล่ะ”
“เมื่อกี้มึงบอกว่ากูกดไลค์ผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊” ว่าแล้วภีมก็กดเข้าไปในแท็บกิจกรรมที่กดถูกใจ เพียงเท่านั้นภาพต่าง ๆ ที่เขากดถูกใจไว้ก็โชว์ให้เห็น
“แล้วกูพูดเกินจริงที่ไหน” ฉันพยายามทำหน้าปกติ ไม่แสดงอาการว่ากำลังรู้สึกอะไร “อีกอย่างกูไม่ได้ว่าอะไร แต่มึงก็อย่ามาห้ามเวลากูแต่งตัวโป๊”
“กูแค่ห้ามไม่ให้มึงแต่งโป๊เวลาอยู่สองต่อสอง”
“มึงอันไลค์ทำไม” ความสนใจถูกเปลี่ยนไปยังหน้าจอโทรศัพท์ของภีม เมื่ออยู่ดี ๆ เขาก็ไล่กดอันไลค์ผู้หญิงที่เขาเคยกดให้ก่อนหน้า
“มึงไม่ชอบไม่ใช่เหรอ” อีกฝ่ายตอบกลับหน้าตาย “กูอันไลค์ให้ ถึงแม้ว่ากูจะกดเพราะเรื่องงานก็ตาม”
“ภีมไม่ต้อง กูไม่ได้ไม่ชอบสักหน่อย” ว่าพลางพยายามแย่งโทรศัพท์ของเขา “ภีม!”
“สีหน้ามึงมันฟ้องได๋” พูดจบภีมก็ยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ซึ่งฉันไม่สามารถล้วงเข้าไปได้เลย เพราะมันอยู่ใกล้กับจุดอ่อนไหวกลางกายของเขา
“อยากได้ก็ล้วงดิได๋”
“แล้วแต่มึงเถอะ! อย่าบ่นว่าไม่มีผู้หญิงเข้าหาก็แล้วกัน!”
“ไม่ได้สำคัญ” ทิ้งคำพูดแปลก ๆ ไว้เพียงสั้น ๆ แล้วก็ลุกหนีไปเลย ปล่อยให้ฉันนั่งสมองยุ่งเหยิงอยู่คนเดียว แต่เพียงไม่นานเขาก็เดินกลับมาพร้อมเบียร์กระป๋องในมือ ก่อนจะกดเปิดโทรทัศน์โดยไม่สนใจฉันอีก
“เห็นว่าไปเที่ยวรอบนี้ มีแพลนจะมีเบบี๋ตัวน้อยให้ตระกูลเสนาสวัสดิ์วงศ์ มันคือข่าวลือหรือเรื่องจริงเหรอคะ” เพียงเท่านั้นการสัมภาษณ์หนึ่งก็ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ เป็นสัมภาษณ์ที่ทำให้ฉันสามารถชะงักได้ดีเลยทีเดียว
“เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้นค่ะ อย่างที่เห็นว่าคิวงานของช่อแน่นไปถึงปีหน้า ช่อกับคุณฐาเลยยังไม่มีแพลนในตอนนี้ค่ะ หรือถ้ามีแพลนยังไงจะแจ้งให้พี่ ๆ นักข่าวทราบอีกทีนะคะ”
“ได้เลยค่ะคุณช่อ เชื่อว่ามีชาวเน็ตหลายคนกำลังรอเลี้ยงลูกของคุณช่อผ่านทางออนไลน์แน่นอน”
ยังไม่ทันได้ฟังคำตอบต่อไปของคุณช่อฟ้า เสนาสวัสดิ์วงศ์ ภีมก็กดเชื่อมต่อโทรทัศน์กับเน็ตฟลิกซ์ซะก่อน ภาพของเธอกับข่าวจึงจบเพียงเท่านั้น
เดิมทีคุณช่อฟ้า นามสกุลอรุณสุข ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสนาสวัสดิ์วงศ์เพราะแต่งงานกับศฐา เสนาสวัสดิ์วงศ์ ตระกูลที่บริหารเกี่ยวกับสายการบินในประเทศ เท่าที่ฉันเห็น ชีวิตของเธอไปได้สวยมากเลยทีเดียว กินหรูอยู่สบาย งานแสดงละครของเธอออกโทรทัศน์ให้เห็นตลอดทั้งปี อาจเป็นเพราะเธอได้สามีที่ร่ำรวย และเธอเองก็วางตัวดีต่อสังคม ถึงทำให้มีแฟนคลับรักและชื่นชมอย่างล้นหลาม เธอไม่เคยมีข่าวฉาวเลยสักครั้ง
หรืออาจจะมีแต่ปกปิดไว้ อย่างเช่นฉันคนนี้ ดารินญา อรุณสุข ลูกสาวคนเดียวของช่อฟ้า ที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีในช่วงอายุสิบห้าปี ปล่อยให้ฉันได้อยู่กับขุมนรกตั้งหลายปี
คุณช่อฟ้าพลาดท้องโดยที่คู่นอนของเธอไม่ร่วมรับผิดชอบ กระทั่งฉันอายุได้สิบห้าปี เธอก็ได้พบรักใหม่กับเศรษฐีหนุ่มอย่างศฐา เธอฝันอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก และคุณศฐาก็สามารถผลักดันให้เธอไปยืนอยู่จุดนั้นได้ เธอเลยเลือกทำตามความฝันของตัวเอง และทิ้งความผิดพลาดอย่างฉันไว้ข้างหลัง
‘แม่ขอโทษนะได๋ แต่แม่ทำเพื่อเรานะ ถ้าแม่ได้เป็นดาราดังเราก็จะมีเงินเรียนต่อรู้ไหม’
‘แล้วแม่จะกลับมาหาได๋ไหม เวลาได๋คิดถึงแม่ ได๋ไปหาแม่ได้หรือเปล่า’
‘แม่จะกลับมาหาได๋ ได๋ไม่ต้องไปหาแม่เข้าใจไหมคะ’
ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็ก ฉันเชื่อและทำตามที่คุณช่อฟ้าบอกมาโดยตลอด ฉันไม่ปริปากบอกใครว่าเป็นลูกของคุณช่อฟ้า ไม่งั้นการเป็นดาราของแม่จะพังทลาย อีกทั้งป้าณียังดุด่าและขู่ฉันทุกวัน เพราะป้าได้เงินส่วนแบ่งในเรื่องนี้มหาศาล ฉันเหมือนเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของป้า แต่เป็นทรัพย์สินที่ป้าไม่ทะนุถนอม ถ้าฉันทำผิดหรือโต้แย้งคำใด ป้าก็จะเอาเรื่องแม่มาขู่ให้ฉันทำตามทุกครั้ง
ไม่ต่างจากเรื่องที่ทรงพลพยายามข่มขืนฉัน แต่อย่างที่รู้ว่าฉันได้ภีมช่วยเหลือไว้ แลกกับการบอก ‘ความลับ’ กับเขา
‘พ่อแม่เธอไปไหน ทำไมถึงทนอยู่กับคนแบบนั้น’
‘เราไม่มีพ่อแม่ เราโตมากับป้า’ ฉันทั้งเหนื่อยและเบื่อเต็มที เลยเผลอพูดเรื่องที่ทำให้เขาสงสัย ‘เราหนีไปไหนไม่ได้ เพราะป้าขู่จะแฉความลับของเรา’
‘ความลับอะไร’
‘เราบอกไม่ได้’
‘ถ้าเธอบอกไม่ได้ ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้เหมือนกัน’
เพราะแบบนี้ภีมถึงได้รู้ว่าฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไม่ต่างจากสามคนนั้นที่รู้เช่นกัน ฉันไม่อยากให้ใครพูดถึงชื่อผู้หญิงคนนี้ให้ได้ยิน อยากลืมด้วยซ้ำว่าเป็นลูกของผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวคนนั้น เลยบอกพวกมันว่าห้ามพูดถึงช่อฟ้า เสนาสวัสดิ์วงศ์เด็ดขาด
“มึงโอเค?” เสียงของภีมมาพร้อมกับการสัมผัสที่หัวเบา ๆ ดึงสติฉันกลับมา
“กูไม่ได้เป็นอะไร”
“หน้ามึงไม่ได้บอกแบบนั้น” คิ้วเข้ม ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย “หน้ามึงมันฟ้องว่ากำลังโกรธและเสียใจ”
“มึงไม่ต้องพูดก็ได้ปะ” ความหมั่นไส้กับการกวนประสาทของอีกคน ทำให้ฉันหยิบหมอนขึ้นมาปาใส่เขาอย่างแรง เหมือนเคยที่มือหนาจะจับไว้ทัน
“การยอมรับความจริงไม่ได้น่าอายเสมอไป”
“…”
“ยิ่งมึงยอมรับความจริงได้เร็ว มึงก็จะเสียใจน้อยลง”
“กูเสียใจที่เคยรักผู้หญิงคนนั้น” สุดท้ายฉันก็โกหกผู้ชายคนนี้ไม่ได้อยู่ดี “และกูโกรธที่เขามีชีวิตสุขสบาย ปล่อยให้กูอยู่ในขุมนรกตั้งหลายปี”
“มึงโกรธ แต่มึงก็เลือกที่จะปกป้องเขาตลอด”
“กูปกป้องตัวเองต่างหาก” แอบกลอกตาส่งไปให้คนที่นั่งข้างกาย “ถ้าสังคมรู้ว่าคุณช่อฟ้ามีลูก และลูกของเธอคือกู ชีวิตกูจบเห่แน่”
ที่ว่าจบเห่คือความเป็นส่วนตัว ฉันไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตของฉัน และไม่ต้องการให้ตัวเองไปเป็นสิ่งผิดพลาดในชีวิตของเธอซ้ำสอง ต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว เพราะแบบนี้ฉันถึงได้ปกป้องความลับของตัวเองเสมอมา
“พวกไอ้คินชวนไปกินเหล้า” ท่ามกลางความตึงเครียด ภีมก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหันจนตามไม่ทัน “มึงอยากระบายอารมณ์กับเหล้าไหม ถ้าอยากก็ไปแต่งตัว”
“กูจะแต่งโป๊ ๆ เลยคอยดู”
“เรื่องของมึง” ภีมไหวไหล่ส่งมาให้เห็น แววตาเริ่มกลับมาประกายระยิบระยับอีกครั้ง “อย่าลืมถ่ายรูปอัปลงไอจี กูจะรอกดไลค์ให้มึงคนแรกเลยล่ะได๋”
“…”
“ไลค์ที่แปลว่าชอบ”
จบตอนพิเศษหลายปีต่อมา“ดีใจกับปริญญาใบที่สองของสามีเค้าด้วยนะคะ” ฉันส่งยิ้มกว้างพร้อมยื่นช่อดอกกุหลาบที่สั่งทำพิเศษให้ภีม อย่างที่รู้ว่าฉันแพ้ดอกไม้ เลยต้องให้ร้านเลือกสายพันธุ์ที่กลีบดอกซ้อนกันแน่น ๆ สักหน่อย เพื่อไม่ให้มีเกสรโผล่ออกมา ยังดีที่ร้านยอมรับออเดอร์และทำให้ ฉันก็เลยมีดอกไม้สวย ๆ มาให้คุณสามีในวันนี้“ซื้อมาทำไมดื้อ เดี๋ยวก็แพ้หรอก” ภีมรีบรับไปถือไว้อย่างรวดเร็ว แถมหน้ายังดูดุขึ้นด้วยนะ “ทีหลังไม่ต้องซื้อดอกไม้ให้ภีมนะ ภีมไม่อยากให้ดื้อไม่สบาย”“รับทราบค่ะ” ยังคงส่งยิ้มให้ภีมอยู่เหมือนเคย “อย่าทำหน้าดุสิคะ วันนี้วันดีนะ แล้วเค้าก็ตั้งใจสั่งทำให้ภีมโดยเฉพาะเลยนะ ภีมต้องดีใจกับสิ่งที่เค้าให้สิ”“เมียใครวะ ดื้อจริง ๆ” เป็นเหมือนเคยที่ภีมจะบีบแก้มฉันเบา ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “เมียกูนี่แหละ ทั้งสวยทั้งน่ารัก ดื้อด้วย”“แล้วรักไหมคะ”“รักจนโงหัวไม่ขึ้น” คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันพอใจไม่น้อย “เดี๋ยวเค้ายืนรอตรงนั้นนะ ให้คนอื่นได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีบ้าง”ว่าแล้วฉันก็มายืนรอภีมที่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลจากจุดที่ภีมยืนอยู่ สายตายังคงจ้องมองไปที่เขาตลอดเวลา มันเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม และควา
ตอนพิเศษ 2เวลาปัจจุบัน“ในที่สุดก็สอบเสร็จแล้วโว้ย!!!!!” คินทำหน้าดีใจเต็มประดาหลังจากออกมาจากห้องสอบแล้ว น้ำเสียงฟังดูสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่าตอนนั้นดีใจที่ได้เรียนจบแล้วจริง ๆ“แปลกที่มันไม่ชวนแดกเหล้าเหมือนทุกปี” เดย์ว่าต่อ ในขณะที่มือกดส่งข้อความหาแฟนสาว “กูลืมไป มันมีคนรอฉลองด้วยแล้วนี่หว่า”“พูดอย่างกับมึงไม่มีเนอะไอ้ห่า” คินกลอกตามองบนรัว ๆ “ชอบแซะกูจังนะพวกมึง”“เขาแซะเพราะมึงออกปากว่าจะไม่รักไม่ชอบเด็กแสบของมึงต่างหาก!” คู่ปรับตัวยงอย่างได๋เบะปากส่งไปให้คิน “กลืนน้ำลายตัวเองอร่อยจริง ๆ”“คงไม่อร่อยเท่าน้ำลายเพื่อนหรอกมั้ง” คินโต้กลับทันควัน “ว่าแต่เป็นไงวะได๋ น้ำลายเพื่อนสนิทอร่อยจริงไหมวะ”“กูไม่บอกคนขี้เสือกแบบมึงหรอก แบร่!” ได๋แลบลิ้นปลิ้นตาใส่คิน แล้วหันไปซบแขนภีมที่ยืนอยู่ข้างกาย “เค้าหนวกหูเสียงนกเสียงกาอะภีม เราไปเดินเล่นห้างกันไหม”“มันด่ามึงว่าเป็นนกเป็นกา” ปายสะกิดคินยิก ๆ สีหน้าชอบใจเหมือนทุกครั้งที่คินถูกด่า “นับวันมันยิ่งปากดีจริง ๆ ว่ะ”“มันคิดว่าแบ็คมันใหญ่มั้ง” คินมองได๋ด้วยความปองร้าย “ไว้ไอ้ภีมเผลอเมื่อไหร่ มึงโดนกูแกล้งแน่!”“กูกลัวตายแหละ!” เป็นอีก
สองอาทิตย์ต่อมา“ไอ้ภีม เพื่อนใหม่มึงยังไม่เลิกกลัวเราอีกเหรอวะ” คินสะกิดเพื่อนสนิทของตัวเองยิก ๆ “นี่ก็สองอาทิตย์แล้วนะเว้ย เธอยังไม่ชินกับความหล่อของพวกเราอีกเหรอ”“มึงเลิกพูดมาก เดี๋ยวเขาก็เลิกกลัวมึงเอง” ที่จริงภีมอยากตอบว่าหล่อแต่เหี้ย แต่มันจะโดนเขาด้วย เพราะได๋ก็ยังกลัวเขาไม่เลิก แม้จะไม่ได้กลัวมากเหมือนไอ้พวกนี้ แต่ก็ยังมีความไม่ไว้ใจให้เห็นอยู่จาง ๆ“นี่เธอ” คินหันมาสนใจเพื่อนใหม่อย่างได๋บ้าง ซึ่งคนถูกเรียกก็มองเขาตาปริบ ๆ เหมือนไม่มีพิษภัยอะไร“เรียกทำไม”“ถามจริง ๆ กลัวอะไรในตัวพวกเรา”“ก็กลัวหลายอย่าง” หญิงสาวคนเดียวของกลุ่มตอบด้วยความซื่อ แน่นอนว่ามันสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากปายและเดย์ได้ คะแนนความชอบที่จะให้เป็นเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นมารัว ๆ“กลัวอะไร บอกให้มันหายข้องใจ” ปายมองได๋ขำ ๆ ต่างจากคินที่กลอกตามองบนรัว ๆ แล้วตอนนี้“กลัวหลายอย่าง บอกไม่ถูกจริง ๆ” เนื่องจากได๋เป็นผู้หญิงคนเดียวของกลุ่ม เวลาตั้งวงสังสรรค์จะทำเพียงนั่งมองพวกเขากินเท่านั้น เธอไม่กล้ากินเพราะกลัวเมาแล้วจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือพูดง่าย ๆ ว่ากลัวโดนทำมิดีมิร้ายนั่นเอง“เธอกลัวพวกเราข่มขืนเธอ?” เดย์ถาม
ตอนพิเศษ 1หลายปีก่อนชั้นปีการศึกษาที่ 1‘อึดอัดจัง แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน’ ได๋นั่งอยู่ในสภาพเสื้อนักศึกษาขาดหลุดลุ่ย ยังดีที่มีเสื้อคลุมของภีมที่ให้ยืมใส่ก่อนหน้า สภาพจึงดูดีขึ้นมาสักหน่อย แต่ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเหมือนเดิมเมื่อหลายชั่วโมงก่อนเธอยังนั่งคลุกขี้ดินอยู่ข้างถนนอยู่เลย แต่ตอนนี้ดันได้นั่งอยู่บนโซฟาหรูภายในคอนโดของภีม และที่ได้มานั่งตรงนี้ก็เพราะเธอไม่มีที่ไป กลายเป็นคนไร้บ้านและไร้ครอบครัวอย่างถาวร มีเพียงเงินติดบัญชีเล็กน้อยเท่านั้น“จะกินข้าวก่อนหรืออาบน้ำก่อน” หลังจากที่ภีมกลับมาจากคุยโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินมาหาคนตัวเล็กที่สภาพต่างจากเมื่อเช้า ไม่เหลือเค้าโครงของคนที่ด่าและตวัดตาค้อนมองเขาเลยสักนิด“เราอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้น” เรื่องที่ว่าเกี่ยวกับครอบครัวของเธอ “ป้าณีจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับเราแล้วใช่ไหม”หลังจากที่ทรงพลถูกจับ ทั้งได๋และภีมถูกเชิญตัวให้ไปโรงพักด้วยเช่นกัน เพราะต้องไปให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ได๋ยอมไม่เอาความทรงพล เพื่อแลกกับการที่ราณีเลิกยุ่งกับชีวิตของเธอ แม้ว่าจะต้องไปตายดาบหน้าก็ตาม แต่ก็ดีกว่าอยู่ในขุมนรกที่มีทั้งป้าชั่ว ๆ กับ
“งอนอีกแล้ว” จากตอนแรกที่บีบแก้มเมีย ภีมก็เปลี่ยนเป็นจิ้มเบา ๆ แทน “เดี๋ยวจะถ่ายตอนงอนลงด้วยนะ”“เดี๋ยวเค้าจะยึดไอจีของภีมเลยคอยดู”“ทุกวันนี้ก็ยึดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” แค่ภาพโปรไฟล์เป็นรูปของเขาเท่านั้น นอกนั้นเต็มไปด้วยภาพของได๋ทั้งสิ้น “หรือจะให้เปลี่ยนเป็นภาพคู่ จะได้เป็นไอจีดื้อไปเลย”“ไม่เอา เดี๋ยวคุณป้าน้อยใจ” ว่าแล้วดวงตากลมโตก็มองหน้าแฟนหนุ่มตาใสแจ๋ว “ทำไมภีมไม่อัปรูปคุณป้าลงบ้างอะ เค้ากลัวคุณป้ารู้สึกไม่ดี”“แม่ไม่รู้สึกหรอก แม่ชอบจะตาย”นั่นไม่ใช่คำพูดปลอบใจแต่อย่างใด แต่พรรษาชอบที่ลูกชายคลั่งรักได๋จริง ๆ อาจเป็นเพราะหล่อนถูกชะตากับได๋ และอยากได้ได๋เป็นลูกสะใภ้ เพราะแบบนี้ถึงได้คอยช่วยคอมเมนต์หวีดราวกับเป็นเอฟซี กลัวลูกชายจะรักษาผู้หญิงดี ๆ ไว้ไม่ได้“ไอ้ได๋! ไอ้คินจะกินหมูกระทะของมึงหมดแล้วนะเว้ย!” คำบอกกล่าวที่ปายตะโกนมาทำให้ได๋หันไปมอง ก็ต้องได้เห็นเตาถ่านถูกตั้งพร้อมกระทะย่างอยู่บนลานไม้ เท่านั้นคนอยากถ่ายรูปก็รู้สึกขี้เกียจมาทันที“เค้าไม่อยากถ่ายแล้ว เรากลับไปกินหมูกระทะกันเถอะ” ดวงหน้าสวยหันมาบอกแฟนหนุ่มของตน แล้วเดินกลับไปที่ลานไม้ พร้อมปากตะโกนส่งเสียงให้ทั้งวงได้ยิน
บทส่งท้ายสองอาทิตย์ต่อมาบ้านพักติดธารน้ำ“เห้ย ๆ พวกมึงช่วยกันปะวะ ทำไมไอ้ได๋แม่งแทงถูกทุกรอบ” เสียงโวยวายของคินดังขึ้นเสียงดัง หลังจากที่เจ้ามืออย่างภีมเปิดใบเฉลยน้ำเต้าปูปลาแล้ว“ช่วยห่าอะไร มึงดวงไม่ดีเอง” คนดวงดีกวาดเงินมาวางไว้ต่อหน้าตัวเอง “จะพักก็ได้นะ อ่อนแอก็แพ้ไปน้อง”“ไม่พักโว้ย! คอยดูกูจะแทงจนผัวมึงเจ๊งเลย!” ว่าแล้วคินก็หันไปหาเมียของตน “แสบอย่าอ่อม สู้มัน”“สู้ไงอะ หนูว่าพี่พอดีกว่ามั้ง” เมียแสบของคินตอบกลับ “เสียดายเงินอะ เก็บไว้เปย์หนูดีกว่า”“พี่เปย์อยู่แล้วน้อง ไม่ต้องห่วง” คินโยกหัวเมียตัวเองเบา ๆ “ส่วนนี่เป็นศึกของศักดิ์ศรี ไม่สู้ไม่ได้”“ถ้ามึงจะสู้ขนาดนี้ สงสัยกูคงต้องแอบเปิดบ่อนแล้วมั้งไอ้คิน” เฮียกาลที่นั่งอยู่อีกวงตอบกลับมา โดยข้างกายเขามีเฮียปรากกับเฮียเธียรเช่นกัน วันนี้พวกเขามากันครบแก๊งกันเลยทีเดียว“เฮียกล้าก็เปิดดิ แต่ผมไม่เข้าไปเล่นนะ กลัวโดนจับ”“เอ้าไอ้ห่า! ทีแบบนี้มึงไม่กลัว”“ใครจะมาจับมันกลางป่ากลางเขาแบบนี้” เฮียเธียรพูดขึ้นอีกคน ในขณะที่ตานั่งมองเมียเด็กอย่างหนูแฮม ว่าเธอจะอยู่กับเพื่อนได้หรือเปล่า เนื่องจากว่านาน ๆ เขาพามาเจอเหล่ากลุ่มแก๊งที เธ







