Masuk“มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”
“นั่นสิ” ชางอี้เสริม
“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา
“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้
“นางกล้าสบตาพวกเราทุกคน ไม่สังเกตหรือนางจ้องทุกคนไม่มีท่าทีขัดเขินแล้วก็ไม่หลบตาสักนิด” เฟิ่งเซียนเอ่ยแล้วส่งยิ้มให้เหม่ยเซียน “ต้องอย่างนี้สิจึงจะสนุก มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปยังตำหนักในของเทพมังกร เจ้าเคยอยู่ที่นั่นมาถึงสองร้อยปีน่าจะมีตรงไหนที่ดูคุ้นตาบ้าง ไม่แน่อาจช่วยให้เจ้าจดจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”
เหม่ยเซียนยอมเดินตามเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งเป็นถึงเทพอสูรแห่งทิศใต้ไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยิ้มให้แล้วจับจูงนางให้ออกเดิน
“แล้วพวกข้าเล่า” จื่อชิงเอ่ยถามเสียงดัง
“ก็ตามมาสิ ใครไปห้ามพวกท่านเอาไว้กันเล่า” เฟิ่งเซียนตอบโดยไม่หันกลับไปมอง นางกำลังชี้ชวนให้เหม่ยเซียนจดจำส่วนต่างๆ ของตำหนักหวงหลงเอาไว้ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวตำหนักอาจจะทำให้เหม่ยเซียนสับสนและหลงทางได้ง่ายๆ
“พวกท่านใครก็ได้!” ในที่สุดเหม่ยเซียนก็ทนไม่ไหว “ใครสักคนช่วยเรียบเรียงทุกอย่างแล้วบอกข้าที เอาให้ละเอียดที่สุด ตอนนี้เลย! เพราะข้ากำลังจะบ้าตายจริงๆ แล้ว”
เหม่ยเซียนมองใบหน้าของอสูรทั้งสี่อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งนั่นก็ทำให้โม่เฉินหลุดหัวเราะออกมา หลังจากที่เขาเดินตามหลังมาเงียบๆอยู่นาน
“ในที่สุดนางก็ระเบิดออกมาแล้ว” โม่เฉินเอ่ยพร้อมกับยื่นมือออกไปหาชางอี้
“ครั้งนี้เจ้าชนะ เอาไป” ถุงทองที่ดูเหมือนจะหนักเอาการถูกส่งไปให้โม่เฉิน
นั่นทำให้เฟิ่งเซียนกลอกตาด้วยความเหนื่อยหน่าย “พวกท่านเล่นสนุกกันแม้แต่เรื่องนี้หรือ”
“เจ้าอย่ามาทำเหมือนไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เจ้าเองก็บอกว่านางน่าจะถามตั้งแต่พบหน้าเราแล้วไม่ใช่หรือ” ชางอี้ถลึงตาใส่เฟิ่งเซียนไปทีหนึ่งก่อนจะหันมายิ้มให้เหม่ยเซียน
“ข้าเทพอสูรแห่งทิศตะวันตกพยัคฆ์ขาวโม่เฉิน ส่วนเขาเทพอสูรแห่งทิศเหนือเต่าดำชางอี้ นางคือเทพอสูรแห่งทิศใต้หงส์แดงเฟิ่งเซียน จื่อชิงเป็นใครเชื่อว่าเขาคงบอกเจ้าแล้ว เราทั้งสี่เป็นเทพอสูรซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเทพมังกรทองจื่อหมิง” โม่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไปนั่งในห้องโถงตำหนักในเถิด เราจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังทีละเรื่อง เรื่องทุกเรื่องสำคัญมากจะตกหล่นไม่ได้ดังนั้นเราทั้งสี่จึงจำเป็นต้องให้เวลาเจ้าเตรียมใจสักหน่อย” จื่อชิงเสนอขึ้นแต่ทั้งหมดยังไม่ทันได้ก้าวไปยังห้องโถงดังกล่าว สตรีผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน
เฟิ่งเซียนแค่นเสียงในลำคอครั้งหนึ่ง จื่อชิงจึงสบตากับนางก่อนจะใช้สายตาปรามอีกฝ่ายเอาไว้ ซึ่งนั่นทำให้เหม่ยเซียนรู้สึกสงสัยขึ้นมา เพราะดูเหมือนเฟิ่งเซียนจะไม่ค่อยชอบผู้มาใหม่นัก
“คารวะเทพอสูรทั้งสี่” ผู้มาใหม่ย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย ทั้งยังยิ้มด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน แต่เมื่อมองเห็นเหม่ยเซียนนางพลันเบิกตากว้างขึ้น “พระชายา”
“ใช่...ชายาเทพมังกร ได้เวลาที่เจ้าต้องส่งต่อหน้าที่ทั้งหมดในตำหนักหวงหลงคืนให้นางแล้ว” เฟิ่งเซียนหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความเป็นอริ
“ไม่เอาน่าเฟิ่งเซียน เหม่ยเหรินนี่คือจื่อเหยาน้องสาวแท้ๆ ของข้า” เป็นจื่อชิงที่ห้ามทัพเอาไว้ เพราะเขารู้ดีว่าเฟิ่งเซียนไม่ลงรอยกันกับจื่อเหยาผู้เป็นน้องสาว
“แล้วก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเทพมังกรจื่อหมิงด้วย” เฟิ่งเซียนเอ่ยต่อประโยคของจื่อชิง
“เอ๋ ...ท่านกับเทพมังกรจื่อหมิง แล้วก็ยังมีนาง...” เหม่ยเซียนเลิกคิ้วแล้วหันไปมองยังจื่อชิงเป็นเชิงถาม
“ข้าเป็นเพียงเทพอสูร แม้จะมีสายเลือดมังกรแต่ก็ไม่อาจเทียบเคียงเทพมังกรจื่อหมิง” เขายิ้มให้ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเหม่ยเซียน
“เช่นนั้นนาง...นางเองก็เป็นมังกรหรือ” เหม่ยเซียนหันไปมองจื่อเหยาด้วยดวงตาตื่นตะลึง นางเพิ่งจะเคยได้ยินว่ามีมังกรหลายตัวเป็นครั้งแรก
“นางเพียงมีสายเลือดมังกร แต่ก็หาได้เป็นมังกรไม่ เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก” เฟิ่งเซียนตัดบท
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบจื่อเหยาเอามากๆ แต่เหม่ยเซียนก็สงสัยในถ้อยคำของอีกฝ่ายมากกว่า นางต้องกังวลเรื่องใดเกี่ยวกับจื่อเหยาหรือ
“จื่อเหยาเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถิด ข้าต้องสนทนากับพระชายาก่อน จากนั้นเจ้าค่อยส่งคนเข้ามาดูแลนาง”
“ไม่ต้อง! ภูตโบตั๋นของพระนางซีหวังหมู่จะเป็นผู้ดูแลเหม่ยเหรินตามเดิม” เฟิ่งเซียนเหลือบมองไปยังปิ่นปักผมที่อยู่ในมือเหม่ยเซียน
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยยังไม่ทันจบ เฟิ่งเซียนก็โบกมือผ่านหน้าของนางครั้งหนึ่ง ลำแสงสีชมพูก็พุ่งวาบออกมาจากปิ่นปักผม ซึ่งเป็นตำแหน่งของดอกโบตั๋นพอดี
“นายหญิงท่านกลับมาแล้ว!” ร่างเล็กร่างหนึ่งเข้ามากอดขาทั้งสองข้างของเหม่ยเซียนเอาไว้ หญิงสาวรู้สึกงงงันทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
“ผมยังอยากคุยกับคุณ” เขาเอ่ยออกมาเสียงเบาทั้งยังไม่ยอมให้เหม่ยเซียนปิดประตู“กลับมาค่อยคุยก็ได้นี่คะ”จะให้เขาเข้าไปในห้องไม่ได้อีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาต้องเห็นกระเป๋าเดินทางที่เธอจัดเอาไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อเซอร์ไพรส์เขาโดยเฉพาะ“คุณบินพรุ่งนี้ ควรกลับไปนอนพักผ่อนได้แล้ว”“แต่...” ฉู่เฟิงยังคงไม่ยินยอมเหม่ยเซียนแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ กับท่าทางเหมือนเด็กของเขา “ฉันต้องทำงานดังนั้นคงไปส่งคุณไม่ได้ เดินทางปลอดภัยนะคะ”พูดจบก็ยิ้มหวานจากนั้นก็ค่อยๆ ดันเขาออกไปแล้วปิดประตูตาม ปล่อยให้ร่างสูงยืนทำหน้าเหงาหน้าประตู โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวต้นเหตุยังแอบมองเขาผ่านช่องประตูห้องเหม่ยเซียนพยายามบังคับให้ตัวเองใจแข็ง เนื่องจากวางแผนหลอกเขามาได้ตั้งนานเพื่อทำให้เขาประหลาดใจ ดังนั้นเธอต้องอดทน ถึงอย่างนั้นเมื่ออาบน้ำและกำลังจะเตรียมตัวเข้านอน เสียงมือถือของเธอกลับดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของฉู่เฟิงก็ได้แต่อ่อนใจหญิงสาวกดตัดสายจากนั้นก็ถอนหายใจแล้วเดินออกมาจากห้อง มือเล็กยกขึ้นกดออดคอนโดห้องตรงกันข้าม ซึ่งฉู่เฟิงเองก็เปิดออกแทบจะทันทีอาการหอบหายใจของเขาบอกได้ดีว่าเขารีบวิ่งมาเปิดประตูอย่างลนลานแค่
“ผมเตรียมเกี้ยวเอาไว้ มีเสี่ยวหลงเปาด้วย เดี๋ยวซื้ออะไรไปทำอีกสักสองอย่างคงพอ ส่วนเกี้ยวกับเสี่ยวหลงเปาผมทำเผื่อไว้คุณเอาใส่ตู้เย็นไว้อุ่นกินวันหลังยังได้”“จริงเหรอ”แล้วบทสนทนาก็กลายมาเป็นเรื่องของกินล้วนๆ ฉู่เฟิงมองใบหน้าอารมณ์ดีของเหม่ยเซียนแล้วอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เขายังคิดว่าเธอจะโกรธนานกว่านี้ที่เห็นเขานั่งคุยอยู่กับเฮเลน ไม่คาดว่าถามแค่ไม่กี่คำหญิงสาวก็ไม่ติดใจอะไรแล้ว แถมตั้งแต่แรกเธอก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเข้าใจผิดเลยด้วยซ้ำ“คุณไม่ค่อยสนิทกันกับพี่สาวบุญธรรมสินะครับ”“ไม่สนิทเหรอคะ?! คุณดูยังไงว่าเราไม่สนิทกัน ต้องเรียกว่าไม่ถูกกันเลยต่างหาก! ขอเตือนนะถึงฉันจะไม่ใช่ผู้หญิงงี่เง่าที่ชอบโกรธหรืองอนกับเรื่องไร้สาระ แต่ฉันเป็นคนขี้หึง! ดังนั้น ทำตัวให้ดีอย่าให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของผู้หญิงได้ง่ายๆ อ้อ ยกเว้นฉันไว้คนเดียวก็แล้วกัน”“ครับ” เขาหลุดหัวเราะออกมาตั้งแต่ได้พบกับเธอเขาก็พบว่ามีหลายเรื่องที่เขาคาดไม่ถึง รวมไปถึงเรื่องนี้ด้วย เหม่ยเหม่ยของเขาร้ายกาจจริงๆ เฮเลนไหนเลยจะใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบเมื่อครู่กับเธอได้งานแถลงข่าวจบลงอย่างราบรื่น แม้ว่าบางกระแสจะซุบซิบว่าทั้งสองแถลงข
เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเหม่ยเซียนก็ออกมานั่งลงที่โต๊ะกินข้าวซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเคาเตอร์ครัว พื้นที่ใช้สอยและการตบแต่งคอนโดของพิมพ์พลอยแตกต่างไปจากคอนโดของเธอ ดังนั้นพอออกมาเหม่ยเซียนจึงมีโอกาสได้มองแผ่นหลังกว้างกำลังก้มหน้าง่วนอยู่หน้าเตา“อีกเดี๋ยวนะครับ”“อืม” เหม่ยเซียนก้มลงมองจานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ก่อนจะมองนมสดในแก้ว ข้างๆ ยังมีกาแฟดำของฉู่เฟิง “กาแฟของฉันล่ะ”“วันนี้ไม่ต้องทำงานไม่ใช่หรือครับ โน้ตบุ๊กน่าจะอยู่ที่คอนโดหลังเสร็จธุระจะหาทางเอามาให้ วันนี้ฉวยโอกาสนอนพักสักหน่อย งดกาแฟสักวันนะครับ”“ไม่ได้หรอกเดี๋ยวปวดหัว จิบนิดๆ ก็แล้วกัน” หญิงสาวส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม สายตาก็มองความคล่องแคล่วของฉู่เฟิง ทั้งในยามที่มือใหญ่คว้าจาน แก้วน้ำ และจับตะหลิวในครัว รวมไปถึงใบหน้าสุขุมเวลาชวนเธอคุย “คุณนี่...”“ทำไมหรือครับ”“กลัวฉันโกรธแล้วโทษว่าเป็นความผิดของคุณเหรอคะ ดูคุณไม่มีความมั่นใจเลย ไม่เหมือนตอนที่...” หญิงสาวชะงักคำพูดเพราะเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขาจำตัวเองในตอนที่เป็นฉินฉางเหยียนไม่ได้“ช่างเถอะ ฉันไม่โกรธหรอก เรื่องนี้จะโทษคุณฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ฉันมันรนหาที่เอง อีกอย่างเรื่องที่เฮ
“คุณกับน้องสาวเป็นคนมีชื่อเสียง ฉันพอจะเข้าใจค่ะว่าคงเลี่ยงเรื่องข่าวไม่พ้น แต่สิ่งที่คุณทำวันนี้มันส่งผลกระทบต่อหลายคนคุณเคยคิดเรื่องนี้บ้างไหมคะ ไหนจะพ่อกับแม่และน้องสาวของฉัน ไหนจะเรื่องงาน หลังจากเรื่องวันนี้ฉันมั่นใจว่านักข่าวจะขุดคุ้ยเรื่องของฉัน และมันจะส่งผลกระทบต่อคนที่ฉันรักหลายคน” เหม่ยเซียนเอ่ยจบก็ก้าวลงไปจากรถ จากนั้นก็หันกลับมาหาเขาอีกครั้ง “กลับไปก่อนเถอะค่ะ ฉันอยากคิดอะไรคนเดียว ชุดนี้เดี๋ยวจะส่งกลับไปให้ทีหลัง”ฉู่เฟิงมองดูแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินจากไปด้วยความกระวนกระวาย ถึงอย่างนั้นเขาก็พยักหน้าให้คนขับออกรถไป เนื่องจากเขายังมีเรื่องอีกมากให้ต้องจัดการไหนจะเรื่องข่าวที่จะออกมาพรุ่งนี้ไหนจะเรื่องที่หญิงสาวกังวล นั่นคือเรื่องที่นักข่าวต้องขุดคุ้ยเรื่องของเธอและครอบครัวของเธอขึ้นมาแน่ๆ“เหม่ยเหม่ย!!”พิมพ์พลอยตะโกนมาตามสายทันทีที่อีกฝ่ายกดรับ “รออยู่เลยนี่ถ้ายังไม่โทรมาจะปิดเครื่องแล้ว” เหม่ยเซียนหัวเราะ “เดี๋ยว อย่าเพิ่งโวยวาย ตอนนี้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า” “ใช่ โทรไปที่คอนโดแต่ไม่มีใครรับ ห่วงกันจะแย่” “เหม่ยเหม่ยอยู่ที่คอนโดของพลอย มา
ฉู่เฟิงที่กำลังระงับอารมณ์พลุ่งพล่านมองริมฝีปากแดงเรื่อตรงหน้าอย่างหลงใหล ขณะที่พูดลมหายใจอบอุ่นของเขาเป่ารดลงไปยังแก้มนวล ทำให้หญิงสาวหน้าแดงซ่านขึ้นอย่างจนใจ แม้ไม่ได้สบตาแต่กลับรับรู้ได้ถึงสายตาร้อนแรงที่อีกฝ่ายจ้องมองหน้าอกที่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ กระทั่งไม่อาจแยกแยะว่าจังหวะรัวแรงถี่ยิบนั้นเป็นของใครกันแน่ เสียงหอบหายใจและสายตาร้อนแรงของฉู่เฟิง ทำให้เหม่ยเซียนร่างแข็งทื่อไม่กล้าขยับ เธอก้มหน้าลงมองแผ่นอกแกร่งตรงหน้า ไม่มีความกล้าที่จะเงยขึ้นสบตากับเขาภาพความทรงจำในอดีตที่มาพร้อมกับจุมพิตของเขา ทำให้เหม่ยเซียนพ่ายแพ้เธอรักเขา...ไม่ว่าเขาจะเป็นเทพมังกรจื่อหมิงฉินฉางเหยียนหรือแม้กระทั่งตอนนี้เขากลายเป็นฉู่เฟิงที่จดจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ได้เหม่ยเซียนร้องไห้ออกมาเงียบๆ และนั่นทำให้ฉู่เฟิงตกใจ เขารั้งหญิงสาวเข้าสู่อ้อมกอด กดศีรษะเล็กให้พิงเข้ากับบ่ากว้าง “ผมขอโทษ”ประโยคนั้นทำให้เหม่ยเซียนมั่นใจ จุมพิต...ไม่อาจคืนความทรงจำใดๆ ให้เขา ดังนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นและยกมือทั้งสองข้างขึ้นโอบรอบคอเขา รั้งเขาให้ก้มลงมาหาริมฝีปากอิ่มกดริมฝีปากหนาของเขาแผ่วเบา จากน
ห้องรับแขกที่รกรุงรังเกิดเสียงโครมครามขึ้นเป็นระยะๆ ฉู่เฟิงทำได้เพียงแค่อมยิ้มและแอบเหลือบมอง จากนั้นเขาก็กลับมามีสมาธิกับอาหารเช้าสำหรับสองคนต่อไปผ่านไปครู่หนึ่งไข่คนเคียงคู่มากับขนมปัง ไส้กรอก แฮม และแพนเค้กมันฝรั่งก็พร้อมเสิร์ฟ กลิ่นหอมของอาหารเช้าช่วยหยุดคำต่อว่าก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดีถึงอย่างนั้นระหว่างที่กำลังทำสงครามกับไข่คนแสนอร่อยอย่างจริงจัง สายตาของหญิงสาวกลับเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าฉู่เฟิ่งสวมเพียงชุดลำลองที่ดูไม่เป็นทางการฉู่เฟิงก้มลงมองตัวเองก่อนจะเข้าใจในสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามนั้น “ผมเพิ่งซื้อห้องที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม จากวันนี้เราเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว”เคร้ง!!เสียงมีดกับส้อมกระทบจานทำให้ฉู่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว “ดีใจขนาดนั้นเลย?” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “จากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะครับ จนกว่าคุณจะใจอ่อนยอมตกลงทำความฝันของผมให้เป็นความจริง ตั้งแต่วันนี้ผมก็จะมาคอยตามตื้อคุณทุกวัน”“นี่!!!” เหม่ยเซียนถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียวนับจากวันที่ฉู่เฟิงจู่โจมเข้าไปในคอนโดของเหม่ยเซียน หญิงสาวตระหนักว่าทุกอย่างที่พูดเขาหมายความตามนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้สึกอะไรเพราะหัวใจ







