Masuk“กูกลับละ อยากงีบสักหน่อย” ท่ามกลางการเถียงกันของไอ้ปายกับไอ้คิน ภีมก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ฉันที่เห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นบ้าง เพราะต้องกลับพร้อมกันกับเขา ไม่ต่างจากสามคนนั้นทยอยลุกขึ้นยืนเช่นกัน
“ไอ้เดย์รีบไปคณะมนุษย์แน่เลยว่ะ กูว่าทรงนี้ไม่กลับคอนโดชัวร์”
“มึงนี่ขี้เสือกจริง ๆ ไอ้คิน”
“ไอ้เดย์มีแฟนแล้วเหรอ” ความสงสัยเลยเงยหน้าถามคนข้างกาย ส่วนไอ้ปายกับไอ้คินเดินไปอีกทางแล้ว
“น่าจะยังคุยกันอยู่”
“ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่อง” ปิดมิดจริงเชียว ทีเรื่องของฉันยุ่งจริงไรจริง ทีเรื่องของตัวเองดันไม่อยากให้คนอื่นรู้ซะอย่างนั้น
“นั่นใช่พี่ภีมไหมอะ หล่อมากเลยแก!” จังหวะเดียวกันก็มีเสียงหนึ่งดังให้ได้ยินในขณะที่เรารอข้ามถนน ซึ่งเป็นเสียงของน้อง ๆ ในมหาลัยนี่แหละ
“แกว่าพี่เขาโสดไหมอะ แต่หล่อขนาดนี้จะเหลือเหรอวะ”
“เห็นว่าโสดนะแก แต่คงไม่มีใครกล้าจีบ” ว่าแล้วเสียงของอีกฝ่ายก็เบาลงกว่าเดิม แต่ฉันรู้เลยว่าพวกเธอจะพูดอะไรต่อ “เห็นผู้หญิงที่ยืนข้างพี่ภีมไหม ตัวติดกับพี่ภีมอย่างกับอะไรดี คนไม่รู้ก็คิดว่าเป็นแฟนกัน”
“มึงหยุดทำไม เดินดิเดี๋ยวรถก็ชน” เสียงดุ ๆ มาพร้อมกับการจับข้อมือให้ฉันเดินข้ามถนนตามเขา แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันสนใจแม้แต่น้อย ที่สนใจคือคำพูดที่ได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนต่างหาก
“ภีม” ฉันดึงแขนเขาไว้เมื่อคิดอะไรได้ ซึ่งเขาก็หันมามองพลางส่งสีหน้าสงสัย “มึงได้ยินที่น้องเขาพูดแล้วใช่ไหม เดี๋ยววันนี้กูกลับเองก็ได้”
“ไปขึ้นรถ”
“ภีม!”
“มึงจะขึ้นดี ๆ หรือจะให้กูอุ้มไป” คำพูดที่ฟังแล้วรู้เลยว่าไม่ได้พูดเล่น มาพร้อมกับน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังทำให้ฉันไม่กล้าต่อปากต่อคำ ยอมเดินตามเขาไปขึ้นรถแต่โดยดี
แต่ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะพูดประเด็นดังกล่าวไม่ได้อยู่ดี “เหมือนกูทำให้คนไม่กล้าเข้าหามึงเลย กูรู้สึกผิดนะภีม”
“ถามกูยังว่ากูอยากให้ใครเข้าหาหรือเปล่า” เขาตอบกลับมาหน้าตาย ส่วนมือก็กดสตาร์ตเครื่องยนต์ พาขับออกจากมหาลัยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แวะซื้ออะไรไหม กูจะได้จอดทีเดียว”
“ห้องมึงของหมดแล้วหรือไง” ฉันปัดเรื่องที่เพิ่งเถียงกันทิ้งไป แล้วถามเรื่องที่สงสัยแทน “เมื่อวานก่อนก็เพิ่งซื้อ มึงกินหมดแล้วเหรอ”
“ยังเหลือ กลัวมึงเบื่อเลยถามไว้”
“กูไม่เบื่อ อีกอย่างประหยัดบ้างเถอะ”
“กูรวย”
“เหอะ!” สุดท้ายก็ตอบกลับได้เพียงเท่านั้น เพราะไม่สามารถเถียงเขาได้เลย เขาก็รวยจริงอย่างที่ปากพูดนั่นแหละ แล้วฉันจะเถียงได้ยังไงกัน
“แล้วตกลงมึงว่าไง จะรับวาดภาพให้อินฟลูคนนั้นหรือเปล่า” งานที่ว่าคือรับงานวาดรูปหลายประเภท ส่วนมากพวกเราจะวาดแบบการวาดเส้น และดิจิทัลอาร์ตมากกว่า ส่วนจิตรกรรมก็มีบ้างแต่ไม่มาก
อย่างที่บอกไปว่าภีมให้ฉันเช็กงานในไอจีให้ ซึ่งมันมีงานหนึ่งที่ถูกทักมาจากอินฟลูเอ็นเซอร์สาวชื่อดัง เธอทั้งสวยและกำลังเป็นกระแสในช่วงนี้ หากเป็นคนอื่นคงยินดีปรีดาที่จะร่วมงาน แต่นี่มันคือภีมนี่แหละ และฉันก็รอคำตอบมาหลายวันแล้ว
“หรือมึงตอบตกลงเขาเองแล้ว”
“กำลังคิดอยู่”
“คนนี้คงสวยถูกใจมึง”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น” เขาถามกลับ และเป็นการถามกลับที่ฉันสัมผัสได้เลยว่าภีมกำลังอารมณ์ดี หรือกำลังชอบใจอะไรบางอย่าง
“กูรอฟังคำตอบ”
“เห็นคนอื่นมึงปฏิเสธทันควัน แต่คนนี้มึงคิดหลายวัน กูก็เลยเดาว่าเขาสวยถูกใจมึง” ภีมแทบไม่รับวาดรูปคนเลย ต่างจากอินฟลูสาวที่เขายังคิดอยู่ เพราะแบบนี้ฉันถึงได้สงสัย
“แล้วมึงอยากให้กูวาดหรือเปล่า”
“มึงอยากวาดก็วาดสิ มันเกี่ยวอะไรกับกูล่ะ” แม้จะพูดเหมือนคนใจกว้าง แต่เชื่อเถอะว่าใจฉันแคบอย่างกับอะไร ซึ่งฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เป็นแค่เพื่อนจะหึงหวงเขาได้ยังไงกัน
“มึงอยากเกี่ยวก็ได้นะได๋” เป็นเหมือนเคยที่น้ำเสียงอารมณ์ดีจะดังกลับมาให้ได้ยิน “ขนาดกูยังยุ่งวุ่นวายกับชีวิตมึง กูคงไม่ใจแคบไม่ให้มึงยุ่งวุ่นวายกับชีวิตกูหรอก”
ว่าแล้วโทรศัพท์เครื่องที่คุ้นเคยก็วางลงบนตักฉัน “กูให้มึงตัดสินใจแค่ตอนนี้ ไม่งั้นกูจะตัดสินใจเอง”
ฉันได้แต่เม้มปากพลางมองโทรศัพท์ของภีมอย่างชั่งใจ ก่อนที่มือจะหยิบขึ้นมาปลดล็อกเพื่อเข้าไปในไอจี มือกดเข้าไปในช่องแชทของอินฟลูสาวคนดังกล่าว ก็ต้องได้เห็นแชทที่เธอทักมาถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ภีมไม่ตอบอีกฝ่ายสักข้อความ ส่วนที่ตอบก็มีแต่ฝีมือฉันทั้งนั้น
พูดตามตรงว่าฉันโล่งใจที่ภีมไม่ยุ่งวุ่นวายกับเธอคนนี้เลย เพราะดูเหมือนว่าเธอจะชอบเขาไม่น้อย
ช่องแชทในไอจีของภีม
p.intha: ต้องขอโทษคุณอิ้งด้วยนะครับที่ตอบช้า พอดีผมค่อนข้างงานเยอะ
p.intha: ส่วนเรื่องงาน ผมไม่รับวาดรูปคนครับ
ฉันกดส่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ได้กลัวว่าคุณอิ้งจะรู้สึกไม่ดีกับคำตอบดังกล่าว แต่กลัวภีมรู้ต่างหากว่าฉันคิดยังไงกับเขา กลัวเขาจะรู้ว่าฉันแอบชอบเพื่อนตัวเอง!
คอนโดห้องภีม“อยู่นิ่ง ๆ กูจะเช็ดหน้าให้” มือหนาพยายามจับร่างคนเมาไว้ไม่ให้เธอดิ้น ยังดีที่เสียงของเขาสามารถทำให้เธอหยุดนิ่งได้ เขาจึงสามารถเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าสวยได้ ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามอีกที“อื้อ! มันเย็น!” ได๋ปัดผ้าเปียกที่กำลังลูบหน้าหนีพัลวัน “ภีมมันเย็น!”“มันก็เย็นทุกรอบ มึงจะโวยวายทำไม”“ทำไมต้องดุกูด้วย” จากตอนแรกที่โวยวายเสียงแข็ง กลับกลายเป็นเถียงเสียงอ่อนคล้ายกำลังงอแง ส่วนใบหน้าก็เริ่มสื่อถึงความน้อยอกน้อยใจ “มึงดุกูตลอด มึงไม่เคยรักกูเลย”“ไม่เคยรัก?” ภีมหัวเราะในลำคอแผ่วเบา พลางก้มหน้าลงไปมองสบตาคนเมา “กูไม่เคยรักมึงเหรอได๋”“ใช่! มึงไม่เคยรักกู” ริมฝีปากเล็กขยับพูด ดวงตาหวานฉ่ำเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าให้เห็น “ไม่เหมือนกูที่รักมึงตลอด รักตั้งแต่ปีหนึ่ง”คำสารภาพรักครั้งแรกที่ได้ยินจากปากคนเมา ส่งผลให้ตาคมดำมืดกว่าเดิม เขารู้ว่าเธอรักเขา แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำสารภาพตรง ๆ แบบนี้ แม้จะเป็นการสารภาพที่สติไม่เต็มร้อยก็ตาม แล้วยังไงล่ะ คนเมาไม่โกหกหรอกว่าไหม“กูรักมึง” มือหนาประคองใบหน้าแดงระเรื่อไว้แผ่วเบา “รักมึงตั้งแต่ปีหนึ่งเหมือนกัน”“ไม่จริง” แต่คนเมาก็ยังเป็นค
บทที่ 8 นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวอย่างที่รู้ว่าบาร์ลับมันเป็นเหมือนร้านเหล้าคนรวย ส่วนมากจะมีแต่พวกนักธุรกิจอยากมานั่งผ่อนคลายซะมากกว่า เพราะแบบนี้ไอ้เพื่อนตัวดีถึงได้ให้ฉันเลิกงาน ทั้ง ๆ ที่นั่งได้แค่สองชั่วโมง แล้วพามาต่อที่ร้านเหล้าอีกย่านของสนามแข่ง ซึ่งเฮียกาลก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วแต่ความพึงพอใจของลูกค้าที่จะใช้บริการกี่ชั่วโมง ส่วนพนักงานสามารถกลับบ้านได้หลังจากที่ลูกค้ากลับ ไม่จำเป็นต้องรับลูกค้าต่อแต่อย่างใด“แบบนี้ค่อยใช่ที่ของกูหน่อย” ไอ้คินว่าพลางนั่งมองสาวไปรอบร้าน “อยู่นั่นมองแต่ไอ้ได๋ กูเหี่ยวเฉาหมด”“แล้วใครบอกให้มึงมองไม่ทราบ” อดที่จะเอื้อมมือไปหยิกแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักของมันไม่ได้ แน่นอนว่าคนถูกหยิกก็ร้องโอดโอย สีหน้าสื่อถึงความเจ็บให้เห็นเต็มประดา“มือคนหรือควายวะ มือหนักฉิบหาย”“ใครบอกให้มึงมาว่ากูเอง”“รู้งี้กูไม่ให้ทิปหลักแสนหรอก บริการก็แข็งอย่างกับท่อนไม้”“ไอ้…!” ถลึงตาใส่ไอ้คินพร้อมที่จะกระโจนใส่มัน แต่ก็ถูกภีมคว้าร่างไว้ซะก่อน เลยกลายเป็นว่าร่างเล็ก ๆ ของฉันกำลังเกยก่ายอยู่บนตักของเขา“กูล่ะยอมที่ไอ้ภีมเฝ้ามึงได้” แต่มีหรือว่าไอ้คินจะเงียบปาก แถมยังทำหน้าชอบใจ
วันต่อมา-ได๋-ฉันนอนมองยอดเงินในบัญชีด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เดิมทีฉันมีเงินเก็บอยู่สามล้านกว่าบาท รวมกับที่ทำงานวันแรกอีกห้าแสน และรวมกับที่ทำเมื่อวานอีกห้าแสน นั่นหมายความว่าฉันมีเงินอยู่สี่ล้าน ถ้าให้ขายทรัพย์สินที่มีก็คงจะได้อีกสักห้าแสน เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบซื้อของแบรนด์เนมหรือของหรูหรา ของที่มีได้มาจากเพื่อนชายของตัวเองทั้งนั้น แต่เอาจริง ๆ ฉันก็คงไม่กล้าขายมันหรอก กลัวเพื่อนจะน้อยใจเอาถ้าฉันมีเวลาหาเงินสักหนึ่งเดือนก็คงดี ฉันมั่นใจมากว่าตัวเองหาเงินสิบล้านมาได้แน่นอน แต่นี่ดันผิดแผนไปหมด เหมือนโชคชะตากำลังกลั่นแกล้งกันชัด ๆติ๊ด!“ไอ้ได๋โว้ย!” พร้อมกันนั้นเสียงโวยวายของไอ้คินก็ดังให้ได้ยิน ก่อนจะมีเสียงเพื่อนคนอื่น ๆ ตามมา ฉันละเลิกสิ่งที่คิดแล้วลุกไปแต่งตัวดี ๆ ไม่ได้แปลกใจกับการมาของพวกมัน เพราะเราคุยกันในกลุ่มแชทก่อนหน้าแล้ว และห้องของฉันก็กลายเป็นสถานที่สังสรรค์อีกเช่นเคย“กินเสร็จช่วยกันเก็บล้างด้วยนะมึง” เสียงนี้คือเสียงของฉัน ที่ออกไปโวยวายกับพวกมัน “ทิ้งไว้ให้กูล้างอยู่เรื่อย”“บ่นมาก ๆ ระวังแก่ไวนะมึง” ไอ้เดย์ยิ้มน้อย ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาราวกับบ้านตัวเอง ปล่อยให้ไอ้คิน
บทที่ 7 หน้าเหมือนผัวในอนาคต“แล้วเขายังบอกอีกว่า เขามีทางออกให้ ถ้ากูไม่มีเงินไปคืนจริง ๆ” ได๋พูดต่อหลังจากที่เงียบไปนาน “เขาบอกขอนอนกับกูแค่ครั้งเดียว แล้วหนี้สิบล้านก็หายกัน”คำเอ่ยเล่าของได๋ทำให้ภีมกัดฟันกรอด สีหน้าดุดันมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ที่จริงเขาพอจะเดาออกว่าเสี่ยเจษโผล่หัวมาทำไม ฝ่ายนั้นคงไม่ได้มาแค่ย้ำเตือนหนี้สิบล้านเป็นแน่ และมันก็ไม่ผิดกับที่เขาคิดไว้เลยสักนิด“เรื่องนี้มันจะจบง่ายมาก ถ้ามึงยอมรับการช่วยเหลือของกู” ตาคมมองไปยังคนตัวเล็กที่กำลังนั่งคิดไม่ตก “และมึงจะไม่ต้องมาอยู่ในที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้แต่แรก”ภีมชั่งใจไว้แล้วว่าป้าของได๋จะกลับมาวุ่นวายในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะกลับมาพร้อมปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสิบล้าน หรือขู่ว่าจะเอาความลับของได๋กับช่อฟ้าไปแฉ ในอดีตเขาเพียงทำการขู่ราณีด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมายุ่งกับได๋อีก ภีมมั่นใจมากว่าช่วงเวลานั้นราณีกลัวเขาจริง ๆ และเชื่อว่าเขาทำตามคำขู่แน่นอน อย่างที่รู้ว่าครอบครัวของเขามีทั้งอำนาจและเงิน สามารถปิดปากราณีกับทรงพลได้สบาย ๆ แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิดภีมสงสัยมาตลอดว่
ฉันไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเฮียอีก เพียงแค่เดินออกมาจากห้องทำงานของเฮียเงียบ ๆ และจุดหมายปลายทางก็คงจะหนีไม่พ้นลานจอดรถของที่นี่ คนอย่างภีมไม่ยอมให้ฉันกลับเองเด็ดขาด นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวมากขึ้นทุกที!“เฮียบอกมึงให้ทิปกูสี่แสน” และเมื่อขึ้นมาอยู่บนรถแล้ว ก็หันหน้าไปคุยกับคนขับที่นั่งฟังเพลงรอเงียบ ๆ “มึงให้เยอะไปไหม แค่แสนเดียวกูก็ซาบซึ้งแล้วภีม”พยายามพูดติดตลกกลบเกลื่อนการกระทำแปลก ๆ ของเราสองคน ที่ทำอยู่ในบาร์ลับเมื่อไม่นานมานี้ ทำเหมือนไม่คิดอะไร กลัวว่าระหว่างเรามันจะเต็มไปด้วยความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“กินไร” แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบสนองกับคำพูดของฉันเลยสักนิด แถมยังเปลี่ยนเรื่องหนีอีกต่างหาก“เดี๋ยวกูกลับไปทอดไข่ก็ได้”“มีโจ๊กโต้รุ่งกับแจ่วฮ้อนโต้รุ่งที่มึงชอบ” และภีมก็ยังเป็นภีมอยู่วันยังค่ำ “เลือกมา”“กินโจ๊กก็ได้ง่ายดี” สุดท้ายฉันก็ต้องยอมเขาเหมือนเคย อีกทั้งภีมคงรู้ว่าฉันคงไม่ทอดไข่จริงแน่ ถึงห้องอาจอาบน้ำแล้วนอนเลย เพราะแบบนี้เขาถึงบังคับให้ไปกินข้าวด้วยกันบางทีเขาก็น่ากลัวเหมือนกันนะ รู้ใจฉันไปหมดทุกเรื่องเลยวันต่อมาวันนี้เป็นอีกวันที่ฉันมาทำงานที่บาร์ลับของเฮียกาล
บทที่ 6 ลูกค้ากระเป๋าหนัก‘ถ้ามึงอยากทำก็ทำ’เชื่อไหมว่าฉันดีใจมากที่ภีมอนุญาตให้ฉันทำงาน คิดว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังจะสื่อ เข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องทำงานที่บาร์ลับภายในสนามแข่งรถของเฮียกาล แต่แล้วไม่ใช่เลยสักนิด เขายอมให้ฉันทำก็จริง แต่ไม่ยอมปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ!“ภีม มึงจะทำแบบนี้จริงดิ” ถามอย่างเหนื่อยใจเมื่อเห็นลูกค้าหน้าคุ้นนั่งรอที่โต๊ะเจ็ด ซึ่งเป็นการรอที่นั่งอ่านเมนูอาหารไปด้วย สีหน้าสบายใจต่างจากเมื่อวาน ดูก็รู้ว่าเขากำลังกวนประสาทกัน“พนักงานที่นี่พูดกับลูกค้าวีไอพีแบบนี้?” ตาคมเหลือบมองฉันเล็กน้อย แล้วกลับไปมองเมนูเหมือนเดิม “คงต้องคอมเพลนกับเจ้าของร้านแล้วมั้ง”“อย่ากวนประสาท” ฉันดึงเมนูอาหารออกจากมือของเขา พร้อมมองอีกฝ่ายด้วยความจริงจัง “มึงจะมาเฝ้ากูแบบนี้ไม่ได้นะภีม มึงควรปล่อยให้กูทำงาน”บอกตามตรงว่าฉันไม่ได้อึดอัดกับการเฝ้ายามของภีม อุ่นใจซะอีกที่มีคนมาเฝ้าแบบนี้ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงความอุ่นใจ ไม่ใช่ความต้องการที่จะให้เขาเสียเวลาชีวิตมาเฝ้าฉัน มันเหมือนกับว่าฉันกำลังเป็นภาระทางอ้อม ซึ่งฉันไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลยสักนิด “กูปล่อยให้มึงทำงานอยู่นะได๋ แต่มึงไม่ทำเอง”







