LOGINจากคุณหนูในคฤหาสน์สู่หญิงชาวบ้านผู้ตกยาก เพราะแผนโฉดของอาชั่วที่ใส่ร้ายบิดาจนตัวตายและฮุบทรัพย์สิน มู่ชิงเหยาจึงต้องพามารดาที่ร่างกายทรุดโทรมหนีมาพึ่งพิงสินเดิมผืนสุดท้าย ณ หมู่บ้านท้ายเขาดินแดนที่แห้งแล้งห่างไกลความเจริญและไร้ซึ่งหนทางทำกิน ในวันที่ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ นางพบพู่กันเก่าด้ามหนึ่งในอารามร้าง พู่กันที่เมื่อตวัดวาดสิ่งใด สิ่งนั้นจะกลายเป็นจริง ทว่าพลังวิเศษนี้มีข้อห้ามอันร้ายกาจ ห้ามวาดเงินตรา ห้ามวาดทองคำ หากฝ่าฝืนพลังชีวิตจะถูกกัดกินจนสูญสิ้นร่าง!
View More1
หมู่บ้านหุบเขาหิน
“ออกไป! ตระกูลมู่ไม่ต้อนรับตัวอัปมงคลอย่างพวกเจ้า!”
เสียงตวาดกร้าวพร้อมกับร่างของมู่ชิงเหยาที่ถูกผลักจนตกจากบันได เข่าทั้งสองข้างของนางกระแทกพื้นจนผ้าเนื้อดีขาดวิ่น เลือดสีแดงซึมออกมาตามรอยถลอก แต่นางไม่มีเวลาแม้จะร้องขอความเมตตา ร่างบางรีบตะเกียกตะกายเข้าไปโอบรับร่างมารดาที่ถูกโยนตามออกมาอย่างไม่ปรานี
“ท่านแม่! ท่านแม่เจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ”
มู่ชิงเหยาประคองร่างของนายหญิงเยี่ยไว้ สตรีวัยกลางคนสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด ห่อผ้าเก่าสองห่อถูกโยนตามลงมาติดๆ มู่หรงผู้เป็นอาแท้ๆ เดินออกมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวน ใบหน้าที่เคยแสร้งแย้มยิ้มใจดี บัดนี้กลับมีรอยยิ้มเหยียดหยาม ในมือของเขาถือหนังสือสัญญาหนี้ปลอมที่ใช้บีบให้นายหญิงเยี่ยประทับตรามอบกิจการผ้าไหมทั้งหมดเพื่อแลกกับการไม่ส่งตัวบุตรสาวเข้าหอนางโลม
“ชิงเหยา อย่าหาว่าอาใจร้ายเลย ในเมื่อพ่อของเจ้าทำตัวน่าอดสูโกงกินเงินหลวงจนต้องโทษประหาร ข้าในฐานะคนสกุลมู่ก็ต้องรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไว้ พวกเจ้าไปเสียเถอะ ไปให้พ้นจากเมืองหลวง อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีก”
“ท่านอา ท่านก็รู้ดีว่าท่านพ่อถูกใส่ความ!” ชิงเหยาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“นังเด็กปากดี!" เขาตะคอกก่อนจะหันไปทางบ่าวไพร่ "ไล่พวกนางออกไปให้พ้นหน้าจวนเดี๋ยวนี้!”
เสียงประตูไม้ถูกปิดลง ราวกับตัดขาดความสัมพันธ์ที่เคยมีร่วมกันมาทั้งหมด มู่ชิงเหยาแหงนมองป้ายหน้าจวนที่เขียนว่าตระกูลมู่ด้วยหัวใจที่แตกสลาย นางกัดฟันแบกห่อผ้าขึ้นหลัง มือหนึ่งประคองมารดาที่แทบจะยืนไม่อยู่ ทรัพย์สินที่เหลือติดตัวมีเพียงเงินไม่กี่อีแปะกับโฉนดที่ดินเก่าในหมู่บ้านหุบเขาหิน ซึ่งเป็นสินเดิมที่ท่านแม่ไม่เคยคิดจะกลับไป
การเดินทางนับสิบวันพรากเรี่ยวแรงไปจนเกือบสิ้น มู่ชิงเหยาประคองมารดาเดินลัดเลาะตามถนนขรุขระ สองข้างทางไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา มีเพียงพงหนามและต้นหญ้าสีน้ำตาลที่ยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ
“ถึงแล้วหรือยังเหยาเอ๋อร์” เสียงของมารดาแหบพร่า นายหญิงเยี่ยไอโขกจนตัวโยน ร่างกายที่เคยอวบอิ่มบัดนี้ซูบผอมจนเห็นกระดูก
“ใกล้แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ามเนินเขานี้ไปก็ถึงแล้ว”
ชิงเหยากัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางพยายามปั้นหน้าให้ดูเข้มแข็งทั้งที่ฝ่าเท้าพองจนระบมไปหมด ครู่ต่อมาสิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับไม่ใช่หมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์อย่างที่วาดฝัน แต่มันคือกลุ่มบ้านดินหลังคาฟางเก่าๆ ไม่กี่สิบหลังที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ชาวบ้านที่นี่แต่งตัวด้วยผ้าป่านหยาบกร้าน ใบหน้าแต่ละคนซูบตอบจนอิดโรย พวกเขาต่างหยุดมือจากการขุดหินมองดูคนแปลกหน้าด้วยแววตาสงสัย
ชิงเหยาถามทางชายชราคนหนึ่งจนรู้ว่าบ้านสินเดิมของมารดาตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับหน้าผาสูง มันคือบ้านดินสามห้องที่หลังคาทรุดลงมาเกือบครึ่ง ฝาผนังมีรอยแยกขนาดใหญ่พอให้ลมหนาวลอดผ่านได้ทุกทิศทาง ภายในไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงฝุ่นหนาและกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้สะอิดสะเอียน
“ท่านแม่นั่งพักก่อนนะเจ้าคะ”
หญิงสาวพยุงมารดานั่งลงบนกองฟางเก่ามุมห้อง นางมองไปรอบๆ ด้วยความท้อใจ ในถุงเงินเหลือเงินอีแปะไม่ถึงสิบเหรียญ อาหารที่พกมาก็หมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อวาน ความหิวเล่นงานจนแสบไส้ แต่นางต้องอดทนเพื่อหาทางให้มารดาได้กินอิ่มก่อน
นางเดินออกไปนอกบ้านหวังจะหาแหล่งน้ำหรือพืชผักป่ามาประทังชีวิต ทว่าพื้นดินที่นี่แข็งราวกับหิน นางจึงเดินลึกเข้าไปหลังหมู่บ้านจนถึงอารามร้างที่เถาวัลย์พันเกี่ยวจนแทบมองไม่เห็นประตู ภายในอารามเงียบสงัด กลิ่นธูปจางๆ ที่หลงเหลือจากอดีตยังลอยอบอวลอยู่
มองไปบนแท่นบูชาที่ผุพัง สายตาของนางเหลือบไปเห็นบางอย่างปักอยู่ในกระถางธูปที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า มันคือพู่กันไม้ที่ดูธรรมดาจนเกือบจะกลายเป็นกิ่งไม้แห้งๆ แต่เมื่อลองหยิบขึ้นมากลับพบว่ามีน้ำหนักที่พอดีมือ บนด้ามมีรอยสลักเลือนลางเป็นรูปเกล็ดมังกร
ชิงเหยานั่งลงบนพื้นทรายในอารามด้วยความอ่อนแรง นางนึกสนุกผสมกับความโหยหิวจึงลองใช้พู่กันวาดรูปหัวมันเผาลงบนทราย
ทว่าทันทีที่ตวัดเส้นสุดท้ายเสร็จ แสงสีขาวก็สว่างวาบขึ้นชั่วพริบตา กลิ่นหอมของหัวมันเผาร้อนๆ ลอยเข้าจมูกจนนางชะงัก บนพื้นทรายที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มีหัวมันขนาดใหญ่ที่ส่งควันกรุ่นปรากฏขึ้นจริง!
ชิงเหยาตัวแข็งทื่อ นางขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะยื่นมือสั่นเทาไปแตะดู มันอุ่นและมีผิวสัมผัสเหมือนของจริงทุกประการ นางรีบคว้ามันขึ้นมาแนบอก ความตื่นเต้นทำให้หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก
“พู่กันนี้มีฤทธิ์เดชอัศจรรย์เหลือเกิน หากวาดสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องทนลำบากอีกแล้ว!”
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว หากมีเงินสักถุงนางจะพามารดาออกไปจากหุบเขากันดารแห่งนี้ ไปหาหมอที่ดีที่สุด ซื้อบ้านหลังใหญ่ และกลับไปทวงคืนทุกอย่างจากท่านอาชั่วช้า ชิงเหยากลั้นหายใจ นางคุกเข่าลงจับพู่กันมั่น ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว ตวัดวาดรูปเงินตำลึงลงบนพื้นทรายอย่างตั้งใจ
ทว่าเมื่อเส้นบรรจบกัน แสงที่ควรจะสว่างกลับกลายเป็นสีแดงชาดที่ดูน่ากลัว นางรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่หัวใจอย่างแรง ชิงเหยาหน้ามืดวิงเวียนจนรอบกายหมุนคว้าง ร่างของนางทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสีแดงข้นทะลักออกจากปากและจมูกจนเปรอะเปื้อนคอเสื้อ
“อึก!”
นางหอบหายใจรวยริน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับเนื้อหนังถูกฉีก นางเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดตำลึงเงินบนพื้นด้วยสายตาที่เริ่มพร่ามั่ว ทว่าบนพื้นทรายกลับว่างเปล่า ไม่มีเงินตำลึงปรากฏขึ้น มีเพียงหยดเลือดของนางที่ซึมลงสู่ผืนทราย
ในขณะที่สติกำลังจะหลุดลอย เสียงหนึ่งคล้ายกระซิบแผ่วเบาข้างหู ดังขึ้นเตือนว่า
พู่กันนี้มอบสิ่งของเพื่อประทังชีวิตได้ แต่ไม่อาจมอบความมั่งคั่งที่ขัดต่อโชคชะตาได้ และที่สำคัญที่สุดมนตรานี้มีขีดจำกัดเพียงหนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น!
ชิงเหยาพยุงกายที่สั่นเทิ้มขึ้นมานั่งพิงเสา นางมองพู่กันในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังขา พู่กันนี้ไม่ใช่บ่อเงินบ่อทอง แต่มันคือเครื่องมือเพื่อการเอาตัวรอด หากนางยังดึงดันจะวาดทองหรือเงิน พลังวิเศษนี้จะสูบเอาชีวิตของนางไปจนหมดสิ้นโดยที่ไม่ได้สิ่งใดกลับมาเลย
6ข้าไม่มีเงินชิงเหยามองดูเด็กน้อยตัวเล็กและซูบผอมกว่าเด็กวัยเดียวกันในเมืองหลวง นางหันกลับไปมองบ่อน้ำของตนเองที่ยังคงมีน้ำซึมออกมาจากตาน้ำไม่ขาดสาย ตาน้ำที่นางค้นพบด้วยไม้ดิ่งที่วาดขึ้นจากพู่กันเกล็ดมังกรนั้นดีเยี่ยม ผิดกับบ่อส่วนกลางที่เฉินกุ้ยครอบครองไว้ลิบลับ“เช่นนั้นเจ้าอยากลองดื่มน้ำจากบ่อของข้าดูไหม”ชิงเหยาถามพลางลุกขึ้นเดินไปหยิบชามดินเผาที่วางอยู่ใกล้ๆ เด็กหญิงตัวน้อยตาโตด้วยความดีใจ แต่ไม่นานดวงตาของนางก็เศร้าสร้อยตามเดิม“ขะ...ข้าไม่มีเงินให้พี่สาวหรอกนะเจ้าคะ ท่านแม่บอกว่าน้ำทุกหยดมีราคา”“ข้าไม่ได้ต้องการเงินจากเจ้า รับไปเถิด”“จริงหรือเจ้าคะ”“อืม รับไปสิ”ชิงเหยายื่นชามน้ำส่งให้ผ่านช่องรั้วไม้ไผ่ เด็กน้อยยื่นมืออันสั่นเทามารับชามน้ำไป นางจิบน้ำเข้าไปหนึ่งกลืน แล้วดื่มน้ำนั้นจนหมดชามอย่างรวดเร็ว เมื่อดื่มเสร็จนางก็ยิ้มออกมาจนเห็นฟันซี่เล็กๆ“น้ำนี้เย็นสดชื่นยิ่งกว่าน้ำที่ข้าเคยดื่มมา”ชิงเหยามองดูรอยยิ้มนั้นแล้วรู้สึกสะท้อนใจ ความละโมบของเฉินกุ้ยพรากความสุขเล็กๆ ของเด็กคนนี้ไปนานเท่าไรแล้วหนอ เฉินกุ้ยทำสิ่งน่ารังเกียจเพื่อแลกกับเงินที่หามาได้จากหยาดเหงื่อของชาวบ
5ใช่ว่าจะเป็นผลดีเสียงหัวเราะเยาะหยันของเฉินกุ้ยและพวกพ้องค่อยๆ เลือนหายไป มู่ชิงเหยามองตามหลังคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางไม่ได้สนใจต่อคำถากถางหรือคำขู่ที่ว่าจะปล่อยให้พวกนางอดตายเพราะขาดน้ำ เพราะนางมีบ่อน้ำในที่ดินของตนเองแล้ว แถมยังใสสะอาดไม่เหมือนบ่อน้ำของเฉินกุ้ยที่ขุ่นเพราะใกล้แห้งขอดเมื่อมารดากลับเข้าไปพักในบ้านแล้ว หญิงสาวก็หันไปหยิบตะกร้าสานใบเก่าขึ้นมาสะพายหลัง ในมือถือจอบบิ่นๆ เล่มเดิม เป้าหมายของนางในวันนี้คือเนินดินรกร้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ที่นั่นมีดินเหนียวเนื้อละเอียดที่พอจะนำมาผสมฟางเพื่อใช้ซ่อมแซมรอยแตกตามผนังบ้านดินได้นางไม่ได้หยิบพู่กันเกล็ดมังกรมาใช้งาน เหตุผลก็เพราะว่านางเริ่มสังเกตเห็นกฎเกณฑ์บางอย่างของพู่กันวิเศษเล่มนี้ ชิงเหยาเชื่อว่าหากนางมีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม มีเลือดลมเดินสะดวกและมีพละกำลังเต็มเปี่ยม เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้มันวาดของสำคัญที่อาจต้องแลกด้วยความเจ็บปวด นางย่อมต้านทานแรงสะท้อนกลับนั้นได้ดีกว่าตอนที่ร่างกายอ่อนแอซูบผอม การใช้พู่กันทุกวันก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปสิ่งไหนที่พอจะทำได้ด้วยแรงกายนางจะลงมือทำด้วยตนเอง สิ่งไหนที่หาได้จากป
4รีดไถพอฟ้าใกล้สางมู่ชิงเหยาขยับกายลุกขึ้น มือของนางยังคงรู้สึกแสบจากแผลพุพองจากการขุดดินเมื่อวาน แต่นางไม่มีเวลาให้หยุดพัก หากไม่มีน้ำแปลงผักที่นางตรากตรำขุดไว้ก็เป็นเพียงหลุมดินเปล่าประโยชน์ชิงเหยาเดินออกไปหลังบ้าน นางนั่งลงในมุมมืดที่ลับตาคน รวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่ที่ปลายนิ้ว ภาพในหัวของนางคืออุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่บิดาเคยเอาให้ดู มันคือไม้ดิ่งค้นหาน้ำ หรือแท่งไม้ทรงง่ามที่จะสั่นสะเทือนเมื่ออยู่เหนือแหล่งน้ำใต้ดินนางจรดปลายพู่กันเกล็ดมังกรลงบนพื้นทราย ลากเส้นเป็นแท่งไม้สองกิ่งที่มาบรรจบกันตรงปลาย ทันทีที่เส้นหมึกสุดท้ายสมบูรณ์ แสงสว่างวาบขึ้นชั่วอึดใจ ร่างกายของนางรับรู้ถึงพลังที่ถูกดึงออกไป แต่ไม่เจ็บปวดถึงขั้นดิ้นทุรนทุรายนางยิ้มออกมาด้วยความดีใจ พลางหยิบแท่งไม้ดิ่งที่ปรากฏขึ้นบนพื้นทรายขึ้นมาถือไว้ นางกระชับกิ่งไม้ทั้งสองข้างด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เดินวนรอบๆ พื้นที่รกร้างหลังบ้าน นางเดินอย่างช้าๆ สายตาจ้องมองปฏิกิริยาของไม้ดิ่งไปด้วยชิงเหยาเดินลัดเลาะไปตามแนวหินและพงหนาม จนกระทั่งมาถึงจุดที่ดินดูเข้มกว่าบริเวณอื่น ทันใดนั้นแท่งไม้ในมือของนางก็เริ่มสั่นไหว ปลายของมันถ่วงลงสู
3เก็บส่วยน้ำเสียงแม่ไก่ขันรับอรุณ ลมหนาวพัดพาไอชื้นจางๆ มาปะทะผิวหน้า มู่ชิงเหยาลืมตาขึ้นในความมืดสลัว ขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบแล้วก้าวออกไปหลังบ้าน แสงรำไรของดวงตะวันที่กำลังจะโพล่ขึ้นมา ทำให้นางพอมองเห็นพื้นดินเบื้องหน้า นางนั่งลงในมุมมืดที่ลับตาคนรวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่ที่ปลายนิ้ว ภาพในหัวของนางวันนี้คือถุงผ้าใบย่อมที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักนานาชนิด ทั้งผักกาด หัวไชเท้า และเมล็ดถั่วนางเริ่มจรดปลายพู่กันลงบนพื้นดินที่แห้งกรัง ลากเส้นอย่างช้าๆ ในขณะที่ปลายพู่กันขยับไปนั้น นางเตรียมใจรับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนครั้งที่วาดแม่ไก่ ทว่าเมื่อเส้นบรรจบกันจนครบรอบ ร่างกายของนางเพียงแค่รู้สึกล้าลงเล็กน้อย คล้ายกับคนที่เพิ่งเดินเร็วๆ มาเพียงชั่วครู่ ไม่มีความรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยทิ่มแทงหรือวิงเวียนจนสิ่งรอบกายหมุนคว้างบนพื้นทรายปรากฏถุงผ้าใบเล็กที่มีน้ำหนักเบา เมื่อนางเปิดออกดูก็พบเมล็ดพันธุ์พืชวางอยู่ภายในอย่างครบถ้วน ชิงเหยาแย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจจนลืมความเหนื่อยล้า นางค้นพบความลับสำคัญของพู่กันเล่มนี้อีกอย่างหนึ่งที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ยิ่งวาดของที่มีค่าน้อยแรงสะท

















